Related Posts
ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ ช้อปปี้ (Shopee) แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซระดับภูมิภาคที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และไต้หวัน และเป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มชั้นนำในบราซิล เดินหน้าตอกย้ำพันธกิจด้าน Digital Inclusion สร้างโอกาสให้ทุกคนเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัลอย่างเท่าเทียม โดยทำหน้าที่เป็น “สะพานดิจิทัล” เชื่อมโยงผู้ประกอบการท้องถิ่นเข้ากับโอกาสบนโลกออนไลน์ทั้งในประเทศและระดับภูมิภาคตลอดระยะเวลากว่า 1 ทศวรรษที่ผ่านมา ล่าสุด คณะผู้บริหารจาก Shopee และ Sea ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของแพลตฟอร์มฯ ได้เข้าพบ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่อหารือถึงแนวทางการสนับสนุนและพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศผ่านระบบนิเวศของแพลตฟอร์มช้อปปี้ พร้อมรายงานความคืบหน้าของโครงการสำคัญ ได้แก่ โปรแกรม ‘ไทยช่วยไทยกับช้อปปี้: สนับสนุนการเติบโตร้านค้าไทยรายย่อย (Thai MSME Growth Support Program)’ นับเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญในการสนับสนุนการเติบโตของผู้ประกอบการ MSMEs ไทย พร้อมขับเคลื่อนการเข้าถึงโอกาสทางดิจิทัลอย่างทั่วถึง เพื่อตอบสนองความต้องการของท
เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายชูเกียรติ รวยเจริญทรัพย์ ผู้ก่อตั้ง บริษัท โรงงานแม่รวย จำกัด และเป็นผู้สร้างตำนานขนมขบเคี้ยว “โก๋แก่” มันทุกเม็ด เสียชีวิตอย่างสงบ สำหรับตำนาน “โก๋แก่” เมื่อ ชูเกียรติ รวยเจริญทรัพย์ ได้สร้างโรงงานขนมขึ้นมาเองด้วยน้ำพักน้ำแรงบนถนนเอกชัย-บางบอน ก่อนที่ท่านจะแต่งงานกับ จิราภรณ์ ด้วยวิสัยทัศน์ที่ว่า“ขนมยี่ห้อไหนอร่อยมักจะขึ้นต้นด้วยคำว่าแม่“ ท่านจึงตั้งชื่อว่า “บริษัท โรงงานแม่รวย จำกัด” โดยมีสินค้าแรกที่สร้างชื่อจนขายดีเป็นเทน้ำเทท่าคือ “ข้าวเกรียบกุ้ง” แต่แล้วบททดสอบครั้งใหญ่ก็มาถึง เมื่อตลาดเริ่มมีคู่แข่งใช้สีย้อมผ้าซึ่งเป็นอันตรายต่อผู้บริโภคมาทำเป็นข้าวเกรียบสีรุ้งและขายดีมากจนกระทบกับยอดขาย ด้วยศักดิ์ศรีและความซื่อสัตย์ที่ชูเกียรติมีต่อลูกค้า ท่านยอมหักไม่ยอมงอ ตัดใจเลิกขายสินค้าที่กำลังทำเงินในตอนนั้นทันที พร้อมทิ้งวลีเด็ดที่สะท้อนเนื้อแท้ในใจของท่านว่า “ขายดีแต่ทำร้ายลูกค้าเหมือนฆ่าเค้าทางอ้อม กูไม่ทำ” ยอมนับหนึ่งใหม่ หันมาทำ “ถั่วแผ่น” ในยุคเริ่มต้นนั้น ชูเกียรติรับหน้าที่ดูแลเรื่องการขายด้วยตัวเอง วิ่งรถไปหาลูกค้าตามร้านค้าต่างๆ สิ่
ปูนแดงแกงร้อน แบรนด์ร้านอาหารน้องใหม่จาก “จีรภัทร ศรีทองคำ” ผู้ก่อตั้งพาสต้าอาม่า กับฝันก้าวใหญ่สร้าง ‘อาณาจักรร้านอาหาร’ และก้าวสู่ยอดขาย 1,000 ล้าน ภายใน 3 ปี ในวันที่กำลังซื้อชะลอตัว ต้นทุนเพิ่มขึ้น และผู้บริโภคมีทางเลือกมากกว่าที่เคย ธุรกิจจำนวนมากกำลังเผชิญโจทย์เดียวกัน คือ “จะทำอย่างไรให้ลูกค้าหวนหา” แต่มีแบรนด์หนึ่งท่ามกลางธุรกิจร้านอาหารมากมาย เมื่อลูกค้าได้เดินเข้าไปฝากท้องไว้หนึ่งมื้อ จะกลายเป็นร้านประจำในดวงใจตลอดไป นั่นคือจุดแข็งของร้านอาหารสไตล์ “จีรภัทร ศรีทองคำ” ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ผู้อยู่เบื้องหลังแบรนด์ร้านอาหารที่ได้รับความนิยมและการยอมรับในวงกว้างอย่าง Pasta Ama ที่เก่งเรื่องเปลี่ยนลูกค้าหน้าใหม่ให้เป็นขาประจำ หวนกลับมาครั้งแล้วครั้งเล่าได้ หลังจากประสบความสำเร็จกับ Pasta Ama ไปแล้ว มีรายได้รวมกว่า 400 ล้านบาท แต่การเติบโตของธุรกิจไม่ได้หยุดที่แบรนด์เดียว จีรภัทรเร่งขยายพอร์ตโฟลิโอไปในธุรกิจของหวาน แตกแบรนด์ใหม่ “Karamizu” ร้านขนมทิรามิสุ ก่อนที่ปี 2569 นี้ จะวนมาที่ความเชี่ยวชาญของตนเองคือร้านอาหาร เมื่อแบรนด์หลักมั่นคงแล้วจึงแตกแบรนด์ใหม่กระจายความเสี่ยงทางธุรกิจ
