ข่าววันนี้
ในงาน “มติชน” ฉลองก้าวสู่ปีที่ 49 ท่ามกลางบรรยากาศอบอุ่น และการรวมตัวของบุคคลจากหลากหลายวงการที่มาร่วมแสดงความยินดี หนึ่งในไฮไลต์ของงาน คือการร่วมคอลแลปกับ “SILPIN” แบรนด์ไทยระดับพรีเมียม ผู้บุกเบิกนวัตกรรม Flavour จากพืช ผัก ผลไม้ และวัตถุดิบทางการเกษตรของไทยอย่างแท้จริง โดยได้เปิดตัวประสบการณ์ใหม่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในวงการสื่อไทยกับแนวคิด “สำนักข่าวที่ดื่มได้” ตัวแทนจาก SILPIN กล่าวว่า เนื่องในโอกาสฉลองก้าวสู่ปีที่ 49 ของมติชน SILPIN ได้ร่วมสร้างสรรค์เครื่องดื่มสุดพิเศษให้กับมติชน คือ “Thai Malai Drink” ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากพวงมาลัยของไทย อันเป็นสัญลักษณ์ของการต้อนรับและการอวยพรตามวัฒนธรรมไทย โดย SILPIN ได้สกัดกลิ่นของดอกไม้ที่ใช้ในพวงมาลัยไทย อย่าง ดอกรัก ดอกมะลิ และดอกกุหลาบ เป็นไซรัป Malai Syrup และออนท็อปด้วย Edible Perfume กลิ่นมาลัย เพื่อเติมกลิ่นอายความเป็นไทย และให้ความสดชื่น ตามมาด้วยเครื่องดื่มสุดพิเศษ “Hom Mali Highball” ซึ่งใช้ไซรัปกลิ่นข้าวหอมมะลิ สื่อถึงเอกลักษณ์ของความเป็นไทย และสะท้อนภาพมติชนในฐานะสำนักข่าวไทยที่อยู่คู่สังคมไทยมาอย่างยาวนาน และ “Tom Yum T
กลายเป็นประเด็นร้อนบนโลกโซเชียลทันที เมื่อเพจดังอย่าง “อีซ้อขยี้ข่าว” ได้ออกมาโพสต์เรื่องราวของนักท่องเที่ยวรายหนึ่งที่ไปใช้บริการที่ตลาดน้ำชื่อดังอย่าง ตลาดน้ำดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี แต่กลับต้องเจอราคาอาหารที่แพงจนน่าตกใจ โดยเฉพาะเมนูพื้นฐานอย่าง “ข้าวผัดไข่” ที่พุ่งสูงถึงจานละ 1,400 บาท โดยได้โพสต์ภาพพร้อมข้อความว่า “เจ้าของโพสต์ไปทริปตลาดน้ำดำเนินสะดวกเจอราคาค่าอาหารถึงกับช็อก! ไข่เจียวธรรมดา 400 ข้าวผัดไข่ จานใหญ่ 1,400 ทั้งที่มีแค่ไข่กับผัก ไม่มีเนื้อสัตว์ ปริมาณที่เห็นประเมินแล้วไม่น่าเกิน 600 เจ้าของโพสต์เผย ปัจจุบันกินอยู่ภูเก็ต ยังไม่เคยเจอไข่เจียวราคาแรงขนาดนี้ ของแพงพอถูไถได้ถ้าอร่อย แต่ร้านนี้คือ “ไม่ผ่านทุกอย่าง” ยิ่งเจ็บใจเมื่อคนขับเรือแนะนำว่าอร่อยที่สุด สุดท้ายสิ่งที่กินได้มากสุดคือ…ไข่เจียว ตั้งแต่ค่าเรือ ของฝาก ยันอาหาร ราคาชวนอึ้ง ญาติๆ บอกไม่เป็นไร แต่เจ้าตัวขอเก็บความรู้สึกนี้ไว้เป็นบทเรียน และคงไม่คิดกลับไปซ้ำอีก…” หลังจากโพสต์ดังกล่าวเผยแพร่ออกไป ชาวเน็ตจำนวนมากเข้ามาแสดงความคิดเห็นในเชิงลบ เช่น หลายคนตั้งคำถามถึงการทำงานของหน่วยงานที่รับผิดชอบว่าปล่อยให้มีกา
#MadeinThailand เรื่องราวสินค้าแบรนด์ไทยที่น่าจับตารายนี้ เป็นเรื่องราวจากอาชีพผู้รับเหมาตกแต่งภายในสู่ธุรกิจเกษตรอนาคตไกล ซึ่งฟังดูอาจเป็นเส้นทางที่ไม่เกี่ยวข้องกันเลยสักนิด แต่สำหรับ คุณณิชชา สารพุทธิเดชา นี่คือจังหวะที่โชคชะตาและโอกาสเดินเข้ามาพบกันพอดี จุดที่ทำให้เธอก้าวเข้าสู่วงการ “ดอกไม้กินได้” และล่าสุด กลายเป็นแบรนด์เบอร์ต้นๆ ของตลาด โดยใช้เวลาไม่นานนัก คุณณิชชา เล่าให้ “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” ฟังว่า ย้อนไปราว 2 ปีก่อน มีโอกาสไปดูงาน Pitching อาชีพ ที่มหาวิทยาลัยราชมงคลธัญบุรี เป็นงานที่รวมเอาความคิดสร้างสรรค์และอาชีพรูปแบบใหม่จากคนรุ่นใหม่หลายกลุ่มเข้าด้วยกัน และที่นั่นเอง เธอเจอ “น้องๆ 2 คน” ที่ตั้งใจจะปลูกดอกไม้ขายโดยมีนวัตกรรมยืดอายุการจัดเก็บเข้ามาเพิ่มมูลค่า เป็นไอเดียที่ทั้งสดใหม่และน่าจะไปได้ไกล เธอจึงตัดสินใจชวนมาทำบริษัทด้วยกัน กลายเป็นจุดเริ่มต้นของ แบรนด์ At Flower-Edible Flower Farm อย่างไรก็ตาม เธอยอมรับว่าช่วงเวลานั้นแทบไม่รู้จักธุรกิจนี้เลย รู้เพียงว่า “ดอกไม้กินได้” เริ่มเป็นที่นิยมในโรงแรม ร้านอาหาร คาเฟ่ระดับพรีเมียม แต่หากนำมาผสานกับนวัตกรร
นายสรเทพ สตีฟ ประธานชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหารและที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมโฮสเทล ประเทศไทย กล่าวว่า หลายปีที่ผ่านจนถึงวันนี้ เครื่องยนต์ระบบเศรษฐกิจของประเทศไทยติดๆ ดับๆ หรือดูเหมือนไม่มีคนขับที่มีความสามารถ และตั้งใจในการนำพาประเทศให้เดินหน้าเหมือนประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนเลย แต่กำลังเกียร์ว่างหรือปล่อยประเทศไหลไปเองแบบเครื่องยนต์ใกล้ดับ ไม่ว่าจะเป็น GDP ที่โตรั้งท้ายไม่ถึง 2% มาหลายปี หรือหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นทุกปี, การท่องเที่ยวที่ชะลอตัวต่อเนื่อง ทั้งๆ ที่เพื่อนบ้านเติบโตอย่างต่อเนื่อง และธุรกิจ SMEs ที่ล้มตายไปมากมาย ในภาคการท่องเที่ยวและธุรกิจร้านอาหาร อยากเห็นรัฐบาลที่มีความเข้าใจและมีความตั้งใจเข้ามาบริหารบ้านเมือง ไม่ใช่แค่เข้ามาบริหารการเมืองกันอย่างเดียว อยากได้รัฐบาลที่หาทีมเศรษฐกิจที่เป็นมืออาชีพมาเเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังและแบบบูรณาการ ไม่ใช่แค่เข้ามาเพื่อเน้นจัดงานอีเวนต์หรือหยอดน้ำมันเครื่องให้เครื่องเดินแบบชั่วคราว แต่ต้องมีแผนมียุทธศาสตร์ในการทำงานอย่างตั้งใจและมีความรู้ความสามารถ โดยเฉพาะทีมเศรษฐกิจ ที่ต้องรู้ถึงปัญหาที่แท้จริงและแก้ไขอย่างจริงจัง เช่น การแ
ใครที่กำลังมองหาสถานที่เคานต์ดาวน์ปีใหม่ 2026 ชมพลุสวยๆ ดูแสงสีแบบจัดเต็ม เพจกรุงเทพมหานคร ได้โพสต์แจกพิกัดชมพลุสวยๆ ทั่วกรุงเทพฯ ที่ได้รับอนุญาต เพื่อเตรียมนับถอยหลังสู่ปีใหม่ สำหรับคืนวันที่ 31 ธ.ค. – 1 ม.ค. ดังนี้
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้วิเคราะห์ข้อมูลการจดทะเบียนนิติบุคคลและผลการดำเนินงานของภาคธุรกิจในปี 2568 พบว่า แนวโน้มเศรษฐกิจของไทยในปี 2569 ยังมีแรงขับเคลื่อนจากกลุ่มธุรกิจที่ตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคในยุคดิจิทัล รองรับสังคมผู้สูงอายุ การเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยี และไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว โดยจัดอันดับ 3 กลุ่มธุรกิจดาวรุ่ง 10 ประเภทธุรกิจ ที่พร้อมจะเติบโตในปี 2569 ได้ ดังนี้ กลุ่มธุรกิจดิจิทัล 1. ธุรกิจค้าปลีกทางอินเทอร์เน็ต หรือ e-Commerce ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัล และเป็นช่องทางใหม่ที่ช่วยสร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการรายย่อย โดยปี 2568 (ม.