แกร็บ
แกร็บ ประเทศไทย จับมือ แพลน บี เปิดตัวโครงการ “เปลี่ยนถุงเย็น เป็นถุงยา” ชวนทุกคนร่วมส่งต่อถุงเก็บความเย็นสำหรับใส่เครื่องดื่มหรืออาหารที่ใช้แล้วให้กับโรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ เพื่อนำไปใช้บรรจุยาที่ต้องควบคุมอุณหภูมิให้กับผู้ป่วย หวังช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการจัดหาถุงเก็บความเย็น พร้อมส่งเสริมการนำแพ็กเกจจิ้งมาใช้ซ้ำเพื่อลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม นายพนมกร จิระเสถียรพงศ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาด แกร็บ ประเทศไทย กล่าวว่า “ปัจจุบันการใช้ถุงเก็บความเย็นเพื่อบรรจุเครื่องดื่มและอาหารกำลังเป็นที่นิยมอย่างมากในกลุ่มร้านค้าสมัยใหม่ ทั้งการสั่งซื้อที่หน้าร้านและผ่านบริการดีลิเวอรี เพราะนอกจากจะช่วยควบคุมอุณหภูมิและรักษาคุณภาพของผลิตภัณฑ์ให้ได้มาตรฐานแล้ว ยังช่วยเสริมภาพลักษณ์ของแบรนด์ให้ดูพรีเมียมขึ้นอีกด้วย อย่างไรก็ตาม ถุงเก็บความเย็นเหล่านี้มักไม่ได้ถูกนำมาใช้ซ้ำทั้งที่ยังมีสภาพดี โดยสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย รวมถึงการใช้บรรจุยาที่ต้องควบคุมอุณหภูมิสำหรับผู้ป่วย จากไอเดียดังกล่าว แกร็บจึงได้ร่วมมือกับ แพลน บี ริเริ่มโครงการ ‘เปลี่ยนถุงเย็น เป็นถุงยา
แกร็บ ผู้นำแพลตฟอร์มอันดับหนึ่งบริการแอปเรียกรถและฟู้ดเดลิเวอรีในประเทศไทย เผยเทรนด์รักสุขภาพ-ออกกำลังกายมาแรง รับกระแส Longevity และ HYROX ฟีเวอร์ สะท้อนผ่านพฤติกรรมการเรียกรถ สั่งอาหารและซื้อสินค้าผ่านแอปพลิเคชันที่เปลี่ยนไป พบคนกรุงใช้บริการเรียกรถไปสวนสาธารณะในช่วงเช้ามืดเพิ่มขึ้นกว่า 5 เท่า ขณะที่กระแสฟิตเนสเรซมาแรงดันยอดเรียกรถไปร่วมการแข่งขัน HYROX เพิ่มขึ้นเกือบกว่า 2.5 เท่า ฟากธุรกิจเดลิเวอรี พบเทรนด์เครื่องดื่มหวานน้อย-อาหารโปรตีนสูงเติบโตต่อเนื่อง โดยยอดสั่ง “กาแฟดำ-เคลียร์มัตฉะ” แบบหวาน 0% พุ่งรวมกว่า 10 ล้านแก้วต่อปี “เมนูอกไก่” ทะลุ 3.3 ล้านออร์เดอร์ต่อปี ขณะที่ “โปรตีนพร้อมดื่ม” เติบโตมากกว่า 3.5 เท่า นายพนมกร จิระเสถียรพงศ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาด แกร็บ ประเทศไทย กล่าวว่า “ในช่วงปีที่ผ่านมา การดูแลสุขภาพเพื่อให้ชีวิตยืนยาวอย่างแข็งแรงและมีคุณภาพ (Longevity) กลายเป็นหนึ่งในเมกะเทรนด์สำคัญที่กำหนดไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคในยุคนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มคนรุ่นใหม่ในสังคมเมืองที่มีพฤติกรรมเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด โดยมีรูปแบบการใช้ชีวิตที่เน้นกิจกรรมเชิงสุขภาพแล
แกร็บ ประเทศไทย เปิดเวทีประกาศรางวัลสุดยอดผู้ให้บริการแห่งปี “Grab Driver Awards” เป็นครั้งแรก เพื่อยกย่องสุดยอดคนขับและไรเดอร์กว่า 400 คนจากทั่วประเทศที่โดดเด่นในด้านการให้บริการครอบคลุม 8 สาขาหลัก หวังยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมเรียกรถผ่านแอป หนุนนโยบายกระทรวงคมนาคมในการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะที่มีคุณภาพและความปลอดภัยให้กับประชาชน พร้อมส่ง 4 ฟีเจอร์ใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วย AI เพื่อเสริมประสิทธิภาพการให้บริการและความปลอดภัยบนแพลตฟอร์ม ควบพัฒนาทักษะการเป็น “คอนเทนต์ครีเอเตอร์” ส่งเสริมให้คนขับสามารถสร้างคอนเทนต์บนแพลตฟอร์มดิจิทัลอย่างสร้างสรรค์เพื่อเป็นรายได้เสริม