Featured
เปิดสูตร “นิ้วปีศาจสุดหลอน” ขนมรับเทศกาลฮาโลวีนสุดเก๋ ทำขายก็ได้ คุกกี้นิ้วปีศาจ – วันที่ 31 ตุลาคม ของทุกปี เป็นวันที่ชาวเซลท์ (Celt) เชื่อกันว่า เป็นวันที่มิติคนตายและคนเป็นถูกเชื่อมเข้าด้วยกัน ทำให้วิญญาณของผู้ที่เสียชีวิตในปีที่ผ่านมา จะเที่ยวหาร่างของคนเป็นเพื่อสิงสู่ เพื่อให้ได้กลับมามีชีวิตอีกครั้งหนึ่ง ชาวเซลท์จึงพยายามแต่งกายให้แปลกประหลาด ปลอมตัวเป็นผีร้าย และส่งเสียงดัง เพื่อให้ผีตัวจริงตกใจหนีไป แต่กาลเวลาผ่านไป ความเชื่อเรื่องผีจะสิงสู่ร่างมนุษย์เสื่อมถอยลงตามลำดับ ฮาโลวีนจึงกลายเป็นเพียงงานรื่นเริงเฉลิมฉลองแต่งตัวเป็นผี แม่มด หรือสัตว์ประหลาดกันแทน สมาชิกเว็บไซต์พันทิป นาม FitandFun ได้แชร์วิธีทำขนมรับเทศกาลฮาโลวีน เจ้าขนมนั้นมีชื่อว่า นิ้วปีศาจสุดหลอน ที่ถือเป็นไอเดียดีๆ จะทำทานเล่นหรือทำขายก็น่าจะเข้าท่า โดยวิธีการทำมีดังนี้ เริ่มต้นที่ส่วนผสม – เนยสดเค็ม 225 กรัม – น้ำตาลไอซิ่ง 125 กรัม – แป้งสาลีอเนกประสงค์ 300 กรัม – ไข่ไก่ 1 ฟอง – วานิลลา 1 ช้อนชา – เกลือ 1/2 ช้อนชา – ผงฟู 1 ช้อนชา – อัลมอนด์ ถั่วลิสง
“หมวกกันน็อกพรีเดเตอร์” งานฝีมือคนไทย สร้างชื่อไกล ส่งขายทั่วโลก ทำหมวกกันน็อก “พรีเดเตอร์” ขาย – “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” บังเอิญไปเห็นหมวกกันน็อกแปลกๆ ในโซเชียลใบหนึ่ง ชื่อว่า “หมวกกันน็อกพรีเดเตอร์” ลักษณะของหมวกเหมือนกับหัวของพรีเดเตอร์ในหนังที่หลุดออกมาจริงๆ คุณสุริยันต์ ตันเต็มสิน เจ้าของหมวกพรีเดเตอร์สุดเท่ วัย 34 ปี ได้ให้สัมภาษณ์ว่า ก่อนจะมาทำหมวกพรีเดเตอร์ส่งออกขายต่างประเทศ เขาเคยเป็นครูสอนพิเศษวิชาศิลปะมาก่อน พอน้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 2554 ทำให้ลูกศิษย์ลูกหาที่มาเรียนด้วยกัน ค่อยๆ หายไป ทำให้เขาขาดรายได้ “ตอนนั้นน้ำท่วม คนที่เคยมาเรียนกับเราเขาก็หายไปบางคนก็ย้ายบ้านไปที่อื่น เลยทำให้เราขาดรายได้ตรงนี้ไป ก็มาคิดว่า เออ! ผู้ชายส่วนใหญ่ก็ชอบขับรถกัน เลยลองมาทำหมวกกันน็อกดู ประจวบกับเรามีเพื่อนๆ ที่รู้จักขับพวกบิ๊กไบท์กัน ตอนนั้นก็มีเพื่อนคนหนึ่งในกลุ่ม เขาอยากได้หมวกกันน็อกประหลาดๆ อย่างพวกหมวกฮีโร่ไอรอนแมนอะไรแบบนี้ เขาก็มาจ้างให้ทำ เราก็โอเค ลองดูก็ลองผิดลองถูกมาเรื่อยจนประสบความสำเร็จ หมวกใบนั้นจึงเป็นลายแรกที่ทำออกมา” คุณสุริยันต์ เล่าถึงความหลังให้ฟัง หลังจากที่ทำหมวกกัน
