
“นายกฯ” ชวนคนไทยดื่มน้ำประปาแทนน้ำขวดราคาแพง แนะเด็กนักเรียนอย่าฟังคำบิดเบือน-คิดถึงอนาคต


นี่คือตัวอย่างกรณีศึกษาของธุรกิจที่ ยอดขายปัง แต่สะดุดเพราะระบบหลังบ้าน ความสำคัญของ Cash Flow และระบบบัญชีต้นทุนที่ผู้ประกอบการห้ามมองข้าม เกิดเป็นกระแสข่าวที่คนกำลังให้ความสนใจอย่างมาก จากข่าวการประสบปัญหากระแสเงินสดตึงตัวจนเกิดการจ่ายเงินเดือนล่าช้าของร้านอาหารชื่อดังอย่าง “เนื้อแท้” ที่มีอดีตนักร้องนำวง Silly Fools (วีรชน ศรัทธายิ่ง หรือบังโต) นั่งแท่นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ของบริษัท คอมพานี บี จำกัด กลายเป็นข่าวที่กำลังสร้างความตกใจให้แก่วงการธุรกิจไม่น้อย เพราะภาพลักษณ์ภายนอกคือแบรนด์ที่ประสบความสำเร็จและมียอดขายเติบโตอย่างต่อเนื่อง วิกฤตครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากสินค้าไม่ดีหรือไม่มีลูกค้า แต่เกิดจากแผลในบ้าน ที่ผู้ประกอบการทุกคนสามารถนำมาถอดบทเรียนเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นกับธุรกิจของตนเองได้ ผลประกอบการย้อนหลัง 3 ปี ของบริษัท คอมพานี บี จำกัด ปี 2565 รายได้รวม 333 ล้านบาท กำไรสุทธิ 2.3 ล้านบาท ปี 2566 รายได้รวม 504 ล้านบาท กำไรสุทธิ 13 ล้านบาท ปี 2567 รายได้รวม 635 ล้านบาท กำไรสุทธิ 16 ล้านบาท 1. ยอดขายโต ≠ กำไร กับดักของการคำนวณต้นทุนผิดพลาด ผู้บริหารเนื้อแท้ได้ออกมายอมรับว่า “ส
ปฏิเสธไม่ได้ว่าเทรนด์สายสุขภาพกำลังมาแรงมาก หลายปีมานี้ ทำไมคนหันมารักสุขภาพกัน ย้อนไปช่วง COVID-19 กำลังแพร่ระบาด คนหันมาออกกำลังกายกันมากขึ้น หรือที่เรียกว่า wellness (การดูแลสุขภาพแบบเชิงรุก) เพื่อให้ร่างกายแข็งแรง เสริมภูมิคุ้มกัน และต้านโรคภัย จากผลสำรวจปี 2568 มีการออกกำลังกายได้รับความนิยมหลากหลายรูปแบบด้วยกัน หนึ่งในนั้นคือ การเดินเร็ว/วิ่ง คิดเป็น 68.40% ถือเป็นอันดับที่หนึ่งของการออกกำลังกายทุกรูปแบบ และยิ่งเป็นการวิ่งที่มีรางวัลล่อใจ วิ่งทีได้ทั้งแว่น ชานม ยันเบียร์ฟรี ขี้เกียจขนาดไหน ใครก็อยากออกไปวิ่งทั้งนั้น พาส่องกลยุทธ์การตลาดของแบรนด์ต่างๆ ที่ออกมาร่วมเกาะกระแส จัดแคมเปญ “วิ่งแลกรางวัล” เพื่อสนับสนุนให้คนออกมาวิ่งเพื่อสุขภาพ ไม่ว่าจะวิ่งแลกเลนส์แว่นตา แลกสิทธิ์รักษาสิวฟรี แลกนม 300CC หรือวิ่งแลกเบียร์ฟรีที่ญี่ปุ่น เริ่มจากในไทย แบรนด์ที่โดดเด่นในกระแสวิ่งแลกรางวัลครั้งนี้คือ ‘แว่นท็อปเจริญ’ ที่สร้างกระแสปลุกคนมาวิ่งทั้งเมือง โดยมีเงื่อนไขว่าต้องวิ่งให้ระยะทางครบ 3 กิโลเมตร หรือเดินให้ครบ 5,000 ก้าว เพื่อรับเลนส์สายตาตัดแสง หรือวิ่งให้ครบ 11 กิโลเมตร หรือเดินให้ครบ 19,