สานต่อพันธกิจ GrabForGood ที่มุ่งพัฒนาคุณภาพชีวิตให้กับคนในอีโคซิสเต็ม นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า “ปัจจุบันบริการเรียกรถผ่านแอปพลิเคชันได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางในชีวิตประจำวันของคนไทย ทั้งยังมีบทบาทสำคัญต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยว เนื่องจากตอบโจทย์ผู้ใช้บริการทั้งในด้านความสะดวกสบายและความปลอดภัย ช่วยเชื่อมต่อการเดินทางกับระบบขนส่งสาธารณะในจังหวัดต่างๆ ได้แบบไร้รอยต่อ จนทำให้ได้รับความ
แกร็บ ประเทศไทย เปิดตัวโครงการ “S.A.F.E.+” (เซฟพลัส) ขานรับนโยบายกระทรวงคมนาคมในการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของบริการเรียกรถผ่านแอปในประเทศไทยผ่าน 4 มิติหลัก ครอบคลุมการส่งเสริมให้คนขับปฏิบัติตามข้อกำหนดของกรมการขนส่งทางบก โดยตั้งเป้าผลักดันให้คนขับบนแพลตฟอร์มทำใบขับขี่สาธารณะให้ได้ 100,000 รายภายในสิ้นปี การผนึกความร่วมมือกับบริษัทประกันภัยเพื่อส่งเสริมการทำประกันภัยสาธารณะในราคาที่เข้าถึงได้ การลงทุนพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านความปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง โดยเตรียมขยายการใช้ฟีเจอร์ Audio Protect (บันทึกเสียงภายในรถ) อัตโนมัติช่วงกลางคืน รวมถึงทดลองติดตั้งกล้อง CCTV ภายในรถยนต์สำหรับกลุ่มคนขับตัวอย่าง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้โดยสารและนักท่องเที่ยวต่างชาติ จันต์สุดา ธนานิตยะอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ แกร็บ ประเทศไทย เผยว่า “บริการเรียกรถผ่านแอปของแกร็บริเริ่มขึ้นมาตั้งแต่ปี 2555 เพื่อช่วยแก้ปัญหาด้านความปลอดภัยในการเดินทาง ซึ่งเป็นหนึ่งในความกังวลสำคัญของผู้ใช้บริการในภูมิภาค โดยตลอดระยะเวลากว่า 13 ปีที่ผ่านมา แกร็บได้ลงทุนและพัฒนาเทคโนโลยีด้านความปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับ
แกร็บ ผู้นำซูเปอร์แอปในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เผยข้อมูลจาก “รายงานความยั่งยืนประจำปี 2568” (ESG Report 2025) ภายใต้แนวคิด “Rising as One” ตอกย้ำบทบาทแพลตฟอร์มที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลให้เติบโตอย่างยั่งยืนครอบคลุมทั้งระบบนิเวศ ควบคู่ไปกับการสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในกับสังคมและสิ่งแวดล้อมในวงกว้าง อาทิ การส่งเสริมการสร้างรายได้ให้กับคนขับและผู้ประกอบการบนแพลตฟอร์มทั่วทั้งภูมิภาคมากกว่า 1.53 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (หรือประมาณ 5 แสนล้านบาท) เพิ่มขึ้น 19% จากปีก่อนหน้า การขยายโอกาสในการเข้าถึงเทคโนโลยี AI ตลอดจนแหล่งเงินทุนผ่านการให้สินเชื่อรายย่อยมากกว่า 3.2 พันล้านเหรียญสหรัฐ (หรือประมาณ 1 แสนล้านบาท) ขณะเดียวกันยังคงเดินหน้าผลักดันโครงการด้านสิ่งแวดล้อม โดยปีที่ผ่านมาสามารถลดการปล่อยคาร์บอนไปมากกว่า 772,000 ตัน นางสาวจันต์สุดา ธนานิตยะอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ แกร็บ ประเทศไทย กล่าวว่า “แกร็บเชื่อว่าความสำเร็จทางธุรกิจอย่างยั่งยืนต้องเดินหน้าควบคู่ไปกับการสร้างคุณค่าให้กับสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยตลอด 13 ปีที่ผ่านมา แกร็บ ประเทศไทย ได้มุ่งใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้างและขยายโอกาสให้
