Featured
ในยุคที่เศรษฐกิจถดถอยและ AI เข้ามาแทนที่ในหลายๆ ตำแหน่งงาน แต่มีอาชีพหนึ่งที่อย่างไรก็น่าจะยังเอาตัวรอดได้ นั่นคือการขายอาหาร เพราะต่อให้เศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร คนเราต้องพึ่งพาอาหารเลี้ยงปากท้องอยู่ดี ยอดขายอาจจะขึ้นๆ ลงๆ ตามภาวะเศรษฐกิจ แต่ถ้าพ่อค้าแม่ค้ามีฝีมือจริง ทำอาหารอร่อยจริง โอกาสเจ๊งนั้นเป็นไปได้ยาก แต่เพื่อพัฒนาทักษะการทำอาหารให้ถูกปากถูกใจลูกค้า อาจจำเป็นต้องไปเรียนรู้เพิ่มเติมจากผู้เชี่ยวชาญ วันนี้เราจึงรวบตึงคอร์สสั้นด้านศิลปะการประกอบอาหารน่าเรียนจากวิทยาลัยดุสิตธานี สถาบันในเครือโรงแรมดุสิตธานี ที่เปิดสอนในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 มาให้ผู้อ่านทุกท่านประกอบการตัดสินใจวางแผนการเรียนล่วงหน้า และอาจมองเห็นอาชีพต่อไปในอนาคต คัดมาให้เฉพาะคอร์สที่ค่าใช้จ่ายไม่ถึงหมื่นหรือแค่หมื่นต้นๆ คอร์สอาหารเหนือ (Northern Thai Cuisine) เปิดสอนวันที่ 24-25 มกราคม 2569 เรียนรู้การทำอาหารเหนือสารพัดเมนู ได้แก่ แกงแคไก่บ้าน น้ำพริกน้ำปู๋ กากหมู ลาบคั่วคนเมือง ข้าวซอยชาวฮ้อ ไส้อั่ว แอ๊บอ่องออ แหนมหรือจิ้นส้ม แกงฮังเลเมืองม่าน และขนมจีนน้ำเงี้ยวชาวไทยใหญ่ คอร์สดงบุริ (Donburi) เปิดสอนวันที่ 7
ใครที่เคยผ่านไปแถวสุขุมวิท 93 ช่วงนี้ อาจจะสะดุดตากับร้านพิซซ่าเล็กๆ ที่ซ่อนตัวอยู่ในซอย แต่กลับมีคนยืนต่อแถวยาวแน่นขนัดเต็มฟุตปาธตั้งแต่ช่วงเย็นจนดึก อีกทั้งยังส่งกลิ่นหอมของแป้งร้อนๆ จากเตา ที่ชวนหิวจนอยากลิ้มลอง นี่คือร้าน Pizza Twenty Plus หรือพิซซ่า 20 บาท ที่กำลังเป็นกระแสไวรัลอยู่ตอนนี้ เพราะนอกจากราคาจะสบายกระเป๋าแล้ว ยังมีรสชาติที่อร่อย อัดแน่นไปด้วยวัตถุดิบคุณภาพดี จนทำให้ลูกค้าต้องกลับมาซื้อซ้ำ แถมบางคนถึงกับยอมต่อคิวรอนานหลายชั่วโมง วันนี้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ ได้มีโอกาสพูดคุยกับ คุณวิสันต์ เดชผล เจ้าของร้าน Pizza Twenty Plus ที่เน้นขายพิซซ่าในสไตล์นิวยอร์ก ด้วยราคาถูกและคุณภาพดี จนสามารถสร้างรายได้พีกสุดหลักแสนต่อเดือน จากสเต๊กสู่พิซซ่า แต่เดิม คุณวิสันต์ เดชผล เจ้าของร้าน Pizza Twenty Plus ทำธุรกิจร้านสเต๊กชื่อว่า “อร่อยทะลุโลก” มาประมาณ 4-5 ปี แต่เขาก็ต้องเผชิญกับปัญหาโรคระบาด ช่วงโควิด-19 ที่ทุกคนต่างได้รับผลกระทบ เมื่อรัฐบาลประกาศให้ล็อกดาวน์ ลูกค้าเริ่มหาย รายได้ลดลง ทำให้เขาต้องหาทางใหม่ให้อยู่รอด ดังนั้น “พิซซ่า” จึงกลายเป็นคำตอบ เพราะเมื่อก่อนร้านสเต๊กจะขายช่วงดึก
