Featured
ในช่วงเวลาที่ต้นทุนสูงขึ้น กำลังซื้อเปราะบาง และการแข่งขันเกิดขึ้นพร้อมกันทั้งในโลกออฟไลน์และออนไลน์ เป้าหมายอันดับแรกของผู้ประกอบการจำนวนมากอาจเหลือเพียงคำว่า “ปีนี้…ขอแค่รอดก่อน” แต่ในความเป็นจริง ธุรกิจบางแห่งมียอดขายเพิ่มขึ้น มีคำสั่งซื้อเข้ามาต่อเนื่อง และดูเหมือนกำลังเติบโต ทว่าเจ้าของกลับทำงานหนักกว่าเดิม ทีมยังตัดสินใจเองไม่ได้ และเงินสดในบัญชีกลับไม่เพิ่มขึ้นตามยอดขาย นี่คือสัญญาณว่า ธุรกิจอาจกำลัง “รอดบนตัวเลข” แต่ยังไม่ได้แข็งแรงพอที่จะไปต่อ จากประสบการณ์ในการบริหารธุรกิจและทำงานร่วมกับผู้ประกอบการไทยหลากหลายประเภทมาอย่างต่อเนื่อง นายสราวุฒิ อยู่วิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มธุรกิจ TCP ได้ถ่ายทอดแนวคิด “ปลุกพลัง ผู้ประกอบการ ให้ไปต่อ” แก่ผู้ประกอบการในโอกาสที่กลุ่มธุรกิจ TCP ร่วมเป็นพี่เลี้ยงในโครงการ Big Brother Season 10 ของหอการค้าไทย ต่อเนื่องเป็นปีที่ 9 โดยชวนผู้ประกอบการกลับไปมองให้ลึกกว่าโจทย์เฉพาะหน้าว่า สิ่งที่กำลังแก้ไขอยู่ในวันนี้กำลังพาธุรกิจไปสู่คำตอบระยะยาวจริงหรือไม่ เลิกดูเพียงยอดขายเข้า แล้วเริ่มดูว่าสินค้าขายออกจริงหรือไม่ หนึ่งในภาพลวงตาที่เกิดขึ
จากเดิมที่ขายสตรอว์เบอร์รีและแอปเปิลแพ็กเป็นหลัก แต่เมื่อผลไม้ตามฤดูกาลหมด ร้านก็แทบไม่มีสินค้าให้ขาย ทำให้ “เจ้จินดา แซ่หลู่” วัย 57 ปี ต้องมองหาทางรอดใหม่ให้ธุรกิจ จนตัดสินใจหันมาลองขาย “อะโวคาโด” ซึ่งกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อกระแสรักสุขภาพเริ่มเติบโต ผู้บริโภครู้จักอะโวคาโดมากขึ้น และความต้องการในตลาดเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เจ้จินดาเล่าให้ฟังว่า ปัญหาคือสตรอว์เบอร์รีเป็นผลไม้ตามฤดูกาล มีขายเพียงช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงมีนาคมเท่านั้น เมื่อหมดฤดูร้านก็แทบไม่มีอะไรจะขาย “พอหมดสตรอว์เบอร์รีก็ไม่รู้จะขายอะไร เลยลองหาอะโวคาโดมาขาย เพราะช่วงโควิดคนเริ่มหันมาใส่ใจเรื่องสุขภาพ” ซึ่งอะโวคาโดล็อตแรกที่นำมาขาย ขายดีอย่างเห็นได้ชัด จากการที่ลูกค้าเข้ามาเดินตลาดสี่มุมเมือง จากวันแรกจนถึงวันนี้ ความเปลี่ยนแปลงที่ชัดที่สุดคือ คนรู้จักอะโวคาโดมากขึ้น กลุ่มลูกค้าขยายจากคนซื้อไปทานเองไปสู่ร้านค้าหลากหลายประเภท “ทุกวันนี้คนหันมาดูแลสุขภาพกันเยอะ ร้านน้ำปั่น ร้านสลัดก็ใช้กันเยอะ ร้านไอศกรีมบางเจ้าก็เอาไปทำไอศกรีมเพื่อสุขภาพ” ปัจจุบันกลุ่มลูกค้าหลักของร้านจึงเป็นร้านน้ำปั่น ร้านสลัด แล
