Featured
found & found ชวนสาวๆ ร่วมอัปเดตเทรนด์สกินแคร์ 3 แบรนด์ดังจากเกาหลี Centellian24, Theralogic และ ZVYK บิวตี้ไอเทมสุดฮอตที่เอาใจสาวๆ ทุกวัย เพื่อการดูแลผิวอย่างตรงจุดทั้งเรื่องริ้วรอย ผิวแพ้ง่าย และเป็นสิวที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษ จะมีไอเทมแบบไหนบ้างไปดูกันเลย สกินแคร์รูทีนสายย้อนวัย ขอแนะนำ Centellian24 สกินแคร์เวชสำอางอันดับ 1 จากเกาหลี พัฒนาโดย Dongkook Pharmaceutical ซึ่งมีชื่อเสียงด้านการวิจัยส่วนผสมจากพฤกษศาสตร์จนกลายเป็นสกินแคร์ที่ได้สร้างยอดขายทั่วโลกกว่า 800 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ประกอบด้วย Centellian24 Madeca Daily Repair Toner โทนเนอร์สูตรวอเตอร์ครีมเข้มข้น ช่วยกักเก็บความชุ่มชื้นให้ผิวอย่างล้ำลึกมากกว่า 10 เท่า ราวกับทาบำรุงซ้ำหลายชั้นแม้ใช้เพียงครั้งเดียว และ Centellian24 Madeca Cream Time Reverse ครีมลดเลือนริ้วรอยอันดับ 1 จากเกาหลี การันตีด้วยยอดขายกว่า 80 ล้านชิ้นจากทั่วโลก ช่วยบำรุงผิวต่อต้านริ้วรอย Theralogic สกินแคร์สูตรวีแกนเพื่อผิวแพ้ง่ายโดยเฉพาะ ถูกพัฒนาขึ้นโดยผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังประเทศเกาหลีมากถึง 60 คน ด้วยการอ้างอิงจากฐานข้อมูลปัญหาผิวกว่า 560,000 เคส เป็นสก
ท่ามกลางกระแสโลกที่มุ่งสู่ความยั่งยืน การขยับตัวของภาคการเมืองในการรับมือกับปัญหาสิ่งแวดล้อมจึงเป็นเรื่องที่น่าจับตามอง เมื่อเร็วๆ นี้ นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะผู้ร่วมก่อตั้งสตาร์ตอัปนวัตกรรมไทย “ShooShoke (ชูชก)” ได้ส่งมอบเครื่องย่อยเศษอาหาร “ShooShoke Home Mini” (ขนาด 1–3 กิโลกรัม) ให้กับพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อติดตั้งและใช้งานจริงภายในที่ทำการพรรคฯ โดยเป็นการส่งสัญญาณเชิงสัญลักษณ์ว่า การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมต้องเริ่มจากองค์กร ครัวเรือน ก่อนจะขยายผลไปสู่นโยบายระดับมหภาค ซึ่งเป็นวาระเร่งด่วนของประเทศ นายกรณ์ กล่าวว่า เหตุผลที่เรื่องนี้ต้องเป็นวาระเร่งด่วน เพราะข้อมูลจาก Food Waste Index 2024 ระบุตัวเลขที่น่าตกใจว่า คนไทยสร้างขยะอาหารเฉลี่ยสูงถึง 86 กิโลกรัมต่อคนต่อปี ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของโลก ที่อยู่ที่ 79 กิโลกรัมต่อคนต่อปี ส่งผลให้ไทยครองแชมป์อันดับ 2 ของอาเซียนในเรื่องการสร้างขยะอาหาร “ตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่แค่สถิติ แต่คือสัญญาณเตือนภัยที่องค์การสหประชาชาติ กำหนดเป้าหมาย SDGs ให้ทุกประเทศต้อง ลดปริมาณขยะอาหารลง 50% ภายในปี 2030 นั่นหมาย
นายสรเทพ โรจน์พจนารัช ประธานชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร กล่าวว่า ขอขอบคุณรัฐบาลชุดนี้ และนายกฯ อนุทิน รวมถึงคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ที่เข้าใจสถานการณ์และบริบทของประเทศไทยในปัจจุบัน ขอชื่นชมในด้านวิสัยทัศน์และการเข้าใจบริบทของกฎหมายที่ล้าหลัง โดยเฉพาะเป็นคำสั่งคณะปฏิวัติ 2515 ซึ่งใช้มายาวนานกว่า 53 ปี ทางชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร ได้เรียกร้องไปก่อนหน้านั้นหลายครั้ง