Featured
ใครจะไปเชื่อว่ารถบ้านเก่าๆ พังๆ จะกลายเป็นขุมทรัพย์ได้? นี่คือเรื่องราวของ Avery Amstutz สาววัย 28 ปี ที่พิสูจน์ให้เห็นว่า “โอกาส” อยู่รอบตัวเราเสมอ เพียงแค่เรากล้าที่จะกระโดดเข้าใส่ ทุ่มสุดตัวเพื่อรีโนเวท แม้จะชงกาแฟไม่เป็น! ย้อนกลับไปเมื่อปลายปี 2023 Avery บังเอิญไปเห็นเพื่อนบ้านประกาศขายรถบ้านมือสองรุ่น Airstream ปี 1973 บน Facebook ในราคาเพียง 6,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 2 แสนบาท) แม้ตอนนั้นเธอจะยังนึกไม่ออกว่าจะเอามาทำอะไร แต่สัญชาตญาณนักธุรกิจบอกเธอว่า ของมันต้องมี! เธอตัดสินใจควักเงินเก็บจากธุรกิจถ่ายภาพนอกสถานที่ สตูดิโอถ่ายภาพให้เช่า และจากการเป็นเจ้าของรถพ่วงสำหรับจัดงานเลี้ยงค็อกเทล มาเปลี่ยนรถบ้านอายุ 50 ปีให้กลายเป็นร้านกาแฟ โดยเธอใช้เงินลงทุนรวมกว่า 65,000 ดอลลาร์ (ราว 2.2 ล้านบาท) จนเกิดเป็น “Byway Coffee” ร้านกาแฟเคลื่อนที่ที่ปัจจุบันเปิดให้บริการทุกวันตามสถานที่ต่างๆ ทั่วเมืองเมมฟิส โดยร้านกาแฟเคลื่อนที่นี้ เธอลงมือรื้อพื้น ถอดห้องน้ำ และเตียงออกด้วยตัวเอง ก่อนจะติดตั้งเครื่องชงกาแฟระดับมืออาชีพและตู้แช่เย็น แต่สิ่งที่น่าทึ่งที่สุดคือ เธอบริหารร้านกาแฟโดยที่ชงกาแฟไม่เ
YINDEE ACTIVATION ร่วมกับ PM Performance Studio ผนึกกำลังส่งเสริมวัฒนธรรมคัดเลือกเยาวชนเข้าแสดงในพิธีเปิดงาน Sanuk Siam Festival 2026ที่กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย งาน Sanuk Siam Festival 2026 ถูกจัดขึ้นอย่างเป็นทางการ ณ One Belpark Mall กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย โดย Sanuk Mak กลุ่มเยาวชนอินโดนีเซียที่มีความสนใจเกี่ยวกับประเทศไทยร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย จัดงานเทศกาลสงกรานต์เพื่อถ่ายทอดเสน่ห์วัฒนธรรมไทยสู่สายตานานาชาติ ผ่านกิจกรรมที่ผสานทั้งความสนุกและเอกลักษณ์ความเป็นไทยไว้ด้วยกัน ภายในงานมีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการ นำโดย คุณหทัยชนก ฤทธาคนี ฟรูโม อัครราชทูต และรองหัวหน้าคณะผู้แทน ณ สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย พร้อมด้วยพาร์ตเนอร์จากหลายภาคส่วนที่มาร่วมในงาน โดยภายในงานยังมีการแสดงชุด “รื่นฤดีดิถีสงกรานต์” และ “Bangkok City” จากเยาวชนไทย ที่ถ่ายทอดเอกลักษณ์ความเป็นไทยผ่านการรำและการเต้นในชุดไทย ผสมผสานดนตรีไทยและร่วมสมัย เพื่อร่วมสร้างสีสันให้กับบรรยากาศภายในงาน ความร่วมมือในครั้งนี้นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของหลายภาคส่วนทั้งภาคเอกชนและหน่วยงานที่เกี่