ในยุคที่ภาคเกษตรกรรมไทยต้องเผชิญกับความผันผวนด้านราคาและกลไกตลาด การปรับตัวจากเกษตรกรถือเป็นทางรอดสำคัญ และหนึ่งในนั้นเป็นเรื่องราวของ คุณนพเก้า จันโย เกษตรกรรุ่นใหม่แห่ง “บ้านสวนย่าน้อย” อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย ผู้ที่เปลี่ยนความหลงใหลในการปลูกกุหลาบให้กลายเป็นสินค้ามูลค่าสูง ด้วยการบริหารจัดการในรูปแบบเกษตรอินทรีย์ พร้อมต่อยอดเป็น“กุหลาบอินทรีย์อบแห้ง” ขายในราคากิโลกรัมละ 5,000 บาท และยังถูกนำไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง เช่น โลชั่นบำรุงผิว รวมถึงผลิตภัณฑ์ดูแลผิวอื่นๆ เพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับผู้บริโภค จุดเริ่มต้นกุหลาบอินทรีย์ จุดเริ่มต้นของธุรกิจเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2555 เมื่อคุณนพเก้าตัดสินใจกลับมาสานต่ออาชีพเกษตรของครอบครัว พร้อมกับตั้งโจทย์ว่า “จะทำเกษตรอย่างไรให้ยั่งยืน และไม่ทำลายสุขภาพ” คำตอบจึงตกอยู่ที่การทำ “เกษตรอินทรีย์” เริ่มจากนาอินทรีย์ และขยายผลมาสู่ “กุหลาบ” ซึ่งเป็นดอกไม้ที่ตนเองชื่นชอบและสะสมสายพันธุ์ไม้ต่างๆ มาโดยตลอด โดยมองเห็นโอกาสในตลาดคนรักสุขภาพที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง เธอจึงเลือกปลูกเป็นกุหลาบพันธุ์ไทยที่มีกลิ่นหอมโดดเด่น 2 สายพันธุ์ ได้แก่ มอญไกลกังว
กระแสอาหารไทยโบราณยังแรงต่อเนื่อง โดยเฉพาะเมนูประจำฤดูร้อนอย่าง “ข้าวแช่นารา” ของ NARA Thai Cuisine ที่สร้างยอดขายกว่า 10,000 เซ็ต ภายในระยะเวลาเพียง 2 เดือน กลายเป็นเมนูอันดับหนึ่งของร้านในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา ภายใต้แคมเปญ “สำรับไทย..ไว้ใจนารา” หรือ TASTE NARA – TASTE OF THAILAND ตอกย้ำจุดยืนการยกระดับอาหารไทยสู่มาตรฐานสากล ผ่านการนำเสนอสำรับไทยโบราณในรูปแบบร่วมสมัย เบื้องหลังความสำเร็จของ ข้าวแช่นารา โดยปีนี้นาราไทย คูซีน ยังได้นางเอกซุปตาร์อย่าง ใหม่-ดาวิกา โฮร์เน่ เป็นตัวแทนถ่ายทอดเสน่ห์สำรับไทยประจำฤดูกาล ผ่านเมนู ‘ข้าวแช่นารา’ จนสามารถขยายฐานกลุ่มนักชิมสู่คนรุ่นใหม่ได้มากขึ้น ปลุกกระแสความนิยมอาหารไทยโบราณให้กลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง นอกจากกระแสตอบรับจากนักชิมชาวไทยแล้ว ล่าสุดยังได้รับความสนใจจากบุคคลระดับโลก เมื่อ จูเลีย มอร์ลีย์ ประธานและซีอีโอองค์กรมิสเวิลด์ พร้อมด้วย ปิยาภรณ์ แสนโกศิก หรือ แม่ปุ้ย TPN ผู้ถือลิขสิทธิ์เวทีประกวด Miss World Thailand และเวทีนางงามระดับนานาชาติ ร่วมรับประทานอาหารไทย โดยมี คุณยีน-สิริโสภา จุลเสวก ผู้บริหารนารา กรุ๊ป ให้การต้อนรับที่ร้านนาราไท
