แจกสูตรอาหาร และเครื่องดื่ม
ติดกระแสของกินมาพักใหญ่ สำหรับขนมปังปิ้งไส้เยิ้ม ขนมหวานหอมละมุนปาก หากใครเป็นสาวกขนมชนิดนี้ จะรู้ดีว่าต้นตำรับเจ้าดังคิวยาวเหยียดนั้นอยู่ที่ไหน แต่ถ้าเบื่อต่อคิวลองหาร้านอื่นทานดูบ้าง มีหลายร้านให้เลือก รสชาติไม้แพ้กันแน่นอน คุณภาพเรียกว่าสูสีกันซะด้วยซ้ำ ปังอั้ยยะ ปังปิ้งไส้เยิ้ม ร้านขนมปังของ คุณต้น-รณชัช พลากรกิตติ วัย 30 ปี หนุ่มวิศวะ จากสถาบัน เทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง คุณต้นเลือกออกจากงานประจำที่มั่นคงและรายได้ดี มาสานต่อความฝันทำธุรกิจที่อยากทำด้วยความมุ่งมั่นและทุ่มเท แต่การลาออกจากงานเจ้าตัวไม่ได้ตัดสินใจแบบด่วนสรุป ทุกอย่างผ่านการคิดและดูความเป็นไปได้ของธุรกิจมาก่อน “ความฝันที่ว่าคือการมีธุรกิจเป็นของตัวเอง เลือกทำขนมปังปิ้ง เพราะชอบทานขนมชนิดนี้” ปังอั้ยยะ ปังปิ้งไส้เยิ้ม เริ่มเปิดตัวเมื่อเดือนตุลาคมปีที่ผ่านมา คุณต้น เล่าว่า มีพี่สาวที่สามารถทำไส้ขนมได้ จึงคอยเป็นหลังบ้านช่วยสนับสนุน ส่วนตนเป็นคนดูแลภาพรวม การสร้างแบรนด์ การตลาด รวมถึงภาพรวมอื่นๆ ของปังอั้ยยะ ปัจจุบันเปิดตัวมาได้ 4 เดือน คุณต้น บอกว่า การตอบรับดีมาก ตอนแรกตั้งใจมีหน้าร้าน พอคิดอีกที มองว่าแ
หมูหมักเสียบไม้ ปิ้งเตาถ่าน กลิ่นหอมตลบอบอวลชวนหิว ใครเดินผ่านเป็นอันต้องซื้อกินคนละไม้สองไม้ มีหลายคนที่หันมายึดอาชีพนี้กันเยอะแยะไปหมด แต่ไม่มีร้านไหนขายในราคาไม้ละ 3 บาทเหมือนกับร้านของคุณเด่น ส่วนใหญ่แล้ว ราคาจะอยู่ที่หลักสิบบาท ถึงอย่างนั้น คุณเด่นไม่เคยคิดขึ้นราคาเพราะราคานี้ถือเป็น “จุดเด่น” ของร้านไปแล้ว คุณเด่น เสนาบุญ วัย 44 ปี ชาวกำแพงเพชร และ คุณสุนันทา ผลกอง วัย 42 ปี ชาวยโสธร สองสามีภรรยาที่ยึดอาชีพขายหมูปิ้งไม้ละ 3 บาท ขายมากว่าสิบปีแล้ว ในอดีตหลังเรียนจบมัธยมฯ 6 คุณเด่นเข้ามาเป็นเด็กเสิร์ฟในกรุงเทพฯ แถวสนามมวยลุมพินี จากนั้นจึงได้พบรักกับคุณสุนันทา กระทั่งร่วมกันสร้างครอบครัว มีลูกสองคน ทั้งคู่ยึดอาชีพเสิร์ฟอาหารอยู่หลายปี ด้วยค่าครองชีพที่ต้องกินต้องใช้ในกรุงเทพฯ นั้นสูงพอตัว ทำให้เงินเดือนที่ได้จากการเป็นเด็กเสิร์ฟไม่พอใช้ ประจวบเหมาะกับมีญาติขายหมูปิ้งอยู่แล้วมาแนะนำให้ขายหมูปิ้งด้วยกัน คุณเด่นจึงอาศัยดูวิธีทำแล้วมาเปิดร้านขายเอง เริ่มต้นขายแรกๆ คุณเด่น บอกว่า มีเพียงรถเข็น 1 คัน เดินขายไปเรื่อยยังไม่มีจุดจอดขาย จนวันหนึ่งเข็นมาตรงหลัง มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิต
