Featured
ถ้าพูดถึง “ถุงหอมสมุนไพร” เชื่อว่าหลายคนคงนึกถึงร้าน “จิ้น เฮง ฮวด” ร้านขายสมุนไพรจีนและสมุนไพรไทย ที่เปิดมายาวนานกว่า 50 ปี นับตั้งแต่ปี 1971 อยู่คู่สี่แยกราชวงศ์ ก่อนย้ายมาแถววัดมังกรในปัจจุบัน และสืบทอดกิจการมาถึงทายาทรุ่นที่ 5 แม้จะเป็นร้านเก่าแก่ แต่เชื่อหรือไม่ว่า ร้านขายสมุนไพรแห่งนี้กำลังเป็นไวรัลบนติ๊กต็อก มียอดวิวถึงหลักล้าน จากการพัฒนาและปรับตัวตามเทรนด์ นำจุดแข็งด้านสมุนไพรมาต่อยอดไอเดียจากซีรีส์จีน จนกลายเป็น “ถุงหอมสมุนไพร” สูตรเฉพาะของทางร้าน สินค้าขายดีที่สุดในตอนนี้ จุดเริ่มต้นของ จิ้น เฮง ฮวด เป็นมาอย่างไร วันนี้ “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” จะพาไปพูดคุยกับ คุณพรีม-เพ็ญพิชชา เอื้อแสวงบุญ ทายาทรุ่นที่ 5 จุดเริ่มต้นของ จิ้น เฮง ฮวด คุณพรีมเติบโตมากับร้านสมุนไพรของครอบครัว เธอเห็นคุณแม่ทำงานในร้านแห่งนี้มาตั้งแต่วัยเด็ก ตั้งแต่การต้มยาจีน การจัดสมุนไพร ไปจนถึงการดูแลลูกค้าที่ให้บริการแบบเป็นกันเอง เหมือนคนในครอบครัว จึงทำให้เธอซึมซับบรรยากาศและมีความคุ้นเคยกับธุรกิจนี้มาโดยตลอด “สิ่งสำคัญที่ทำให้ร้านเราอยู่ได้ยาวนานขนาดนี้ เพราะการบอกต่อของลูกค้า อีกทั้
มหาวิทยาลัยรังสิต นำโดย ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ อธิการบดี มุ่งมั่นสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้และการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยตระหนักถึงศักยภาพและความสำคัญของภาคการเกษตรไทย แม้เกษตรกรจะเป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ แต่กลับต้องเผชิญความท้าทายสำคัญ อาทิ ปัญหาความยากจน และราคาผลผลิตที่ตกต่ำอย่างต่อเนื่อง เพื่อหาทางออกอย่างยั่งยืน ที่ผ่านมา จึงริเริ่ม “โครงการบุญตะวัน” ธุรกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) ที่ถือเป็นต้นแบบใหม่ในการบูรณาการองค์ความรู้ทางวิชาการเข้ากับภาคธุรกิจ โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อสนับสนุนเกษตรกรไทยให้สามารถเพิ่มมูลค่าและสร้างความมั่นคงในอาชีพ โดย โครงการนี้ขับเคลื่อนด้วยความร่วมมือจาก คณะเทคโนโลยีอาหาร ที่เข้ามามีบทบาทตั้งแต่การวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ การเพิ่มมูลค่า การวางกลยุทธ์ทางการตลาด ไปจนถึงการสร้างแบรนด์ที่แข็งแกร่ง อีกทั้งยังเป็นเวทีสำคัญในการเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติจริง สร้างประสบการณ์ตรง พร้อมทั้งมีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคมและประเทศชาติไปพร้อมกันอย่างยั่งยืน ผศ.ดร.วราพร ลักษณลม้าย คณบดีคณะเทคโนโลยีอาหาร มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า การเลือก