เหลือ 8 คนในไทย! “นักทำขันลงหิน” อาชีพสุดเก่าแก่ ที่ไร้ผู้สืบทอด “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” มีโอกาสเดินทางมายัง ชุมชนบ้านบุ หรืออีกชื่อ ชุมชนวัดสุวรรณาราม เขตบางกอกน้อย กับทางเคทีซีและคณะ เพื่อเยี่ยมชม แหล่งทำขันลงหินที่เหลืออยู่เพียงแห่งเดียวในประเทศไทย เมื่อมาถึงที่หมาย สิ่งแรกที่เข้ามาในโสตประสาท คือเสียงตีเหล็กดังโป๊กๆ และมี คุณเมตตา เสลานนท์ วัย 76 ปี ทายาทคนสุดท้ายของโรงงานขันลงหิน “เจียมแสงสัจจา” ยืนรอต้อนรับ คุณเมตตาเล่าให้ฟังว่า เธอดูแลกิจการผลิตขันลงหินนี้มา 50 กว่าปี ขันลงหินเป็นเครื่องใช้ประเภทงานหัตถกรรมเก่าแก่ ตั้งแต่สมัยอยุธยา จึงมักนิยมใช้ในงานพระราชพิธี หรืองานมงคลต่างๆ ถือเป็นของที่มีค่ามากมายนัก ในอดีต อาชีพ“บุขันลงหิน” ถือเป็นอาชีพทำมาหากินที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ถึงขนาดที่ว่า มีคนทำมากกว่าร้อยครอบครัวเลยทีเดียว ต่อมาก็ค่อยๆ ถูกลดความนิยมลง เพราะวิวัฒนาการและเทคโนโลยีต่างๆ เข้ามาแทนที่ ทำให้หลายครอบครัวเลิกกิจการไป จนทั้งประเทศ เหลือโรงงานขันลงหินเพียงแห่งเดียว คือโรงงาน “เจียมแสงสัจจา” “อาชีพทำขันลงหิน ถือเป็นอาชีพเก่าแก่คู่บ้านคู่เมืองมาเป็นร้อยๆปีนะ
ไอเดียเจ๋งๆ จากวุ้นกะทิโฮมเมด ต่อยอดทำเสมือนอาหารคาว เพิ่มมูลค่าได้อีกเท่าตัว! หลังอิ่มท้องจากอาหารมื้อหลัก สาวๆ หลายคนคนมักตบท้ายด้วยขนมหวานอร่อยๆ เส้นทางเศรษฐีขอพามารู้จักกับวุ้นกะทิรูปแบบใหม่สุดครีเอตของทางร้าน “น้ำใจ วุ้นกะทิ Homemade” เจ้าของไอเดียคือคู่สามีภรรยา คุณโบ – วิราวรรณ และ คุณเนตร – ธนพัชร์ มนตราประสิทธิ์ โดยคุณโบมีอาชีพหลักเป็นสาวออฟฟิศ และคุณเนตรการ์เม้นท์หรืออุตสาหกรรมสิ่งทอ ภายหลังหันมาค้าขายเป็นอาชีพเสริมเพราะหลงใหลในการทำอาหาร คุณเนตร เล่าให้ฟังว่า ภรรยาหรือคุณโบชื่นชอบการทำอาหารและขนมเป็นชีวิตจิตใจ ก่อนหน้านี้เคยขายน้ำสมุนไพรออกบู๊ธตามงานต่างๆ ระยะหนึ่งด้วยมีคู่แข่งทางตลาดเยอะ จึงหันมาทำวุ้นถ้วยโบราณใส่ไส้ขายแทน เพราะได้เคยโชว์ฝีมือการทำวุ้นให้คุณเนตรทาน หลังทำวุ้นถ้วยโบราณขายได้ไม่นาน คุณโบเริ่มสร้างความแปลกใหม่นำเอาขนมหวานอย่างวุ้นกะทิมาประยุกต์ในรูปแบบของอาหารคาวชนิดต่างๆ ผสมผสานกันหลากหลายวัตถุดิบ จนใครต่อใครต้องบอกว่าเหมือนจริงและน่าทานมาก ๆ ตั้งแต่ปลายเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้วจนถึงขณะนี้ สองสามีภรรยาลงแรงแข็งขันช่วยกันทำวุ้นกะทิทุกๆ วันหลังเลิกง
