ญี่ปุ่น
เคยคิดไหมว่า “ไข่ไก่” สินค้าธรรมดาๆ ที่สามารถหาซื้อได้ตามซูเปอร์มาร์เก็ตทั่วไป จะสามารถอัปราคาขึ้นมาเป็นฟองละกว่า 200 บาท และกลายเป็นธุรกิจที่คนยอมต่อคิวซื้อได้ วันนี้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ จะพาทุกคนมาถอดโมเดลธุรกิจจากร้านไข่ไก่ในย่านโคมาโกเมะ (Komagome) เมืองโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ที่ไม่ได้ขายแค่ไข่ไก่ แต่กำลังขายเรื่องราว ที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้มหาศาล Gen no Tamagoya San หรือ ร้านไข่ไก่ลึกลับ (Phantom Egg Shop) แหล่งรวม “ไข่ไก่สายพันธุ์หายาก” ที่ไม่มีทางหาซื้อได้ตามซูเปอร์มาร์เก็ตหรือห้างสรรพสินค้าทั่วไป จุดเริ่มต้นของร้านนี้บริหารโดย “มิสเตอร์ TKG (Tamago Kake Gohan)” ผู้เชี่ยวชาญด้านไข่ไก่ โดยเขาเล่าให้ฟังว่า “เดิมทีไข่ไก่สายพันธุ์หายากระดับพรีเมียมเหล่านี้ เกษตรกรจะส่งตรงให้เฉพาะเรียวกังโบราณ หรือร้านอาหารระดับไฮเอนด์ในท้องถิ่นเท่านั้น แต่พอเจอวิกฤตโควิด-19 ธุรกิจท่องเที่ยวหยุดชะงัก เกษตรกรทั่วประเทศเดือดร้อนหนักเพราะไม่มีช่องทางระบายสินค้า เราเลยอยากเป็นสะพานเชื่อม นำไข่ไก่คุณภาพสูงเหล่านี้มาให้คนทั่วไปได้ลิ้มลอง” จนปัจจุบันในร้านมีไข่ไก่แบรนด์ต่างๆ ทั่วประเทศลงทะเบียนไว
เป็นภาพที่เห็นจนชินตากับการเห็นกองเชียร์ชาวญี่ปุ่นก้มลงเก็บขยะในสนามหลังการรับชมกีฬาจบ ภาพนี้กลับมาเป็นที่พูดถึงอีกครั้งในฟุตบอลโลก 2026 สื่อหลายสำนักต่างชื่นชมพฤติกรรมนี้ของชาวอาทิตย์อุทัย เอกลักษณ์เฉพาะตัวของชาวญี่ปุ่นที่แฝงไว้ด้วยความสุภาพและความมีน้ำใจมักถูกชื่นชมจากต่างประเทศอยู่เสมอ การเก็บขยะหลังชมกีฬาจบไม่ได้เพิ่งจะทำในฟุตบอลโลกเป็นครั้งแรก คนญี่ปุ่นมักจะแสดงการกระทำเช่นนี้หลังจบการชมกีฬามาโดยตลอด นั่นเพราะพวกเขาถูกปลูกฝังมาตั้งแต่วัยเด็กแล้ว หากจะถอดแนวคิดที่ฝังอยู่ในนิสัยนี้ของชาวญี่ปุ่น ต้องเริ่มไปตั้งแต่การปลูกฝังตั้งแต่วัยเด็ก ที่เริ่มตั้งแต่ในโรงเรียน ในโรงเรียนจะไม่ค่อยจ้างแม่บ้านทำความสะอาดโรงเรียนเท่าใดนัก ส่วนใหญ่จะสอนให้เด็กนักเรียนเป็นคนช่วยกันรับผิดชอบทำความสะอาด และเมื่อโตมาก็มีแนวคิดที่คนญี่ปุ่นถูกสั่งสอนมาเรียกว่า Omotenashi (おもてなし) อ่านว่า โอะโมะเตะนะชิ หากแปลตรงตัวจากรากศัพท์ อาจจะช่วยให้เห็นภาพได้ชัดเจนขึ้น Omote แปลว่า “เบื้องหน้า” หรือ “ด้านนอก” (สิ่งที่แสดงออกมา) ส่วน Nashi แปลว่า “ไม่มี” เมื่อรวมกันแล้ว Omotenashi จึงหมายถึง “ไม่มีเบื้องหน้าเบื้องห
