ข่าววันนี้

ระรวยรินกลิ่น ‘ปาริชาต’ ‘ดอกไม้ส่งเสด็จ’ พ่อหลวง ร.9

เพียงแค่ก้าวเข้าไปในอาคารโรงโขน โรงเรียนพระตำหนักจิตรลดา ภายในพระบรมมหาราชวัง ซึ่งขณะนี้เป็นพื้นที่สำหรับจัดทำเครื่องสดประดับพระจิตกาธาน ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีทั้งนักเรียนจากโรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ นักศึกษาโรงเรียนช่างฝีมือในวัง (ชาย) รวมทั้งจิตอาสา ขะมักเขม้นนั่งประดิดประดอยดอกไม้เฟื่อง ดอกไม้ไหว อย่างประณีตบรรจงสุดหัวใจ

กลิ่นของน้ำปรุงแบบไทยพาให้จินตนาการย้อนกลับไปในยุคสมัยของแม่พลอยในสี่แผ่นดิน

นี่คือกลิ่นของน้ำปรุง เป็นเครื่องหอมของราชสำนักแต่โบราณ ที่ บุญชัย ทองเจริญบัวงาม นักจัดการงานในพระองค์ชำนาญการกองศิลปกรรม สำนักพระราชวัง บอกว่า ปรุงขึ้นเป็นพิเศษ 300 ลิตร โดยใช้ดอกไม้นานาพรรณ เพื่อให้ได้เป็นกลิ่นน้ำสุคนธ์สำหรับดอกปาริชาต ดอกไม้ในตำนานดาวดึงส์ที่ได้รับการเลือกสรรขึ้นมาเป็นหัวใจของงานเครื่องสดประดับพระจิตกาธาน ในงานถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

กระบวนการประดิษฐ์ลายดอกไม้เฟื่องใช้บานไม่รู้โรยย้อมสี ดึงทีละกลีบประดับบนโครงที่เตรียมไว้

ถวายพระอิสริยยศสูงสุดครั้งสุดท้าย

ในการพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระจิตกาธานถือเป็นเครื่องประกอบพระอิสริยยศ มีกฎเกณฑ์ระเบียบแบบแผนในจารีตราชสำนักที่ยึดถือปฏิบัติสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน มีความวิจิตรประณีตบรรจง เป็นจุดศูนย์รวมของงานช่างฝีมือ 3 แขนง คือ งานช่างแทงหยวก งานช่างแกะสลักของอ่อน และงานช่างดอกไม้สด ซึ่งเรียกรวมกันว่า “งานช่างเครื่องสด”

“ที่ผ่านมาเราจะได้เห็นพระเมรุมาศลำดับชั้นสมเด็จเจ้าฟ้า ต่างจากครั้งนี้ซึ่งเป็นลำดับชั้นพระมหากษัตริย์”

อาจารย์บุญชัยบอกและอรรถาธิบายถึงรายละเอียดของงานเครื่องสดประดับพระจิตกาธานโดยเริ่มจากรายละเอียดของโครงสร้างพระจิตกาธานก่อนว่า โครงสร้างพระจิตกาธานนั้นเป็นทรงบุษบก ชั้นเรือนยอด 9 ชั้น ตามพระอิสริยยศที่สูงที่สุดของสถาบันพระมหากษัตริย์ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ บนยอดสุดเป็นพรหมพักตร์แกะสลักจากไม้จันทน์หอม

สาธิตลายแทงหยวกประดับพระจิตกาธาน

หลังคาชั้นเรือนยอดประดับด้วยการกรองดอกไม้สดเป็นตาข่ายทุกชั้น ขอบปิดประดับด้วยลวดลายแทงหยวก เรียกว่า “หยวกรัดเกล้า” สาบลายช่องกระจกด้วยกระดาษทองอังกฤษ ประดับด้วยลายดอกประจำยามที่ทำจากเปลือกมะละกอดิบซ้อนชั้นเป็นดอกดวง ที่มุมชั้นของเรือนยอดแต่ละชั้นประดับด้วยกระจังทิศ กระจังเจิม ประดิษฐ์จากกาบกล้วยตานี สาบกระดาษทองอังกฤษ ด้านบนปักประดับด้วย “ดอกไม้ไหว” ที่ประดิษฐ์เป็นดอกปาริชาต ปักประดับเว้นระยะห่างกัน

ชั้น “รัดเอว” (ประดิษฐานพระโกศจันทน์) ประดับด้วยลายแทงหยวก ลายกลีบบัวจงกลซ้อนกาบลาย 5 ชั้น หน้าหยวกปิดประดับกระดาษทองอังกฤษ ประดับหน้าหยวกด้วยเครื่องสดลายดอกจอก