อดีตหนุ่มออฟฟิศ ปลดหนี้บัตรเครดิต ด้วยการขาย “น้ำส้ม” 6 ช.ม. ต่อวัน เกือบ 4 ปีที่หนุ่มวัย 28 พยายามสร้างความมั่นคงให้กับชีวิต ที่มีภาระทั้งค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน และหนี้บัตรเครดิตจำนวนไม่น้อย ด้วยการสร้างธุรกิจเล็กๆ ตระเวนขายน้ำส้มบรรจุขวดย่านโชคชัย 4 แม้ขาดทุนตั้งแต่ครั้งแรกที่เริ่มทำ แต่นั่นไม่ได้ทำให้ชายหนุ่มก้มหน้ายอมแพ้ต่ออุปสรรค ลงทุนสองครั้ง สูญเงินสองครั้ง คุณนิก-ธนัช กอวีรสกุลชัย วัย 28 ปี ผู้เป็นต้นเรื่องบอกเล่าเรื่องราวด้วยน้ำเสียงเป็นกันเอง ชีวิตก่อนหน้านี้ ทำงานเป็นพนักงานร้านอาหาร เริ่มตั้งแต่ตำแหน่งเล็กๆ คือ เด็กเก็บโต๊ะ กระทั่งโยกเป็นคนจดออร์เดอร์ ตลอดการทำงานได้เงินทุกเดือนเหมือนจะไม่ติดขัดอะไร “ได้เงินเดือนแน่นอนก็จริง แต่ระหว่างเดือนไม่พอใช้ ไม่มีแม้แต่จะซื้อข้าว ผมแบ่งเงิน 1,000 บาทลงทุนซื้อน้ำส้มขาย เพราะต้นทุนไม่เยอะ ใส่ลังโฟมตั้งโต๊ะขายแถวบ้านโชคชัย 4 วันแรกขายไม่ได้ เลยเปลี่ยนมาขายช่วงเช้า 2 ชั่วโมงก่อนไปทำงาน ผลตอบรับดีพอได้จับเงินบ้างประมาณ 800 บาท” ดูเหมือนจะไปได้ดีกับการขายน้ำส้ม แต่คุณนิกมารู้ทีหลังว่าน้ำส้มที่รับมาขายเป็นน้ำส้มคั้นผสม
กรุงไทย เผย มือมืดก่อกวนระบบ “ชิมช้อปใช้” ทำ ปชช. ลงทะเบียนช้า วันนี้ (25 ต.ค.2562) นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า จากการที่ธนาคารได้เฝ้าติดตามการลงทะเบียนมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศ ชิมช้อปใช้ พบว่า มีผู้ไม่หวังดีเข้ามาก่อกวนระบบการลงทะเบียน โดยนำเทคโนโลยีเพื่อสร้างความได้เปรียบในการลงทะเบียนมาใช้ ส่งผลให้ประชาชนลงทะเบียนได้ช้ากว่าปกติ ซึ่งธนาคารต้องขออภัยในความไม่สะดวกในครั้งนี้ ขณะนี้ ธนาคารอยู่ระหว่างการเฝ้าระวังระบบอย่างใกล้ชิด เพื่อให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนน้อยที่สุด ทั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้ประสานงานกับ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เพื่อร่วมมือกันหามาตรการในการป้องกัน และอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนต่อไป