กรุงเทพฯ 20 มีนาคม 2569 – ท่ามกลางการเติบโตอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรมสื่อและความบันเทิงระดับโลก ซึ่งกำลังก้าวขึ้นเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัลและ “ซอฟต์พาวเวอร์” ที่เชื่อมโยงผู้คนและวัฒนธรรมทั่วโลก เอ็นทีที โดโคโม ผู้ให้บริการเทคโนโลยีและโทรคมนาคมชั้นนำของญี่ปุ่น และพันธมิตรสำคัญของกระทรวงกิจการภายในประเทศและการสื่อสารของญี่ปุ่น (MIC) ประกาศความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์กับ ทรูวิชั่นส์ ผู้นำคอนเทนต์คุณภาพครบจร ภายใต้ทรู คอร์ปอเรชั่น ภายใต้นโยบาย “New Cool Japan Strategy” ของรัฐบาลญี่ปุ่น ภายใต้ความร่วมมือระยะยาวดังกล่าว ทรูวิชั่นส์ ในเครือทรู คอร์ปอเรชั่น ได้ร่วมลงนามในแถลงการณ์ความร่วมมือ Japan Content Strategic Partnership Announcement & Joint Statement กับเอ็นทีที โดโคโม เพื่อผลักดันคอนเทนต์และทรัพย์สินทางปัญญาจากญี่ปุ่นสู่ผู้ชมไทย โดย TrueVisions NOW จะทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์มหลักในการนำเสนอคอนเทนต์ญี่ปุ่นคุณภาพสูงอย่างถูกลิขสิทธิ์กับ Lemino Japanese Collection โลกแห่งวัฒนธรรมและความบันเทิงจากญี่ปุ่น พร้อมสนับสนุนบทบาทของประเทศไทยในฐานะประตูสำคัญในการเชื่อมโยงวัฒนธรรมและความ
ไวรัลจากญี่ปุ่น! เมื่อสวนสัตว์และสวนพฤกษศาสตร์ในเมืองอิจิกาวะ จังหวัดชิบะ แชร์ภาพ “พันช์คุง” (Punch-kun) ลูกลิงหิมะวัย 6 เดือน ถือตุ๊กตาอุรังอุตังติดตัวตลอดเวลา เพราะเข้าใจว่าเป็นแม่ของตัวเอง พันช์คุง ถูกแม่ทิ้งไปหลังจากเกิดได้ไม่นาน เพราะแม่เกิดการตกลูกและมีภาวะเหนื่อยล้าอย่างหนัก จึงปฏิเสธการเลี้ยงดูลูกของตัวเอง ทำให้เจ้าหน้าที่รับหน้าที่ดูแลพันช์คุงมาโดยตลอด และหาตุ๊กตาอุรังอุตังมาไว้เป็นเพื่อน เป็นแม่ให้กับพันช์คุง ทั้งคู่ยิ่งสนิทกันมากขึ้นและอยู่ด้วยกันแทบตลอดเวลา เมื่อเจ้าหน้าที่ให้พันช์คุงกลับเข้าฝูง เพื่อเรียนรู้การใช้ชีวิตจากลิงตัวอื่นๆ แต่เพื่อนๆ กลับไม่รับพันช์คุงเข้าฝูง จึงทำให้เราได้เห็นภาพพันช์คุงเดินถือเดินกอดและเล่นกับตุ๊กตาจนกลายภาพไวรัล ขณะเดียวกันก็เริ่มได้ข่าวว่า ลิงตัวอื่นๆ เริ่มยอมรับพันช์คุงเข้าฝูงบ้างแล้ว อย่างไรก็ตาม จากไวรัลพันช์คุง ทำให้มีแบรนด์สินค้าออกมาตามเทรนด์อย่างรวดเร็ว อย่าง IKEA สเปน ที่โพสต์ภาพตุ๊กตาอุรังอุตัง คอลเลกชัน DJUNGELSKOG (ยุงเงลสกูก) ลงบนแพลตฟอร์ม X พร้อมแคปชัน Madre sí hay más que una. ¡Y Punch! ซึ่งมีความหมายว่า แม่มีมากกว่า