แม้ตลาดซูชิสายพานในไทยจะมีผู้เล่นอยู่หลายแบรนด์ แต่การแข่งขันกำลังร้อนแรงขึ้นอีกครั้ง เมื่อ MAGURO นำ “Kaiten Sushi Ginza Onodera” ร้านซูชิสายพานระดับพรีเมียมจากเครือ ONODERA GROUP เข้ามาเปิดสาขาแรกในไทย ซึ่งถือเป็นการขยายแฟรนไชส์ไปต่างประเทศครั้งแรกของแบรนด์ พร้อมเปิดแฟลกชิพสโตร์ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย รองรับลูกค้าได้ถึง 30,000 คนต่อเดือน ด้วยจุดขายวัตถุดิบพรีเมียมจากญี่ปุ่น และซูชิที่ปั้นสดตามออร์เดอร์ เพื่อยกระดับซูชิสายพานสู่ประสบการณ์ใกล้เคียงโอมากาเสะ ในราคาที่เข้าถึงได้ นายจักรกฤติ สายสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท มากุโระ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ MAGURO กล่าวว่า “จุดเด่นสำคัญของร้านคือคุณภาพของวัตถุดิบระดับพรีเมียม ที่ยกระดับประสบการณ์มื้ออาหารของร้านซูชิสายพานให้เทียบเท่าร้านโอมากาเสะ ในราคาที่เข้าถึงได้ รับประทานได้บ่อยๆ และมีอิสระในการควบคุมทิศทางหรืองบประมาณในมื้อนั้นๆ ซึ่งสอดคล้องกับความเชี่ยวชาญของ MAGURO GROUP ในตลาดอาหารญี่ปุ่นระดับ Premium Mass ที่สั่งสมมากว่า 10 ปี” การเปิดตัวครั้งนี้เกิดขึ้นภายใต้สัญญาแฟรนไชส์ระหว่าง MAGURO GROUP และ ONODERA G
หากใครเคยขับรถผ่านย่านบางพลี แล้วสะดุดตากับอาคารสไตล์ Industrial เท่ๆ ที่เปิดไฟสว่างไสวตลอด 24 ชั่วโมง มีทั้งที่พัก ดนตรี กีฬา ศิลปะ และมีตลาดนัดคึกคักที่เปิดให้แม่ค้าพ่อค้ามาวางขายของกันฟรีๆ สถานที่แห่งนั้นคือ “Letana Hotel & Restaurant 24 Hrs” อาณาจักรที่เกิดจากหยาดเหงื่อ ความชื่นชอบ และหัวใจที่อยากส่งต่อประโยชน์คืนสู่สังคมของ“คุณนัท – กิตติพันธ์ ลี้ศัตรูพ่าย” หรือที่ทุกคนรู้จักกันในนาม “นัท เลอทาน่า” เริ่มจากธุรกิจรับซื้อของเก่า ก่อนจะมาเป็นเจ้าของอาณาจักรเลอทาน่า คุณนัทเล่าย้อนกลับไปในช่วงวัยเด็กว่า เขาเติบโตมาในครอบครัวที่รับซื้อของเก่า ซึ่งภาพจำในวัยเด็กคือความรู้สึกอายเพื่อน เวลาที่พ่อแม่ขับรถกระบะหลังคาสูง ขนกระดาษ ขนเหล็ก ไปส่งที่โรงเรียน แต่เมื่อโตขึ้นเขาก็เริ่มเข้าใจในสิ่งที่พ่อแม่ทำว่า “ทำไปเพราะมันได้เงิน!” เมื่ออายุได้ 18 ปี คุณนัทเริ่มออกหาของเก่ามาให้พ่อแม่ขาย จนเริ่มมีรายได้เลี้ยงตัวเองเดือนละหลายหมื่น กระทั่งอายุราว 23–24 ปี เขาเริ่มมองเห็นโอกาสในธุรกิจ “โรงงานรีไซเคิลเศษแก้ว” ที่ในสมัยนั้นมีผู้เล่นเพียงไม่กี่เจ้า “มันไม่ได้มาง่ายๆ เพราะเราไม่ได้มีต้นท
