ข่าววันนี้
โลกออนไลน์แชร์ภาพของผู้ใช้เฟซบุ๊ก เบ็น พรหมเพ็ชร์ หลังเดินทางไปที่ สน.ท่าเรือ และพบกับโต๊ะคอมพิวเตอร์ของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ติดป้ายไว้ว่า โครงการ สอบได้ให้ลด (ค่าปรับจราจร) พร้อมระบุข้อความว่า “มีแบบนี้ก็ดี สอบได้ก็ได้ลดค่าปรับ” โดย พ.ต.ท.ปรัชญา กระแสร์ลาภ สารวัตรจราจร สน.ท่าเรือ เปิดเผยว่า โครงการดังกล่าวเป็นแนวคิดจากการที่ พลตำรวจโทศานิตย์ มหถาวร ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ที่ได้ให้นโยบายว่าให้มีนวัตกรรมใหม่ๆ สำหรับกฎหมายจราจรที่ผู้ใช้รถควรมีส่วนร่วม ไม่ใช่แค่เปรียบปรับ แต่ให้ได้ความรู้ด้วย ตนจึงเสนอไปยัง พันตำรวจเอกสมบัติ แก่นวิจิตร ผู้กำกับการสถานีตำรวจนครบาลท่าเรือ ให้ทำโครงการสอบได้ให้ลด (ค่าปรับ) ซึ่งทางผู้บังคับบัญชาก็เห็นด้วย สำหรับโครงการดังกล่าว จะใช้สำหรับผู้ที่ทำผิดกฎจราจรตามข้อกล่าวหา 1.ขับรถไม่สวมหมวกนิรภัย 2.ขับรถไม่คาดเข็มขัดนิรภัย 3.ขับรถไม่พกพาใบอนุญาตขับขี่ 4.ใช้รถที่มีเครื่องอุปกรณ์ ส่วนควบไม่ครบถ้วน 5. จอดรถล้ำแนว (จอมล้ำ) โดยผู้ขับขี่ต้องลงชื่อสมัครใจเข้าทดสอบความรู้ พร้อมแสดงใบสั่ง จากนั้นเจ้าหน้าที่จะให้อ่านข้อกฎหมายจราจรที่เตรียมไว้ให้ไม่เกิน 1
หลังทำงานเก็บเงินและคิดคำนวณอยู่นาน ปอย – ตรีชฎา เพชรรัตน์ ก็ตัดสินใจซื้อคอนโดหรูย่านพร้อมพงษ์ขนาด 200 ตรม. โดยทุ่มทุนและลงแรงตกแต่งห้องด้วยตัวเองอยู่นานเพื่อให้ได้บ้านในฝัน โดยได้ฤกษ์ย้ายเข้ามาอยู่และจัดงานทำบุญขึ้นบ้านใหม่ไปเมื่อต้นเดือน มี.ค. ที่ผ่านมา ล่าสุด สาวปอย ก็ได้หาของประดับตกแต่งชิ้นใหม่เป็นแชนเดอร์เลียประดับคริสตัลหรูอายุเกือบร้อยปีมาติดตั้งที่ห้องในส่วนของโต๊ะทานอาหาร ซึ่งเธอเองก็ออกอาการตื่นเต้นกับโคมระย้าอันนี้มาก บอกเลยว่าหรูหราสวยงามจริงๆ จ้า ราคาคงไม่ธรรมดาแน่นอน ขอบคุณภาพจาก poydtreechada
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เกษตรกรหมู่ 8 ต.ท่าบอน อ.ระโนด จ.สงขลา ได้หันมาปลูกดอกดาวเรืองพันธุ์ทองเฉลิม เป็นอาชีพเสริมในแปลงนาข้าว ขณะนี้ได้เร่งเก็บเกี่ยวดอกดาวเรืองทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ เพื่อส่งให้ลูกค้าร้านจำหน่ายดอกไม้ในพื้นที่ อ.ระโนด จ.สงขลา และ อ.หัวไทร จ.