หลายคนยังไม่รู้จักกรรมวิธีการบ่มเนื้อสัตว์ หรือ“Dry Age” เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ ขออธิบายเข้าใจกันง่ายๆ “Dry Age”คือการนำเนื้อสัตว์ชนิดใดก็ได้มาแขวนไว้ในห้องเย็น หรือตู้เย็นขนาดใหญ่ควบคุมอุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธ์ ประมาณ 0-4 องศาเซลเซียสอย่างน้อยเป็นเวลา2-4 สัปดาห์ วิธีการนี้จะช่วยเพิ่มความเข้มข้นของเนื้อ เนื่องจากน้ำที่อยู่ภายในเนื้อได้ระเหยออกไป เอนไซม์ในเนื้อตามธรรมชาติจะสลายเยื่อกล้ามเนื้อ และพังผืดทำให้เนื้อคงไว้แต่เพียงความนุ่มสีสันสวยงาม เมื่อนำมาปรุงอาหารจะมีรสชาติและกลิ่นที่เฉพาะตัว ซึ่งวิธีดังกล่าวมีค่าใช้จ่ายสูงใช้เวลานานกว่าเนื้อจะขายได้ฉะนั้นเนื้อประเภทนี้จึงมีเพียงนำเข้า แต่ทว่าปัจจุบันในประเทศไทยมีคนนำวิธีการบ่มเนื้อดังกล่าวมาใช้กับวัวสัญชาติไทย นับเป็นเจ้าแรกในประเทศก็ว่าได้ คนคนนั้นก็คือ อดีตนักร้องนำวง ซิลลี่ ฟูลส์คุณวีรชน ศรัทธายิ่งหรือคุณโต ชายหนุ่มวัย 40 ปีต้นๆ ผู้เขย่าวงการคนรักเนื้อพร้อมท้าให้ลิ้มลองกันแล้ว คุณโต เผยว่า หลังแขวนไมค์แล้วหันไปทำประโยชน์ให้กับสังคม พร้อมๆ กับเผยแผ่ศาสนาอิสลามเมื่อ 2 ปีที่แล้วเริ่มต้นทำธุรกิจเนื้อวัว “Dry Age” ภายใต้แบรนด์ “Company B”โ
สืบเนื่องต่อจากสัปดาห์ที่แล้วที่พวกเราได้มาตะลุยเยาวราช ราตรีนี้ยังเยาว์ พวกเราเหล่านักชิมเพิ่งจัดการกับปาท่องโก๋และกวยจั๊บไป 2 ร้าน ยังอิ่มเพียงแค่ครึ่งท้อง ต่างมองหน้ากันและลงความเห็นว่าจะขอไปชิมต่อเพิ่มอีกเจ้าหนึ่ง ปิ่นโตเถาเล็กเลยพาเดินท่องมาตามฝั่งซ้ายของถนนเยาวราช ซึ่งตอนนี้เดินง่ายขึ้นเยอะ เพราะเจ้าหน้าที่วางกรวยยางสีส้มมีเชือกร้อยเป็นแนว กั้นให้คนเดินบนเลนซ้ายสุดของถนน จึงเคลื่อนไปตามฝูงชนได้อย่างสะดวก ถึงแม้จะมีนักท่องเที่ยวจำนวนมากแห่กันมาเยาวราชทุกค่ำคืนก็ตาม เราเดินผ่านร้านขนมหวาน Sweet Time (สวีท ไทม์) ซึ่งเป็นเจ้ารถเข็นที่ขาย เต้าทึง บัวลอยน้ำขิง แปะก๊วยนมสด และ สาคูแคนตาลูป กับขนมอื่นๆ ทั้งร้อนและเย็นรวมประมาณ 30 อย่าง ถือเป็นร้านขนมเจ้าโปรดของปิ่นโตเถาเล็กเช่นกัน เราหมายมั่นปั้นมือว่าพอกินของคาวเสร็จก็จะมาตบท้ายฟิน่าเล่ด้วยของหวานที่ร้านนี้ ปรากฏว่าตอน 2 ทุ่มกว่าเดินกลับมาอีกที รู้สึกตกใจเป็นยิ่งนัก เพราะตอนนี้มีคลื่นมหาชนพากันมายืนออรอคิวซื้อขนมหวานนับร้อยคน ตอนนี้ที่ร้านเปลี่ยนมาใส่ขนมในถ้วยพลาสติกสำหรับให้เดินถือไปกินไปได้ เพราะทางการไม่อนุญาตให้โซนขนมหวานตรงนี้มีการ
