ไอเดียต่างแดน
ทาสเปย์หนัก ปรนเปรอกันเข้าไป ตลาดสินค้าสัตว์เลี้ยงที่ญี่ปุ่น มูลค่ามหาศาล เทรนด์การเลี้ยงสัตว์ยังคงมาแรงอย่างต่อเนื่อง รวมถึงในประเทศที่อัตราการเกิดต่ำอย่างญี่ปุ่น เพื่อนรักสี่ขากลับมีจำนวนมากกว่าประชากรเด็ก “อีโคโนมิสต์” ระบุไว้เมื่อปีที่แล้วว่า จำนวนสัตว์เลี้ยงที่ส่วนใหญ่เป็นสุนัขและแมว อยู่ที่ 15.9 ล้านตัว ในขณะที่จำนวนเด็กอายุไม่เกิน 14 ปี อยู่ที่ 14.2 ล้านคน “ไมนิจิ” รายงานว่า แนวโน้มดังกล่าวส่งผลให้บรรดาผู้ผลิตอาหารและผลิตภัณฑ์สำหรับสัตว์เลี้ยงหันมาเกาะกระแสตลาดสินค้าหรูเพื่อเอาใจบรรดาเจ้าของที่ต้องการปรนเปรอสมาชิกสี่ขาของครอบครัว อย่างกรณีของ “อิออน เพ็ต” (Aeon Pet) ธุรกิจในเครือห้างอิออน ก็เริ่มขายเค้กคริสต์มาส และ “โอเซจิ” หรือสำรับอาหารสำหรับเทศกาลปีใหม่ที่คิดค้นเพื่อสุนัขและแมว ตอบโจทย์ทาสที่อยากเฉลิมฉลองช่วงเวลารื่นเริงกับสัตว์เลี้ยงแสนรัก โอเซจิบางชุด มีราคาสูงกว่า 10,000 เยน หรือกว่า 2,200 บาท ส่วนชุดแพงที่สุดสนนราคาอยู่ที่ 16,500 เยน หรือกว่า 3,600 บาท ซึ่งเหล่าทาสก็พร้อมควักเงินจ่ายไม่ว่าจะราคาแพงแค่ไหน ตราบเท่าที่คุณภาพเป็นไปตามที่ต้องการ โอเซจิเพื่อเจ้านาย มักประกอบด้
ธุรกิจมาแรง! เปิดออฟฟิศหลอก เป็นทางออก คนไม่อยากบอก เรื่อง “ตกงาน” คนรุ่นใหม่ในจีนกำลังเผชิญปัญหาว่างงานมากขึ้น ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ซบเซาและวิกฤตอสังหาริมทรัพย์ที่ยังไม่ฟื้น บางส่วนถูกเลย์ออฟ บางส่วนเพิ่งเรียนจบจากรั้วมหาวิทยาลัยกลับหางานไม่ได้ กลายเป็นความกดดันที่ต้องแบกรับ เพราะไม่ต้องการบอกครอบครัว หรือบากหน้ากลับไปเกาะพ่อแม่กินจนเป็นขี้ปากเพื่อนบ้าน ตอนนี้มีบริการใหม่ในจีนที่กำลังถูกพูดถึงอย่างมากในโลกออนไลน์ นั่นคือ เปิดออฟฟิศให้แกล้งไปนั่งทำงานแบบหลอกๆ เป็นทางออกชั่วคราวสำหรับคนที่ไม่อยากบอกเรื่องตกงานกับใคร “เซาท์ไชน่า มอร์นิ่ง โพสต์” รายงานว่า มีหลายบริษัทหันมาให้บริการพื้นที่สำหรับทำงานหลอกๆ ยกตัวอย่างบริษัทแห่งหนึ่งในมณฑลเหอเป่ยที่เปิดให้บริการนี้ในราคาวันละ 30 หยวน หรือประมาณ 150 บาท พื้นที่ออฟฟิศเปิดให้เข้าใช้บริการ ตั้งแต่ 10.00-17.00 น. มีอุปกรณ์สำนักงานไว้พร้อม รวมอาหารกลางวันด้วย ซึ่งช่วยให้ลูกค้าสามารถรักษาภาพของการมีงานทำเอาไว้ได้ บริการประเภทนี้แพร่หลายมากขึ้น บางแห่งถึงขั้นเปิดให้สร้างภาพเป็น “เจ้านาย” พร้อมอุปกรณ์ประกอบอย่างเก้าอี้หนัง บริการพื้นที่สำหรับแกล้งทำงานป