ตลอดระยะเวลา 15 ปี เราได้เห็นการเติบโตของแบรนด์ชานมสไตล์ญี่ปุ่น “KAMU KAMU” (คามุ คามุ) มาอย่างต่อเนื่องจนสามารถขยายสาขาได้มากกว่า 200 แห่ง อีกทั้งยังเป็นแบรนด์ที่สร้างความแปลกใหม่ให้กับผู้บริโภคอยู่เสมอ ผ่านเมนูและท็อปปิ้งสุดครีเอต เช่น ชาอู่หลงพีช ท็อปปิ้งครีมชีสและวาราบิโมจิ ที่ฮิตติดตลาดเป็นที่เรียบร้อย แต่รู้หรือไม่ KAMU KAMU เริ่มต้นแบรนด์ในพื้นที่เพียง 4 ตร.ม. โดยเจ้าของที่เรียนจบด้านวิศวะและไม่ชอบดื่มชานมไข่มุก ถึงขนาดที่ว่า “ชีวิตนี้จะไม่กินชานมอีกต่อไป” แต่สุดท้ายเขาก็ได้เริ่มสร้างแบรนด์นี้จนเติบโตมาอย่างยาวนาน เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ ชวนไปพูดคุยกับ “คุณแทน-ทินกฤต สินทัตตโสภณ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท คามุคามุ จำกัด ถึงเรื่องราวการเริ่มต้น แผนการขยายสาขาสู่ 300 แห่ง ยอดขาย 1 ล้านแก้วต่อเดือน และเป้าหมายสร้างรายได้ 1,000 ล้านบาทภายใน 3 ปี จากร้านเล็ก สู่แบรนด์ที่เติบโต 15 ปี คุณแทนเรียนจบวิศวะและอยากเริ่มต้นหาอะไรทำเป็นของตัวเอง ในตอนแรกเขาทำแบรนด์กาแฟ แต่ “ตลาดชา” เริ่มคึกคักจากหลายแบรนด์ที่เข้ามาเปิดบริการ ประกอบกับมีเพื่อนอยู่ญี่ปุ่นและไต้หวันซึ่งอยากผลักดันวั
ในการแข่งขันยิงธนูระดับภูมิภาค “Andaman Championship Satun” ชิงถ้วยพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1–3 พฤษภาคม 2569 ณ จังหวัดสตูล โดยมีนักกีฬายิงธนูจากทั่วประเทศ และต่างประเทศเข้าร่วมแข่งขันอย่างคับคั่ง ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้นและความสนใจจากประชาชนในพื้นที่ ภายในงานมีพิธีเปิดอัญเชิญถ้วยพระราชทานอย่างเป็นทางการและสมพระเกียรติ รวมถึงกิจกรรมการแสดงด้านกีฬายิงธนู สร้างความประทับใจให้กับผู้เข้าชม ขณะเดียวกันยังมีการแข่งขันหลากหลายประเภท ครอบคลุมทั้งรุ่นเยาวชนและรุ่นทั่วไปซึ่งเปิดโอกาสให้นักกีฬาทุกช่วงวัยได้แสดงศักยภาพอย่างเต็มที่ ไฮไลต์สำคัญของการแข่งขันในปีนี้ คือ “ทีมสโมสรในประเทศไทย” สามารถคว้าถ้วยพระราชทานทุกประเภทไว้ได้สำเร็จ การเข้ามาสนับสนุนวงการกีฬาของ “Bons Frères” ในครั้งนี้ ไม่เพียงสะท้อนถึงวิสัยทัศน์ของแบรนด์ที่มุ่งส่งเสริมสุขภาพและไลฟ์สไตล์ที่สมดุล ผ่านเครื่องดื่ม Crafted Non-Alcoholic Spirited เท่านั้น แต่ยังนำเสนอ “ทางเลือกใหม่” เพื่อให้เยาวชนและประชาชนห่างไกลจากเครื่องดื่มมึนเมาและ