หากย้อนไปเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา คงไม่มีกระแสไหนจะร้อนแรงไปกว่า “เทศกาลเจนนี่” อีกแล้ว เป็นการพลิกวิกฤตดราม่าครอบครัวให้กลายเป็นโอกาสทอง เรื่องราวนี้ของ เจนนี่-รัชนก สุวรรณเกตุ (เจนนี่ ได้หมดถ้าสดชื่น) นักร้อง อินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง ผู้ติดตามกว่า 20 ล้านคน ที่เธอได้สร้างปรากฏการณ์ไลฟ์ขายของบน TikTok ยอดขายทะลุ 500 กว่าล้าน พร้อมสถิติผู้ชมรวมกว่า 1.2 ล้านวิว และปักตะกร้าไปกว่า 270 แบรนด์ #SMEsSurvivor วันนี้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ จะพาไปรีแคปย้อนรอยกับปรากฏการณ์ไวรัลระดับประเทศนี้ ส่งท้ายปี 2568 มหากาพย์ไลฟ์มาราธอน จุดเริ่มต้นของการไลฟ์ “เทศกาลเจนนี่” เกิดจากประเด็นดราม่าเรื่องหนี้สินของเจนนี่และคุณแม่ ที่ทำให้โลกโซเชียลจับตามอง ถึงขั้นสร้างความร้อนระอุไปหลายวัน เพราะปัญหานี้ดูเหมือนจะไม่จบง่ายๆ หลังจากที่เจนนี่ใช้พื้นที่โซเชียลของตัวเองในการชี้แจง ทางด้านคุณแม่ก็ออกมาไลฟ์เช่นกัน ทำให้กระแสนี้ยังเดือดไม่มีพัก ส่งผลให้คนเข้ามาดูไลฟ์เป็นจำนวนมาก หลังจากนั้น เจนนี่ไม่รอช้า พลิกวิกฤตให้กลายเป็นโอกาส ด้วยการนำสินค้ามาไลฟ์ขาย ภายในคืนเดียวสามารถทำยอดขายได้กว่า 24 ล้านบาท พร้อมทั้งแ
“ตอนนี้ขอยึดงานประจำไว้ก่อน แต่อนาคตไม่แน่” ประโยคเรียบง่ายจากชายวัย 35 ปี ผู้คลุกคลีอยู่ในแวดวงอสังหาริมทรัพย์ ทำงานประจำเป็นเจ้าหน้าที่ประเมินราคา แต่ในวันหยุดเขาคือเจ้าของร้านพิซซ่าโฮมเมด ในยุคที่เศรษฐกิจเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน การมีงานประจำที่มั่นคงคือเรื่องโชคดี แต่การมีรายได้ทางเดียวอาจไม่พออีกต่อไป เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ จะพาทุกคนไปรู้จักกับ คุณแบนโจ-ภัทรพันธ์ ศิริไสย เจ้าของร้านแบนโจ พิซซ่า หนึ่งใน Young Entrepreneur ที่จะมาส่งต่อแรงบันดาลใจในการสร้างอาชีพเสริมจากสิ่งที่รัก จากศูนย์สู่ผู้เชี่ยวชาญ ฝึกฝนจาก YouTube ทำทิ้งจนเกือบถอดใจ จุดเริ่มต้นเกิดจากความคิดที่อยากมีรายได้เสริมมาช่วยซัพพอร์ตค่าใช้จ่าย ด้วยความที่เป็นคนชอบทานพิซซ่าเป็นทุนเดิม เขาจึงตัดสินใจเลือกเมนูนี้โดยคิดว่า “ไม่น่าจะยาก” แต่ความเป็นจริงกลับไม่เป็นเช่นนั้น คุณแบนโจเริ่มต้นศึกษาด้วยตัวเองผ่าน YouTube ต่างประเทศ และเก็บเกี่ยวความรู้จากคอมมูนิตี้ในกลุ่ม Facebook อย่าง The Pizza Club Thailand เขาต้องเผชิญกับช่วงเวลาลองผิดลองถูก ทำทิ้งไปนับไม่ถ้วนเพราะไม่มีพื้นฐานมาก่อน ความมั่นใจในช่วงแรกเริ่มกลายเป็นความท้อจนเกือบ