เรื่องโดย : มิสมิลเลียนแนร์ เจ้าของคอลัมน์ ไอเดียต่างแดน ญี่ปุ่น ขึ้นชื่อเป็นผู้นำเทคโนโลยีด้านโถสุขภัณฑ์มายาวนาน ไม่ว่าจะเป็นระบบฉีดน้ำทำความสะอาดจุดซ่อนเร้นที่เลือกให้เหมาะกับการถ่ายหนัก-เบา การปรับอุณหภูมิน้ำให้อุ่นขึ้นในฤดูหนาว และเปิดเสียงกลบขณะทำภารกิจหนัก แม้จะประสบความสำเร็จกับการออกแบบให้โถสุขภัณฑ์ทำอะไรได้หลายอย่าง แต่บริษัทญี่ปุ่นก็ไม่ได้หยุดพัฒนา ล่าสุดแบรนด์ “โตโต้” (Toto) เตรียมเปิดตัวโถสุขภัณฑ์ที่เปลี่ยนจากความสะดวกสบาย มาเป็นการใส่ใจกับสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี “ไมนิจิ” สื่อญี่ปุ่น ระบุว่า “โตโต้” เตรียมเปิดตัวโถสุขภัณฑ์ “นีโอเรสต์” (Neorest) รุ่นใหม่ในเดือนสิงหาคมนี้ ซึ่งจะมีระบบตรวจสอบ “อุจจาระ” และบันทึกข้อมูลในแอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟน ช่วยให้ผู้ใช้สามารถติดตามข้อมูลสุขภาพจากการขับถ่ายได้ โถสุขภัณฑ์สุดล้ำนี้จะติดตั้งเซนเซอร์ไว้ใกล้กับหัวฉีดน้ำ หลักการทำงานก็คล้ายกับการสแกนบาร์โค้ด โดยจะฉายแสงไปยัง “อึ” ที่ตกลงในโถเพื่อวัดค่าต่างๆ เมื่อผู้ใช้นั่งบนฝาชักโครก ฝาเครื่องสแกนจะเปิดออกและระบบเริ่มทำงาน หลังจากวัดค่าเสร็จแล้วข้อมูลจะถูกส่งไปยังแอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟนโดยอัตโนมั
เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2568 เตรียมตัวให้พร้อม! ลุ้นไปทริปสุดเอ็กซ์คลูซีฟ กับ ดิวเบอร์รี่ แบรนด์คุกกี้และเค้กสอดไส้รสผลไม้ จัดแคมเปญใหญ่แห่งปี “ดิวเบอร์รี่ชวนฟิน บินฟรีไปญี่ปุ่น” รางวัลใหญ่แจกแพ็กเกจบินลัดฟ้าทัวร์ญี่ปุ่นสุดฟิน ต่อด้วย iPhone 16 สีชมพูสุดคิวต์ และของรางวัลสุดพิเศษอีกมากมาย รวมมูลค่ากว่า 559,000 บาท พร้อมเปิดตัวรสชาติใหม่แบบลิมิเต็ดอีดิชัน “ดิวเบอร์รี่ คุกกี้ และดิวเบอร์รี่ เค้ก รสพีชญี่ปุ่น” ผสานความหวานกำลังดีและความหอมของพีช ส่งต่อรสชาติความอร่อยแบบญี่ปุ่นแท้ๆ ฟิน เหมือนบินไปกินที่ญี่ปุ่น นายฐานันท์ สุวรรณรักษ์ รองประธานและผู้จัดการทั่วไป ประเทศไทย ลาว และ กัมพูชา บริษัท ยูอาร์ซี (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า “ยูอาร์ซี ในฐานะผู้นำในตลาดขนมขบเคี้ยวของประเทศไทย นอกจากการมอบความอร่อยจากสินค้าที่มีคุณภาพแล้ว การสร้างความตื่นเต้นและความแตกต่างในตลาดก็เป็นสิ่งที่เราให้ความสำคัญและดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง การจัดแคมเปญ “ดิวเบอร์รี่ชวนฟิน บินฟรีไปญี่ปุ่น” ในครั้งนี้ เป็นการสร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้ผู้บริโภคเข้าถึงตัวสินค้าด้วยการทุ่มทุนมอบร