เทรนด์ท่องเที่ยว “เดินทางคนเดียว” แรงไม่แผ่ว หมุดสำคัญ สเปน อิตาลี กรีซ ส่องเทรนด์ท่องเที่ยว ปี 2568 เดินทางคนเดียวยังแรงไม่แผ่ว ตอบโจทย์ผู้ที่ต้องการเวลาส่วนตัว และสัมผัสประสบการณ์เฉพาะบุคคล “ฟอร์บส์” ระบุว่า ผู้คนทั่วโลกออกเดินทางคนเดียวมากขึ้น ซึ่งอาจเป็นเพราะวิกฤตโควิดที่ทำให้ผู้คนคุ้นเคยกับการอยู่คนเดียวในช่วงกักตัว หรือตระหนักถึงตัวเองมากขึ้น แต่ไม่ว่าจะเหตุผลใด ผู้เชี่ยวชาญมองว่าผู้คนสนใจท่องเที่ยวคนเดียวมากขึ้น ASA Luxury เอเยนซีด้านสื่อสารและประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการท่องเที่ยว ระบุในรายงานเทรนด์ท่องเที่ยว ปี 2568 ว่า การท่องเที่ยวคนเดียวเป็นเทรนด์อันดับต้นๆ พร้อมกับอ้างถึงรายงานแนวโน้มการเดินทางทั่วโลกประจำปี 2567 ของ “อเมริกัน เอ็กซ์เพรส” ที่ชี้ว่า การเดินทางคนเดียวเป็นกระแสหลักในหมู่นักเดินทางรุ่นใหม่ โดยคนรุ่นมิลเลนเนียลและเจน Z ราว 76% วางแผนเดินทางคนเดียวในปี 2568 การวางแผนเดินทางคนเดียว เป็นเรื่องที่ทำได้ง่ายกว่าการท่องเที่ยวเป็นหมู่คณะ และสามารถทำตามใจตัวเองได้โดยไม่ต้องสนใจคนอื่น “อเมริกัน เอ็กซ์เพรส” ระบุด้วยว่า 57% ของผู้ตอบแบบสอบถามมีแนวโน้มที่จะเลือกพักผ่อนช่วงสุดส
ผู้บริโภคจีน ใช้เงินคลายเหงา มูลค่า “เศรษฐกิจหาเพื่อน” แตะ 5 หมื่นล้านหยวน ทุกวันนี้ผู้คนใช้ชีวิตแบบต่างคนต่างอยู่มากขึ้น นำไปสู่ความรู้สึกเหงาและโดดเดี่ยว แม้จะมีโซเชียลมีเดียเชื่อมโยงกับเพื่อนได้ แต่หลายคนกลับยอมจ่ายเงินเพื่อให้คนแปลกหน้ามาเป็นเพื่อนคุย “เซาท์ไชนา มอร์นิ่ง โพสต์” รายงานเทรนด์ที่กำลังเกิดขึ้นในจีน พร้อมหยิบยกข้อความที่โพสต์ในแพลตฟอร์ม “เสี่ยวหงชู” (Xiaohongshu) ซึ่งผู้คนแห่ติดแฮชแท็ก “เพื่อนคุย” เพื่อหาใครสักคนที่พร้อมจะซื้อหรือขาย “เวลา” เพียงไม่กี่นาทีในการพูดคุยกับคนแปลกหน้า หนึ่งในโพสต์เมื่อไม่นานมานี้ระบุว่า “มีใครพร้อมคุยด้วยไหม ฉันจ่ายไม่อั้น” ภายในไม่กี่ชั่วโมง ผู้ใช้งานรายนี้ก็ได้รับคำตอบจำนวนมากจากผู้คนที่ต้องการเสนอขายบริการพูดคุย แฮชแท็กแบบนี้มีผู้คนเข้าชมหลายล้านครั้งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา สะท้อนถึงผู้บริโภคชาวจีน ที่ต้องการใช้เงินคลายเหงามากขึ้น ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการบริโภคตามอารมณ์ จีน มีประชากรโสดเพิ่มขึ้นมาก ทำให้ผู้คนจำนวนไม่น้อยยอมควักจ่ายแลกกับการมีเพื่อนแบบหลอกๆ ไม่ว่าจะเป็นการคุยออนไลน์กับคนแปลกหน้า ไปจนถึงสวมบทบาทเสมือนจริง “หวัง ผาน” อาจารย์ด