ค. – พ.ย.) มีการจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคล 1,702 ราย ลดลง 269 ราย คิดเป็น 13.6% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2567 (ม.ค. – พ.ย. 67 จัดตั้ง 1,971 ราย) ขณะที่ทุนจดทะเบียนจัดตั้งใหม่ มีมูลค่า 7,204 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4,524 ล้
หากช่วงปี 2024–2025 คือเวลาที่ธุรกิจแฟรนไชส์ไทยถูกคลื่นกระแสซัดเข้ามาพร้อมกันหลายระลอก ว่ากันว่า ปี 2026 จะเป็นปีที่น้ำเริ่มลด และ “ภาพจริง” ของตลาดจะค่อยๆ ปรากฏชัดขึ้น ใครว่ายน้ำเป็น จะยังยืนอยู่ ใครแค่ลอยตามกระแส จะเริ่มเห็นขอบสระ ปีหน้า จึงไม่ใช่ช่วงเวลาของการเติบโตแบบหวือหวา แต่เป็นช่วงเวลาของการ “คัดกรอง” อย่างจริงจัง … อาจารย์อมร อำไพรุ่งเรือง กูรูแห่งวงการแฟรนไชส์ ฉายภาพทิศทางธุรกิจแฟรนไชส์ในประเทศไทย ให้ “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” เป็นสื่อกลางถ่ายทอดในโอกาสนี้ ว่า ในปี 2026 แฟรนไชส์จากจีน โดยเฉพาะกลุ่มอาหารและเครื่องดื่มราคาประหยัดอย่าง Mixue หรือแบรนด์ในแนวเดียวกัน จะยังไม่หายไปจากตลาดไทย แต่ภาพที่เห็นชัดขึ้น คือการ “หดตัวอย่างมีรูปแบบ” กล่าวคือ สาขาที่อยู่ในทำเลเกรด C หรือทำเลที่พึ่งพาราคาเป็นหลัก จะเริ่มทยอยปิดตัวลง เพราะโมเดลลักษณะนี้ อยู่ได้จาก “ปริมาณและทราฟฟิก” มากกว่า “ความภักดีของลูกค้า” เมื่อค่าเช่า ค่าแรง และการแข่งขันเพิ่มขึ้น สาขาที่ไม่มีทราฟฟิกจริงจะรับแรงกดดันไม่ไหว สุดท้ายจะเหลือเฉพาะสาขาที่อยู่ในทำเลเกรด A และ B ซึ่งมีทราฟฟิกสม่ำเสมอ และยังสามารถแบกรับต้นทุนไ
ในยุคที่เศรษฐกิจถดถอยและ AI เข้ามาแทนที่ในหลายๆ ตำแหน่งงาน แต่มีอาชีพหนึ่งที่อย่างไรก็น่าจะยังเอาตัวรอดได้ นั่นคือการขายอาหาร เพราะต่อให้เศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร คนเราต้องพึ่งพาอาหารเลี้ยงปากท้องอยู่ดี ยอดขายอาจจะขึ้นๆ ลงๆ ตามภาวะเศรษฐกิจ แต่ถ้าพ่อค้าแม่ค้ามีฝีมือจริง ทำอาหารอร่อยจริง โอกาสเจ๊งนั้นเป็นไปได้ยาก แต่เพื่อพัฒนาทักษะการทำอาหารให้ถูกปากถูกใจลูกค้า อาจจำเป็นต้องไปเรียนรู้เพิ่มเติมจากผู้เชี่ยวชาญ วันนี้เราจึงรวบตึงคอร์สสั้นด้านศิลปะการประกอบอาหารน่าเรียนจากวิทยาลัยดุสิตธานี สถาบันในเครือโรงแรมดุสิตธานี ที่เปิดสอนในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 มาให้ผู้อ่านทุกท่านประกอบการตัดสินใจวางแผนการเรียนล่วงหน้า และอาจมองเห็นอาชีพต่อไปในอนาคต คัดมาให้เฉพาะคอร์สที่ค่าใช้จ่ายไม่ถึงหมื่นหรือแค่หมื่นต้นๆ คอร์สอาหารเหนือ (Northern Thai Cuisine) เปิดสอนวันที่ 24-25 มกราคม 2569 เรียนรู้การทำอาหารเหนือสารพัดเมนู ได้แก่ แกงแคไก่บ้าน น้ำพริกน้ำปู๋ กากหมู ลาบคั่วคนเมือง ข้าวซอยชาวฮ้อ ไส้อั่ว แอ๊บอ่องออ แหนมหรือจิ้นส้ม แกงฮังเลเมืองม่าน และขนมจีนน้ำเงี้ยวชาวไทยใหญ่ คอร์สดงบุริ (Donburi) เปิดสอนวันที่ 7