กรุงศรี คอนซูมเมอร์ เผย ญี่ปุ่นยังติดอันดับประเทศยอดนิยมสำหรับนักท่องเที่ยวไทย เดินหน้ารุกตลาด ตั้งเป้ายอดใช้จ่ายผ่านบัตรที่ญี่ปุ่นเติบโต 15% บัตรเครดิตในกลุ่มกรุงศรี คอนซูมเมอร์ เผยข้อมูลการใช้จ่ายผ่านบัตรชี้ ญี่ปุ่นยังคงเป็นจุดหมายยอดนิยมสำหรับนักท่องเที่ยวไทย โดยบัตรเครดิตยังคงเป็นหนึ่งในทางเลือกในการชำระเงินที่เป็นที่นิยม ด้วยความสะดวกสบายในการใช้จ่ายและสิทธิประโยชน์ที่ตอบโจทย์ โดยในปี 2567 ยอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตในกลุ่มกรุงศรี คอนซูมเมอร์ ที่ญี่ปุ่น เติบโต 12% ชี้หมวดห้างสรรพสินค้า, แฟชั่น, โรงแรม, เครื่องสำอาง และสินค้าปลอดภาษี ติดอันดับหมวดใช้จ่ายผ่านบัตรยอดนิยม เตรียมสานต่อแคมเปญ “เรื่องญี่ปุ่น ต้องกรุงศรี” จับมือพันธมิตรแบรนด์และร้านค้าชั้นนำกว่า 600 รายทั้งในไทยและญี่ปุ่น จัดดีลช้อป เที่ยว สุดคุ้ม เพิ่มสิทธิพิเศษครบจบทุกประสบการณ์เรื่องญี่ปุ่น ทั้งห้าง, ร้านค้าชั้นนำในญี่ปุ่น, โรงแรม, เว็บไซต์จองเที่ยว, สายการบิน, สิทธิพิเศษที่สนามบิน หวังกระตุ้นยอดใช้จ่ายผ่านบัตรรับฤดูท่องเที่ยว ตั้งเป้ายอดใช้จ่ายผ่านบัตรที่ญี่ปุ่นในปี 2568 กว่า 2,530 ล้านบาท เติบโต 15% เทียบกับปีก่อน นายสม
ชิโอะปัง! ขนมปังเกลือ ทำไมถึงดังในไทย ต้นกำเนิดไม่ใช่เกาหลี แล้วมาจากที่ไหน? แจกพิกัดพร้อมสูตรทำขายสร้างรายได้ ช่วงนี้กระแสชิโอะปังกำลังมาแรงแบบต้านไม่ไหว แต่ละคาเฟ่เปิดตัวเมนูใหม่กันรัวๆ ร้านเบเกอรี่ก็มีคนต่อคิวกันยาว บางคนมีหัดลองทำเองที่บ้านด้วย ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็เห็นเจ้าขนมปังเกลือนี่เต็มไปหมด เรียกได้ว่ากลายเป็นเมนูที่ตอนนี้ ใครๆ ต่างก็ให้ความสนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเกิดเป็นสายขนมปังหรือเบเกอรี่ยิ่งไม่ควรพลาด แต่ทุกคนทราบหรือไม่ว่า อะไรที่ทำให้ขนมปังก้อนเล็กๆ ฮิตได้ขนาดนี้ แล้วต้นตำรับของชิโอะปังมาจากที่ไหน จะมาจากญี่ปุ่นหรือเกาหลี เดี๋ยวผู้เขียนจะพาไปทำความรู้จักถึงที่มาของ ชิโอะปัง ทำความรู้จักกับชิโอะปัง ชิโอะปัง ขนมปังสัญชาติญี่ปุ่นที่มีเสน่ห์เฉพาะตัวคือ ความกรอบนอก นุ่มใน มีความหอมกลิ่นเนยอ่อนๆ และรสเค็มจางๆ จากเกลือ ทำให้มีรสชาติที่เรียบง่ายแต่ลงตัว ซึ่งในภาษาญี่ปุ่นคำว่า “ชิโอะ (塩) แปลว่า เกลือ” พอรวมกับคำว่า “ปัง (パン) ที่แปลว่า ขนมปัง” จึงกลายมาเป็น “ขนมปังเกลือ” แบบที่เราเรียกกัน ต้นกำเนิดชิโอะปังมาจากร้านเบเกอรี่เมืองยาวาตะฮามะ มีชื่อว่า “Pain Maison” อยู่ในจังหวัด