ช่วงหยุดยาววันแรงงาน (1-5 พฤษภาคม) ที่ผ่านมา นักท่องเที่ยวชาวจีนกลุ่มหนึ่งได้หิ้วกระเช้าสานใบเล็กเดินตาม ‘นันทนา ครูสอนทำอาหารไทย’ เพื่อสำรวจเรียนรู้เกี่ยวกับวัตถุดิบที่ตลาดเช้าใกล้วัดแขกบนถนนสีลมในกรุงเทพฯ ร่วมกับนักท่องเที่ยวจากชาติอื่นๆ โดย “คอร์สเรียนทำอาหารไทย” กลายเป็นการท่องเที่ยวเสริมสร้างประสบการณ์รูปแบบใหม่ที่เริ่มต้นจากการเดินตลาดซื้อวัตถุดิบ ใช้เวลาสัมผัสวิถีชีวิตประจำวันของคนท้องถิ่นราว 3 ชั่วโมง และเรียนทำอาหารไทยต้นตำรับ 4 เมนู อดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์ เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว กล่าวว่า ข้อมูลสถิติของบริษัทท่องเที่ยวจีน บ่งชี้ ไทย เป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมอันดับ 3 ของนักท่องเที่ยวชาวจีนในช่วงหยุดยาววันแรงงานปีนี้ และการสัมผัสประสบการณ์ทำอาหารไทยกลายเป็นความต้องการหลักของนักท่องเที่ยวชาวจีนจำนวนไม่น้อย สะท้อนว่านักท่องเที่ยวชาวจีนรุ่นใหม่หันเหความสนใจจาก “ท่องเที่ยวเช็กอิน” สู่ “จ่ายเงินซื้อประสบการณ์” โดยย่านถนนสีลมมีโรงเรียนสอนทำอาหารไทยลักษณะนี้อยู่ 4-5 แห่ง เปิดสอนเช้าถึงเย็น 3 รอบต่อวัน สำหรับคอร์สเรียนของนันทนามักอบอวลด้วยกลิ่นเครื่องเทศสารพัดชนิด ทั้งข่า ขมิ้
ในช่วง “ฤดูทุเรียน” ทำให้เราได้เห็นปรากฏการณ์ “อิสรภาพของการรับประทานทุเรียน” (durian freedom) ที่กลายเป็นประเด็นฮิตบนโลกออนไลน์จีน โดยชาวเน็ตได้พากันแบ่งปันเคล็ดลับการเลือกทุเรียนไปจนถึงการเดินทางไปเก็บและชิมทุเรียนถึงสวน โดยเฉพาะ “ทุเรียนไทย” ที่ครองใจผู้บริโภคชาวจีนจำนวนมากด้วยรสชาติอันยอดเยี่ยม รวมถึงผู้คนในเขตปกครองตนเอง “กว่างซีจ้วง” ทางตอนใต้ของจีน โดยเฉพาะในตลาดค้าส่งผลไม้ไห่จี๋ซิงในเมืองหนานหนิงของกว่างซี ที่มีทุเรียนหมอนทองกองพะเนินคอยดึงดูดผู้บริโภคและผู้ค้าจากทั่วทุกสารทิศต่างพากันมาเลือกทุเรียนที่มีคุณภาพ และเจรจาต่อรองราคาซื้อขายกันอย่างคึกคัก เจ้าของร้านผลไม้รายหนึ่งกล่าวว่า ทุเรียนไทยมีฐานแฟนคลับเหนียวแน่น โดยเฉพาะทุเรียนหมอนทองที่ทยอยเข้าสู่ตลาดอย่างต่อเนื่องและราคายังไม่พุ่งสูง ทำให้มีคนแวะเวียนมาเลือกซื้อทุกวัน ด้านกลุ่มคนในอุตสาหกรรมทุเรียนมองว่า กระแสความนิยมทุเรียนไทยในจีนไม่ได้เกิดขึ้นแค่เพราะความต้องการซื้อขายในตลาดเท่านั้น แต่ยังเป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนของการกระชับความร่วมมือทางการค้าระหว่างจีนกับไทยที่แน่นแฟ้นขึ้น โดยกว่างซีถือเป็นประตูสู่อาเซียนและเ