สถานการณ์ความไม่สงบทั้งในระดับโลกและภูมิภาค ทำให้หลายประเทศ เช่น ฝรั่งเศสและอีกหลายชาติในยุโรป เร่งเตรียมระบบการแพทย์เพื่อรองรับภาวะฉุกเฉิน ขณะที่ประเทศไทยเอง ก็มีความไม่ปกติในพื้นที่ชายแดนตะวันออกเฉียงเหนือและตะวันออก จึงถึงเวลาที่ต้องเสริมความมั่นคงด้านเวชภัณฑ์จากภูมิปัญญาและสมุนไพรไทย เมื่อเร็วๆ นี้ รศ.นพ.วรวิทย์ วาณิชย์สุวรรณ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและนวัตกรรมทางการแพทย์ สำนักวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) ได้หารือร่วมกับ ภญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร เลขาธิการมูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร เพื่อวางแนวทางความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์สมุนไพรเพื่อใช้ในภาวะฉุกเฉิน โดยเน้น การห้ามเลือดและการบรรเทาปวด ทั้งนี้ ทีมวิจัย ม.อ. เคยได้รับ รางวัลดีเด่นอันดับ 1 จากโครงการพัฒนา “ไมโครแคปซูลควบคุมการปลดปล่อยสารแคนนาบิมิเมติกส์และฟลาโวนอยด์” เพื่อหยุดเลือดและระงับปวด ในกิจกรรม วันภูมิปัญญานักรบไทย ประจำปี 2568 และมีแผนต่อยอดสู่ แผ่นแปะห้ามเลือดผสมสารสกัดกัญชงและสาบเสือ ซึ่งสารสกัดกัญชงมีส่วนช่วยสมานแผล โดยลดการอักเสบ ต้านอนุมูลอิสระ กระตุ้น Fibroblast และ Collagen จึงช่
ลาซาด้า ประเทศไทย เดินหน้าส่งมอบประสบการณ์การช้อประดับพรีเมียม พร้อมตอกย้ำจุดแข็งศูนย์รวมสินค้าคุณภาพจากแบรนด์ชั้นนำ ล่าสุดจับมือ Kérastase (เคราสตาส) แบรนด์ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมระดับพรีเมียมบน LazMall ส่งแคมเปญพิเศษฉลองเปิดตัวไลน์อัป ‘Kérastase Gloss Absolu’ พร้อมกิจกรรมออนไลน์สู่ออฟไลน์เต็มรูปแบบระหว่างวันที่ 16–18 กันยายน 2568 บนแอปลาซาด้าและที่งานอีเวนต์สุดแกลม ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ เติมเต็มประสบการณ์ที่ตอบรับทั้งเทรนด์ลักชูรีบิวตี้และแฟนด้อม ดันยอดขายแคมเปญบนลาซาด้าพุ่งกว่า 8 เท่า เมื่อเทียบกับวันปกติ ความร่วมมือครั้งนี้ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ที่มองหาสินค้าคุณภาพและประสบการณ์การช้อปที่เหนือกว่า สอดรับกับเทรนด์สินค้าบิวตี้ที่ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในแคมเปญ 9.9 ที่ผ่านมา หมวดหมู่นี้สามารถกวาดยอดขายพุ่งกว่า 815% เมื่อเทียบกับช่วงปกติ ทั้งยังเห็นได้จากมูลค่าเฉลี่ยของคำสั่งซื้อในหมวดบิวตี้บน LazMall ที่เพิ่มขึ้นถึง 35% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปีก่อนหน้า สะท้อนถึงความต้องการของผู้บริโภคที่พร้อมลงทุนกับสินค้าในหมวดบิวตี้ และความเชื่อมั่นที่มีต่อ LazMall ใน
