การเริ่มต้นทำธุรกิจไม่จำเป็นต้องรอให้พร้อมที่สุด หรือมีพื้นที่ใหญ่โตเสมอไป ดังเช่นเรื่องราวของ ลีเดีย โฮล์มส์ และ จอห์น คลาร์ก คู่รักจากแคลิฟอร์เนียที่เริ่มต้นธุรกิจในลานจอดรถของ Home Depot ที่มีขนาดเพียง 200 ตารางฟุต แต่กลับทำเงินได้มากกว่า 2.3 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 80 ล้านบาท)
จุดเริ่มต้นในลานจอดรถ
เส้นทางสายอาหารของลีเดียและจอห์น เริ่มต้นขึ้นในปี 2012 ทั้งคู่พบรักกันขณะทำงานที่ร้านอาหาร Seasons 52 ถึงแม้ว่าทั้งคู่จะไม่ได้มีใครจบหลักสูตรด้านอาหารมาโดยตรง แต่สิ่งที่เชื่อมโยงพวกเขาเข้าด้วยกันคือ “ความหลงใหลในการกิน”
ลีเดียเล่าว่า “สิ่งหนึ่งที่เราเข้ากันได้ดีมากคือความสนุกในการไปลองร้านอาหารใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นร้านเล็กๆ ลับๆ ตามหัวมุมถนน หรือร้านหรูหราอลังการ ขอแค่มีอาหารที่รสชาติดีจริงๆ เราก็มีความสุขแล้ว”
ทุกครั้งที่ไปทานอาหารข้างนอก ทั้งคู่มักจะกลับมาลองทำเมนูเหล่านั้นกินเองที่บ้าน โดยใส่ไอเดียของตัวเองลงไป จนกลายเป็นจุดเริ่มต้นของคำถามที่ว่า “หรือเราจะทำสิ่งนี้เป็นธุรกิจดีนะ?”
ย้อนกลับไปในปี 2021 ทั้งคู่ตัดสินใจเปิดร้านอาหารแห่งแรกชื่อว่า LJ’s Lil’ Cafe ซึ่งทำเลของร้านตั้งอยู่ในลานจอดรถของห้าง Home Depot ขนาดเพียง 200 ตารางฟุต (ประมาณ 18 ตารางเมตร)
“การเปิดร้านอาหารในลานจอดรถอาจฟังดูเป็นตัวเลือกที่ไม่ค่อยน่าสนใจในสายตาคนทั่วไป แต่สำหรับเราทั้งคู่มองว่าเป็นทำเลทองที่มีจุดขายที่ใหญ่ที่สุด เพราะมันมาพร้อมกับฐานลูกค้าในตัว มีทั้งนักช้อปที่แวะเวียนมาซื้อของแต่งบ้าน หรือจะเป็นพนักงานห้างที่ต้องซื้อข้าวทุกๆ วัน”
ต่อมาทั้งคู่ตัดสินใจซื้อ “โรงเก็บของ” มาจากเจ้าของเดิมในราคา $95,000 (ประมาณ 3.4 ล้านบาท) ซึ่งเคยถูกใช้เป็นคาเฟ่มาก่อน โดยเป็นการกู้ยืมเงินจากในครอบครัวมาเป็นทุนตั้งต้น นอกจากค่าตัวร้านแล้ว พวกเขายังมีค่าเช่าพื้นที่ลานจอดรถที่ต้องจ่ายให้กับ Home Depot อีกเดือนละ $1,325 (ประมาณ 47,000 บาท)
LJ’s Lil’ Cafe ได้ฤกษ์เปิดตัวอย่างเป็นทางการ โดยมีน้องชายสองคนของลีเดียมาเป็นพนักงานกลุ่มแรก ในช่วงนั้นทั้งคู่ต้องประหยัดค่าใช้จ่ายอย่างหนักถึงขั้นยอมย้ายเข้าไปอาศัยอยู่กับพ่อแม่ของลีเดีย เพื่อเก็บออมเงินค่าเช่าบ้านมาหมุนเวียนในธุรกิจ
เส้นทางสายธุรกิจไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ จอห์นเล่าว่าช่วงแรกนั้นเงียบเหงาพอสมควร รายได้ต่อวันเฉลี่ยอยู่ที่เพียง $200 – $300 (ราว 7,000-10,000 บาท) และขยับขึ้นมานิดหน่อยในช่วงสุดสัปดาห์ ซึ่งรายได้กว่าครึ่งหนึ่งก็มาจากพนักงาน Home Depot ที่แวะมาช่วงพักเที่ยงนั่นเอง
