ชาวนาสะอื้น! สนช.นัดผ่าน พรบ.ข้าวแล้ว โทษหนัก! หากเก็บเมล็ดพันธุ์ใช้เอง
ชาวนา พรบ.ข้าว – เมื่อวันที่ 16 ก.พ. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) วันที่ 20 ก.พ. มีวาระการพิจารณาที่น่าสนใจคือ ร่างพ.ร.บ.ข้าว พ.ศ…ที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญได้พิจารณาเสร็จแล้ว เพื่อให้ที่ประชุมสนช.ลงมติเห็นชอบในวาระที่ 3 เพื่อประกาศใช้เป็นกฎหมายต่อไป มีสาระสำคัญของกฎหมายคือ
การกำหนดให้มีคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการช้าว (นบข.) โดยให้นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน มีหน้าที่กำหนดนโยบาย และแผนการส่งเสริม และบริหารจัดการข้าว ของประเทศ เสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อให้ความเห็นชอบ
ขณะเดียวกันกมธ.วิสามัญยังได้เพิ่มมาตรา 27/1 ที่บัญญัติว่า เพื่อประโยชน์ในการให้มีพันธุ์ข้าวที่มีคุณภาพเหมาะสมแก่การแพร่พันธุ์ข้าวเพื่อนำไปผลิตเป็นเมล็ดพันธุ์ข้าวเพื่อจำหน่าย ให้กรมการข้าวมีหน้าที่และอำนาจในการตรวจสอบและรับรองพันธุ์ข้าว
พันธุ์ข้าวที่กรมการข้าวได้ตรวจสอบแล้วเห็นว่าเป็นพันธุ์ข้าวที่มีคุณภาพ ที่เหมาะสมแก่การ นำไปผลิตเป็นเมล็ดพันธุ์เพื่อจำหน่าย ให้กรมการข้าวประกาศให้เป็นพันธุ์ข้าวรับรองโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษาและประกาศให้ทราบเป็นการทั่วไป รวมทั้งเผยแพร่พันธุ์ข้าวดังกล่าวต่อประชาชน
มาตรา 27/1 ยังกำหนดหลักการให้ในกรณีที่มีความจำเป็นเร่งเพื่อป้องกันหรือแก้ไขปัญหาการแพร่กระจายชองพันธุ์ข้าวที่ไม่ได้คุณภาพ ให้อธิบดีกรมการข้าวโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการมีอำนาจประกาศว่าพันธุ์ข้าวใดไม่ได้คุณภาพ และเมื่อได้มีการประกาศแล้วให้สั่งระงับการจำหน่ายเมล็ดพันธุ์จากข้าวดังกล่าว
ตามหลักเกณฑ์ ที่คณะกรรมการกำหนด และให้ถือว่าผู้ที่ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งนั้น มีความผิดฐานฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง ของพนักงาน เจ้าหน้าที่ ตามพ.ร.บ.นี้ โดยมาตรา 32 วรรคสองบัญญัติของการฝ่าฝินหรือไม่ปฎิบัติตามคำสั่งของพนักงานเจ้าที่ว่าต้องระวางโทษจำคุไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท
อย่างไรก็ตาม มีบทเฉพาะกาลในมาตรา 34/1 ซึ่งกำหนดให้พันธุ์ข้าวที่ได้รับการรับรองพันธุตามกฎหมายว่าด้วยพันธุ์พืชก่อนวันที่พ.ร.บ.นี้ใช้บังคับ เป็นพันธุ์ข้าวที่ได้รับการรับรองแล้วตามมาตรา 27/1 และเพื่อประโยชน์ในการดำเนินการตามวรรคหนึ่งให้กรมการข้าวประกาศรายชื่อพันธุ์ข้าวในราชกิจจานุเบกาและประกาศให้ทราบเป็นการทั่วไปภายใน 30 วันนับแต่วันที่พ.ร.บ.นี้ใช้บังคับ