ลายดอกประจำยาม ซ้อนชั้น บริเวณด้านหน้าประดับดอกปาริชาต จำนวน 16 ดอก หมายถึงจำนวนชั้นสวรรค์ 16 ชั้น ในรูปลักษณ์ความหมายของไตรภูมิ

ส่วนชั้น “เรือนไฟ” หรือเรือนฟืน เป็นชั้นสำหรับวางท่อนฟืนดอกไม้จันทน์ ประดับด้วยลายแทงหยวก สาบด้วยกระดาษทองอังกฤษ

ด้านหน้าของเสาเรือนไฟทั้ง 8 เสา มีเทวดาชั้นพรหม 8 องค์ วรกายสีขาวนวล นั่งคุกเข่า พระหัตถ์ทรงถือพระขรรค์ ประดับด้านหน้า ประหนึ่งเฝ้าพิทักษ์รักษาและส่งเสด็จกลับสู่สรวงสวรรค์

“งานประดิษฐ์เทวดาประดับชั้นเรือนไฟ เป็นสิ่งที่ช่างของศิลปกรรมได้ระดมความคิดแล้วก็ทำถวายขึ้นมา ซึ่งแต่เดิมโบราณราชประเพณีไม่มี เพราะลักษณะองค์พระจิตกาธานมีความสูงใหญ่ (จากพื้นถึงยอดพรหมพักตร์เกือบ 11 เมตร เทียบเท่ากับตึก 3 ชั้น) ทำอย่างไรจะปิดช่องว่างได้ ส่งให้องค์พระจิตกาธานมีความสง่า มีความงดงาม และเพิ่มความวิจิตรพิสดารเข้าไป จึงประดิษฐ์รูปปั้นหล่อเทวดาชั้นพรหมขึ้นมา แต่ในสมัยโบราณไม่มี”

เทวดาชั้นพรหมประดับหน้าเสาชั้นเรือนไฟ

เลข ๙ ในลายเถาไขว้

ช่าง 4 ภาคร่วมใจถวายงาน

เมื่อถึงเวลาใกล้กำหนดถวายพระเพลิงพระบรมศพ จะมีการระดมความคิดและกำลังฝีมือที่จะสร้างสรรค์ ประดิดประดอยผลงานให้ออกมาวิจิตรงดงามและสมพระเกียรติที่สุด น้อมส่งดวงพระวิญญาณสู่สรวงสวรรค์เป็นครั้งสุดท้าย

อย่างไรก็ตาม การจัดทำพระจิตกาธานในการพระราชพิธีครั้งนี้ ไม่เพียงเป็นความร่วมแรงร่วมใจจากช่างราชสำนัก ข้าราชบริพารทั้งฝ่ายหน้าและฝ่ายใน ผู้ชำนาญการสถาบันการศึกษาต่างๆ จากหน่วยงานองค์กรต่างๆ

โปรดเกล้าฯ ให้ตัวแทนงานช่างแทงหยวก 4 ภูมิภาคเข้าร่วมถวายงานเป็นครั้งแรก คืองานแทงหยวก

ประกอบด้วยช่างแทงหยวกสกุลช่างฝั่งธนบุรี (วัดอัปสรสวรรค์) 4 นาย สกุลช่างจังหวัดสงขลา 4 นาย สกุลช่างภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จากจังหวัดอุบลราชธานี 1 นาย จากจังหวัดมหาสารคาม 1 นาย และสกุลช่างเพชรบุรี 15 นาย รวมทั้งนักศึกษาวิชาช่างแทงหยวกจากโรงเรียนช่างฝีมือในวัง (ชาย) และช่างราชสำนัก สำนักพระราชวัง รวมทั้งสิ้น 37 นาย

“สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตัวแทนช่างแต่ละภูมิภาค ซึ่งก็ล้วนเป็นพสกนิกรของพระองค์ ได้ร่วมเป็นจิตอาสาถวายงาน โดยราชสำนักเป็นคนประสานงานคัดเลือก เพราะช่างที่จะเข้ามาถวายงานจะต้อง 1.มีฝีมือ 2.มีความรับผิดชอบ 3.มีการสืบงานมาโดยสายช่าง แล้วมีการบูรณาการร่วมกันระหว่างราชสำนักกับตัวช่างเองกับตระกูลของเขา

“บางตระกูลเคยร่วมงานกันมาตั้งแต่สมัยพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนาฯ งานสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดาฯ งานสมเด็จย่า เราก็เริ่มมีการติดต่อกันในสายช่าง ได้เห็นฝีมือไม้ลายมือ เห็นความสามารถของช่างตรงนั้น ก็เริ่มคัดเข้ามา แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นจะต้องทำงานกับช่างหลวงได้เพื่อให้ได้ออกมาเป็นชิ้นงานเดียวกัน”