ส่ง “บอส” ไปหาเงินเข้าบ้าน เมื่อ พนักงาน 4 ขา รับค่าจ้างเฉพาะขนม ผู้คนสมัยนี้นิยมเลี้ยงสัตว์มากขึ้น และดูแลราวกับเป็นลูกแท้ๆ ข้าวของเครื่องใช้ก็ราคาไม่ใช่น้อยๆ บางทีแพงกว่าของใช้ทาสเสียอีก คงจะดีไม่น้อย ถ้าบรรดาสัตว์เลี้ยงแสนรักเหล่านี้ ออกไปทำงานหารายได้มาช่วยเหลือค่าใช้จ่ายได้บ้าง เจ้าของจะได้ไม่เหนื่อยอยู่คนเดียว ตอนนี้การจ้างพนักงานสี่ขาเข้าทำงานเกิดขึ้นจริงแล้วที่คาเฟ่ในเมืองฝูโจว มณฑลฝูเจี้ยนของจีน และกำลังได้รับความนิยมมากขึ้น CNN หยิบยกเรื่องราวของ “เจน สเว” นักศึกษาปริญญาเอก วัย 27 ปี ที่ส่ง “เจ้าโอเค” สุนัขพันธุ์ซามอยด์ วัย 2 ขวบ ไปเป็นพนักงานที่คาเฟ่สุนัขชื่อ “เย่จงฮุ่ย” ในเมืองฝูโจวตั้งแต่กลางเดือนกันยายน เธอเล่าความรู้สึกว่า เหมือนกับเวลาพ่อแม่ส่งลูกไปโรงเรียน เธออยากให้เจ้าโอเค ได้สัมผัสกับประสบการณ์ที่แตกต่าง ได้เล่นกับเพื่อนๆ ตัวอื่น จะได้ไม่รู้สึกเหงา เพราะเธอจะมีเวลาพาออกไปเล่นข้างนอกเฉพาะวันหยุดเท่านั้น น่าสนใจว่า การส่ง “เจ้าโอเค” ไปคาเฟ่ นอกจากจะได้เล่นกับเพื่อนๆ แล้ว ยังช่วยประหยัดรายจ่ายด้วย เพราะถ้าอยู่บ้านก็จะต้องเปิดแอร์ตลอดทั้งวัน โดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อนต้องจ่า
อาชีพใหม่ ตอบโจทย์การหย่าร้าง “สัปเหร่อความรัก” สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ คู่รักส่วนใหญ่เมื่อคบหาดูใจกันถึงจุดหนึ่งก็จะขยับไปสู่การเริ่มต้นชีวิตคู่ บ้างก็ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันจนแก่เฒ่า แต่ก็มีไม่น้อยที่ต้องแยกทางกันไป แน่นอนว่า เมื่อรักร้าวจนต้องเลิกรากัน สิ่งของที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นสัญลักษณ์แทนใจก็กลับกลายเป็นของที่ไม่อยากเห็น ยิ่งเป็นของชิ้นใหญ่อย่างภาพแต่งงาน ก็ไม่รู้จะวางแอบไว้ตรงไหนของบ้าน ปัญหาดังกล่าวจะหมดไป เพราะมีอาชีพใหม่ที่ตอบโจทย์การหย่าร้าง และสามารถสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ “วอชิงตัน โพสต์” หยิบยกเรื่องราวของ “หลิว เหว่ย” ชาวจีนวัย 42 ปี ที่เรียกตัวเองว่า “สัปเหร่อของความรัก” มีอาชีพทำลายความทรงจำของอดีตคนเคยรักกัน ไม่ว่าจะเป็นรูปภาพ ชุดแต่งงาน หรือของขวัญต่างๆ ก่อนหน้านี้ “หลิว” เริ่มต้นธุรกิจเล็กๆ จากการรับทำลายเอกสารและข้อมูลส่วนบุคคล แต่เพิ่งทำเงินได้เป็นกอบเป็นกำจากการรับทำลายรูปภาพแต่งงานเมื่อต้นปีที่แล้ว ซึ่งเป็นบริการใหม่ที่ยังไม่มีคนทำ แต่มีลูกค้าจำนวนมาก ในระหว่างปี 2559-2563 มีจำนวนการหย่าร้างในจีนมากกว่า 4 ล้านคู่ ส่งผลให้รัฐบาลต้องปรับแก้กฎหมายให้การหย่าร้างมีขั้น