รู้จักอาชีพ “อิโรโดริ” ธุรกิจเก็บใบไม้ขายของผู้สูงวัยชาวญี่ปุ่น สร้างรายได้ 60 ล้านบาทต่อปี ประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัย เช่นเดียวกับประเทศญี่ปุ่นที่เข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอดไปแล้ว เพราะมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมากกว่าร้อยละ 28 ของประชากรทั้งหมด แล้วคนสูงวัยในประเทศญี่ปุ่นเขาทำอาชีพอะไรกัน เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ จะพาไปทำความรู้จักกับ “อิโรโดริ (Irodori)” หรือ ธุรกิจเก็บใบไม้ขาย ที่ก่อตั้งมายาวนานตั้งแต่ปี 1987 และสร้างรายได้สูงถึง 260 ล้านเยนต่อปี หรือประมาณ 60 ล้านบาท อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง >>> เปลี่ยนใบไม้ กลายเป็นเงิน ขาย ใบก้ามปู กว่า 10 ตัน แม้เศรษฐกิจซบเซา อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง >>> ปลูกพืชนับใบขาย “โอบะ” ใบประดับอาหารญี่ปุ่น อาชีพสร้างเงินดี อิโรโดริ เริ่มต้นขึ้นที่เมืองคามิกัตสึ อำเภอคัตสึอูระ จังหวัดโทกูชิมะ ที่แวดล้อมไปด้วยภูเขา ประชากรในเมืองนี้ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ จึงนิยมทำการเกษตร ปลูกส้มแมนดาริน เลี้ยงชีวิตเป็นหลัก กระทั่งความหนาวเย็นมาเยือน ทำให้งานและรายได้สูญหายไปด้วย แม้จะได้รับคำแนะนำจาก โทโมจิ โยโกอิชิ หัวหน้ากลุ่มสหกรณ์เกษตรของเมืองคามิมัตส
“สอนลูกน้องให้คิดแบบเถ้าแก่” การบริหารสไตล์ “ดองกิ” หนึ่งในกลยุทธ์ยอดขายโตติดต่อกัน 33 ปี ทั้งพนักงานประจำหรือพาร์ตไทม์ ก็สามารถสั่งซื้อสินค้าเข้าร้านเองได้ DONKI (ดองกิ) หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ Don Quijote เป็นร้านค้าปลีกชื่อดังจากประเทศญี่ปุ่น ที่โดดเด่นด้วยสินค้าหลากหลายชนิดในบรรยากาศที่คึกคักและมีสีสันสดใส เหมือนเดินเข้าไปในโลกแห่งความสนุกสนาน แต่ทุกคนรู้หรือไม่ว่า แบรนด์ดองกิ เป็นหนึ่งแบรนด์ที่ผู้บริหารมีแนวคิด หรือกลยุทธ์ในการบริหารพนักงานที่แปลกและแตกต่างไปจากแบรนด์อื่นๆ แต่ในความแปลกนี้ ทำให้ดองกิ มียอดขายเติบโตอย่างต่อเนื่องติดต่อกัน 33 ปี และขยายสาขาไปมากกว่า 600 สาขาทั่วโลก เป็นร้านค้าที่เปิดให้บริการ 24 ชั่วโมง ก่อตั้งโดย คุณทาคาโอะ ยาสุดะ เมื่อปี 1980 และมีการเปลี่ยนเปลงเกิดขึ้นอีกครั้งในปี 1989 เป็นร้านที่เกิดจากจุดเริ่มต้นเล็กๆ เป็นร้านค้าธรรมดาทั่วไป แต่เล็งเห็นโอกาสว่าในญี่ปุ่นมีซูเปอร์มาร์เก็ตหลายแห่ง จึงอยากหาข้อแตกต่างที่จะดึงดูดลูกค้าได้ โดยมองหาตลาดของคนที่ทำงานกลางคืน เลิกกะดึก จึงผันตัวเองมาเป็นร้านที่เปิด 24 ชั่วโมง และขายในราคาย่อมเยา ไม่เพียงเท่านั้น สิ่งที