หากพูดถึง “บางแสน” ในอดีตเราอาจนึกภาพ “บังกะโลบางแสน” ที่พักยอดฮิตของนักท่องเที่ยว แต่วันนี้ภาพของบางแสนกำลังเปลี่ยนไป เห็นได้จากโรงแรมที่พักที่เริ่มมีคอนเซ็ปต์ มีสไตล์และมีขนาดใหญ่มากขึ้น เพื่อตอบโจทย์นักท่องเที่ยวยุคใหม่ หนึ่งในนั้นคือ “Zuwala Hotel” (ซูวาลา) ธุรกิจโรงแรมของคู่รัก “ปิง-วราภรณ์ สุขกำเนิด และ เอ้-ศุภกร ไชยรงศรี” ที่มียอดเข้าพักเฉลี่ย 60-70% ตลอดทั้งปี จากความชอบสู่โรงแรมซูวาลา ก่อนมาเป็นเจ้าของโรงแรม ปิงและเอ้ไม่ได้อยู่ในสายธุรกิจนี้ตั้งแต่แรก หลังเรียนจบมหาวิทยาลัยบูรพาเธอเข้าทำงานในตำแหน่งวิศวกรฝ่ายขายเพราะเรียนจบด้านวิศวกรรมไฟฟ้า ขณะที่เอ้เรียนจบด้านดนตรีและวัฒนธรรม จึงทำงานในด้าน Acoustic กระทั่งปิงได้ “ค้นพบความชอบ” หลังจากซื้อคอนโดมารีโนเวทเพื่ออยู่อาศัยเอง เธอรู้สึกสนุกที่ได้ใส่ไอเดียและตกแต่งห้อง จึงเริ่ม “ซื้อคอนโดเก่ามารีโนทเพื่อปล่อยเช่า” เป็นโปรเจ็กต์ที่สอง ก่อนต่อยอดไปสู่ธุรกิจโฮสเทล “ผลตอบรับดีเกินคาด แค่ 1 วันมีคนติดต่อเช่าแล้ว ก็น่าจะทำขาย เลยไปซื้อบ้านเก่ามารีโนเวท ขายได้ภายใน 1 เดือน คิดว่าเราไม่อยากทำอสังหาฯ แบบซื้อมาขายไปแล้ว อยากสร้าง Passive Incom
แม้จะเป็นแบรนด์ไทย แต่รู้หรือไม่ว่า “HOUSE OF LITTLEBUNNY” คือกระเป๋าที่กลายเป็นไอเทมยอดฮิตในอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และเมียนมา กลยุทธ์ “โตนอกบ้าน” ของ คุณมิ้ง-ลักษิกา กรรณสูตร CEO และผู้ก่อตั้งแบรนด์ที่เริ่มต้นจากความฝันและความตั้งใจในการทุ่มเทสร้างแบรนด์กระเป๋าให้คนสะสม จนเกิดกระแสบอกต่ออย่างทรงพลังในแบบที่ตัวเธอเองก็คาดไม่ถึง เส้นทางการเติบโตของ HOUSE OF LITTLEBUNNY เกิดขึ้นได้อย่างไร “เส้นทางเศรษฐี” จะพาไปพูดคุยกับซีอีโอของแบรนด์นี้ จากโพสต์ออร์แกนิกสู่ไอเทมฮิต คุณมิ้งคือซีอีโอผู้อยู่เบื้องหลังแบรนด์นี้มาตลอด 10 ปี เธอทุ่มเทสร้าง HOUSE OF LITTLEBUNNY ด้วยความตั้งใจและลุยงานด้วยตัวเองเพื่อให้แบรนด์นี้เติบโต สะท้อนความสำเร็จจากการเป็นแบรนด์แรกๆ ที่สามารถบุกตลาดการไลฟ์ผ่านทางเฟซบุ๊กและเป็นผู้สร้างคอนเทนต์วิดีโอการใช้งานกระเป๋าผ่านไลฟ์สไตล์ในแบบต่างๆ ทางโซเชียลมีเดีย ทำให้มีฐานลูกค้าชาวไทยในระดับหนึ่ง จนในที่สุดคอนเทนต์ที่เธอสร้างสรรค์ขึ้นอย่างต่อเนื่องและไม่ย่อท้อก็ถูกแชร์ต่อในกลุ่มลูกค้าชาวอินโดนีเซียจนเกิดเป็นกระแสไวรัล สามารถ “แจ้งเกิด” แบรนด์ในระดับนานาชาติได้สำเร็จ ซึ่งกระแส