ลายเถาไขว้ ตรงกลางเป็นเลข ๙

โดยในส่วนของงานแทงหยวกนั้น ธนวินทร์ จุ้ยอนันต์ นักจัดงานในพระองค์ปฏิบัติการ ดูแลเรื่องช่างเมืองเพชรบุรี พรเทพ จันทรา นักจัดงานในพระองค์ปฏิบัติการ รับผิดชอบเกี่ยวกับบริเวณชั้นหยวกรัดเกล้า และประสานกับช่างแทงหยวกสกุลช่างฝั่งธนบุรี (วัดอัปสรสวรรค์)

ขณะที่ กฤษณะ เฟื่องฟู ผู้ช่วยช่างทั่วไป เป็นนายช่างที่ออกแบบลวดลาย ลายประดับเสาเล็ก (ประดับชั้นเรือนไฟ) ซึ่งเป็นลายพิเศษของงานนี้คือ “ลายเถาไขว้ ตรงกลางเป็นเลข ๙”

“ลายหน้าหยวกจะมีเสาสูง 40-50 ซม. ซึ่งลายเสาจะเป็นลายแนวตั้ง ปกติจะเป็นลายฟันปลาและแข้งสิงห์ ส่วนลวดลายจะเป็นลวดลายพื้นๆ ลายเครือเถา ลายกนก แต่ในการระดมความคิดครั้งนี้มีแนวคิดของเพื่อนสมาชิกในกลุ่มว่า เราน่าจะเสนอลายพิเศษที่สื่อถึงพระองค์ในเชิงลัญลักษณ์ จึงใส่เลข ๙ อยู่ตรงกลางลายเถาไขว้” กฤษณะบอก

สำหรับงานแทงหยวกนั้นจะเริ่มทยอยตัดต้นกล้วยวันที่ 20 ตุลาคม ทุกอย่างต้องแข่งกับเวลาเพราะต้องสดทุกอย่าง

ดอกปาริชาตประดิษฐ์เป็นดอกไม้ไหวปักประดับด้านบนของชั้นรัดเกล้า

ระรวยรินกลิ่น “ปาริชาต”

จะกี่ภพกี่ชาติขอระลึกถึงพระองค์

การจัดทำเครื่องสดประดับพระจิตกาธานนั้น ในทุกรายละเอียดล้วนสอดใส่ความประณีตบรรจง เป็นความร่วมแรงร่วมใจของพสกนิกรที่ตั้งใจน้อมถวายพระองค์ท่านเป็นครั้งสุดท้าย

อาจารย์บุญชัยบอกว่า นอกจากช่างหลวง ช่างมีฝีมือจากที่ต่างๆ ทั้งจากวิทยาลัยในวัง (ชาย) ยังมีจิตอาสาอีกมากมายที่พร้อมช่วยงาน จึงมีการแจกจ่ายงานให้ทำดอกเข็ม องค์ประกอบหนึ่งที่ใช้ในงานกรองดอกไม้ โดยเฉพาะในส่วนของม่านตาข่ายดอกไม้สดประดับพระจิตกาธาน ซึ่งต้องใช้มากถึง 4 แสนดอก

วัตถุดิบที่ใช้ในการประดิษฐ์เป็นการเสาะหาสิ่งที่ดีที่สุด งามที่สุด เพื่อให้ได้ชิ้นงานที่วิจิตรสมพระเกียรติที่สุด หลายๆ สิ่งนั้นหาไม่ง่าย เช่น “ไม้ระกำ” ที่ใช้ทำก้านดอก “ไผ่สีสุก” ที่ใช้ทำก้านดอกไม้ไหว ฯลฯ

เด็กน้อยจากโรงเรียนพระตำหนักจิตรลดาประดิษฐ์ดอกเข็ม

ที่พิเศษสุดคือ ดอกไม้ส่งเสด็จที่ประดับบนพระจิตกาธาน ออกนามว่า “ดอกปาริชาต” พ้องกับตำนานดาวดึงส์ ในตำนานไตรภูมิ กล่าวกันว่าเกิดอยู่บนสรวงสวรรค์ ใกล้กับพระเจดีย์จุฬามณี อยู่ในสวนของท้าวอัมรินทราธิราช (พระอินทร์)

คราใดที่ดอกปาริชาตบาน กลิ่นจะหอมไปได้ไกลถึง 5,000 โยชน์ ใครได้ดมกลิ่นของบุปผานี้จะสามารถระลึกถึงอดีตชาติภพภูมิของตนเอง ซึ่งการประดิษฐ์ดอกปาริชาตนั้นเปรียบประหนึ่งพสกนิกรชาวไทยขอตราตรึงความทรงจำในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ที่ทรงมีต่อปวงชนตลอดไป ไม่ว่าจะกี่ภพกี่ชาติก็ขอระลึกถึงพระองค์มิเสื่อมคลาย