Latest Posts
เด็กหนุ่มไทยวัย 17 ปี ที่เริ่มเป็นที่รู้จักในฐานะผู้ประกอบการเด็กเอเชีย ได้เผยเส้นทางการทำเงินของตัวเองตั้งแต่ศูนย์ ผ่านช่องรายการพอดแคสต์สร้างแรงบันดาลใจช่อง MarNoCap จากเด็กเกรดต่ำ สู่เจ้าของโปรแกรมโค้ชชิ่ง เขาเล่าว่าตัวเองไม่ใช่เด็กเรียนเก่ง เกรดเฉลี่ยอยู่ในระดับ C เกือบทุกวิชา ยกเว้นวิชาพลศึกษาที่ได้ A ด้วยผลการเรียนแบบนี้ โอกาสที่จะได้งานดี ๆ ในระบบมีน้อยมาก ประกอบกับเมื่อชีวิตมาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญจากช่วงที่ครอบครัวประสบปัญหาการเงินอย่างหนัก หลังธุรกิจทัวร์ของคุณแม่ซึ่งเคยรุ่งเรืองต้องซบเซาลงจากผลกระทบของโควิด-19 จนเป็นหนี้หลายแสนบาท ทำให้เขาเห็นแม่ร้องไห้และทะเลาะกับพ่ออยู่บ่อยครั้ง สิ่งนี้กลายเป็นแรงผลักดันให้เขาอยากหาทางออกให้ครอบครัว เส้นทางไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เขาเริ่มจากการทำดรอปชิปปิง ตามด้วยการเทรด ก่อนจะลองรับงานเขียนคอนเทนต์การตลาด (copywriting) ส่งข้อความติดต่อลูกค้าหลายร้อยรายตั้งแต่อายุ 14 แต่ก็ล้มเหลวไม่มากก็น้อย กระทั่งเริ่มลองทำคลิปแรงบันดาลใจของตัวเองจนมีผู้ติดตามจำนวนมาก จึงหันไปศึกษาวิธีการทำคอนเทนต์ให้ไวรัลอย่างจริงจัง แล้วนำความรู้นั้นไปสอนคนอื่นในราคาเข้า
ในยุคที่ AI เริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้น หลายๆ คนได้มีการนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาใช้ในชีวิตประจำวันมากขึ้น เนื่องจากเข้าถึงง่าย และช่วยลดต้นทุนในการทำงานได้อีกด้วย บริษัทใหญ่ๆ บางแห่งได้มีการนำ AI เข้ามาแทนที่การเขียนโปรแกรม (Coding) ตัวอย่างเช่น ที่ Microsoft และ Google พบว่ามีการนำ AI มาเขียนโค้ดให้กับโปรเจ็กต์ต่างๆ มากถึง 30% Alexandr Wang (อเล็กซานเดอร์ หวัง) มหาเศรษฐีด้าน AI วัย 28 ปี ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท Scale AI ซึ่งเป็นบริษัทสตาร์ทอัพด้านการจัดทำข้อมูล (Data Labeling) สำหรับการฝึกฝนปัญญาประดิษฐ์ (AI) เขากล่าวว่า กุญแจสำคัญในการก้าวหน้าคือการเรียนรู้วิธีใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเขาแนะนำให้วัยรุ่นทุกคนเริ่มฝึกฝนการใช้งานเครื่องมือเหล่านี้ให้คล่องแคล่ว ซึ่งจะเป็นข้อได้เปรียบอย่างมหาศาล ขณะเดียวกัน เครื่องมือช่วยเขียนโค้ดอย่าง Replit และ Cursor สามารถสร้างชุดคำสั่ง (Code) ได้จากการระบุคำสั่งเพียงสั้นๆ ทำให้เกิดเทรนด์ที่เรียกว่า “Vibe-coding” หรือการปล่อยให้ AI เขียนโค้ดตามคำสั่งภาษาอังกฤษทั่วไปได้ง่ายๆ ส่งผลให้คนที่ไม่มีความรู้ด้านเทคนิคเลยก็สามารถสร้างแอปพลิเคชันหรือเว็บไซต์ได้