“ผัดไทย” อาหารจานเดียวที่เป็นภาพจำของไทยในสายตาชาวโลก แท้จริงแล้วไม่ได้มีรากเหง้าเก่าแก่ตั้งแต่โบราณ แต่ถือกำเนิดขึ้นหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 โดยรัฐบาลในยุคนั้น ต้องการส่งเสริมการบริโภคก๋วยเตี๋ยว และมีการต่อยอดให้เป็นอาหารที่มีความเป็นไทย สอดคล้องกับแนวคิดการสร้างชาติในช่วงเวลานั้น แต่กว่าผัดไทยจะมาอยู่ในจุดที่เป็น “เมนูแห่งชาติ” อย่างทุกวันนี้ ก็ผ่านการปรับเปลี่ยน ดัดแปลง และเพิ่มมูลค่ามาโดยตลอด โดยผู้เชี่ยวชาญด้านอาหาร อย่าง เชฟแมน-สราวุธ เนียนวิฑูรย์ อาจารย์ประจำสาขาวิชาศิลปะและเทคโนโลยีการประกอบอาหาร วิทยาลัยท่องเที่ยวและการบริการ มหาวิทยาลัยรังสิต ให้มุมมองไว้อย่างน่าสนใจว่า “การตีความผัดไทย ไม่เคยหยุดนิ่ง ตั้งแต่การผัดแบบจีนที่ดัดแปลงด้วยรสเปรี้ยว หวาน เค็ม จนได้อาหารที่ลงตัว และถูกเรียกชื่อว่า ผัดไทย อันกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการผสมผสานที่เรียบง่าย แต่โดนใจผู้คน” เชฟแมน เริ่มต้นกับ “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” อย่างนั้น ก่อนบอกต่อว่า สำหรับ “การเพิ่มมูลค่า” ผัดไทย สามารถทำได้หลายทาง หนึ่ง การเลือกสรรวัตถุดิบ เช่น ทั่วไปอาจใช้กุ้งแห้งเป็นพื้นฐาน แต่ถ้าอยากยกระดับ สามารถเปลี
“เป้าหมายของการก้าวเข้าสู่ธุรกิจใหม่ ไม่ใช่โฟกัสเรื่องสินค้าจีนในไทย แต่คือการเปิดทางให้สินค้าไทยได้ก้าวออกไปสู่ตลาดโลก ผ่านระบบนิเวศที่คนไทยสร้างขึ้น เพื่อสนับสนุนคนไทยอย่างแท้จริง” ทิศทางใหม่นี้สะท้อนความตั้งใจในการขยายขอบเขตของคุณคมสันต์ ลี จากการเป็นผู้นำด้านโลจิสติกส์ในประเทศ ไปสู่การเป็นแรงผลักดันให้แบรนด์ และผู้ประกอบการไทยมีเวทีในระดับสากล โดยใช้ศักยภาพของ Flash และเครือข่ายธุรกิจใน Ecosystem เดียวกัน เป็นตัวขับเคลื่อนหลัก คุณคมสันต์ กล่าวว่า ไม่ได้ต้องการสร้างแพลตฟอร์มค้าปลีกเพื่อขายของจีน แต่สร้างขึ้นเพื่อให้แบรนด์ไทยได้ไปต่อ แพลตฟอร์มนี้จะเป็นเวทีของสินค้าคนไทย แบรนด์ไทย ที่อยากเติบโตในเวทีโลก ส่งออกแบรนด์และแนวคิดไทย ผ่าน Ecosystem ที่คนไทยสร้างเอง ธุรกิจใหม่ที่กำลังพัฒนานั้นจะใช้ Ecosystem ที่สร้างจาก Flash Express และพันธมิตรในสายโลจิสติกส์ไทยเป็นฐานหลัก พร้อมต่อยอดด้วยธุรกิจ Mad Unicorn ที่จะช่วยสร้างเครื่องมือและเทคโนโลยีสนับสนุนแบรนด์ไทยในการแข่งขันระดับสากล หากย้อนกลับไปมองจุดเริ่มต้นของ Flash Express จะเห็นได้ชัดว่า ผู้ก่อตั้งอย่างคุณคมสันต์ ลี และ Co-founder ไ