นครศรีธรรมราช 1 หมื่นดอก เพื่อนำไปจำหน่ายให้กับประชาชน นำไปใช้แทนดอกบัวในช่วงสัปดาห์วันวิสาขบูชา นางวิภา จุนเนียม อายุ 33 ปี เกษตรกรปลูกดาวเรือง อ.ระโนด กล่าวว่า ตนและครอบครัวปลูกดาวเรืองหลังเก็บเกี่ยวข้าวเป็นอาชีพเสริม สำหรับแปลงปลูกดอกดาวเรืองประมาณ 700 ต้น ใช้ระยะเวลาปลูก 30 วัน สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้เนื่องจากใช้ปุ๋ยชีวภาพ จากปกติที่ต้องใช้เวลาถึง 60 วัน นางวิภากล่าวว่า ราคาขายส่งแยกเป็น 4 ขนาด ขนาดใหญ่ ดอกละ 80 สตางค์ ขนาดกลาง ดอกละ 50 สตางค์ ขนาดเล็ก ดอกละ 30 สตางค์ และขนาดเล็กสุด ดอกละ 20 สตางค์ จะมีพ่อค้าแม้ค้ามารับซื้อถึงที่บ้าน และราคาอาจจะพุ่งสูงขึ้นกว่านี้อีก 1 เท่าตัวหากอยู่ในช่วงที่ดาวเรืองออกดอกมาน้อยหรือช่วงที่ดอกดาวเรืองขาดตลาด “ขณะนี้สามารถเก็บขายได้เกือบทุกวัน วันละ 2-3 พันดอก แต่ในช่วงสัปดาห์วันวิสาขบูชา มีออเด
“บอย ชิงร้อยชิงล้าน” เปิดใจถึงจุดอิ่มตัว-อยากมีอาชีพที่ยั่งยืนและใช้ชีวิตเป็นครอบครัวสาเหตุตัดใจทิ้งจอ ปัดไม่มีเบื้องหลังยันยังรักเคารพตลกรุ่นพี่ “หม่ำ จ๊กมก”และทีมงานทุกคน จากกรณี “บอย ชิงร้อยชิงล้าน”ดาราตลกลูกทีม “หม่ำ จ๊กมก”ในรายการ “ชิงร้อยชิงล้าน ว้าว ว้าว ว้าว” ที่จู่ๆหายเงียบไปจากหน้าจอทีวีเฉยๆ จนแฟนคลับถามหาด้วยความคิดถึง กระทั่งล่าสุดพบบอยโผล่ไปทำธุรกิจร้านขายลาบ-จิ้มจุ่มเล็กๆอยู่ริมถนนย่านกลางเมืองเพชรบูรณ์ ความคืบหน้าล่าสุดวันที่ 7 พฤษภาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 16.00 น. “บอย ชิงร้อยชิงล้าน” หรือ “พีรชัย รักเบิกบาน”อายุ 42 ปี ดาราตลกหน้าตายซึ่งผันตัวมาเป็นเจ้าของร้านลาบ-จิ้มจุ่ม โดยใช้ชื่อร้านลาบเมาอุ้มกลับ บริเวณริมถนนเทพาพัฒนา ย่านกลางเมืองเพชรบูรณ์ พร้อม น.ส.ปิยนุช อัตตะชีวะ หรือ ”หญิง” อายุ 27 ปี ภรรยาบอย ได้เดินทางมาเปิดร้านอาหารเพื่อขายตามปกติ หลังจากปิดร้านในทุกๆวันเสาร์เพื่อพาครอบครัว โดยเฉพาะลูกสาว “น้องโฟโล่”ไปเที่ยวพักผ่อน ซึ่งปรากฏว่ามีแฟนคลับและลูกค้าทยอยมาเยี่ยมและอุดหนุนร้านลาบของบอยอย่างไม่ขาดระยะ โดยเฉพาะแฟนคลับชาวเมืองเพชรบูรณ์ต่างพูดกันเสียงเดียวว่า “คา