เรื่องราวของคู่รัก Michelle Platt และ Brian Platt วัย 50 ต้นๆ เจ้าของแบรนด์ “Jam Packd Jams” แยมผลไม้ที่สร้างรายได้เสริมกว่า 3 หมื่นบาทต่อวัน จุดเริ่มต้นของแยมผลไม้ Jam Packd Jams Michelle เคยเป็นนักเขียนบล็อกสายสุขภาพมานาน 9 ปี ปัจจุบันเธอเป็นผู้อำนวยการวิทยาเขตของโรงเรียนเอกชน ส่วน Brian ทำงานในวงการโฆษณามานานกว่า 30 ปี และตอนนี้รับงานฟรีแลนซ์ด้านโฆษณาไปพร้อมกับสร้างแบรนด์ Jam Packd Jams จุดเริ่มของแบรนด์นี้มาจาก Michelle เธอกลับจากงานสัมมนา พร้อมไอเดียอยากสร้างผลิตภัณฑ์สายสุขภาพ ก่อนระดมความคิดร่วมกับสามี เขาเสนอว่าให้ทำ “แยม” ขาย เพราะแยมที่ครอบครัวชอบกินยังหวานเกินไป ใส่น้ำตาลเยอะ และไม่ค่อยมีคุณค่าทางโภชนาการ พวกเขาจึงอยากทำแยมผลไม้ที่อัดแน่นไปด้วยผลไม้ออร์แกนิก ไม่ใส่น้ำตาล มีโปรตีนคอลลาเจน ไฟเบอร์พรีไบโอติก และสารอาหารอื่นๆ ก่อนใช้เงิน 20,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือเกือบ 7 แสนบาทไปกับการสร้างธุรกิจ ตั้งแต่การสร้างเว็บไซต์ ออกแบบโลโก้และบรรจุภัณฑ์ จดเครื่องหมายการค้า การ R&D ผลิตภัณฑ์ โดยขอความช่วยเหลือจากนักวิทยาศาสตร์ด้านอาหารมาช่วยพัฒนาเพื่อให้ได้สูตรแบบที่ตั้งใจไว้&nbs
ผลสำรวจของธนาคารเอกชนชั้นนำจากสวิตเซอร์แลนด์ Julius Baer ได้เผยแพร่ดัชนีชี้วัดค่าครองชีพสำหรับกลุ่มผู้มีมั่งคั่งสูง (HNWIs) ประจำปี 2569 โดยคำนวณจากราคาของสินค้าและบริการระดับไฮเอนด์ 20 ประเภท ใน 25 เมืองใหญ่ทั่วโลก พบว่าภาพรวมค่าใช้จ่ายไลฟ์สไตล์หรูหราทั่วโลกพุ่งสูงขึ้นเฉลี่ย 10.2% ทั้งนี้ ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกยังคงครองแชมป์ศูนย์กลางความมั่งคั่ง โดยมีเมืองที่ติดทำเนียบ TOP 10 ถึง 5 แห่ง นำโดย “สิงคโปร์” 10 อันดับเมืองที่มีค่าครองชีพหรูหราแพงที่สุดในโลก ประจำปี 2569 1.สิงคโปร์ ครองแชมป์ปีที่ 4 ติดต่อกัน จากค่าอสังหาริมทรัพย์ รถยนต์ และเงินดอลลาร์สิงคโปร์ที่แข็งค่า 2.ซูริก, สวิตเซอร์แลนด์ ศูนย์กลางการเงินยุโรป 3.โมนาโก ดินแดนแห่งมหาเศรษฐี 4.ฮ่องกง ศูนย์กลางความมั่งคั่งของเอเชีย 5.ลอนดอน, สหราชอาณาจักร เมืองหลวงระดับโลก 6.เซี่ยงไฮ้, จีน ตลาดสินค้าหรูขนาดใหญ่ 7.ปารีส, ฝรั่งเศส เมืองหลวงแห่งแฟชั่น 8.ซิดนีย์, ออสเตรเลีย ตลาดพรีเมียมในโอเชียเนีย 9.มิลาน, อิตาลี ศูนย์กลางดีไซน์และแฟชั่น 10.กรุงเทพฯ, ประเทศไทย ติดอันดับ TOP 10 เป็นครั้งแรก (ก้าวกระโดดจากอันดับ 11 ในปี 2568) ทำไม “กรุ