แกร็บ ผู้นำแพลตฟอร์มอันดับหนึ่งบริการแอปเรียกรถและฟู้ดเดลิเวอรีในประเทศไทย เผยอินไซต์ผู้ใช้บริการในช่วงกลางคืน ทั้งการเรียกรถ สั่งอาหาร และสั่งซื้อสินค้าผ่านแอปพลิเคชัน พบ“คืนวันศุกร์–เสาร์” มียอดเรียกรถสูงกว่าวันธรรมดาถึง 20% ขณะที่ “ส้มตำปูปลาร้า” ครองแชมป์เมนูยอดนิยมคนนอนดึกด้วยยอดสั่งกว่า 2 แสนจานต่อปี ขณะที่ “ถุงยางอนามัย” ยังคงเป็นไอเท่มฮอตที่มีการสั่งซื้อในช่วงกลางคืนมากกว่า 3 แสนชิ้นต่อปี นายพนมกร จิระเสถียรพงศ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาด แกร็บ ประเทศไทย กล่าวว่า “จากการศึกษาพฤติกรรมของผู้ใช้บริการในปีที่ผ่านมาพบว่า เวลากลางคืน (ระหว่าง 21.00–05.00 น.) ถือเป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาที่มีการใช้บริการแพลตฟอร์มดิจิทัลอย่างมีนัยยะสำคัญไม่ต่างจากช่วงกลางวัน ไม่ว่าจะเป็นการใช้บริการแอปเรียกรถเพื่อเดินทางกลับบ้านหรือไปปาร์ตี้สังสรรค์ในยามค่ำคืน การสั่งอาหารมื้อดึกมาทานที่บ้าน รวมถึงการสั่งซื้อสินค้าที่จำเป็นหรือไอเทมที่ต้องใช้ในยามฉุกเฉิน ด้วยจุดเด่นของแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ให้บริการได้ตลอด 24 ชั่วโมง จึงช่วยสร้างความสะดวกสบายให้กับผู้บริโภคในยุคนี้ โดยเฉพาะคนเมือง ทั้งนี้ แกร็บไ
แกร็บ จัดงานเปิดตัวผลิตภัณฑ์ประจำปี “GrabX 2026” ณ กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย เผยโฉม 13 นวัตกรรมและบริการใหม่ล่าสุดที่ขับเคลื่อนด้วย AI ยกระดับแพลตฟอร์มจาก “ซูเปอร์แอป” ไปสู่การเป็น “ผู้ช่วยอัจฉริยะ” (Intelligent Everyday Guide) ที่ทำให้ชีวิตประจำวันของผู้คนนับล้านในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สะดวกสบายยิ่งขึ้น ฟิลลิป แคนดัล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายผลิตภัณฑ์ของแกร็บ กล่าวว่า “ในฐานะผู้พัฒนานวัตกรรม ผมเชื่อว่าเทคโนโลยี AI ควรพัฒนาและทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพสูงสุดเพื่อทำให้ชีวิตของผู้คนดีขึ้น เช่นเดียวกันกับผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมต่างๆ ที่เปิดตัวในงาน GrabX 2026 ซึ่งเปรียบเสมือนผู้ช่วยอัจฉริยะที่จะอยู่เคียงข้างทุกคน ไม่ว่าจะเป็น ผู้ใช้บริการที่ต้องการเลือกเมนูมื้อกลางวันผ่านแชตบอต ผู้ประกอบการที่ต้องบริหารร้านอาหารหลายสาขาโดยไม่ได้เข้าไปที่ร้าน รวมถึงคนขับที่ต้องการคำแนะนำผ่านระบบสั่งงานด้วยเสียง (โดยไม่ต้องใช้มือ) ทั้งหมดนี้ถูกออกแบบและพัฒนามาเพื่อให้ Grab เป็น Everyday Guide ที่ช่วยจัดการเรื่องต่างๆ ในชีวิต เพื่อให้ทุกคนโฟกัสกับบทบาทในแต่ละวันได้อย่างเต็มที่” สำหรับไลน์อัพผลิตภัณฑ์และน
สมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศสิงคโปร์ (United Nations Global Compact Network Singapore) แกร็บ (Grab) ผู้นำซูเปอร์แอปในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และกันตาร์ (Kantar) บริษัทวิจัยชั้นนำ ร่วมเผยรายงานวิจัย “การส่งเสริมและสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับผู้หญิงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ผ่านบริการเรียกรถและเดลิเวอรี” (Women in the Driver’s Seat: Driving Economic Inclusion for Southeast Asia’s Women through Ride-Hailing and Delivery) โดยศึกษาข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างทั้งชายและหญิงจำนวน 