รู้หรือไม่? ทำอาชีพไหน รายได้ดีที่สุด จากผลสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือนไทย โดย “คุณมาดี” จากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2562 พบว่า แหล่งอาชีพที่สร้างรายได้ให้ครัวเรือนมากที่สุด คือ อาชีพลูกจ้างระดับผู้จัดการ นักวิชาการ และผู้ฏิบัติงานวิชาชีพ มีรายได้ครัวเรือนเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 53,974 บาท รองลงมาคือ ผู้ประกอบธุรกิจของตัวเอง (ยกเว้นการเกษตร), เสมียน/พนักงานขาย/ผู้ให้บริการ, ผู้ปฏิบัติงานในกระบวนการผลิต ก่อสร้างและเหมืองแร่, ผู้ถือครองทำการเกษตร (เป็นเจ้าของที่ดิน), ผู้ถือครองทำการเกษตรเช่าที่ดิน/ทำฟรี, คนงานด้านการขนส่งและงานพื้นฐาน, ประมง ป่าไม้ ล่าสัตว์ หาของป่า และบริการทางเกษตร, ผู้ไม่ได้ปฏิบัติงานเชิงเศรษฐกิจ และคนงานเกษตร ป่าไม้ และประมง อ่านข่าว “ป้าตาบอดสู้ชีวิต “ขายขนมปังเลี้ยงชีพมา 20 กว่าปี เผย เกิดมาแล้วต้องสู้ พึ่งตัวเองให้ได้ อ่านข่าว เปิดดวงชะตาคนเกิดวันจันทร์ – วันอาทิตย์ สัปดาห์นี้ 21-27 ตุลาคม ที่มา สำนักงานสถิติแห่งชาติ
ตามไม่ทันแล้วพี่บัวลอย! “กิจการร้านค้า” ยุคใหม่…เขาตั้งชื่อกันแบบนี้!? “เราอยู่ในยุคที่ต้องตั้งชื่อกิจการร้านค้า…กันแบบนี้แล้วหรือคะ” เสียงปลายสายโทรศัพท์ เข้ามาปรารภกับกองบรรณาธิการ “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” ก่อนแนะนำตัวว่าเธอ คือ ผู้ติดตามข่าวสารจากเรามาอย่างต่อเนื่อง หลังจากพูดคุยกันอยู่ครู่ใหญ่ เธอจึงขอแอดไลน์เพื่อส่งภาพถ่ายร้านขายอาหารประเภท “ยำ” ซึ่งปัจจุบันกำลังได้รับความนิยมกันอยู่หลายแบรนด์ แต่ร้านต้นตอ ของบทสนทนาครั้งนี้ เป็นร้านที่กำลังจะเปิดใหม่ แถวตลาดนัดกลางคืนชื่อดังย่านเกษตร-นวมินทร์ ก่อนจะพิมพ์ข้อความเข้ามาให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า “วันก่อนขับรถผ่านไปแถวนั้นพอดี เห็นเขากำลังขึ้นป้ายใหญ่โต โห…ตกใจเลย แต่ยังแอบคิดในใจ คงไม่ใช่มั้ง อาจมีคำอะไรต่อพ่วงท้าย เขาคงไม่คิดตั้งชื่อร้านแบบนี้หรอก จริงอยู่คำสะกด อาจไม่ตรงอย่างที่เราก็รู้กันอยู่ว่าแปลว่าอะไร แต่อ่านยังไงมันก็แปลว่าไอ้นั่น!!! พอวันรุ่งขึ้น ขับผ่านไปอีก ชัดเลยค่ะ เด่นซะไม่มี เลยอดถ่ายรูปมาฝากไม่ได้ค่ะ” ได้รับมาทั้งภาพและข้อมูล จึงต่อสายสอบถามความเห็นไปยังนักการตลาดอาวุโส อย่าง คุณพลชัย เพชรปลอด เกี่ยวกับปร