มาใหม่อีกแล้ว แว้บแรกอาจจะยัง ทุกแว้บใช่เลย ท็อปปิ้งไวรัลใหม่ที่หน้าตาแปลกประหลาดไปสักนิด แต่ฮิตแบบงง ๆ ช่วงนี้ใครไถฟีด TikTok ช่วงนี้คงเจอผ่านตากันบ้างแล้ว กับเค้ก เครื่องดื่ม หรือเบเกอรี่ที่โรยหน้าด้วยเส้นสีดำบางๆ หยิกงอ หน้าตาคล้าย…เส้นผม จนกลายเป็นท็อปปิ้งไวรัลที่คนแห่ลองกันทั้งที่ยังงงอยู่ว่ามันคืออะไรกันแน่ วันนี้จะพาไปเปิดที่มาของ “สาหร่ายเส้นผม” ว่าคืออะไร ทำไมถึงถูกยกให้เป็นอาหารมงคล จริงๆ แล้วคำว่าสาหร่ายเส้นผมเป็นชื่อเรียกรวมๆ ที่ครอบคลุมสิ่งมีชีวิตหน้าตาคล้ายเส้นผมหลายชนิด ซึ่งแต่ละชนิดก็มีที่มาต่างกันสุดขั้ว มีทั้ง 1. ฟ่าไช่ (髮菜) หรือ Nostoc flagelliforme คือพระเอกของบทความนี้ และเป็นตัวที่กำลังฮิตในโซเชียล มันไม่ใช่พืชหรือสาหร่ายทะเลอย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่จัดอยู่ในกลุ่มไซยาโนแบคทีเรีย เติบโตอยู่ในทะเลทรายแถบมณฑลกานซู ซินเจียง มองโกเลียใน ของจีน ทนร้อน ทนหนาว ทนแล้ง พอเก็บเกี่ยวมาตากแห้งแล้วจะออกมาเป็นเส้นสีดำเล็กๆ หยิกงอ คล้ายเส้นผมมนุษย์แบบเป๊ะ 2. สาหร่ายผมนาง (Gracilaria fisheri) ของดีฝั่งภาคใต้บ้านเรา เป็นสาหร่ายทะเลสีน้ำตาลอมแดง เส้นฝอยยาวกรุบกรอบ พบมากแถบทะเลสาบสงข
บริษัท คำโตโต ครีเอทีฟเอเจนซี่และโปรดักชั่นเฮ้าส์ ที่ก่อตั้งโดย นายวีรชน ศรัทธายิ่ง (บังโต) และทีมงานผู้อยู่เบื้องหลังเพจเนื้อแท้ ประกาศลุยพาร์ตธุรกิจใหม่ๆ กับ “ธุรกิจการท่องเที่ยวฮาลาล 100%” เนื่องด้วยเห็นอินไซต์คนไทยนิยมเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศเพื่อชื่นชมวัฒนธรรมของต่างแดน ส่งผลให้ในไตรมาสแรกของปี ตลาดท่องเที่ยวต่างประเทศมีเงินหมุนเวียนไปทั่วโลกกว่า 1.2 แสนล้านบาท ซึ่งภูมิภาคเอเชียยังคงครองแชมป์จุดหมายปลายทางอันดับหนึ่ง นำโดยประเทศยอดฮิตอย่างจีนและญี่ปุ่น ซึ่งการเดินทางท่องเที่ยวครั้งหนึ่ง นักท่องเที่ยวไทยยอมจ่ายเงินกับค่าที่พัก ค่าอาหาร และเครื่องดื่มมากที่สุด คิดเป็นมูลค่ารวมกันกว่า 7.3 หมื่นล้านบาท สอดคล้องกับข้อมูลนักเดินทางยุคใหม่มีแนวโน้มใช้จ่ายต่อทริปสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เฉลี่ยสูงกว่า 60,000 บาทต่อคน แต่สำหรับนักท่องเที่ยวชาวมุสลิมมีข้อจำกัดเรื่องการคัดสรรอาหารที่ถูกต้องตามหลักฮาลาล 100% รวมถึงความสะดวกในการปฏิบัติศาสนกิจในต่างแดน (การละหมาด) ซึ่งตลาดท่องเที่ยวฮาลาลไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในประเทศมุสลิม แต่เป็น Mega Trend ระดับโลกที่มีกำลังซื้อสูงมาก แต่กลับยังไม่มีแบรนด์ใดเข้า