ราเมนพร้อมดื่ม เมนูแห่งยุคสมัย ใช้มือข้างเดียว ที่เหลืออีกข้าง ทำกิจกรรมอื่น ในบรรดาอาหารที่กินง่ายสุดๆ คงหนีไม่พ้น “ราเมน” หรือบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ซึ่งเป็นตัวช่วยยอดฮิตสำหรับคนจำนวนไม่น้อยที่ทำให้อิ่มท้องได้ แถมสะดวกปรุงและใช้เวลาไม่นาน แม้จะสะดวกขนาดนี้แล้ว แต่ผู้บริโภคบางกลุ่มในญี่ปุ่นก็ยังต้องการมากกว่านั้น โดยเฉพาะบรรดาเกมเมอร์ที่รู้สึกหิวในระหว่างเล่นเกม จะเลิกเล่นกลางทางก็เสียดาย จะไปต่อก็ท้องร้อง เว็บไซต์ soranews24 ระบุว่า การทำราเมนนั้นแสนจะง่ายดาย แค่เทน้ำร้อนลงไปแล้วปล่อยไว้สัก 3 นาทีให้เส้นสุกพอดี ถือเป็นการเตรียมอาหารที่รวดเร็วกว่าวิธีอื่นๆ มาก แต่เวลาจะกิน มือข้างหนึ่งก็ต้องถือถ้วย อีกมือหนึ่งก็คีบตะเกียบ เลยไม่สามารถเล่นเกมได้ ยกเว้นเกมแนวเต้นที่ใช้แค่การขยับแข้งขา นี่จึงเป็นที่มาของ “บูสต์ นูเดิล” (Boost Noodle) ราเมนสำเร็จรูปพร้อมดื่ม ซึ่งออกแบบมาสำหรับการกินโดยใช้มือเพียงข้างเดียว เหลือมืออีกข้างไว้เล่นเกมหรือทำสิ่งต่างๆ “บูสต์ นูเดิล” มาในซองบรรจุของเหลวที่มีฝาจุกติดอยู่สำหรับเปิดกิน ซึ่งเป็นไอเดียที่พัฒนาโดยบริษัท “นิปปอน แฮม” (Nippon Ham) ใช้เวลาประมาณ 2 ปี ราเมนพ
ไม่กล้าอวดรวย ละอายใจใช้ชีวิตหรูหรา เทรนด์ใหม่ “เศรษฐีจีน” จีน เผชิญภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ส่งผลให้พฤติกรรมการบริโภคของผู้คนเปลี่ยนไปจากเดิม ซึ่งไม่ใช่แค่คนทั่วไปที่ต้องดิ้นรนเพื่อปากท้อง แต่รวมถึงกลุ่มคนฐานะมั่งคั่งที่ลดการซื้อสินค้าหรู เพราะไม่กล้าอวดรวย เว็บไซต์ CNBC ระบุว่า บรรดาคนฐานะดีในจีนระมัดระวังมากขึ้นที่จะอวดร่ำอวดรวย ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจกลางมรสุม ส่งผลให้ตลาดสินค้าหรูในจีนกำลังเผชิญแรงกดดัน ข้อมูลจากบริษัทที่ปรึกษา “เบน แอนด์ คอมพานี” เผยว่า มีสัญญาณที่ชัดเจนขึ้นเกี่ยวกับความละอายใจที่จะใช้ชีวิตหรูหรา เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน แต่ไม่ใช่ทั้งหมดที่ไม่อยากซื้อสินค้าหรู มีบางส่วนที่ระมัดระวังมากขึ้น “เคลาเดีย ดาร์ปิซิโอ” หุ้นส่วนและหัวหน้าฝ่ายแฟชั่นและสินค้าหรูของ “เบน แอนด์ คอมพานี” ระบุว่า ลูกค้าฐานะมั่งคั่งไม่อยากจะอวดรวยหรือทำตัวเด่นเกินไป เธออธิบายว่า กระแสนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ ความละอายที่จะฟุ่มเฟือยเคยเกิดขึ้นในสหรัฐฯ ช่วงวิกฤตการเงินโลกระหว่างปี 2551-2552 คนที่มีความสามารถจะซื้อสินค้าหรูหราได้ก็ไม่เต็มใจเท่าไร เพราะไม่อยากถูกมองว่าใช้ของราคาแพง ขณะที่ผู้บริโภคชาวจีนหั