ในยุคที่ค่าครองชีพพุ่งตัวแรงกว่าเงินเดือน การมีรายได้ทางเดียวอาจจะไม่พออีกต่อไป วันนี้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ มัดรวม 25 ไอเดียหารายได้เสริม ที่กำลังฮิตในหมู่ชาวทวิตเตี้ยนและคนรุ่นใหม่ ใครถนัดสายไหน รีบจดแล้วไปเริ่มทำกันเลย 1. Affiliate Marketing ใครที่ชอบช้อปปิ้งและมีจิตวิญญาณนักขาย นักป้ายยา แนะนำให้ทำนายหน้า Affiliate เลย เพราะยุคนี้ไม่ต้องสต๊อกของ ไม่ต้องลงทุน ก็สามารถสร้างรายได้ได้ เพียงแค่แชร์ลิงก์สินค้าที่ชอบ หรือที่ใช้อยู่แล้ว ซึ่งรายได้จะมาจากตอนที่มีคนกดซื้อสินค้าก็จะได้รับเป็นค่าคอมมิชชัน โดยปัจจุบันมีแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซหลายแห่งที่เปิดให้คนทั่วไปสามารถสมัคร Affiliate พร้อมกับก้อปปี้ลิงก์เพื่อไปรีวิวและสร้างรายได้ ไม่ว่าจะเป็น นอกจากนี้ ยังมีช่องทาง Affiliate อื่นๆ อีกเพียบ ทั้ง Big C และ HomePro ก็มีระบบให้เราช่วยขายเช่นกัน อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง 2. Freelance สำหรับใครที่คิดว่าตัวเองมีทักษะเฉพาะตัว อย่าปล่อยให้เสียเปล่า เพราะตอนนี้มีแพลตฟอร์มที่รวมฟรีแลนซ์หลายอาชีพ สามารถเลือกรับงานได้ตามความถนัด นั่นคือ Fastwork โดยสามารถประกาศหางานได้ตามสไตล์ ไม่ว่าจะเป็น
ใครจะเชื่อว่าท่ามกลางย่านธุรกิจสุดหรูอย่างทองหล่อ จะมีพื้นที่ 250 ตารางวาที่ปฏิเสธเม็ดเงินมหาศาลกว่าร้อยล้านบาทเพื่อแลกกับการเป็น “พื้นที่ทางสังคม” ในช่วงแรก “สวนครูองุ่น” ถูกตั้งคำถามอย่างหนักว่าทำไมไม่นำไปทำธุรกิจให้คุ้มค่า แต่สำหรับ โซเฟีย-สิริพร สุขชูศรี ผู้จัดการสวนครูองุ่นและหัวหน้าโครงการสวนครูองุ่น ที่นี่คือการสืบทอดเจตจำนงของครูองุ่น มาริก ที่อยากให้ที่ดินผืนนี้เป็นประโยชน์ต่อผู้คน เธอจึงทลายกำแพงรั้วออกเพื่อบอกว่าที่นี่เป็นมิตรและพร้อมต้อนรับทุกคน โดยใช้เวลากว่า 3 ปีกว่าจะพิสูจน์ให้ชุมชนเห็นว่า พื้นที่สีเขียวที่ “ฟรี” และ “เข้าถึงง่าย” คือสิ่งที่คนเมืองโหยหาจริงๆ การทำมูลนิธิไม่ใช่แค่การรอรับบริจาค แต่ที่นี่ขับเคลื่อนด้วย “นวัตกรรมการแบ่งปัน” ผ่านร้านกาแฟและ Charity Shop ที่เปลี่ยนของบริจาคให้กลายเป็นทุนทรัพย์หมุนเวียน แม้ต้นทุนการดูแลสิ่งมีชีวิตในสวนจะสูง แต่ระบบนิเวศที่แข็งแรงนี้ทำให้สวนครูองุ่นพึ่งพาตัวเองได้ 100% จนกลายเป็น Sandbox และ Community สำคัญที่ดึงดูดทั้งอาสาสมัคร ศิลปิน และอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังมากมายที่แวะเวียนมาปล่อยของและจัดกิจกรรมร่วมกัน เป้าหมายของสวนครูองุ่