“ผมแค่อยากพาครอบครัวไปทานอาหารแล้วไม่ต้องดูราคา ผมแค่อยากใช้ชีวิตสบายๆ แต่คำว่าสบายมันต้องใช้เงิน” ประโยคที่ฟังดูจริงใจ ไม่ปรุงแต่งนี้ คือคำพูดแรกของ คุณจี-จีรภัทร ศรีทองคำ ผู้ก่อตั้ง “พาสต้า อาม่า” เมื่อถูกขอให้เล่าถึงเส้นทางธุรกิจจากศูนย์ ก่อนจะกลายมาเป็นเจ้าของอาณาจักรร้านอาหาร 400 ล้านบาทในปีนี้ จากอดีตพนักงาน HR Business Development ที่บริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง CP ประจำภาคเหนือ เริ่มต้นจากการเป็นพนักงานออฟฟิศที่มีความฝันว่าอยากจะรวย อยากสบาย กลายเป็นสิ่งผลักดันให้เขากล้าลอง กล้าเริ่ม กล้าล้ม คุณจีเริ่มเล่าว่า ตนเองเป็นนักศึกษาคณะจิตวิทยา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งคณะนี้สามารถแบ่งออกได้เป็นนักจิตวิทยาสายคลินิก กับคนที่มาสายองค์กรเพื่อพัฒนาสายธุรกิจ ตอนที่เป็นพนักงานประจำก็ขับมอเตอร์ไซค์ไปทำงานยังไม่มีรถยนต์ขับ ที่บ้านไม่ได้มีธุรกิจ พ่อเป็นข้าราชการ แม่ขายก๋วยเตี๋ยวและอาหารตามสั่ง หลังเรียนจบมาก็มาเป็นพนักงานประจำอยู่ในสาย HR ล้วน 7 ปี “ผมอยากรวยครับ อยากใช้ชีวิตแบบสบายๆ ซึ่งคำว่าสบายๆ นี้มันต้องพึ่งพาสิ่งที่เรียกว่ามันนี่ ถ้าไม่มีตัวนี้ก็ไม่สบาย” เมื่อตอนสิบปีที่แล้วนั้น เงินเดือนสตาร์
“ถ้าจะให้เจ๊เล่าย้อนไปถึงตอนเมื่อก่อนเลยนะ โอ้โห… ยิ่งกว่าติดลบอีกอะ เวลานอนคือนอนไม่หลับเลย มันมีความรู้สึกว่า โห ทำไมกูทุกข์ขนาดนี้วะ กินข้าวนะก็กินไม่ได้ กินแล้วต้องดันชามข้าวออกไป มันเครียดจนต้องไปหาหมอ นอนกอดความทุกข์ไว้ข้างเตียง แล้วก็ตั้งคำถามกับตัวเองว่า จะทำยังไงให้ความทุกข์ตัวนี้มันหลุดไปได้” คำบอกเล่าของ เจ๊จง-จงใจ กิจแสวง หญิงแกร่งผู้สร้างอาณาจักร “หมูทอดเจ๊จง” ร้านขวัญใจมหาชนที่มีขยายไปแล้วกว่า 29 สาขาในปัจจุบัน ชีวิตเจ๊จงไม่ได้เริ่มจากศูนย์ แต่เริ่มจาก “ติดลบ” หนี้สินรอบทิศ ถูกเจ้าหนี้ขนข้าวของออกไปหมดบ้าน แต่วันนี้กลายเป็นตัวอย่างของนักสู้ผู้ไม่ยอมแพ้ และมีบทเรียนชีวิตราคาแพงที่ซ่อนอยู่หลังจานข้าวหมูทอดราคาประหยัดชามนี้ ประสบการณ์ชีวิต…ติดลบ ชีวิตในวัยเด็กของเจ๊จงไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ พ่อมีอาชีพขับรถแท็กซี่ หาเช้ากินค่ำ วันไหนพ่อหาเงินได้ เจ๊จงถึงจะได้เงินไปโรงเรียน วันไหนหาไม่ได้ก็ต้องหยุดเรียน แม้ว่าเจ๊จงจะเป็นเด็กเรียนเก่ง แต่ด้วยความจำเป็นด้วยฐานะทางบ้าน ทำให้หลังจบ ป.6 เจ๊จงต้องออกมาทำงานหาเงิน ขณะที่น้องชายทั้ง 3 คนได้รับโอกาสให้เรียนหนังสือต่อ ทำให้เกิดความรู้สึ