ซื้อขนมลดราคา นอนวัดแทนโรงแรม ไลฟ์สไตล์ Gen Z จีน เปลี่ยนไป ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ในจีนกำลังเปลี่ยนไป เนื่องจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและการเข้าสู่สังคมสูงอายุอย่างรวดเร็ว ซึ่งมีแนวโน้มที่จะส่งผลต่อพฤติกรรมการบริโภคในอีกหลายปีข้างหน้า “นิกเกอิ” รายงานว่า คนจีน เจเนอเรชัน Z อายุระหว่าง 15-29 ปี ที่มีจำนวน 18.4% ของประชากรทั้งประเทศ 1.4 พันล้านคน ถือเป็นกลุ่มที่มีอิทธิพลต่อการบริโภคอย่างมาก แต่ตอนนี้พวกเขาเผชิญความไม่แน่นอนด้านเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงอัตราการว่างงานที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของคนในกลุ่มอายุอื่นๆ แรงกดดันดังกล่าวส่งผลให้การใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ในจีนเปลี่ยนไป โดยหันมาประหยัดและใช้จ่ายแบบมีเหตุผลมากขึ้น จากเดิมที่คนกลุ่มนี้เติบโตมาในยุคเศรษฐกิจเฟื่องฟู “จาง รู่” หญิงสาววัย 24 ปี เป็นตัวอย่างของความเปลี่ยนแปลง ที่ผ่านมาเธอไม่เคยกินข้าวในโรงอาหารที่เต็มไปด้วยเมนูอาหารราคาย่อมเยาอย่างผัดผักกาดขาวกับหมูสามชั้น ซึ่งเป็นเมนูยอดนิยมของบรรดาผู้สูงวัย แต่ตอนนี้เธอกลายเป็นลูกค้าประจำของโรงอาหารไปแล้ว เพราะช่วยคุมค่าอาหารไม่ให้เกิน 100 หยวนต่อวัน หรือประมาณ 500 กว่าบาท และคนวัยเดียวกับ “จาง
คาเฟ่ไร้เสียง ลูกค้าต้องงดคุย ไม่อนุญาตให้เปิดเพลง เปิดบริการแล้วที่ญี่ปุ่น ความเร่งรีบและวุ่นวายของสังคมเมืองอาจทำให้ชีวิตประจำวันของหลายๆ คนไม่คุ้นเคยกับการอยู่แบบเงียบๆ เช่นเดียวกับสังคมญี่ปุ่นที่เร่งรีบและเต็มไปด้วยการแข่งขัน แต่ก็มีคาเฟ่เปิดใหม่ในโอซาก้าที่มาพร้อมแนวคิดสร้างความสุขท่ามกลางความเงียบ เว็บไซต์ soranews24.com ระบุว่า คาเฟ่แห่งนี้มีชื่อว่า “โชโจ” (Shojo) โดยลูกค้าจะต้องงดพูดคุย และไม่อนุญาตให้เปิดเพลงใดๆ เพื่อให้ลูกค้าได้สัมผัสเสียงของความเงียบ คาเฟ่แห่งนี้มี 16 ที่นั่ง และต้องการสร้างบรรยากาศที่ไร้เสียงรบกวน เพื่อให้ผู้ใช้บริการได้อยู่กับความเงียบ มีเพียงเสียงรอบข้างที่มักถูกละเลย เช่น เสียงฝีเท้าของผู้คน เสียงการชงมัตฉะ และเสียงฝน นอกจากความเงียบจะเป็นประโยชน์ต่อการพักผ่อนหย่อนใจของลูกค้าแล้ว ยังเป็นผลดีกับพนักงานในร้าน ซึ่งหูหนวกหรือเป็นผู้มีปัญหาด้านการได้ยิน ทำให้คนทั่วไปได้สัมผัสประสบการณ์จากมุมมองของคนกลุ่มนี้ แม้ทางคาเฟ่จะขอให้ลูกค้างดเว้นการพูดคุยกัน แต่ก็ไม่ได้มีสภาพแวดล้อมที่ถูกจำกัด และชวนให้ลูกค้าเปิดใจรับการสื่อสารรูปแบบใหม่ ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ทุกคนเท่
