ทิฟฟานี่
ท่ามกลางกระแสข่าวเศรษฐกิจการท่องเที่ยวไทยที่ซบเซาต่อเนื่อง ไม่ว่าจะด้วยเรื่องความปลอดภัย หรือค่าครองชีพที่สูงขึ้นจนทำให้นักท่องเที่ยวบางกลุ่มเลือกไปประเทศอื่นแทน แม้แต่โชว์ระดับตำนานของเมืองพัทยาอย่าง “ทิฟฟานี่โชว์” (Tiffany’s Show) ก็ไม่อาจรอดพ้นแรงกระเพื่อมนี้ไปได้ เราได้พูดคุยกับผู้บริหารของทิฟฟานี่โชว์ ถึงสถานการณ์จริงที่เกิดขึ้น พร้อมมุมมองว่าธุรกิจนี้ต้องปรับตัวอย่างไรเพื่อความอยู่รอด ย้อนกลับไปเมื่อสิบกว่าปีก่อน ทิฟฟานี่โชว์เคยพึ่งพา “กรุ๊ปทัวร์” เป็นหลัก เหมือนธุรกิจท่องเที่ยวไทยส่วนใหญ่ในยุคนั้น แต่จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อผู้บริหารเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า ถ้าวันหนึ่งเกิดปัญหากับเอเย่นต์ทัวร์ขึ้นมา ธุรกิจจะรับมืออย่างไร ในเมื่อชะตากรรมทั้งหมดผูกติดอยู่กับคนกลาง นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ทิฟฟานี่โชว์เริ่มมองไปที่โมเดลการท่องเที่ยวต่างประเทศ และพบว่าคุณค่าที่แท้จริงของโชว์คือความไม่เหมือนใครในโลก และการผลิตโชว์ใหม่ๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง จึงตัดสินใจปรับกลยุทธ์ทั้งหมด หันไปจับกลุ่มนักท่องเที่ยวแบบ FIT (Free Independent Traveler
จากจุดเริ่มต้นในปี ค.ศ. 1974 ที่ คณะทิฟฟานี่โชว์ พัทยา ได้ก่อตั้งขึ้น จากโชว์คาบาเรต์ในบาร์เล็กๆ ที่แหลมบาลีฮาย พัทยาใต้ อันประกอบไปด้วยนักแสดงสาวประเภทสองเพียง 3 คน สู่โรงละครคาบาเรต์ระดับโลกที่กลายเป็นแลนด์มาร์กสำคัญของเมืองพัทยา ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเข้าสู่ความอลังการของแสง สี เสียง และโชว์ที่ตื่นตาตื่นใจ สะท้อนจิตวิญญาณแห่งความภาคภูมิใจของชาว LGBTQ+ ไทย ที่บรรเลงผ่านทุกบทเพลง การเต้นรำ และเครื่องแต่งกาย การแสดงทุกชุดไม่เพียงแต่สร้างความบันเทิง แต่ยังส่งต่อข้อความแห่งความเท่าเทียม ความรัก และความกล้าที่จะฝัน สู่สายตาผู้ชมจากทั่วโลกมาตลอด 5 ทศวรรษ คุณจ๋า-อลิสา พันธุศักดิ์ คุนผลิน กรรมการผู้จัดการ ทิฟฟานี่โชว์ พัทยา เล่าให้ฟังว่า ปลายปี ค.ศ. 1998 เธอเข้ามาช่วย คุณสุธรรม พันธุศักดิ์ ผู้เป็นบิดา ดูแลกิจการ “ทิฟฟานี่” ในฐานะผู้ลงทุน ซึ่งเวลานั้น ทิฟฟานี่โชว์ มีชื่อเสียงเป็นอย่างมาก การแสดงเต็มทุกรอบ แต่ค่าตอบแทนดูเหมือนไม่คุ้มกับสิ่งที่ลงทุนลงแรงไป ราวปี ค.ศ. 1999 จึงตัดสินใจรีโนเวตครั้งใหญ่ สร้างโรงละคร ให้มีความอลังการมากขึ้น ก่อนปรับราคาขายตั๋ว จาก 150 บาท เ