เป็นประเด็นอีกแล้ว สำหรับ “เอมมี่ แม็กซิม” นางแบบสาวชื่อดัง ที่ได้โพสต์รูปลงอินสตาแกรม mmyamalawan เกี่ยวกับการเปิดจองเครื่องรางมหาเสน่ห์ ในราคา 3,500 บาท โดยเป็นล็อกเก็ตที่เป็นรูปผู้ชายกับผู้หญิงกำลังมีเพศสัมพันธ์กัน และรอบข้างได้มีการลงยันต์ไว้มากมาย แถมระบุว่า ล็อกเก็ต อิ้นคู่ หญิงเห็นหญิงรัก ชายเห็นชายหลง ผัวไม่นอกใจ เมียไม่มีกิ๊ก หลังจากที่รูปดังกล่าวเผยแพร่ออกไปนั้น ได้มีคนมาแสดงความเห็นวิพากษ์วิจารณ์กันมากมาย ว่าเครื่องดังกล่าวเป็นสายดำหรือสายขาว และมีความเหมาะสมหรือไม่ ที่มา ข่าวสดออนไลน์
ขณะที่หลายต่อหลายบริษัท พากันทำสมาร์ทโฟนที่หน้าจอใหญ่ขึ้น ใหญ่ขึ้น และใหญ่ขึ้น มาวันนี้ คุณพี่ก็เลยอยากจะพาไปรู้จักกับ สมาร์ทโฟนแหวกแนว ที่ทำออกมาหน้าจอเล็กนิดเดียว กับ สมาร์ทโฟนที่มีชื่อว่า “เจลลี่” เจลลี่ เป็นสมาร์ทโฟนของบริษัท ยูนิเฮิร์ตซ์ ที่ทำออกมาหน้าจอแค่ 2.45 นิ้วเท่านั้น ก็เรียกว่า ขนาดเล็กกว่าฝ่ามือ และสามารถยัดใส่กระเป๋าเสื้อผ้าหรือกระเป๋ากางเกงได้อย่างสบายๆ ที่สำคัญจ้า เจลลี่ ยังมาพร้อมกับระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ตัวล่าสุดในตลอด คือ แอนดรอยด์ 7.0 “นูแกต” ด้วย แต่เห็นเล็กๆแบบนี้ ไม่ใช่สมาร์ทโฟนขี้หมูขี้หมานะจ๊ะ สเปคก็ไม่ได้ย่อยๆเลย มาดูสเปคคร่าวๆกันก่อน นอกเหนือจากหน้าจอขนาด 2.45 นิ้ว TFT LCD ที่มีความละเอียด 240×432 แล้ว ก็ยังรองรับ 4G LTE แบตเตอรี่ขนาด 950 มิลลิแอมป์ ซึ่งถ้าชารก์จแบตเตอรี่เต็มๆ จะใช้งานอยู่ได้ถึง 3 วัน หรือถ้าสแตนด์บาย ก็จะอยู่ได้ถึง 7 วันทีเดียว แถมไม่ต้องกลัวว่า จะไม่มีกล้อง เพราะมีมาพร้อม ทั้งกล้องหน้ากล้องหลัง โดยกล้องหน้าความละเอียดสูงสุด 2 ล้านพิกเซล ส่วนกล้องหลัง ความละเอียดสูงสุดถึง 8 ล้านพิกเซล ไม่ใช่น้อยๆเลย ถ่ายเซลฟี่ได้สบายๆ แถมจับกระชับมืออีกต่า
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจาก “บอย ชิงร้อย ชิงล้าน” ดาราตลกลูกทีม “หม่ำ จ๊กมก” จากรายการชิงร้อยชิงล้าน ว้าว ว้าว ว้าว ซึ่งสร้างเซอร์ไพรส์โดยจู่ๆ หายเงียบไปจากหน้าจอทีวีจนเหล่าแฟนคลับผิดสังเกตจึงเริ่มถามถึง กระทั่งได้คำตอบสั้นๆ จากบอยบนเฟซบุ๊กว่า “ลาออกแล้วและหันไปประกอบอาชีพส่วนตัวที่เพชรบูรณ์” อย่างไรก็ตาม เหล่าแฟนคลับนอกจากจะยังไม่หยุดความคิดถึงดาราตลกหน้าตายคนนี้เท่านั้น แต่ยังต้องการรู้ว่าปัจจุบันชีวิตบอยมีความเปลี่ยนแปลงและมีความเป็นอยู่อย่างไร ล่าสุด ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บอยได้พาครอบครัวมาปักหลักอยู่ที่ จ.