เดินเมียงมองด้วยความสงสัยอยู่หลายครั้ง ว่าร้านอะไรมาเปิดใหม่แทนร้านเหล้าเจ้าดังย่านประชาชื่น ทำเลติดคอนโดฯประชานิเวศน์ 1 มองจากด้านนอกเห็นแต่ตู้ปลาขนาดใหญ่มีปลามังกรเวียนว่ายอยู่ 4-5 ตัว เลิกงานวันก่อนเลยชวนเพื่อนลองเข้าไปดูถึงได้รู้ว่าเป็นร้านอาหารญี่ปุ่น ชื่อ Tank restaurant and cafeด้านในมีสไตล์การตกแต่งสุดแหวกแนว จนดูแทบไม่รู้ว่าร้านนี้ขายอาหารญี่ปุ่น! ทั้งการจัดไฟให้บรรยากาศเหมือนอยู่ในบาร์ สีสันโทนน้ำเงิน ความมินิมอลของเฟอร์นิเจอร์ รวมถึงไฮไลต์ตู้ปลาไซซ์ใหญ่จัดวางไว้ตามมุมต่างๆ รวมๆ แล้ว มันช่างขัดกับภาพความคุ้นเคยเดิมไปมาก เอาเป็นว่าเข้ามาแล้วยังไงก็ต้องสั่งอาหาร ฟากเมนูก็ช่างมีสไตล์ของตัวเอง แบ่งอาหารตามโหมดของอารมณ์ความรู้สึก ตั้งแต่ กินเล่น รีบกินรีบไป คุมน้ำหนักแต่ว่าหิว หิวมากๆ ไปจนถึงแบ่งกันกิน ส่วนราคาไม่หนีร้านอาหารเชนในห้างใหญ่เท่าไหร่ ไม่ต้องคิดนาน ข้าพเจ้าพลิกไปโหมดหิวมากๆ สั่งเซตแทงค์เทมปุระ (315 บาท) และโหมดหิวแต่ไม่อยากกินเยอะ คือ เซตหมูสันนอกทอดชุบเกล็ดขนมปัง (215 บาท) ให้เพื่อนแบบไม่ต้องคิดมาก เพราะอาหารทอดนี่ชมฯและเพื่อนชอบนัก แม้ว่าพนักงานจะแนะนำว่าปลาดิบที่นี่
คุณอุบลรัตน์ หลักหาญ หรือ คุณหนิง อายุ 47 ปี หนึ่งในพนักงานที่เจอพิษฟองสบู่แตก โดนเลิกจ้างงานแบบกะทันหันเมื่อปี 2543 จนทำให้เธอต้องหาธุรกิจทำ โดยการเปิดร้านขายขนมครกเศรษฐี 9 หน้า “หลังโดนเลิกจ้างงาน ช่วงแรกยังไม่รู้จะทำอะไร พอดีคุณยายที่สุราษฎร์ฯ ท่านมีสูตรทำขนมครก เป็นสูตรโรยน้ำตาลแบบคนใต้ทาน พี่ก็เลยไปเรียนกับแก” เรียนจนความรู้แน่น คุณหนิงเปิดร้านขายทันที โดยเริ่มจากเข็นรถเข็นขาย แต่ยังไม่ถูกปากลูกค้าเท่าไหร่ เพราะส่วนใหญ่แล้วคนไม่เคยกินขนมครกแบบโรยน้ำตาล จึงกลับมาปรับสูตรใหม่ ใส่กะทิแบบขนมครกทั่วไป เพิ่มหน้าขนมครก แรกเริ่มแค่ 2-3 อย่าง เช่น ข้าวโพด ฟักทอง แต่ถึงอย่างนั้น ผลตอบรับก็ยังไม่ดี คุณหนิง เล่าต่อ กลับมาปรับสูตรกันอีกรอบ คราวนี้เพิ่มหน้าขนมครกมากถึง 9 หน้า เช่น ฟักทอง ข้าวโพด มันม่วง แปะก๊วย งา ต้นหอม ฝอยทอง เผือก ข้าวบาร์เลย์ และมีหน้าอื่นๆ อีกสลับกันไปวันละ 9 หน้า รวมทั้งหมด 9 หน้า (ที่มาของชื่อขนมครกเศรษฐี 9 หน้า) ใช้ข้าวไรซ์เบอร์รี่แทนแป้ง นอกจากกรอบอร่อยแล้ว คนกินยังได้รับประโยชน์อีกด้วย หลังปรับสูตรจนเป็นขนมครกเศรษฐี 9 หน้าฉบับสมบูรณ์ ยอดขายดีขึ้นทันตาเห็น จากเข็นรถขาย