เพราะอยากส่งต่อวัตถุดิบท้องถิ่นให้คนรู้จักและเข้าถึงง่ายขึ้น ทำให้ คุณฌา-ฬิฌฌา ตันติศิริวัฒน์ กับ คุณมิ้นท์-เสาวลักษณ์ กิจวิกรัยอนันต์ ร่วมกันเปิดร้าน “ไสใส” (Saisai) มาจนถึงปีที่ 4 เพื่อส่งต่อวัตถุดิบท้องถิ่นจากเกษตรกรและชาวบ้านให้ผู้บริโภคได้ลิ้มรสชาติผ่านเมนูหวานเย็นอย่าง น้ำแข็งไส และ โยเกิร์ตโบวล์ ถูกใจทั้งลูกค้าคนไทยและชาวต่างชาติ คุณฌาให้สัมภาษณ์กับเส้นทางเศรษฐีออนไลน์ว่า จากการทำธุรกิจข้าวพื้นเมือง ทำให้เธอได้ลงพื้นที่และรู้จักเกษตรกรมากมาย ได้เห็นบริบทของข้าว รวมถึงวัตถุดิบอื่นๆ ในชุมชน จนเห็นว่า มันจะหายไปในที่สุด แต่ถ้ามีคนสนใจวัตถุดิบเหล่านี้มากขึ้นเท่าไหร่ จะยิ่งช่วยต่อยอดให้คนต้นน้ำได้มากขึ้นเท่านั้น “วัตถุดิบที่เราทำงานร่วมด้วย มีเรื่องราวของภูมิปัญญาและวิถีชีวิต แต่คนส่วนใหญ่ค่อยๆ เห็นคุณค่าน้อยลง และหันไปสนใจของรุ่นใหม่มากขึ้น ถ้ามองในแง่ของดีมานด์กับซัพพลาย ความต้องการซื้อน้อยลง หรือคนสนใจน้อยลงเรื่อยๆ ท้ายที่สุด คนต้นน้ำก็จะไม่ได้ทำต่อ อย่าง น้ำตาลพื้นเมือง น้ำตาลพื้นบ้าน กว่าจะปาดน้ำหวานมาเคี่ยว เขาไม่ได้มีไบเบิ้ลว่าต้องทำยังไง แต่ใช้ภูมิปัญญาล้วนๆ ถ้า
การเริ่มต้นทำธุรกิจไม่จำเป็นต้องรอให้พร้อมที่สุด หรือมีพื้นที่ใหญ่โตเสมอไป ดังเช่นเรื่องราวของ ลีเดีย โฮล์มส์ และ จอห์น คลาร์ก คู่รักจากแคลิฟอร์เนียที่เริ่มต้นธุรกิจในลานจอดรถของ Home Depot ที่มีขนาดเพียง 200 ตารางฟุต แต่กลับทำเงินได้มากกว่า 2.3 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 80 ล้านบาท) จุดเริ่มต้นในลานจอดรถ เส้นทางสายอาหารของลีเดียและจอห์น เริ่มต้นขึ้นในปี 2012 ทั้งคู่พบรักกันขณะทำงานที่ร้านอาหาร Seasons 52 ถึงแม้ว่าทั้งคู่จะไม่ได้มีใครจบหลักสูตรด้านอาหารมาโดยตรง แต่สิ่งที่เชื่อมโยงพวกเขาเข้าด้วยกันคือ “ความหลงใหลในการกิน” ลีเดียเล่าว่า “สิ่งหนึ่งที่เราเข้ากันได้ดีมากคือความสนุกในการไปลองร้านอาหารใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นร้านเล็กๆ ลับๆ ตามหัวมุมถนน หรือร้านหรูหราอลังการ ขอแค่มีอาหารที่รสชาติดีจริงๆ เราก็มีความสุขแล้ว” ทุกครั้งที่ไปทานอาหารข้างนอก ทั้งคู่มักจะกลับมาลองทำเมนูเหล่านั้นกินเองที่บ้าน โดยใส่ไอเดียของตัวเองลงไป จนกลายเป็นจุดเริ่มต้นของคำถามที่ว่า “หรือเราจะทำสิ่งนี้เป็นธุรกิจดีนะ?” ย้อนกลับไปในปี 2021 ทั้งคู่ตัดสินใจเปิดร้านอาหารแห่งแรกชื่อว่า LJ’s Lil’ Cafe ซึ่งทำเลของร้านตั้งอย