ในยุคที่เราสามารถบันทึกทุกอย่างลงบนคลาวด์ พิมพ์ข้อความด้วยความเร็วแสง หรือสั่งการด้วยเสียงผ่านสมาร์ทโฟนสุดล้ำ หลายคนอาจคิดว่ายุคสมัยของกระดาษและปากกากำลังจะล้มหายตายจากไป แต่เชื่อว่า เทรนด์ล่าสุดกลับสวนทางอย่างน่าทึ่ง เมื่อกลุ่ม Gen Z (คนที่เกิดช่วงปี 1997–2012) ซึ่งได้ชื่อว่าเป็น Digital Natives หรือประชากรที่เติบโตมาพร้อมกับอินเตอร์เน็ต กลับเป็นกลุ่มที่ปลุกกระแสให้ “สมุดโน้ตแอนะล็อก” และเครื่องเขียนกลับมาฮิตอีกครั้ง ปรากฏการณ์ที่ชัดเจนที่สุดคงหนีไม่พ้นแบรนด์สมุดแพลนเนอร์สัญชาติญี่ปุ่นระดับตำนานอย่าง “Hobonichi Techo” (โฮโบนิจิ เทโช) ที่สร้างปรากฏการณ์ระดับโลกด้วยยอดขายรุ่นปี 2026 ทะลุ 1 ล้านเล่มภายในเวลาเพียงแค่ 5 เดือนแรกหลังวางจำหน่าย แถมยังมีแฟนคลับเหนียวแน่นในกว่า 100 ประเทศทั่วโลก อะไรคือเบื้องหลังที่ทำให้คนรุ่นใหม่ที่ปัดหน้าจอไวพอๆ กับความคิด ยอมควักเงินในกระเป๋าซื้อสมุดเล่มหนาๆ มาพกติดตัว 1. เทรนด์ Digital Detox ชีวิตของ Gen Z วนเวียนอยู่กับการแจ้งเตือนตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งแจ้งเตือนแชต อีเมล ข่าวสาร หรือฟีดโซเชียลมีเดียที่ไหลมาไม่หยุดจนสมองล้า การเปิดสมุดโน้ตว่างๆ สักหน้า แล้ว
ในสนามฟุตบอลโลก 2026 ที่แข่งกันว่าเดือดแล้ว นอกสนามก็มีเรื่องให้พูดถึงไม่แพ้กัน นับตั้งแต่เปิดฉากวันที่ 11 มิถุนายน 2569 จนถึงตอนนี้เข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายแล้ว ตลอด 1 เดือนมานี้ก็มีเรื่องราวไวรัลเกิดขึ้นมากมาย สร้างสีสันให้กับโลกลูกหนังและโซเชียลมีเดียพบกับ 10 ไวรัลที่กำลังเป็นกระแสในต่างประเทศ จะมีเรื่องไหนที่คุณอาจยังไม่เคยเห็นบ้าง 1. หนุ่มญี่ปุ่นซื้อตั๋วผิดโซน หลงไปอยู่ที่โซนบราซิล โดนแฟนบราซิลปลอบใจหลังญี่ปุ่นแพ้บราซิล 2-1 คลิปดังกล่าวมียอดรับชมปาไปแล้วกว่า 2.18 ล้านวิว และตัวเขายังได้ออกข่าวกีฬาของประเทศคอสตาริกาอย่าง Ruta Fanatikos อีกด้วย ซึ่งเขาก็ยังโดนแฟนบอลบราซิลเอาเสื้อทีมบราซิลซับน้ำตาอยู่ 2. Viking Row ฮาแลนด์นำตีกลอง viking row ฉลองเข้าชิงรอบรอง จนแฟนบอลทำตามกันทั่วโลกจนเป็นไวรัล ซึ่งแม้แต่สมาชิกรัฐสภานอร์เวย์ก็เริ่มทำด้วย เพื่อส่งกำลังใจให้ทีมชาติ 3. Levi’s โดนคลุมป้ายชื่อบนสเตเดียมบอลโลก ทางแบรนด์เลยเปลี่ยนโลโก้ตามผ้าที่ปิดคลุม จนกลายเป็น free marketing 4. เพลง World Cup (Champion) ของ Ishowspeed ได้ถูกบรรจุให้เป็นหนึ่งในเพลงประกอบการแข่งขัน FIFA World Cup 2026 อย่างเป็