ในยุคที่ “การไลฟ์” กลายเป็นอาวุธสำคัญของผู้ประกอบการในการสร้างยอดขาย ตั้งแต่ “เทศกาลเจนนี่” ที่ทำให้ตลาดลุกเป็นไฟ สะท้อนชัดว่า ผู้บริโภคพร้อมซื้อสินค้าจากคนที่ “เขาเห็นทุกวัน” มากกว่าจากโฆษณาที่เห็นเพียงครั้งเดียว การไลฟ์จึงไม่ช่ตัวเลือกเสริมอีกต่อไป จูน-กษมา ศิลาชัย ได้แชร์เทคนิคการไลฟ์ ในงานสัมมนา SME X INFLUENCER ครั้งที่ 5 : ไลฟ์ยุคใหม่ ขายยังไง ให้ปังทุกแพลตฟอร์ม จัดโดย บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ สมาคมการค้าปลีกและเอสเอ็มอีทุนไทย ไว้ว่า เธอเริ่มต้นจากการเป็นแม่ค้าออฟไลน์ ก่อนพัฒนาตัวเองจนก้าวสู่โลกออนไลน์อย่างจริงจัง และเคยเป็นเจ้าของสินค้าหลากหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็น ครีมซอง เครื่องสำอาง ลิปซอง ดินสอเขียนคิ้ว น้ำปลาร้าส้มป่อย และล่าสุดกับผลิตภัณฑ์ทิชชูเปียก ViVa ที่วางจำหน่ายในเซเว่น อีเลฟเว่น ทั่วประเทศกว่า 2 ปี และก้าวขึ้นเป็น สินค้าขายดีอันดับ 1 ในหมวดผ้าเปียกและทิชชูเปียกของเซเว่นฯ ในเวลารวดเร็ว “จุดเริ่มต้นของ ViVa เกิดจาก Pain Point ของตัวจูนเองในฐานะผู้ใช้ทิชชูเปียกมาตลอดชีวิต ตั้งแต่วัยรุ่นจนเป็นคุณแม่ อีกทั้งยังเคยแพ้ผลิตภัณฑ์นำเข้าที่มีอยู่ในตลาด
ว่ากันว่า ปีนี้ ปีหน้า และปีต่อๆ ไป จะไม่ใช่ปีของการทำธุรกิจแบบเดิมอีกต่อไป ซึ่งเหตุปัจจัยนั้น มีมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ ต้นทุนพลังงานสูงขึ้น ผู้บริโภคมีความตระหนักมากขึ้น ส่วน “โลก” ก็ยังส่งสัญญาณชัดเจนแล้วว่า “ความยั่งยืน” ไม่ใช่ภาพลักษณ์ แต่คือปัจจัย “ชี้เป็น ชี้ตาย” ธุรกิจไหนจะอยู่รอด และธุรกิจไหนจะเติบโต สิ่งน่าสนใจในเรื่องนี้อีกประการหนึ่ง คือ “ธุรกิจยั่งยืน” จะไม่ได้จำกัดอยู่แค่พลังงานสะอาด หรือเทคโนโลยีสีเขียวเท่านั้น แต่กำลังแทรกซึมอยู่ในโรงแรม ร้านอาหาร ไปจนถึงบริการไลฟ์สไตล์ใกล้ตัว ซึ่งกำลังกลายเป็น “ธุรกิจดาวรุ่ง” ในสายตานักลงทุนและผู้บริโภครุ่นใหม่ ดังเห็นได้จาก ผู้บริโภคยุคใหม่ จะไม่ถามแค่ว่า “ถูกหรือแพง” แต่พวกเขาจะถามลึกไปถึงว่า ธุรกิจนี้ใช้ทรัพยากรอย่างไร ดูแลคนทำงานแบบไหน และมีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมแค่ไหน และนี่คือ “โจทย์ใหม่” ที่ผู้ประกอบการต้องตอบให้ได้ ตัวอย่างแรกที่สะท้อนภาพนี้ได้ชัด ได้แก่ ศิวาเทล โรงแรมใจกลางกรุง ที่พิสูจน์แล้วว่า ความหรูหรากับความยั่งยืน สามารถเดินไปด้วยกันได้จริง นับตั้งแต่ การออกแบบอาคาร การจัดการพลังงาน ไปจนถึงแนวคิดการดูแล