เมื่อความก้าวหน้าทางการแพทย์ได้ช่วยให้ผู้คนมีอายุยืนยาวขึ้น ประกอบกับจำนวนเด็กเกิดใหม่ที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ปัจจุบันประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ โดยมีประชากรอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไปมากกว่า 20% ของประชากรทั่วประเทศ ข้อมูลจากการสำรวจประชากรสูงอายุในประเทศไทย พ.ศ. 2567 โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า มีผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นเป็น 20.2% ของประชากรทั้งประเทศ หรือกว่า 14 ล้านคน และคาดการณ์ว่าจะเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด ซึ่งมีผู้สูงอายุเกิน 28% ในปี 2574 ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร ผู้สูงอายุ จึงมีบทบาทในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจมากขึ้น ข้อมูลจากการศึกษาเศรษฐกิจสูงวัยของไทยในปี 2566 ของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) พบว่า ในปี 2566 มีการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคสำหรับผู้สูงอายุกว่า 2.18 ล้านล้านบาท และคาดการณ์ว่าจะขยายตัวเป็น 3.5 ล้านล้านบาท ในปี 2576 หรือเฉลี่ย 4.83% ต่อปี สะท้อนให้เห็นถึงกำลังซื้อที่แข็งแกร่งของกลุ่มผู้สูงอายุที่ไม่ควรมองข้าม ส่งผลต่อเนื่องให้เกิด “เศรษฐกิจอายุวัฒน์ หรือ Longevity Economy” ที่ระบบเศรษฐกิจได้ถูกขับเคลื่อนโดยกำลังซื้อขอ
ในช่วงที่ผู้บริโภคมีความระมัดระวังในการใช้จ่ายเนื่องจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ โครงการกระตุ้นการใช้จ่ายของภาครัฐอย่าง “คนละครึ่งพลัส” ถูกจับตามองในฐานะเครื่องมือสำคัญที่ช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายของผู้บริโภคในช่วง 2 เดือนสุดท้ายของปี โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มซึ่งได้รับผลกระทบจากอย่างต่อเนื่องจากภาวะที่ผู้บริโภครัดเข็มขัดจำกัดรายจ่ายในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ตัวอย่างความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจซึ่งสะท้อนผ่าน 2 ร้านอาหารต่างสไตล์อย่าง พาสต้า บ่? ร้านพาสต้าโฮมคิทเชน ในกรุงเทพฯ ที่สร้างสถิติยอดขายเฉลี่ยต่อวันสูงกว่าครึ่งแสน ซึ่งถือเป็นยอดที่สูงสุดนับตั้งแต่เปิดร้าน และ ‘มีลาภ’ อุบลราชธานี ร้านอาหารอีสานท้องถิ่น ที่สร้างสถิติร้านต่างจังหวัดที่ขายดีที่สุดในโครงการคนละครึ่งพลัสกับแกร็บฟู้ด ‘พาสต้า บ่?’ ปั้นพาสต้าเส้นสดรสชาติไทย สู่ความสำเร็จที่โตแบบดับเบิ้ลด้วย “คนละครึ่งพลัส” ร้าน พาสต้า บ่? เริ่มต้นจากความตั้งใจของสองผู้ประกอบการรุ่นใหม่ ยู–วรัญญู บุญอาจินต์ และ ณน–คณิน วัฒนสุข ที่เริ่มตั้งร้านด้วยการเปิดรับพรีออร์เดอร์จากหลักสิบกล่องในปี 2565 จนกลายเป็นร้านพาสต้าเส้นสดที่ได้การตอบรับที