42,000 คนใน 6 ประเทศ ได้แก่ ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และเวียดนาม เพื่อวิเคราะห์แรงจูงใจ อุปสรรคและผลกระทบเชิงบวกจากการให้บริการบนแพลตฟอร์มดิจิทัล ซึ่งมีส่วนช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้หญิงทั่วทั้งภูมิภาค งานวิจัยดังกล่าวระบุว่า ผู้หญิงจำนวนกว่า 40 ล้านคนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นทรัพยากรที่มีความสำคัญ มีศักยภาพสูง และถือเป็นกลุ่มที่มีความพร้อมในการใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลในการให้บริการรับส่งผู้โดยสารและเดลิเวอรี เนื่องจากแพลตฟอร์มเหล่านี้ช่วยให้ผู้หญิงมีโอกาสในการสร้างรายได้ด้วย
แกร็บ ประเทศไทย ประกาศทิศทางธุรกิจปี 2569 มุ่งเน้นการเติบโตอย่างยั่งยืนท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจ ภายใต้แนวคิด “Winning with Purpose Together” โดยยังคงรักษาสมดุลของอีโคซิสเต็ม พร้อมสานต่อกลยุทธ์ “Barbell Strategy” นำเสนอบริการที่หลากหลายในราคาเข้าถึงได้ เพื่อตอบสนองลูกค้าทุกกลุ่ม คุณจันต์สุดา ธนานิตยะอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ แกร็บ ประเทศไทย กล่าวว่า ปี 2568 ถือเป็นอีกปีที่แกร็บสามารถดำเนินธุรกิจและสร้างการเติบโตได้ตามแผนที่วางไว้ แม้ต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายทางเศรษฐกิจ ทั้งกำลังซื้อภายในประเทศที่ชะลอตัวลง ตลอดจนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่ไม่ได้เติบโตตามคาด อันเป็นผลมาจากสงครามทางการค้าทั่วโลก รวมถึงประเด็นความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ อย่างไรก็ตาม แกร็บยังคงรักษาความเป็นผู้นำตลาด ทั้งบริการเรียกรถและฟู้ดดีลิเวอรีในประเทศไทย โดยยังคงมุ่งมั่นพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อนำเสนอนวัตกรรมใหม่ๆ รักษาคุณภาพและมาตรฐานของการให้บริการ พร้อมปรับแผนธุรกิจให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ “โดยเราต้องการให้ราคาของแกร็บเข้าถึงผู้บริโภคได้ ไม่ว่าจะเป็น การส่งแบบ Saver หรือ Grab Bike Saver ที่ราค
เนื่องจากสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แกร็บจึงขอร่วมแบ่งเบาภาระผู้ให้บริการ ด้วยการมอบ “อินเซนทีฟช่วยเหลือค่าน้ำมัน” เพื่อชดเชยส่วนหนึ่งของต้นทุนที่เพิ่มขึ้น สำหรับทุกรอบขับ ทุกประเภทบริการ ตั้งแต่วันที่ 18 มีนาคม – 1 เมษายน 2569 คุณจันต์สุดา ธนานิตยะอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ แกร็บ ประเทศไทย เผยว่า จากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางซึ่งส่งผลต่อการปรับขึ้นราคาน้ำมัน ล่าสุด แกร็บได้พิจารณาผลกระทบที่เกิดขึ้นและประกาศมอบ “อินเซนทีฟพิเศษ” เพื่อแบ่งเบาภาระของคนขับและไรเดอร์ที่ให้บริการรับ-ส่งผู้โดยสาร รวมถึงบริการดีลิเวอรีผ่านแอปพลิเคชัน Grab เพื่อช่วยเหลือค่าน้ำมันในทุกเที่ยวของการให้บริการรวมมูลค่า 10 ล้านบาท ตั้งแต่วันที่ 18 มีนาคม – 1 เมษายน 2569 อินเซนทีฟดังกล่าว จะมอบให้กับคนขับและไรเดอร์ที่ให้บริการด้วยรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ที่ใช้น้ำมันเท่านั้น โดยอัตราการให้อินเซนทีฟจะแตกต่างกันไปตามแต่ระดับ (Tiering) ของคนขับและไรเดอร์ รายละเอียดสิทธิประโยชน์ ทั้งนี้ บริษัทจะยังคงติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง พร้อมปรับแผนการดำเนินงานให้สอ
