ก่อนจบปี 2568 “สงครามสุกี้” ยังเดือดทะลุหม้อ เมื่อแบรนด์หม้อไฟยักษ์ใหญ่ระดับโลก อย่าง Haidilao (ไหตี่เลา) กระโดดลงหม้อมาลุยสงครามนี้อีกหนึ่งแบรนด์ ด้วยการเปิดตัว HI Dee Shabu (ไหตี่ชาบู) ในไทย โดยปักหมุดเซ็นทรัล พระราม 3 เป็นที่แรกของโลกในคอนเซ็ปต์ชาบู
ในรูปแบบการขายแบบอะลาคาร์ต กับบุฟเฟต์บาร์ โดยมีราคาชุดหมู เริ่มต้น 199 บาท ชุดเนื้อเริ่มต้น 349 บาท ที่สามารถสั่งเป็นชุดเปิด และบวกบาร์บุฟเฟต์เพิ่มราคา 69 บาท
จากการเปิดตัวในครั้งนี้ สร้างกระแสบนโลกโซเชียลเป็นอย่างมาก เพราะไหตี่เลาเป็นแบรนด์ดังที่คนไทยรู้จักกันดี ประกอบกับสงครามสุกี้กำลังเดือด ยิ่งทำให้ตลาดนี้เป็นที่น่าจับตามอง
หากย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ แบรนด์ใหญ่ของไทยก็ปล่อยหมัดเด็ดกันแบบไม่มีใครยอมใคร
เริ่มกันที่ MK Restaurants ในเครือ MK GROUP แบรนด์ในตำนานที่อยู่คู่คนไทยมานาน 39 ปี เมื่อยุคสมัยเปลี่ยน ความนิยมของแบรนด์เริ่มจางลง จากอะลาคาร์ต แบรนด์จึงปรับโมเดลใหม่เป็น “บุฟเฟต์” เพื่อตอบรับเทรนด์และความต้องการของผู้บริโภคที่ชื่นชอบการทานบุฟเฟต์
ซึ่งมีทั้ง “MK คุ้มเกินคุ้ม 299 บาท” ที่ต่อแคมเปญมาเรื่อยๆ และ “MK Premium Buffet” ซึ่งเป็นกลยุทธ์สำคัญ ผลักดันให้ยอดขายรวมอยู่ที่ 3,884 ล้านบาท เติบโต 5.5% จากปีก่อนหน้า โดยสัดส่วนรายได้กว่า 72% มาจาก MK Restaurants ที่มี MK บุฟเฟต์ นั่นเอง
และถึงแม้จะครองส่วนแบ่งตลาดสุกี้ในไทยกว่า 60% จากมูลค่าตลาดรวมกว่า 23,000–25,000 ล้านบาท แต่ MK GROUP ก็ได้ส่งแบรนด์บุฟเฟต์น้องใหม่ลงตลาด ในชื่อ “BONUS SUKI” (โบนัสสุกี้) ที่เปิดตัวสาขาแรกในจังหวัดสระบุรี
โดยแบรนด์นี้ ชูจุดเด่น ตั้งแต่เวลาเปิดบริการ เที่ยงวันยันตี 5 กินไม่อั้นกว่า 60 เมนู ในราคา 219 บาทต่อคน รวมเครื่องดื่มรีฟิล ราคา 39 บาท และ VAT 7% ราคาจะอยู่ที่ 276 บาทต่อคน ถึงปัจจุบันมีทั้งหมด 12 สาขา และกำลังจะเปิดเพิ่ม 1 สาขาเร็วๆ นี้
ต่อมา สุกี้ตี๋น้อย แบรนด์ขวัญใจคนไทย ที่เปิดบริการแบบบุฟเฟต์ตั้งแต่แรกเริ่ม ปัจจุบันขยายไปแล้ว 86 สาขา โดยชูจุดเด่น เปิดบริการตั้งแต่ 10.30-05.00 น. ในราคา 219 บาทค่อคน ซึ่งยังไม่รวมค่าเครื่องดื่มรีฟิลและภาษีมูลค่าเพิ่ม
นอกจากนี้ สุกี้ตี๋น้อย ยังได้แตกแบรนด์เพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าที่ชื่นชอบบุฟเฟต์ คือ “ตี๋น้อย บาร์บีคิว” ให้บริการบุฟเฟต์ปิ้งย่าง ซึ่งมีด้วยกัน 7 สาขา ในราคา 299 บาท ยังไม่รวมค่าเครื่องดื่มรีฟิล ของหวาน และภาษีมูลค่าเพิ่ม และอีก 1 สาขา คือแบรนด์ ตี๋น้อย โกลด์ ให้บริการบุฟเฟต์พรีเมียม ในราคา 599 บาท ไม่รวมน้ำรีฟิล 49 บาท และ VAT 7%
โดย 9 เดือนแรกของปี 2568 สุกี้ตี๋น้อย มีกำไรสุทธิ 803 ล้านบาท ลดลง 9.77% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันปีก่อน โดยเฟิร์น นัทธมน เจ้าของแบรนด์ คาดว่าจะมีรายได้อยู่ที่ 9,000 ล้านบาท และทะลุไปถึง 10,000 ล้านบาทในปี 2569
และอีกแบรนด์ที่กำลังมาแรง คือ ลัคกี้ สุกี้ แบรนด์น้องเล็กในตลาด แต่ปัจจุบันกลายเป็นแบรนด์ที่แข็งแกร่ง เพราะ “เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป” เข้าซื้อหุ้นกิจการ สัดส่วน 40% มูลค่า 940 ล้านบาท
โดยให้บริการรูปแบบบุฟเฟต์เช่นกัน ชูจุดเด่น ให้บริการตั้งแต่ 10.30-02.00 น. ราคา 276 บาท รวมของว่าง เครื่องดื่มรีฟิล 39 บาท และภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% เรียบร้อยแล้ว ถึงปัจจุบันมี 27 สาขา
นอกจากนี้ ยังแตกแบรนด์ ลัคกี้ บาร์บีคิว อีก 11 สาขา โดยเมื่อปี 2567 สามารถสร้างรายได้แตะ 1,000 ล้านบาท พร้อมตั้งเป้ารายได้ 2,000 ล้านในปี 2568
จากผู้เล่นในตลาดสุกี้ที่กล่าวมา ล้วนเป็นแบรนด์ใหญ่ที่พร้อมท้าชน ในปี 2569 เชื่อว่าตลาดสุกี้ ยังมีอะไรให้น่าจับตามองอีกมาก
อ้างอิงข้อมูลจาก
Eat Here