ว่าประเทศไทยเป็นจุดหมายของนักท่องเที่ยวทั่วโลก โดยเฉพาะปัจจุบันมีการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวของแต่ละประเทศ และยิ่งปลายปีเป็นช่วงไฮซีซัน ซึ่งจะมีนักท่องเที่ยวเลือกเดินทางมาเที่ยวประเทศไทยด้วย และเข้าใจว่ามีหน่วยงานมีความกังวลว่าจะมีผลกระทบต่อเยาวชน ซึ่งทางชมรมฯ ขอให้มั่นใจว่าจะไม่มีผลกระทบต่อเยาวชนใดๆ ทั้งสิ้น โดยเฉพาะกฏหมายฉบับนี้ได้เพิ่มบทลงโทษสำหรับร้านค้าที่จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้กับเยาวชนที่มีอายุต่ำกว่า 20 ปีเข้ามาด้วย “เรามีกฎหมายในการดูแลหลายฉบับทับซ้อน ตัวอย่าง ไม่ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้กับผู้ที่อายุต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์ กฎหมายเมาแล้วขับก็ครอบคลุมในส่วนตรงนี้อยู่แล้ว ที่สำคัญ ผมได้เน้น
ผู้สื่อข่าวมติชนออนไลน์รายงานว่า เมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 13 พฤศจิกายน ที่ทำเนียบรัฐบาล นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แห่งชาติ ครั้งที่ 2/2568 ว่า หลายคนเป็นห่วงเรื่องเทศกาลท่องเที่ยวในช่วงปีใหม่ และสงกรานต์ หากเราบังคับใช้กฎหมายจะเป็นเหตุให้นักท่องเที่ยวไม่มาเที่ยวประเทศไทย หรือไม่มีการจับจ่ายใช้สอยในประเทศ จึงให้นโยบายว่าในช่วงเวลาที่ห้ามจำหน่ายสุรา 14.00–17.00 น. ที่ในอดีตที่ห้ามเพราะไม่อยากให้ข้าราชการไปดื่มสุรา จึงได้กำหนดออกมาว่าห้ามดื่ม ตนจึงบอกไปว่าตอนนี้มันหมดยุคแล้ว ยุคนี้ข้าราชการไม่มีไปดื่มสุราในช่วงบ่าย ฉะนั้น ควรจะยกเลิก ส่วนเรื่องขยายเวลาทางภาคท่องเที่ยวอยากให้ยาวไปถึงเวลา 04.00 น. ส่วนทางกระทรวงสาธารณสุขและแพทย์ระบุว่า ไม่ได้ เพราะถ้าไปดูสถิติของการเกิดอุบัติเหตุช่วงเวลา 02.00–03.00 น. จะเกิดจำนวนมาก ตนได้ให้คณะกรรมการฯ ไปคุยกัน ส่วนเรื่องของสถานประกอบการนั้น ความจริงมีกฎหมายของกระทรวงมหาดไทยอยู่ ซึ่งเป็นสถานประกอบการที่กระทรวงมหาดไทยควบคุมได้ โดยกำหนดไว้ว่าเวลาไหนดื่มได้ เวลาไหนดื่มไม่ได้ นายโสภณ กล่
ใครกำลังมองหาธุรกิจแฟรนไชส์ลงทุนก่อนหมดปี! “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” ขอแนะนำ 6 แฟรนไชส์น่าลงทุนประจำเดือนพฤศจิกายน ที่คัดมาแล้วว่าน่าสนใจ สามารถลงทุนได้ในงบเริ่มต้นเพียงหลักหมื่น มีทั้งของหวาน เครื่องดื่ม ตอบโจทย์ลูกค้าทุกเพศทุกวัย เสน่ห์ทองม้วน แฟรนไชส์ทองม้วน ขนมไทยรสชาติเป็นเอกลักษณ์ มีให้เลือกหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น ทองม้วนสด ทองม้วนกรอบ และเมนูซิกเนเจอร์อย่าง “ทองม้วนกรอบห่อสด” เป็นการผสมผสานระหว่างทองม้วนกรอบและทองม้วนสด ทำให้ได้เทกซ์เจอร์กรอบและนุ่ม เต็มไปด้วยมะพร้าวอ่อน หวานมันกำลังดี มีให้เลือกหลายไส้ นอกจากนี้ ยังเป็นขนมที่ทานได้ทุกเพศทุกวัยอีกด้วย รูปแบบการลงทุน แพ็กเกจ A : ราคา 25,900 บาท (ป้ายพร้อมโลโก้, สแตนดี้, อุปกรณ์ทำขนม ฯลฯ) แพ็กเกจ B : ราคา 79,000 บาท (คีออส เตาทองม้วนไฟฟ้า, อุปกรณ์ทำขนม ฯลฯ) อุปกรณ์ที่ได้รับ – รายการวัตถุดิบพร้อมเปิดร้าน – อุปกรณ์ของแถมครบชุดพร้อมขาย – คู่มือปฏิบัติการร้านค้า – อบรมขั้นตอนการทำงานแบบส่วนตัว – ไม่มีค่าธรรมเนียมรายปี รายเดือน หรือหักเปอร์เซ็นต์ยอดขาย ช่องทางการติดต่อ Facebook : เสน่ห์ทองม้วน .𝑺𝒂𝒏𝒆𝒉 𝒕𝒐𝒏𝒈