ช่วงแรกของร้านจึงเต็มไปด้วยการลองผิดลองถูกและการเรียนรู้แบบหน้างานแทบทั้งหมดลีเดียเล่าว่า “พวกเราเริ่มกันแบบไม่มีประสบการณ์เลยค่ะ ความรู้ด้านการตลาดก็เป็นศูนย์ โซเชียลมีเดียไม่มี อีเมลร้านก็ยังไม่มีเลย”
แม้จะเริ่มต้นจากความไม่รู้และยอดขายที่ไม่ได้หวือหวา แต่สิ่งที่ทำให้ทั้งคู่ยังคงตื่นมาเปิดร้านในทุกๆ วัน ไม่ใช่แค่ตัวเลขกำไร
จอห์นทิ้งท้ายว่า “สิ่งที่ทำให้พวกเรายังสู้ต่อในตอนนั้น คือคำชมและเสียงตอบรับที่ดีจากลูกค้าที่แวะเวียนมาหาเราครับ”
จุดเปลี่ยนจาก ‘เบอร์ริโต้’ สร้างปรากฏการณ์ไวรัลชั่วข้ามคืน
ในโลกของการทำร้านอาหาร บางครั้งสิ่งที่เตรียมไว้กับสิ่งที่ลูกค้าต้องการ ก็อาจเป็นคนละเรื่องกัน เหมือนอย่าง LJ’s Lil’ Cafe ที่เดิมทีตั้งใจจะขายเมนูคลาสสิกสไตล์อเมริกันอย่าง “เบอร์เกอร์ แซนด์วิช และฮ็อตดอก”
แต่หลังจากเปิดไปได้ไม่นาน ทั้งคู่กลับพบว่า ลูกค้าส่วนใหญ่ไม่ได้เดินเข้าร้านมาเพื่อสั่งเบอร์เกอร์ แต่พวกเขากลับโหยหา “เบอร์ริโต้” ต่างหาก
เมื่อรู้ว่านี่คือโอกาสทอง พวกเขาจึงตัดสินใจเทหมดหน้าตักให้กับเมนูเบอร์ริโต้ จนกลายเป็นที่มาของเมนูยอดฮิตตลอดกาลอย่าง “OG Breakfast Burrito” มาในราคา $8.75 (ประมาณ 300 บาท) ก่อนจะขยับราคาขึ้นมาตามต้นทุนวัตถุดิบ จนปัจจุบันราคาอยู่ที่ $15.99 (ประมาณ 550 บาท)
อีกหนึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 2022 เมื่อนักเขียนจากสำนักพิมพ์อาหารชื่อดังอย่าง Eater ได้มาลองชิม “OG Breakfast Burrito” และเขียนรีวิวชื่นชมอย่างหนัก เพียงไม่กี่สัปดาห์หลังจากนั้น บทความรีวิวฉบับนั้นก็ได้ตีพิมพ์ลงใน Eater จนทำให้ชีวิตของพวกเขาเปลี่ยนไปชั่วข้ามคืน มีลูกค้ามายืนต่อแถวรอตั้งแต่ร้านยังไม่เปิด จนยอดขายพุ่งแตะหลักพันดอลลาร์ต่อวันเป็นครั้งแรก และบางช่วงลูกค้าต้องรอนานถึง 3 ชั่วโมงเลยทีเดียว
การเติบโตสู่ความสำเร็จ
ในปี 2023 พวกเขาตัดสินใจจ้างผู้จัดการทั่วไปเข้ามาดูแลระบบหลังบ้าน และจ้างพนักงานดูแลร้าน เพื่อให้ทั้งคู่มีเวลาขยับขยายธุรกิจให้กว้างไกลกว่าเดิม
ซึ่งหลังจากเตรียมการมาพักใหญ่เขาก็ได้ตัดสินใจลงทุนซื้ออาคารในย่าน Orange รัฐแคลิฟอร์เนีย ด้วยมูลค่า 148,000 ดอลลาร์สหรัฐ (หรือประมาณ 5 ล้านกว่าบาท)
ในปีนั้นเอง LJ’s Lil’ Cafe ทั้งสองสาขาทำยอดขายได้สูงถึง 2.3 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 80-84 ล้านบาท) และแน่นอนว่ารายได้ที่มากขึ้นย่อมมาพร้อมกับความรับผิดชอบที่ใหญ่ขึ้น ปัจจุบันพวกเขามีพนักงานในความดูแลถึง 29 ชีวิตในทั้งสองสาขา
ที่มา : CNBC
