ตลาดสุกี้
ท่ามกลางตลาดสุกี้ที่ดุเดือด ในปี 2569 “สุกี้ตี๋น้อย” ยังเป็นแบรนด์ที่แข็งแกร่ง ภายใต้การบริหารงานของ นัทธมน พิศาลกิจวนิช (เฟิร์น) ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บี เอ็น เอ็น เรสเตอรองท์ กรุ๊ป จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจร้านอาหาร “สุกี้ตี๋น้อย” (Suki Teenoi) โดยเร่งเครื่องขยายสาขา-แตกแบรนด์ พร้อมตั้งเป้ารายได้เติบโต 42% หรือ 13,000 ล้านบาท นัทธมนกล่าวถึงภาพรวมปี 2568 เทียบกับปี 2567 ยอดขายเติบโตขึ้น 31% จาก 7,028 ล้านบาท เป็น 9,147 ล้านบาท ส่วนกำไรลดลง 26% จาก 1,169 ล้านบาท เหลือ 864 ล้านบาท เนื่องจากในไตรมาส 4 กำไรลดลงเหลือ 57 ล้านบาท นัทธมนเปิดเผยว่าเกิดขึ้นจาก 3 ปัจจัยหลัก คือ 1. โปรโมชันฟรีรีฟิลทั้งเดือนธันวาคม ใช้งบประมาณ 240 ล้านบาท 2. โปรโมชันฟรีหมูกรอบ กุ้งแก้ว เป็ดย่าง ใช้งบประมาณ 100 กว่าล้าน และ 3. การบริจาคช่วยเหลืออุทกภัย งบประมาณกว่า 20 ล้านบาท รวมทั้งหมด 388 ล้านบาท “มาร์จิ้นต่ำลง แต่การขึ้นราคาจะเป็นตัวเลือกสุดท้ายของเรา” นัทธมนกล่าว ในส่วนของจำนวนลูกค้ามีผู้เข้าใช้บริการเพิ่มขึ้น 34% จาก 26.86 ล้านคน เป็น 36.04 ล้านคน แม้จะมีผู้เล่นรายใหม่เข้ามา แต่ก็เป็นกา
ก่อนจบปี 2568 “สงครามสุกี้” ยังเดือดทะลุหม้อ เมื่อแบรนด์หม้อไฟยักษ์ใหญ่ระดับโลก อย่าง Haidilao (ไหตี่เลา) กระโดดลงหม้อมาลุยสงครามนี้อีกหนึ่งแบรนด์ ด้วยการเปิดตัว HI Dee Shabu (ไหตี่ชาบู) ในไทย โดยปักหมุดเซ็นทรัล พระราม 3 เป็นที่แรกของโลกในคอนเซ็ปต์ชาบู ในรูปแบบการขายแบบอะลาคาร์ต กับบุฟเฟต์บาร์ โดยมีราคาชุดหมู เริ่มต้น 199 บาท ชุดเนื้อเริ่มต้น 349 บาท ที่สามารถสั่งเป็นชุดเปิด และบวกบาร์บุฟเฟต์เพิ่มราคา 69 บาท จากการเปิดตัวในครั้งนี้ สร้างกระแสบนโลกโซเชียลเป็นอย่างมาก เพราะไหตี่เลาเป็นแบรนด์ดังที่คนไทยรู้จักกันดี ประกอบกับสงครามสุกี้กำลังเดือด ยิ่งทำให้ตลาดนี้เป็นที่น่าจับตามอง หากย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ แบรนด์ใหญ่ของไทยก็ปล่อยหมัดเด็ดกันแบบไม่มีใครยอมใคร เริ่มกันที่ MK Restaurants ในเครือ MK GROUP แบรนด์ในตำนานที่อยู่คู่คนไทยมานาน 39 ปี เมื่อยุคสมัยเปลี่ยน ความนิยมของแบรนด์เริ่มจางลง จากอะลาคาร์ต แบรนด์จึงปรับโมเดลใหม่เป็น “บุฟเฟต์” เพื่อตอบรับเทรนด์และความต้องการของผู้บริโภคที่ชื่นชอบการทานบุฟเฟต์ ซึ่งมีทั้ง “MK คุ้มเกินคุ้ม 299 บาท” ที่ต่อแคมเปญมาเรื่อยๆ และ “MK Premium Buff
ในปีนี้ผู้ประกอบการหลายคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “นี่คือปีที่โหดที่สุด” บางคนเรียกว่า “ปีเผาจริง” บางคนบอก “เผาซ้ำ” จากเทปพิเศษ Exclusive Round Table ที่เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ และมติชนทีวี ได้ร่วมกันจัดขึ้น เพื่อเปิดโต๊ะพูดคุยกับ 3 ตัวจริงจากแวดวงอาหาร เพื่อค้นหาทางออกในวันที่ธุรกิจนี้ต้องการความหวังมากที่สุด หนึ่งในกูรูที่มาร่วมพูดคุยคือ คุณต่อ-ธนพงศ์ วงศ์ชินศรี หรือ เจ้าของเพจ Torpenguin ได้สะท้อนมุมมองไว้อย่างน่าสนใจว่า “ประเทศไทยมีผู้ประกอบการธุรกิจ 3 ล้านราย เป็นร้านอาหาร 6 เเสนราย ซึ่งคิดเป็น 1 ใน 5 เเล้ววันนี้พอโครงสร้างต้นทุนพัง มันก็ไม่เหลือ ซึ่งเห็นแล้วจากเจ้าใหญ่ๆ คนเลิกเดินห้างสรรพสินค้าแล้ว สถิติบอกเลยว่าระยะเวลาความถี่ในการเดินห้างของคนกรุงเทพฯ ลดลง การกินในห้างต่อ 1 ครั้งก็ลดลงเรื่อยๆ เเต่ร้านอาหารก็ยังเป็นผู้เช่าเดียวที่ยังมีกำลังหาพื้นที่เช่าในห้างอยู่ ห้างก็เลยต้องเพิ่มสัดส่วนร้านอาหารจาก 20-30% เป็น 50% เดินเข้าห้างทีมี 700-800 ร้านที่เพิ่มขึ้นมา ฉะนั้น วันนี้ห้างต้องพยายามดันให้คนมาเดิน ซึ่งคนก็ยังไม่เดิน เเต่บริษัทร้านอาหารที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ต้องการรายไ