โมเดล Food Upcycle คือการนำวัตถุดิบเหลือกลับมาใช้ซ้ำ (Recycle) พร้อมเพิ่มมูลค่า (Upcycle) เปลี่ยนสิ่งที่ต้องถูกทิ้ง ให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีคุณค่าทั้งในเชิงเศรษฐกิจ ภาพลักษณ์แบรนด์ และความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อมในระยะยาวจากการช่วยลดปริมาณขยะอาหาร โดย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า Food Upcycle จะช่วยเพิ่มอัตรากำไรขั้นต้นให้ธุรกิจร้านอาหารประมาณ 4% จากเฉลี่ย 31.8% เป็นเฉลี่ย 35.8% จากการลดต้นทุนอาหารส่วนเกินที่เคยต้องทิ้งไป และมีรายได้เพิ่มเติมจากผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เกิดจากการแปรรูป อย่างไรก็ดี ผู้ประกอบการร้านอาหารต้องพิจารณาความคุ้มค่าในการทำ Food Upcycle สำหรับธุรกิจตัวเอง เพราะการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่จากอาหารส่วนเกิน จะมีต้นทุนในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ดังนั้น ควรจะต้องพิจารณา “การลดต้นทุนของเสีย” และ “การลงทุนสร้างมูลค่าใหม่” ตัวอย่างการทำ Food Upcycle ในไทย เช่น แกงโฮะ อาหารของภาคเหนือ ที่นำแกงต่างๆ ที่เหลือจากการทำบุญมารวมกัน แล้วเติมวัตถุดิบอื่นๆ ลงไป เพื่อสร้างเป็นเมนูใหม่ที่มีมูลค่าเพิ่มเป็น 120-200 บาทต่อจาน สำหรับการเติบโตของ Food Upcycle ในไทย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเม
เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 ช้อปปี้ (Shopee) ได้จัดงาน Shopee SUMMIT TOGETHER WE GROW เพื่อประกาศวิสัยทัศน์ พร้อมมุ่งสู่การเป็นสะพานดิจิทัล และประตูสู่เศรษฐกิจดิจิทัล คุณพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ได้ผลักดันเศรษฐกิจการค้าไทยให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในยุคเศรษฐกิจดิจิทัลที่โลกธุรกิจกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ระบบออนไลน์เต็มรูปแบบ จนสามารถผลักดันยอดขายให้ผู้ประกอบการไทยบน Landing Page “สุขใจซื้อของไทย” ซึ่งมีมูลค่ากว่า 700 ล้านบาท ทั้งนี้ ทางกรมฯ พร้อมเดินหน้าสานต่อความร่วมมือกับ ช้อปปี้ อย่างต่อเนื่อง เพื่อร่วมกันส่งเสริมและสนับสนุนผู้ประกอบการไทยทุกระดับให้มีโอกาสเข้าถึง องค์ความรู้ เทคโนโลยี เครื่องมือทางการตลาด ด้าน คุณฮันดิกา จาห์จา กรรมการผู้จัดการใหญ่ ช้อปปี้ (ประเทศไทย) เผยว่า “ตลอดเวลากว่าทศวรรษ ช้อปปี้ ได้เข้ามาเปลี่ยนการช้อปปิ้งออนไลน์ของไทยให้สะดวกและเข้าถึงง่าย โดยมุ่งสร้างประสบการณ์ที่ครบครัน ครอบคลุมทุกหมวดหมู่สินค้า พร้อมดีลพิเศษและแคมเปญใหญ่ตลอดปี รวมถึงระบบการชำระเงินและบริการที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ยุ