วันที่ 29 มิถุนายน 2569 ผลสำรวจ UOB Business Outlook Study สำหรับครึ่งปีแรกของปี 2026 ในประเทศไทย ระบุว่า ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมของไทยกำลังปรับรูปแบบการดำเนินธุรกิจใหม่เพื่อรับมือกับต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น และความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยมีการนำ AI มาใช้ในอัตราที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาค เอสเอ็มอีไทยก้าวนำภูมิภาคด้านการนำเทคโนโลยีมาใช้ หนึ่งในสัญญาณสำคัญคือ เอสเอ็มอีไทยกว่า 7 ใน 10 ที่ตอบแบบสำรวจ ระบุว่ากำลังนำ AI มาใช้ในธุรกิจ ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาค ขณะที่กว่า 8 ใน 10 ได้นำโซลูชันดิจิทัลมาใช้แล้ว สะท้อนว่าเทคโนโลยีไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือเสริม แต่กำลังกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานในการดำเนินธุรกิจ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน เร่งการตัดสินใจ และเสริมความสามารถในการแข่งขัน โดยในกลุ่มธุรกิจที่นำ AI มาใช้ ร้อยละ 58 ระบุว่าสามารถลดต้นทุนการดำเนินงานได้ ขณะที่ ร้อยละ 44 รายงานว่าประสิทธิภาพการดำเนินงานเพิ่มขึ้น สะท้อนให้เห็นว่า AI กำลังสร้างคุณค่าทางธุรกิจที่สามารถวัดผลได้อย่างเป็นรูปธรรม แรงกดดันด้านต้นทุนยังคงเป็นข้อกังวลหลักของภาคธุรกิจ ต้นทุนการดำเนินงานที่ปรับตัวสู
เหตุการณ์แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นต่อเนื่องในหลายพื้นที่ สะท้อนให้เห็นว่า “ภัยพิบัติไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป” แม้ประเทศไทยจะไม่ได้อยู่ในพื้นที่เสี่ยงรุนแรง แต่เมื่อเกิดเหตุ สิ่งที่ได้รับผลกระทบไม่ใช่เพียงอาคาร บ้านเรือน หรือระบบสาธารณูปโภค หากแต่รวมถึงระบบบริการสุขภาพที่อาจเข้าถึงได้ยากในช่วงเวลาวิกฤต ดร.ภญ.สุภาภรณ์ ปิติพร ประธานกรรมการบริหารมูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร กล่าวว่า การเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติในวันนี้ ไม่ได้หมายถึงการเตรียมเพียงอาหาร น้ำดื่ม หรือไฟฉาย แต่ต้องรวมถึง “การเตรียมความพร้อมด้านสุขภาพ” เพื่อให้ประชาชนสามารถดูแลตนเองและคนในครอบครัวได้ในช่วงเวลาที่ความช่วยเหลือยังเข้าไม่ถึง “เมื่อเกิดภัยพิบัติ โรงพยาบาลอาจมีผู้ป่วยจำนวนมาก ถนนอาจถูกตัดขาด ร้านขายยาอาจปิดชั่วคราว แต่สิ่งหนึ่งที่ยังอยู่กับเราเสมอ คือความรู้และทรัพยากรที่มีอยู่รอบตัว” ดร.สุภาภรณ์ กล่าว ดร.สุภาภรณ์ กล่าวว่า ประเทศไทยโชคดีที่มีสมุนไพรเป็น “เสบียงสุขภาพ” กระจายอยู่ในทุกชุมชน หลายชนิดปลูกอยู่ในรั้วบ้าน อยู่ในสวนครัว หรือหาได้จากตลาดใกล้บ้าน ไม่ว่าจะเป็น ขิง สำหรับบรรเทาอาการคลื่นไส้ อาเจียน และช่วย
LINE MAN เปิดข้อมูลการใช้สิทธิในโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ช่วงวันที่ 15-28 มิถุนายน 2569 พบว่ามีผู้ใช้สิทธิผ่านบริการดีลิเวอรีแล้วกว่า 1.2 ล้านคน โดยมูลค่าการสั่งซื้อต่อออร์เดอร์ในช่วงปลายเดือนมิถุนายนเติบโตขึ้นกว่า 15% เมื่อเทียบกับวันแรกของการเปิดใช้สิทธิ สำหรับสิทธิไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ที่เติมใหม่อีก 1,000 บาทในเดือนกรกฎาคม LINE MAN อัดฉีดคูปองส่วนลดสูงสุด 5,000 บาท พร้อมส่งฟรี 5 กม. เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายผู้บริโภค นายยอด ชินสุภัคกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร LINE MAN Wongnai ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า “ผลตอบรับในช่วงสองสัปดาห์แรกสะท้อนว่า มาตรการไทยช่วยไทย พลัส ช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายในชีวิตประจำวันได้จริง โดยผู้ใช้สิทธิมีการใช้จ่ายเฉลี่ย 450 บาทต่อคน ทำให้เม็ดเงินหมุนเวียนไปยังร้านอาหารทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันยังเห็นพฤติกรรมการใช้จ่ายที่เน้นอาหารมื้อหลัก ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายประจำวันของคนไทย ทั้งอาหารจานเดียว ข้าวราดแกง และก๋วยเตี๋ยว ที่เป็นหมวดอาหารที่มียอดสั่งสูงที่สุด ขณะที่ ข้าวกะเพราหมูกรอบ ครองตำแหน่งเมนูขายดีอันดับหนึ่งของโครงการประจำเดือนแรก ตามด้วย ข้าวมันไก่ เ