“ทำอย่างไรจะสื่อถึงดอกปาริชาตได้ เราไม่เคยเห็นดอกปาริชาต ไม่เคยเห็นสีของดอกปาริชาต ช่างจึงระดมความคิดกัน ใช้สีเหลือง ซึ่งเป็นสีของวันพระราชสมภพของรัชกาลที่ 9 สีชมพูอมแดง คือสีของกำลังวัน เราก็ดึงตรงนั้นมาทำเป็นกลีบดอก” อาจารย์บุญชัยบอกและว่า

ส่วนเกสรเป็นการนำเมล็ดธัญพืช เช่น ข้าวเปลือก ข้าวโพด เมล็ดถั่วเขียว ถั่วแดง ล้วนเป็นเมล็ดพืชซึ่งพระองค์พระราชทานให้กับเกษตรกร โดยนำมาจากแหล่งที่ดีที่สุด เช่น เมล็ดข้าวเปลือกหอมมะลิจากทุ่งกุลาร้องไห้ เมล็ดข้าวโพดจากเพชรบูรณ์ เชียงใหม่ และกาญจนบุรี ถั่วเขียวถั่วแดงจากเขาใหญ่ จ.นครราชสีมา

คัดขนาดเมล็ดต่อเมล็ด ประดิษฐ์เป็นเกสร โดยเกสรชั้นในสุดประดิษฐ์จากนพรัตน์ 9 ดวง จากจันทบุรี ทั้งหมด 70 ดอก เท่ากับจำนวนปีครองราชย์ 70 ปี ประดับรอบชั้นรัดเอว แล้วอบร่ำด้วยน้ำปรุง ที่ใช้ดอกไม้นานาพรรณสกัดจากแอลกอฮอล์ ถือเป็นกลิ่นของสรวงสวรรค์ นี่คือการผูกเรื่องราวจากนามธรรมให้เป็นรูปธรรม

ขณะที่ดอกปาริชาตสด ซึ่งประดับบริเวณหน้าพระโกศจันทน์ ใช้กลีบดอกกล้วยไม้ดูดสีเป็นสีเหลืองและสีชมพูเช่นกัน ทั้งหมด 16 ดอก สื่อถึงสวรรค์ 16 ชั้น ในความหมายตามไตรภูมิ

“ความพิสดารอยู่ตรง ‘เถา’ เย็บจากใบแก้ว ซึ่งเป็นการกรองดอกไม้แบบชาววังในราชสำนักไทย ขณะที่ใบไม้ ซึ่งตีความกันว่า เมื่อเป็นดอกไม้บนสรวงสวรรค์ย่อมต้องมีสีใบที่ไม่เขียวเหมือนใบไม้ทั่วไป สีเขียวที่เหมาะแก่การณ์นี้จึงเป็นเขียว “ปีกแมลงทับ” “

นอกจากนี้ยังประดิษฐ์หมู่ภมรที่มาดมดอม โดยใช้งาขาวและงาดำเรียงร้อยเป็นตัว “แมลงภู่”

ทั้งหมดนี้เพื่อให้งดงามสมพระเกียรติที่สุด เพื่อน้อมถวายส่งเสด็จ “พ่อหลวง” ของพสกนิกรชาวไทยเป็นครั้งสุดท้าย

โดยงานเครื่องสดทั้งหมดจะต้องแล้วเสร็จภายในวันที่ 24 ตุลาคม จากนั้น 05.30 น. ของเช้าวันรุ่งขึ้นจะเคลื่อนย้ายเครื่องสดต่างๆ เข้าไปในพระเมรุมาศ ประดิษฐานให้แล้วก่อน 16.00 น.ให้ทันพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลออกพระเมรุมาศ

ปาริชาตสด ใบคือปีกแมลงทับประดับบริเวณหน้าพระโกศจันทน์

Related Posts

“อภัยภูเบศร” ชูสมุนไพรไทยรับโลกเปลี่ยน สร้างความมั่นคงสุขภาพ หนุนประชาชนพึ่งตนเองในยุควิกฤต
เที่ยวไทยง่ายขึ้น! ไทยเปิด QR Payment ให้นักท่องเที่ยวสแกนจ่ายได้เหมือนคนไทย รองรับ 9 สกุลเงิน
วิทยาลัยดุสิตธานี เปิดหลักสูตรใหม่ “เทคโนโลยีอาหารและการประกอบอาหารสร้างสรรค์” สายงานที่ตลาดต้องการกว่า 4 หมื่นคน