LINE MAN ตอกย้ำความเป็นแพลตฟอร์มฟู้ดดีลิเวอรีอันดับ 1 ของไทยในโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ด้วยผลตอบรับที่แรงต่อเนื่องตั้งแต่เปิดโครงการ ล่าสุดเผยยอดออร์เดอร์สะสมทะลุ 2 ล้านออร์เดอร์ภายใน 5 วัน จากผู้ใช้งานกว่า 1 ล้านคนทั่วประเทศ และมีร้านอาหารเข้าร่วมบนแพลตฟอร์มแล้วมากกว่า 40,000 ร้านค้า ดันเม็ดเงินหมุนเวียนเกือบ 300 ล้านบาท ตัวเลขดังกล่าวสอดคล้องกับรายงานของกระทรวงการคลังเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 เวลา 12.00 น. ที่ระบุว่า ยอดใช้จ่ายสะสมผ่านบริการฟู้ดดีลิเวอรีในโครงการคนละครึ่งพลัสอยู่ที่ 419.42 ล้านบาท โดย LINE MAN มียอดขาย 249.74 ล้านบาท ถือเป็นแพลตฟอร์มที่มียอดใช้จ่ายสูงที่สุดในกลุ่มดีลิเวอรี สะท้อนถึงการใช้งานจริงจากประชาชนทั่วประเทศที่เลือกใช้สิทธิผ่าน LINE MAN อย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่เปิดให้ใช้สิทธิ “คนละครึ่งพลัส” บน LINE MAN กระแสการใช้งานเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ทั้งจากฝั่งร้านอาหารและผู้บริโภค ด้วยจุดเด่นด้านระบบที่ใช้งานง่าย ครอบคลุมพื้นที่ทั่วไทย และมอบประสบการณ์สั่งอาหารที่สะดวก ปลอดภัย และคุ้มค่า ขณะเดียวกัน LINE MAN ยังคงเดินหน้าสนับสนุนนโยบายภาครัฐอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่
“ไอศกรีมของเรามันจะเป็นไอศกรีมโบราณ จะเหลวๆ หน่อย จะเน้นตัวนี้ขึ้นมาทำ ไม่เน้นตัวที่แข็งมาก” เธอเล่า.ไอศกรีมกะทิสดโบราณของจุยไอศกรีม ต้องอาศัยฝีมืออย่างแท้จริงในการปั่น โดยเจ๊ใหม่สามารถทำไอศกรีมให้แข็งได้ภายในครึ่งชั่วโมงต่อถัง ซึ่งเร็วกว่าคนอื่นๆ ที่อาจใช้เวลานับชั่วโมง ความหวานมัน หอมกะทิสด และเครื่องที่แน่นจุกๆ ทั้งลอดช่อง ข้าวโพด ทับทิมกรอบ และขนุน ในราคาที่จับต้องได้คือสิ่งที่ทำให้ “จุยไอศกรีม” แตกต่างและครองใจลูกค้ามานานหลายสิบปี.แม้ปัจจุบันจะมีชื่อเสียงโด่งดัง แต่เจ๊ใหม่ยังคงยึดมั่นในหลักการสำคัญของร้าน นั่นคือ การแบ่งปัน ราคาไอศกรีม 10 บาท เป็นราคาที่ไม่ได้หวังกำไร แต่คือการสร้างแรงดึงดูดและให้ลูกค้าได้จับต้องได้ อ่านบทความเพิ่มเติม https://www.khaosod.co.th/sentangsedtee/featured/article_316269
คุณฌอน–ชวนล ไคสิริ ดีไซเนอร์และเจ้าของร้าน เคยให้ข้อมูลแบบเอ็กซ์คลูซีฟกับ “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” ว่า จุดเริ่มต้นของแบรนด์เรียกได้ว่าเริ่มจากศูนย์อย่างแท้จริง เพราะครอบครัวเป็นลูกหลานชาวจีน คุณแม่มีอาชีพเป็นช่างเสื้อ จึงคลุกคลีกับการทำเสื้อผ้ามาตั้งแต่เด็ก แต่เมื่อโตขึ้นเขาเลือกเรียนคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพราะชื่นชอบบรรยากาศการทำงาน และอยากเจริญรอยตามญาติที่เป็นสถาปนิก “จุดที่ทำให้เริ่มหันมาสนใจเรื่องการทำเสื้อผ้าอย่างจริงจัง มาจากการทำละครเวที ที่จะมีการแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบกัน และผมจะได้รับมอบหมายให้ดูแลเรื่องเสื้อผ้านักแสดง มาตั้งแต่ปี 1 ด้วยเหตุผลเดียวเลยคือ ที่บ้านเรามีร้านตัดเสื้อ เพราะคุณแม่เป็นช่างตัดเสื้อ ชุดต่างๆ ต้องออกแบบชุดให้ตรงกับคาแร็กเตอร์ของตัวละครนั้นๆ ฝ่ายออกแบบจะวาดรูปมาให้ แล้วเอาไปตัดที่ร้านแม่ ผมเลยได้ลองจับๆ ทำๆ จนซึมซับความรู้ด้านการตัดเย็บทุกอย่างมาจากแม่ และกลายเป็นความสนใจในด้านนี้” คุณฌอน กล่าวพร้อมด้วยรอยยิ้ม และเล่าต่อ คุณแม่ของเขาไม่คิดด้วยซ้ำว่าลูกโตมาจะมาทำเสื้อผ้าขาย เพราะสำหรับแม่ การเป็นช่างเสื้อกับการเป็นแฟชั่นดีไซเนอร์นั้น