รายการวาไรตี้กิน-เที่ยว “เปรี้ยวปาก” ทางช่อง 3HD ดำเนินรายการโดยคู่ซี้สายกิน เต๋อ-ฉันทวิชช์ ธนะเสวี และจอย-รินลณี ศรีเพ็ญ ผลิตโดย บริษัท ไทม์ บรอดคาสท์ จำกัด เตรียมจัดงาน “เปรี้ยวปาก Festival 2026 : อร่อยทุกคำ อิ่มสุขทุกคน” By ธนาคารออมสิน ต่อเนื่องเป็นปีที่ 8 พร้อมฉลองครบรอบ 23 ปีของรายการ ระหว่าง วันที่ 31 กรกฎาคม–3 สิงหาคม 2569 เวลา 10.00–22.00 น. ณ ลาน M GRAND HALL ชั้น G เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางกะปิ ภายในงาน “เปรี้ยวปาก Festival 2026” ยกขบวนร้านสตรีตฟู้ดชื่อดัง ร้านเด็ดจากทั่วประเทศ และร้านของดารา-อินฟลูเอนเซอร์ ขนเมนูยอดนิยมมาเสิร์ฟตลอด 4 วัน พร้อมกิจกรรมบนเวที การแสดงจากศิลปิน และสิทธิพิเศษจากธนาคารออมสิน เพื่อมอบประสบการณ์ความอร่อยและความสุข ให้ทุกคนได้อิ่มอร่อย สนุกสนาน และใช้เวลาร่วมกันอย่างเต็มที่ ภริตา วิริยะรังสฤษฎ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทม์ บรอดคาสท์ จำกัด ผู้ผลิตรายการเปรี้ยวปาก กล่าวว่า ตลอดกว่า 23 ปีที่ผ่านมา รายการ “เปรี้ยวปาก” ไม่ได้เป็นเพียงรายการวาไรตี้กิน-เที่ยว แต่เป็นพื้นที่ที่พาผู้ชมค้นหาร้านอร่อย ผู้คน และเรื่องราวดีๆ จากทั่วประเทศ “เปรี้ยวปาก Festival 2
เมื่อความคุ้มของ MK Buffet คุ้มเกินคุ้ม 299 บาท เลเวลอัพไปอีกขั้น ขอเอาใจสาวกคนรักบุฟเฟต์ตัวจริง! เปิดตัว “MK Buffet Subscription” แพ็กเกจเหมาจ่ายรายเดือนครั้งแรก ชวนสายบุฟเฟต์มากินให้คุ้มยิ่งกว่าเดิม เหมาจ่ายครั้งเดียว กินไม่อั้นได้ตลอดเดือนสิงหาคม จากข้อมูลที่ทาง MK ศึกษาหลังเปิดตัว MK Buffet คุ้มเกินคุ้ม 299 บาท ครบ 1 ปี พบว่า MK Buffet สามารถตอบโจทย์ความเป็นมหาชนได้เป็นอย่างดี พร้อมเดินหน้าพัฒนาความคุ้มอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดเพิ่งอัปเกรดความคุ้มครั้งใหญ่ ด้วยการเพิ่ม “4 เมนูซีฟู้ดใหม่” รวมกว่า 33 เมนู ในราคาเดิม 299 บาท โดยมีลูกค้ากลับมาใช้บริการซ้ำอย่างต่อเนื่อง ซึ่งลูกค้าที่มาใช้บริการสูงสุดมีความถี่ถึง 188 ครั้งต่อปี สะท้อนให้เห็นว่ามีกลุ่มลูกค้าที่เลือกรับประทาน MK บุฟเฟต์เป็นประจำ จึงเป็นที่มาของการต่อยอดความคุ้มอีกขั้น ผ่านการเปิดตัว “MK Buffet Subscription” เพื่อให้ลูกค้าที่เป็น MK Buffet Lover ได้กลับมาทานบ่อยยิ่ง