ต้องยอมรับว่า ปี 2025 นับเป็นอีกหนึ่งปีที่หนักหนาไม่น้อย สำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทย หลังต้องเผชิญแรงกดดันพร้อมกันหลายด้าน ทั้งเศรษฐกิจฟื้นตัวช้า กำลังซื้อเปราะบาง ปัญหาภัยพิบัติซ้ำซาก อย่าง น้ำท่วม รวมทั้งสถานการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดน ที่ส่งผลต่อการค้าและความเชื่อมั่นโดยตรง ในมิติของเศรษฐกิจ ภาวะต้นทุนสูงยังเป็นโจทย์ใหญ่ วัตถุดิบ ค่าแรง ค่าไฟ และดอกเบี้ย ทำให้ผู้ประกอบการรายเล็กมี “พื้นที่หายใจ” แคบลง ขณะที่ผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่าย ส่งผลให้ยอดขายไม่เติบโตตามที่คาดหวัง หลายธุรกิจต้องแบกรับภาระสต๊อกและกระแสเงินสดที่ตึงตัว ปัญหาน้ำท่วมในหลายพื้นที่ กลายเป็น “ต้นทุนแฝง” ที่เอสเอ็มอีหลีกเลี่ยงไม่ได้ ร้านค้า โรงงานขนาดเล็ก และธุรกิจชุมชนต้องหยุดกิจการชั่วคราว สูญเสียรายได้ ซ่อมแซมสถานที่ และรับภาระค่าใช้จ่ายฉุกเฉิน โดยเฉพาะธุรกิจที่ไม่มีเงินสำรองหรือประกันความเสี่ยง ขณะเดียวกัน ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย ส่งผลกระทบต่อการค้าชายแดน โลจิสติกส์ และการท่องเที่ยวในพื้นที่โดยตรง เอสเอ็มอีจำนวนไม่น้อยที่พึ่งพานักท่องเที่ยวหรือการค้าข้ามแดน ต้องเผชิญกับปัญหายอดขายหดตัวอาจถึงขั้นหดหายแบบห
ย่านทองหล่อ-เอกมัย เป็นแหล่งที่เต็มไปด้วยร้านแฮงเอาต์หลากหลายสไตล์ ตั้งแต่ร้านนั่งชิล บาร์รูปท็อป คลับที่เน้นแสงสีเสียง หรือร้านอิซากายะสไตล์ญี่ปุ่น เรียกได้ว่าเป็นย่านสุดฮิต ที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการ เพราะสามารถเลือกร้านนั่งเมาท์มอย หรือปาร์ตี้หนักๆ หนึ่งในร้านที่ฮอตฮิตในตอนนี้ คงหนีไม่พ้น “อีหล่า อีสานกายะ” ร้านอาหารอีสานที่มาในคอนเซ็ปต์อิซากายะ ที่ไม่ได้เป็นเพียงแค่ร้านกินดื่ม แต่กลายเป็นพื้นที่แฮงเอาต์ประจำของคนเมือง เหมาะสำหรับนั่งสังสรรค์หลังเลิกงาน อาหารมีรสชาติจัดจ้าน มาในบรรยากาศสบายๆ เปิดเพลงคลอเบาๆ ราคาเริ่มต้น 69 บาท ทำให้มีลูกค้าแวะมาแบบไม่ขาดสาย ในคอลัมน์ Entreprenuer วันนี้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ ชวนไปพูดคุยกับ คุณตาล-ธนวัฒน์ แสงอำไพ ผู้ก่อตั้งร้าน “อีหล่า อีสานกายะ” ที่พลิกบทบาทจากอาชีพทนายมาเป็นเจ้าของธุรกิจอาหาร โดยปัจจุบันเปิดมา 4 ปี ขยายไปกว่า 4 สาขา ตั้งเป้ายอดขายปีนี้ไว้ 100 ล้านบาท จุดเริ่มต้น “อีหล่า อีสานกายะ” คุณตาลทำงานเป็นทนายอยู่ประมาณ 5 ปี แต่ด้วยความที่เขาเป็นคนชอบสังสรรค์ ทำให้การดื่ม ในช่วงกลางคืนแล้วไปทำงานตอนเช้า อาจทำให้เขาทำงานได้ไม่เต็มที่ จึงมองหาส