เลม่อนกับมะนาวเรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในส่วนผสมที่สุดแสนจะสำคัญในการทำอาหารเลยก็ว่าได้ ด้วยรสชาติเปรี้ยวที่กินแล้วรู้สึกสดชื่น จนเป็นส่วนผสมหนึ่งที่มักจะใส่เมนูอาหารหลายชนิด หลายคนอาจจะเป็นเหมือนกันคือ มะนาวที่ซื้อมาบางครั้งก็น้ำน้อย บางครั้งก็เป็นมะนาวแข็งๆ บีบยาก ทำให้ต้องใช้มะนาวหลายลูก ถ้าเป็นช่วงที่มะนาวถูกก็คงจะไม่เท่าไหร่ แต่ถ้าเป็นช่วงมะนาวแพงก็คงจะไม่ไหว อยากจะกินน้ำมะนาวให้ชื่นใจหรือบีบมะนาวใส่ต้มยำให้แซ่บๆ ก็คงต้องคิดแล้วคิดอีก การจะบีบมะนาวให้ได้น้ำ วิธีแบบไทยๆ ของเราก็คงนวดๆ คลึงๆ ลูกมะนาวก่อนแล้วค่อยหั่นแล้วบีบ แต่ต่างประเทศเขาก็มีอีกวิธีหนึ่งที่จะทำให้ได้มะนาวมากขึ้นด้วยเช่นกัน นิตยสาร Good Housekeeping สหราชอาณาจักร เผยทริคเล็กๆ น้อยๆ ไว้ว่า วิธีการที่จะได้น้ำมะนาวมากขึ้นก็คือ “การนำเข้าไมโครเวฟ” โดยโมนาซ ดูมาเซีย ผู้เชี่ยวชาญด้านการปรุงอาหาร กล่าวกับนิตยสารดังกล่าวว่า การนำมะนาวหรือเลม่อนเข้าไมโครเวฟ 20 วินาที ก่อนจะนำมาหั่นและบีบ ซึ่งการนำเข้าไมโครเวฟก่อนจะทำให้มะนาวคลายตัวและทำให้มีน้ำออกมามากขึ้น นอกจากนี้ยังทำให้มะนาวนุ่มขึ้น ทำให้ง่ายต่อการบีบ ดังนั้น นี่จะเป็นวิธีที่
ที่บริเวณแยกรามา ถนนราชดำเนิน เขตเทศบาลนครนครราชสีมา ซึ่งเป็นบริเวณที่มีการจัดงานฉลองวันแห่งชัยชนะของท้าวสุรนารี หรืองานย่าโม ประจำปี 2561 โดยภายในงานมีการออกร้านขายสินค้า และอาหารต่างๆ มากมาย และมีร้านชื่อว่า เจ๊แดง ตำมะม่วงซาดิสม์ อยู่ตรงบริเวณแยกดังกล่าว โดยลีลาการทำยำของเจ๊แดง ได้ดึงดูดลูกค้าให้แห่ไปอุดหนุนกันมาก โดยลีลาการปรุงยำมะม่วงของเจ๊แดง ต้องออกท่าทางลีลาแอ็คชั่น ด้วยการเคาะชามที่ใช้ปรุงยำอย่างแรง และเสียงดัง จนกะละมังที่ใช้ปรุงยำบุบเป็นรอยทัพพีจำนวนมาก ลูกค้าที่ยืนรอซื้อยำถึงกับจะต้องสะดุ้งกันเลยทีเดียว แต่ก็เพราะท่าทางที่ดูดุดัน กลับทำให้ดึงดูดเรียกลูกค้าให้ไปยืนดูลีลา และอุดหนุนยำมะม่วงของเจ๊แดงกันเป็นจำนวนมาก โดยร้านเจ๊แดงจะขายยำมะม่วงใส่ปูม้า ปลากรอบ ปลาร้า และน้ำปลาหวาน ขายในราคาชุดละ 40-80 บาท ขายทุกคืนภายในงานย่าโม ตั้งแต่คืนนี้ไปจนถึงคืนวันที่ 3 เมษายนนี้ จากนั้นเจ๊แดงก็จะตระเวนไปเปิดร้านขายยำตามงานกาชาดจังหวัดต่างๆ ในพื้นที่ภาคอีสานต่อ.