เพชรบูรณ์ จากนั้นจึงเปิดร้านขายอาหารเล็กๆ อยู่ริมถนนเทพาพัฒนา ต.ในเมือง อ.เมือง จ.เพชรบูรณ์ โดยขอแบ่งเช่าพื้นที่ร้านคาร์แคร์เพื่อเปิดกิจการ ขณะที่บอยเป็นทั้งพ่อครัวและเจ้าของร้าน มีภรรยาเป็นลูกมือ ส่วนอาหารที่ขายเป็นจำพวกลาบ จิ้มจุ่ม ตำถาด และส้มตำ ตามแนวถนัดที่บอยเคยทำมาก่อน แม้ร้านอาหารของบอยจะเป็นเพียงร้านเล็กๆ แต่ก็ยังมีลูกค้าทั้งขาจรและขาประจำแวะเวียนมาช่วยอุดหนุนไม่ขาดสาย จนปัจจุบันร้านของบอยเริ่มติดปากผู้คนจากขาจรก็เริ่มกลายเป็นขาประจำ เนื่องจากราคาไม่แพงแล้วยังชอบอัธยาศัย
ช่วงหลายปีมานี้ ในแวดวงของอุตสาหกรรมน้ำตาลทราย ทั้งหน่วยงานกำกับ คือ กระทรวงอุตสาหกรรม ผู้ผลิต คือ ชาวไร่อ้อย และโรงงานน้ำตาลทรายมีการหยิบยกประเด็นการลอยตัวน้ำตาลทราย ภายใต้ภาพใหญ่คือการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายขึ้นมาหารือ ที่จำเป็นต้องปรับแก้เพราะ พ.ร.บ. อ้อยและน้ำตาลทราย ซึ่งมีการบังคับใช้มาตั้งแต่ปี พ.ศ.2527 ขณะที่โลกการค้าปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะด้านการค้าโลกที่ดุเดือด มีการช่วงชิงจังหวะแบบหมัดต่อหมัด เพราะอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายของไทย ถูกประทับตราว่าเป็นสินค้าการเมืองสำคัญชนิดหนึ่ง มีผลประโยชน์ มีการกำหนดสัดส่วนรายได้จากผลผลิตอ้อย กระบวนการแปรรูปเป็นน้ำตาล ไปจนถึงการนำผลผลิตพลอยได้อย่างกากน้ำตาล (โมลาส) ชานอ้อย ฯลฯ มาสร้างมูลค่า เมื่อมีการหยิบยกประเด็นปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลขึ้นมาทีไร จึงมักถูกต่อต้าน โดยเฉพาะจากกลุ่มชาวไร่ ที่เป็นผู้ผลิตต้นทาง ซึ่งกังวลว่าสัดส่วนแบ่งปันของอุตสาหกรรมที่กำหนดให้ชาวไร่ได้ 70% และโรงงานได้ 30% จะเปลี่ยนแปลงทำให้ชาวไร่ได้รับรายได้ลดลง แต่ล่าสุด มีแรงกดดันสำคัญที่ทำให้การปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายต
จากกรณีมีข้อสงสัยของชาวเน็ต เรื่องการตีเส้นบนพื้นผิวจราจร บริเวณแยกบางพลัด โดยเฉพาะการมองในภาพมุมสูงนั้น การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย(รฟม.) ขอเรียนชี้แจงดังนี้ ตามที่ผู้รับจ้าง กิจการร่วมค้า เอสเอช-ยูเอ็น ผู้รับจ้างก่อสร้างงานโยธา โครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ส่วนต่อขยาย ช่วงเตาปูน-ท่าพระ (สัญญาที่ 3) จะดำเนินงานก่อสร้างโครงสร้างเหล็กทางวิ่งรถไฟฟ้าช่วงข้ามทางแยก (BOWSTRING) โดยจำเป็นต้องติดตั้งเสาเหล็กชั่วคราวกลางแยกขนาบข้างสะพานข้ามแยกบางพลัด จำนวน 4 ต้น โดยมีระยะเวลารวม 5 เดือน จึงได้จัดการจราจรโดยเบี่ยงช่องจราจร ใน 2 กรณี คือ 1.กรณีรถที่มาจากถนนจรัญสนิทวงศ์ขาเข้าเลี้ยวขวา เข้าถนนสิรินธร 1 ช่องทาง 2.กรณีรถที่มาจากถนนสิรินธรเลี้ยวขวาเข้าถนนจรัญสนิทวงศ์ มุ่งหน้าถนนท่าพระ 1 ช่องทาง สำหรับการจราจรในช่องทางอื่นๆ จะมีการตีเส้นบนพื้นผิวจราจรชั่วคราว เพื่อเบี่ยงแนวโครงเหล็ก จำนวน 4 ต้น กลางแยกบางพลัด ซึ่งได้เริ่มเบี่ยงช่องจราจร ตั้งแต่วันที่ 25 เมษายน 2560 ในสัปดาห์แรกเป็นการทดสอบการปิดเบี่ยงจราจร (แสดงในภาพประกอบที่ 1) เพื่อประเมินสภาพการจราจร และได้ทำการตีเส้นบนพื้นผิวจราจรตามมาตรฐานสำห
หลังจากที่รัฐบาลพยายาม ส่งเสริมด้านเศรษฐกิจ ให้มีการพัฒนาจากยุค 3.0 เข้าสู่ยุค 4.0 โดยเร็ว เช่น มีการส่งเสริมการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ ตามแนวชายแดน โดยเฉพาะที่ จ.สระแก้ว เป็นเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษนำร่อง มีนักธุรกิจนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศเข้ามาทาบทามการลงทุน ที่ให้และมีสิทธิพิเศษมากมาย เพื่อเป็นการดึงดูดนักลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาลงทุน โดยเฉพาะกลุ่มทุนจีน และญี่ปุ่น จะให้ความสนใจด้านการลงทุน ในเขตเศรษฐกิจพิเศษมาก ในขณะเดียวกัน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ชี้แจงความก้าวหน้าของรัฐบาล ให้ประชาชนได้รับทราบในช่วงเย็น ทำให้ทราบข่าวการพัฒนาในทุกๆ ด้านของรัฐบาล และในปีนี้เศรษฐกิจโตขึ้น ร้อยละ 3.5 บ่งบอกว่าเศรษฐกิจประเทศไทยดีขึ้นไม่ตกอับแน่นอน จากการสอบถามพ่อค้าแม่ค้าที่ขายสินค้า ในระดับรากแก้วและระดับกลาง หลายๆ คน หลายแห่งในท้องที่ จ.สระแก้ว ได้รับคำตอบเดียวกันทั้งหมด คือ แม่ค้าที่ขายสินค้าในตลาดสด มีมากกว่าคนซื้อสินค้า คนเดินตลาดมีแต่เดินๆ ดูๆ แล้วก็ไม่ซื้อ ซื้อสินค้าไม่ว่า ผักสด ผลไม้ มาวางขาย ขายได้ครึ่งเดียว นอกนั้นเหลือ ต้องขายแบบเลหลัง ตนทุนหายกำไรหด จากเคยขายได้วันละ 1,000