โตเกียว ขนมแป้งบางกรอบไส้หวานมันที่อยู่คู่กับความทรงจำวัยเด็กของใครหลายคน อาจดูเป็นแค่ขนมธรรมดาๆ แต่สำหรับ คุณปัน-ปัญรญา หว่องวัชระมาริน วัย 35 ปี และ คุณซี-ฉัตรปวีณ์ ปัญญารพีวัชร์ วัย 41 ปี สองหุ้นส่วนเจ้าของร้าน 80eggs ขนมชิ้นนี้คือจุดเริ่มต้นของการเดินทางครั้งสำคัญ จากความทรงจำริมทางสู่การสร้างสรรค์ธุรกิจที่มีเอกลักษณ์และเติบโตอย่างรวดเร็ว ตามหา “โตเกียว” ในอุดมคติ คุณปันและคุณซีซึ่งเคยทำงานในสายสุขภาพและเวชภัณฑ์ ต่างเป็นคนชอบทานขนมโตเกียว แต่เมื่อพวกเขาเริ่มมองหารสชาติแบบที่คุ้นเคยในอดีต นั่นคือแป้งบางกรอบและหอมอร่อย กลับพบว่าส่วนใหญ่เป็นแป้งหนานิ่ม ความผิดหวังในครั้งนั้นได้กลายเป็นแรงผลักดันให้ทั้งคู่ตัดสินใจลงมือค้นหาสูตรที่ใช่และสร้างสรรค์ร้านของตัวเองขึ้นมา เพื่อส่งต่อรสชาติแห่งความทรงจำให้กับคนรุ่นใหม่ 80eggs ไม่ได้โดดเด่นแค่ความอร่อย แต่ยังเป็นการ ยกระดับขนมโตเกียว ให้มีความทันสมัยและตอบโจทย์คนยุคใหม่ ทั้งด้วยการปรับสูตรให้ แป้งบางกรอบ ที่เป็นเอกลักษณ์ และการ ลดความหวาน ลงเพื่อเอาใจคนรักสุขภาพ อีกทั้งยังนำเสนอ ไส้ที่หลากหลายกว่า 30 หน้า ทั้งคาวและหวาน ซึ่งเป็นไอเดียที่ม
คุณเมธิณี อนวัชกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานธุรกิจการเดินทางและบริหารคนขับ แกร็บ ประเทศไทย กล่าวว่า รถรับจ้างสาธารณะเป็นหนึ่งในบริการที่ช่วยตอบสนองการเดินทางในชีวิตประจำวันและมีส่วนช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวให้กับประเทศ โดยมาตรฐานของคนขับและคุณภาพการให้บริการถือเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยสร้างความประทับใจและความเชื่อมั่นให้กับผู้โดยสารทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ในฐานะผู้บุกเบิกบริการเรียกรถผ่านแอป แกร็บมุ่งมั่นที่จะช่วยส่งเสริมและยกระดับอุตสาหกรรมการเดินทาง ตลอดจนระบบขนส่งสาธารณะของไทยให้ก้าวไปข้างหน้า โดยนอกจากการพัฒนาด้านเทคโนโลยีและความปลอดภัยแล้ว เรายังให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานของคนขับอย่างต่อเนื่อง ในปีนี้แกร็บจึงได้จับมือพันธมิตรจัดกิจกรรมส่งเสริมความรู้และพัฒนาทักษะให้กับคนขับทั้งในด้านบริการ การสื่อสาร และการดูแลยานพาหนะ เพื่อมุ่งสร้างความประทับใจให้ผู้ใช้บริการและช่วยยกระดับมาตรฐานของอุตสาหกรรมโดยรวม สำหรับการพัฒนาศักยภาพของคนขับในปีนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “ยกระดับมาตรฐาน บริการด้วยหัวใจ” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ GrabAcademy ซึ่งริเริ่มมาตั