การสร้างความแปลกใหม่ให้กับธุรกิจอาหารยังคงได้ผลดีเสมอ นอกจากกระแสตอบรับจะดีด้วยแล้ว ยอดขายยังเพิ่มขึ้นตามระเบียบ คุณเควิน ชอง หนุ่มสิงคโปร์ เจ้าของเมนูเด็ด ปีกไก่ยัดไส้ ไม่มีกระดูก เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ ถือโอกาสดึงตัวมาพูดคุย ได้ความว่า ปีกไก่ยัดไส้ เป็นสูตรที่ตนนำมาจากประเทศสิงคโปร์ “ตอนเด็กคุณยายทำให้ผมกิน ไปๆ มาๆ เมืองไทยอยู่หลายปี จนมามีครอบครัวแต่งงานอยู่ที่ไทย เห็นเมืองไทยยังไม่มีอาหารชนิดนี้ จึงลองทำขายดู เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อสิงหาคมที่ผ่านมา” ในช่วงแรกที่คิดทำ คุณเควินบอกว่าได้รับเสียงคัดค้านจากครอบครัว แต่ตนไม่ยอมแพ้ คิดแล้วลงมือทำทันทีโดยมี คุณเกมส์ ธนานันท์ บุญสิน ที่มีศีกดิ์เป็นพี่เขยมาช่วยอีกแรง https://www.facebook.com/khaosod/videos/3079890322027906/UzpfSTE4NzMwNDE1NTI5ODE1ODE6MjA3NjMwNjU1NTk4ODQxMg/ หลังคิดสูตรสำเร็จ จนปิ้งขายได้ ปรากฏได้รับกระแสดีเกินขาด ลูกค้าให้ความสนใจ เพราะไม่เคยทานที่ไหนมาก่อน และด้วยจุดเด่นของเมนูนี้ คือไม่มีกระดูก ใช้ปีกไก่ไซซ์ใหญ่คุณภาพที่คัดสรรมาเอง ข้างในยัดไส้ต่างๆ ดังนี้ ไส้ข้าวอบ ข้าวอบสูตรคุณป้าปรุงพิเศษ ผสมกุนเชียงหมู, ข้าวโพด, เห็ดหอม และ
หากพูดถึงคนใต้แล้ว ทุกคนจะรู้จักกันดีว่า เป็นคนใจคอค่อนข้างจะหนักแน่น พูดเร็ว ทำเร็ว และอาหารใต้ก็เป็นสิ่งที่สะท้อนถึงลักษณะของคนใต้ได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะเรื่องรสชาติอาหารที่ เผ็ดจัด เค็มจัด ตลอดจนเปรี้ยวจัด อาหารใต้ที่เลื่องชื่อลือนาม เช่น แกงไตปลา แกงเหลือง น้ำบูดู น้ำพริก และอื่นๆ ที่ต้องบอกว่า รสชาตินั้นต้องเผ็ดร้อน จึงทำให้อาหารใต้ทุกๆ มื้อต้องประกอบไปด้วยผักสดต่างๆ เช่น สะตอ ลูกเนียง ลูกเหรียง ที่จะต้องมีติดไว้ในแทบทุกมื้อของอาหาร และนอกจากนั้นยังมีผักชนิดต่างๆ ทั้งบนดินและใต้น้ำ จะกินแบบสดๆ หรือจะเอามาชุบแป้งแล้วทอดกรอบๆ เพื่อช่วยลดความเผ็ดร้อนของอาหารใต้ หรืออาจกินเป็นอาหารว่าง อาหารกินเล่นๆ เช่น ใบเหลียง ใบเล็บครุฑ ใบชะพลู ที่เอามาชุบแป้งทอดกรอบๆ และยังมีผักอีกชนิดหนึ่งที่หน้าตาอาจจะดูแปลกๆ ชื่อ หญ้าช้อง สำหรับผู้เขียน มีโอกาสได้รู้จักกับพืชชนิดนี้ครั้งแรกในจังหวัดระนอง และได้ลองลิ้มชิมรสชาติเมนู ทอดเบือหญ้าช้อง ที่อำเภอกะปง จังหวัดพังงา เป็นครั้งแรกเหมือนกัน รู้สึกว่ามันแปลกและอร่อยดี จึงต้องนำมาบอกต่อๆ ให้ทุกท่านได้รู้จักเมนูอร่อยๆ กันค่ะ หญ้าช้อง หรือ สันตะวาใบข้าว พลับพล