แบรนด์แฟชั่นตัวแม่สายฝออย่าง “Subdued” เปิดตัวอย่างเป็นทางการ ณ Siam Center ใจกลางเมือง หลังจากเคยเปิดสาขาแรกที่พัทยามาแล้ว หากพูดถึงเทรนด์แฟชั่นยุคนี้ที่ขับเคลื่อนโดยพลังของชาว Gen Z ทั่วโลก คุณคงเคยได้ยินคำว่า “Western Aesthetic” กันมามากแล้ว หรือที่ชาวเน็ตเรียกว่า “สายฝอ” เป็นหนึ่งในสไตล์แฟชั่นที่ทรงอิทธิพลที่สุด ซึ่งแบรนด์ที่โดดเด่นเมื่อพูดถึงสไตล์นี้คือ “Subdued” แบรนด์สัญชาติอิตาลีที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1994 ความน่าสนใจของ Subdued ไม่ใช่แค่เรื่องของเสื้อผ้า แต่คือวิธีการที่แบรนด์ถอดรหัส วัฒนธรรมวัยรุ่น แล้วแปรเปลี่ยนมันออกมาเป็นไลฟ์สไตล์ที่จับต้องได้ เมื่อความย้อนยุคบรรจบกับความร่วมสมัย Gen Z ขึ้นชื่อเรื่องการหยิบยกแฟชั่นในอดีตมาเขย่าใหม่ (Remix Culture) อยู่แล้ว ข้อมูลจากสื่อแฟชั่นต่างประเทศระบุว่าแบรนด์ Subdued ประสบความสำเร็จอย่างมากในการนำเอา Late ’90s และ Early ’00s Aesthetic (Y2K) กลับมาทำใหม่ให้มีความทะมัดทะแมงและเข้ากับยุคปัจจุบัน ไอเท็มดังของแบรนด์ ทั้งเสื้อสายเดี่ยวขลิบลูกไม้ (Wispy Camisoles), ลายพิมพ์รูปดาว (Star Motifs), กางเกงยีนส์เอวต่ำ (Low-waist Jeans) หรือเสื้อ
TikTok เผยอินไซต์พฤติกรรมผู้บริโภคไทยกำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุค Value-Driven Spending ที่เน้นความคุ้มค่าในการใช้จ่ายและชื่นชอบการค้นหาข้อมูลรอบด้านก่อนตัดสินใจซื้อ พบว่า คนไทยไม่ได้ใช้จ่ายน้อยลง แต่ระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น โดย 50% เข้าสู่โหมดการใช้จ่ายเน้นความคุ้มค่า และ 2 ใน 3 เพิ่มขั้นตอน “เสิร์ชข้อมูล” ก่อนตัดสินใจซื้อสินค้าที่ต้องการ ดังนั้นทุกการซื้อสินค้าจึงเป็น Real-demand ที่มอบโอกาสให้กับแบรนด์ สะท้อนความต้องการซื้อยังมีอยู่เพียงแต่เปลี่ยนทิศทางใหม่ ข้อมูลอินไซต์ชี้ว่า TikTok ได้ก้าวสู่การเป็น Growth Partner For Business ด้วยฐานผู้ใช้งานในประเทศไทยมากกว่า 50 ล้านราย และมียอดการค้นหาข้อมูลบนแพลตฟอร์มรวมกันสูงกว่า 4.8 พันล้านครั้ง ตลอดช่วงไตรมาส 1-4 ของปี 2568 ตอกย้ำถึงประสิทธิภาพของโซลูชันการโฆษณาแบบ Full-Funnel ที่เข้ามาขับเคลื่อนกลยุทธ์ Discovery-to-Demand เพื่อปลดล็อกศักยภาพให้แบรนด์ทุกขนาดสามารถบริหารจัดการทุก Consumer Touchpoint ตั้งแต่การสร้างการรับรู้ (Reach) ไปจนถึงการปิดการขาย (Conversion) ได้อย่างลื่นไหล จบในระบบนิเวศการส่งข้อความเดียว พร้อมส่งมอบผลลัพธ์ทางธุรกิจอ