อุทาหรณ์ “มนุษย์เงินเดือน” ใช้ชีวิตวันหยุดอย่างไร ไม่ให้โดนไล่ออก จากกรณีโลกออนไลน์แชร์คลิปเหตุการณ์รถเก๋งซีวิคชนกับรถกระบะ จนหนุ่มนักเรียนนอกหัวร้อน แสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสม ใส่อารมณ์เกรี้ยวกราด พูดดูหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ และคนไทย รวมทั้งพูดในทำนองเหยียดหยามคนขับรถกระบะว่า ตนนั้นอายุแค่ 24 ปี แต่มีเงินเก็บในบัญชีเงินฝากออมสิน 1 ล้านบาท ขับรถป้ายแดง เป็นลูกเศรษฐีอยู่บ้านแลนด์แอนด์เฮ้าส์ โดยไม่ฟังแฟนสาวห้ามปราม จนเป็นเหตุให้บริษัทประกาศไล่ออกกะทันหัน โดยผู้เป็นพ่อของหนุ่มคนดังกล่าว ได้แสดงความเห็นว่า เรื่องนี้ไม่เป็นธรรมกับลูกชายของตนเอง เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ สอบถามไปแผนกบุคคล บริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง อธิบายถึงกรณีหนุ่มหัวร้อนถูกบริษัทต้นสังกัดไล่ออกทันทีนั้นว่า ทุกๆ บริษัทจะมีกฎระเบียบข้อหนึ่งระบุไว้ว่า พนักงานต้องประพฤติตนเป็นพลเมืองที่ดี อยู่ในระเบียบและกฎเกณฑ์ของสังคม ไม่ประพฤติตนเป็นคนเสเพล เป็นคนอันธพาล กระทำหรือร่วมการกระทำใดๆ อันผิดกฎหมาย ความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน รวมถึงการกระทำนั้นต้องไม่กระทบต่อชื่อเสียงของบริษัท อย่างในกรณีของหนุ่มแว่นหัวร้อน ถือว่า
“ขับแกร็บ 5 ชม.ได้ค่าก๋วยเตี๋ยวชามเดียว” ชี้เพราะขับไม่เป็น แนะต้องรู้ที่-เวลา ขับแกร็บ – หลังจากมีข่าวว่า คมนาคมพิจารณาแนวทาง การกำหนดรถส่วนบุคคลที่ให้บริการผ่านแอพพลิเคชั่นให้เป็นรถสาธารณะที่ถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อแก้ปัญหารถแท็กซี่ในปัจจุบัน ก็เริ่มเห็น มอเตอร์ไซค์ แท็กซี่ และรถยนต์ส่วนตัว หันมารับจ๊อบขับแกร็บกันมากขึ้น บ้างก็ว่าดี บ้างก็รู้สึกไม่คุ้มที่จะทำต่อ สมาชิกผู้ใช้พันทิป นาม ribbin69 ตั้งกระทู้ ขับ grab car 5 ชั่วโมง ได้ค่าก๋วยเตี๋ยวชามเดียวจริงๆ บอกเล่าเรื่องราวในการรับจ๊อบขับแกร็บของเพื่อนคนหนึ่ง ให้ชาวพันทิปได้ฟัง โดยระบุว่า เพื่อนบอกผมว่า ขับ grab car เฉลี่ยวันละ 5 ชั่วโมง ได้ค่าก๋วยเตี๋ยวชามเดียวจริงๆ รับคนเฉลี่ยได้ 1 เที่ยวต่อ 1 ชั่วโมง เพราะตอนนี้ grab เต็มเมือง คือขับจริงเฉลี่ยเที่ยวละครึ่งชั่วโมง รอคนอีกครึ่งชั่วโมง เท่ากับ 1 ชั่วโมง ขับ 5 ชั่วโมงได้เงินคร่าวๆ 500 โดน grab หัก 25% เหลือคร่าวๆ 380 ค่าแก๊ส 200 ถ้าน้ำมัน 300 สรุปได้แค่กินก๋วยเตียวชามเดียว ยังไม่รวมค่าซ่อมบำรุงรถ ค่าเสื่อมรถ เพื่อนไม่เหลือกำไร ส่วนผมได้ลองมาแล้ว 2 วัน วันแรกได้รอบเดียวไ