เมื่อพูดถึง “ทอฟฟี่เค้ก” หลายคนคงคุ้นกับรสชาติหอมหวานของคาราเมลและความนุ่มของเนื้อเค้กที่เคยได้รับความนิยมมาอย่างยาวนาน แต่ร้านขนมเล็กๆ สุดชิกในจังหวัดนครปฐมอย่าง “ย้อยหย่อย” กลับหยิบเมนูคลาสสิคนี้มาตีความใหม่ จนกลายเป็นเค้กที่ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ต่างติดใจ และกลับมาซื้อซ้ำจนกลายเป็นสินค้าขายดีอันดับต้นๆ ของร้าน จุดเด่นของทอฟฟี่เค้กร้านนี้ อยู่ที่ความหอมกลมกล่อมของเนื้อเค้กรสกาแฟ ตัดกับหน้าคาราเมลหอมหวาน โรยเม็ดมะม่วงหิมพานต์แบบจัดเต็ม แน่นเต็มกล่อง จนหลายคนบอกว่าเพียงกัดคำแรกก็สัมผัสได้ถึงความตั้งใจของคนทำที่ใส่ใจทุกรายละเอียด ที่สำคัญ “ย้อยหย่อย” ยังสร้างเสน่ห์ใหม่ให้กับขนมเก่า โดยชูจุดขาย อร่อยได้ 2 สไตล์ใน 1 กล่อง หากแช่เย็นจะได้สัมผัสคาราเมลกรอบๆ เคี้ยวเพลิน แต่ถ้าเก็บไว้ในอุณหภูมิห้อง คาราเมลด้านหน้าจะกลายเป็นเนื้อฟัดจ์เยิ้มๆ หวานมัน ละลายใจสายขนมหวาน แม้ตลาดเบเกอรี่สมัยนี้ จะมีเค้กแฟนซี หน้าตาใหม่ๆ ออกมาให้เลือกไม่รู้จบ แต่ ทอฟฟี่เค้กย้อยหย่อย ยังคงครองใจลูกค้าด้วยความเรียบง่าย เข้าถึงได้ทุกวัย และที่สำคัญคือ ความอร่อยที่ไม่ธรรมดา จนใครได้ลองก็ติดใจ และกลับมาซื้อซ้ำกันเรื่อยๆ ส่วนร
คุณออม-โชติกา ถิระกิตติกุล คือเจ้าของร้านน้ำแข็งไส “ย้อยหย่อย” กิจการเล็กๆ แต่คับแน่นด้วยคุณภาพที่รังสรรค์และพลิกโฉมเมนูน้ำแข็งไสธรรมดาๆ ให้กลายเป็นเมนูสุดว้าว จนเป็นร้านขนมที่ “ชิก” ที่สุดแห่งนครปฐม ก็ว่าได้ แต่กว่าจะมาถึงวันนี้ บอกเลย “ไม่ง่าย” คุณออมเกิดในครอบครัวฐานะปานกลาง ทำอาชีพค้าขายลอดช่อง ในวัยเด็กเธอใฝ่ฝันเป็นแอร์โฮสเตส ไม่เคยคิดจะค้าขายอาหารเหมือนแม่ อีกทั้งคุณพ่อ-คุณแม่ ไม่ค่อยสนับสนุนให้ค้าขาย เพราะรู้ดีว่าเหนื่อยสาหัสแค่ไหน เจ้าของกิจการ บอกอย่างนั้น แต่ด้วยความที่ชอบเข้าครัวเป็นทุนเดิม ทำให้เธอตรึกตรองอย่างถี่ถ้วน แล้วหันเหจากการเรียนด้านภาษา มาเรียนทางด้านการทำอาหาร จนจบปริญญาตรีจากสาขาการจัดการครัวและภัตตาคาร วิทยาลัยดุสิตธานี (ปัจจุบันคือ สาขาวิชาการจัดการครัวและศิลปะการประกอบอาหาร) ทำให้มีทักษะด้านอาหารอยู่ในขั้นดีเลยทีเดียว หลังเรียนจบ คุณออมไปหาประสบการณ์ในต่างแดนอยู่หลายปี กระทั่งหลังสถานการณ์โควิด-19 มีเหตุจำเป็นต้องกลับมาทำงานที่บ้านเกิด เธอจึงตัดสินใจเปิด “ย้อยหย่อย” ร้านน้ำแข็งไสเล็กๆ 1 คูหา อยู่ในซอยแคบๆ ใกล้องค์พระปฐมเจดีย์ โดยดัดแปลงบ้านที่อาศัยแต่เยาว์วัย