ไม่กี่ปีมานี้ เชื่อว่าทุกคนต้องรู้จักกับเมนูเส้นหมี่ไก่ฉีก เรียกได้ว่าโดดเด่นและมาแรงมากในทุกแพลตฟอร์ม และมีเพียงไม่กี่เจ้าที่ทำออกมาขายแล้วจับกระแสตลาดได้อย่างตรงจุด หนึ่งในนั้นคือ “Emily’s เส้นหมี่ไก่ฉีก” ที่เปิดตัวขายเพียงเท่าไหร่ทำให้ลูกค้าต่อคิวซื้อกันแน่น เริ่มต้นขายวันแรกแค่ 100 กล่อง จนปัจจุบันสร้างยอดขายไปแล้วกว่า 170 ล้านบาท อะไรเป็นสิ่งที่ทำให้ Emily’s เส้นหมี่ไก่ฉีก ที่เริ่มต้นจาก 100 กล่อง สู่ร้อยล้าน วันนี้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ ได้ไปพูดคุยกับ คุณเพ็บ-นัยนชนก ปัทมสิงห์ ณ อยุธยา และ คุณภัทร์-ธภรัท เวโรจน์ฤดี เจ้าของแบรนด์ที่เป็นคนรุ่นใหม่ที่ไฟแรงในการทำธุรกิจ โดยได้เล่าถึงจุดเริ่มต้นของธุรกิจนี้ว่า… เริ่มจาก…เมนูที่บ้าน “เราอยากพรีเซนต์เมนูที่บ้าน ที่ปรุงมาให้เรียบร้อยแล้ว เสิร์ฟแล้วทานได้เลย อร่อยแบบไม่ต้องปรุงเพิ่ม” เส้นหมี่ไก่ฉีก เป็นเมนูประจำบ้านที่เมื่อเวลาเพ็บไปบ้านคุณย่า แล้วจะได้ทานทุกสัปดาห์ ซึ่งต่อมาสูตรก็ถูกถ่ายทอดมาให้คุณแม่ของเธอ พอได้มารู้จักกับภัทร์ก็ได้ทำให้ลองทาน เมื่อภัทร์ทานเข้าไปแล้วก็รู้สึกว่า “เฮ้ย มันอร่อย” และไม่เคยทานรสชาติแบบนี้ที่ไหนมาก่อน ทำให้นี
ปฏิเสธไม่ได้ว่าในปี 2568 “ตลาดสุกี้” คือหนึ่งในสนามธุรกิจที่แข่งขันกันอย่างดุเดือด มีผู้เล่นหน้าใหม่เข้ามาชิงเค้กก้อนใหญ่ และแบรนด์ยักษ์ใหญ่ที่ครองตลาดอยู่แล้ว ซึ่งแบรนด์ที่ลงสนามท้าชนในตลาดนี้ มีทั้ง MK, สุกี้ตี๋น้อย และลัคกี้ สุกี้ ต่างสลับกันปล่อยหมัดเด็ด แข่งกันด้วยโปรโมชัน สู้กันด้วยราคา รวมทั้งออกเมนูที่หลากหลาย เพื่อหวังครองใจผู้บริโภคไทยที่ชื่นชอบการกินบุฟเฟต์ ใน SMEs Survivor “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” ไม่พลาดที่จะหยิบยกเรื่องราวของแบรนด์ดังกล่าวขึ้นมาเล่า ก่อนปิดฉากปี 2568 “MK Restaurants” ตำนาน 39 ปี เริ่มกันที่แบรนด์ในตำนาน “MK Restaurants” ชื่อนี้คนไทยคุ้นหูกันมาตั้งแต่เด็ก เพราะเปิดมายาวนาน 39 ปี แต่ความเป็นตำนานไม่ได้ช่วยให้แบรนด์คงความนิยมได้ตลอด เมื่อยุคสมัยเปลี่ยน ทำให้ผู้บริโภคมีตัวเลือกมากขึ้น MK Restaurants “ปรับตัว” ครั้งใหญ่ จากอะลาคาร์ต สู่ “บุฟเฟต์” โมเดลที่เปลี่ยนเพื่อตอบโจทย์เทรนด์ Value for Money ของผู้บริโภคยุคใหม่ที่ต้องการความคุ้มค่า และประสบการณ์การรับประทานที่หลากหลาย เราจึงได้เห็นบุฟเฟต์ “MK คุ้มเกินคุ้ม 299 บาท” และ “MK Premium Buffet 49
