แจกสูตรอาหาร และเครื่องดื่ม
กล้วยปิ้ง ราดน้ำเชื่อม ที่ไหนก็มีขาย ทำขายกันอยู่ทั่วไป แต่กล้วยปิ้งทรงเครื่อง ที่ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ ไปเจอมาคราวนี้ มีไส้ด้วย เป็นไส้มะพร้าวอ่อน บอกเลยว่า อร่อยมาก ร้านนี้ตั้งอยู่ที่ อ.เมือง จ.บึงกาฬ เจ้าของคือ คุณวัลภา กิตติยุทธการณ์ อายุ 55 ปี แม่ค้าขนมหวาน หลายชนิด รวมทั้งกล้วยปิ้งทรงเครื่อง คุณวัลภา เล่าว่า ขายขนมมาราว 10 ปีแล้ว แต่ที่ลูกค้าติดอกติดใจมากเป็นพิเศษคือกล้วยปิ้งทรงเครื่อง เคล็ดลับอยู่ที่ ปิ้งกล้วยบนเตาถ่านไฟอ่อนๆ อย่างใจเย็น ราว 1 ชั่วโมง นำกล้วยมากรีดตรงกลาง แบะกล้วยออก เพื่อวางไส้ ไส้ประกอบด้วยมะพร้าวอ่อน ที่คลุกเคล้ากับน้ำมะพร้าว น้ำตาล และเกลือนิดหน่อย ก่อนเสิร์ฟให้ลูกค้า ก็จะราดน้ำเชื่อมราดกล้วย (แบบที่ทำขายทั่วไป น้ำเชื่อมน้ำกะทิ น้ำตาลปี๊บ) ราคาขาย 5 ลูก 20 บาท ในแต่ละวัน คุณวัลภา จะใช้กล้วยประมาณ 20 หวี ตกหวีละ 15 ลูก (เท่ากับ 300 ลูก) ยอดขายเฉพาะกล้วยปิ้งนี่ก็เท่ากับ 1,200 บาทแล้ว (ยังไม่หักค่าใช้จ่าย) เนื่องจากจังหวัดบึงกาฬ (ใครนึกไม่ออกว่าอยู่ตรงไหนของประเทศ เอาเป็นว่าเป็นจังหวัดน้องใหม่ แยกออกมาจากจังหวัดหนองคาย) ปลูกยางพารากันค่อนข้างมาก ดังนั้นกล้ว
“หมูหยอง” นับเป็นการถนอมอาหารเเละเเปรรูปอาหารอย่างหนึ่งที่ได้รับความนิยมมาช้านาน เเต่เดิมนั้นผู้ขายมักจะบรรจุอยู่ในห่อพลาสติก ซึ่งเกิดปัญหา ถุงแตกบ้าง มีรอยรั่วบ้าง บางครั้งกินไม่หมด ลมเข้าไปในถุงหมูหยองเหนียวไม่น่ากิน ล่าสุดมีผู้ประกอบการหัวใสนำหมูหยอง ไก่หยอง มาบรรจุลงกระป๋อง ปราศจากเชื้อรา เพราะอากาศภายนอกไม่สามารถเข้าไปได้ พกพาสะดวก ดีไซน์ดังกล่าวหวังเพิ่มช่องทางการขาย สร้างภาพลักษณ์ให้กลายเป็นอาหารที่มีความทันสมัย เข้าถึงคนรุ่นใหม่ได้ นายพยงค์ แซ่ลิ้ม กรรมการผู้จัดการ บริษัท พี.วาย.ฟู้ด จำกัด เจ้าของผลิตภัณฑ์แปรรูปสัตว์ภายใต้แบรนด์ “โอชา” หมูหยองกระป๋องเเละไก่หยองกระป๋อง กล่าวว่า บริษัทฯ ได้ดำเนินธุรกิจแปรรูปจากสัตว์จำหน่าย อาทิ ไส้กรอก ไส้กรอกอิสาน หมูหยอง และกลุ่มผลิตภัณฑ์ของฝากระยะเวลากว่า 30 ปี ในของหมูหยองอัดกระป๋อง ถือว่าเป็นสินค้าที่ได้รับความนิยมมาก และ ยังได้รับการคัดสรรให้เป็นสินค้า OTOP ระดับ 5 ดาว ของ กรุงเทพมหานครด้วย สำหรับหมูหยองอัดกระป๋องแบรนด์โอชา ถือว่า เป็น เจ้าแรกของประเทศไทย เพราะหมูหยองที่ขายทั่วไป จะบรรจุในถุง ข้อดีของการบรรจุในกระป๋อง คือ สามารถเก็บได้นาน
วันอาทิตย์ที่ผ่านมา ผมได้ไปเที่ยวงาน “ปั่นเพื่อเปลี่ยน” ในโครงการสนับสนุนหมู่บ้านเกษตรอินทรีย์ของกรมการค้าภายใน ที่โรงเรียนบ้านยางแดง อำเภอสนามชัยเขต จังหวัดฉะเชิงเทรา ขณะเดินดูผักอินทรีย์สวยๆ ข้าวกล้องคุณภาพดี ได้ชิมกล้วยทอดอร่อยๆ ขนมครกเนื้อแป้งผสมกะทิสดมันๆ โรยหน้าด้วยต้นหอมซอย ชนิดที่ว่ากินแล้วชวนให้ระลึกชาติ แถมได้ไปช่วยเพื่อนๆ ในแผนงานกินเปลี่ยนโลก มูลนิธิชีววิถี ต้มน้ำเต้าหู้ด้วยถั่วเหลือง organic รสเข้มมันหม้อใหญ่แจกจ่ายแขกไปใครมาอยู่นั้น ก็เหลือบไปเห็นช่อดอกสีขาวอมเหลืองอ่อนๆ ของดอกพะยอมเด่นขึ้นมาจากมัดช่อผักอินทรีย์อื่นๆ พี่คนขายผักบอกว่า “คนเขาเด็ดมาฝากน่ะ ว่าดอกมันหอมดี ตอนนี้ต้นในหมู่บ้านออกแยะเลยแหละ” ผมถามว่า คนที่นี่เขากินกันมั้ยครับ ก็ได้คำตอบว่า ทั้งกินสด ลวกจิ้มน้ำพริกกัน พี่ชายคนหนึ่งเล่าว่า เขาเคยยำดอกสดกับเนื้อปลาดุกย่าง ปรุงรสเปรี้ยวด้วยน้ำมะขามเปียก เล่นเอาพวกเราที่ได้ยินแอบกลืนน้ำลายไปตามๆ กันเลย พะยอม (White Meranti) เป็นไม้ยืนต้น สูงได้ถึงราว 15-20 เมตร พบตามป่าโปร่งออกดอกเต็มไปทั้งต้นที่มักจะผลัดใบในช่วงเริ่มแรกของปี กลิ่นหอมอ่อนๆ อันแสนเสน่ห์สร้างความรู้สึก
เมนูไก่ฝรั่งแซ่บหลายเด้อ นี้เป็นเมนูอร่อยแบบง่ายๆ รับประทานเป็นอาหารว่างอร่อยดีค่ะ ใช้เวลาปรุงไม่นาน ความอร่อยของเมนูนี้ อยู่ที่ความกรอบนิดๆ ของไก่ที่เราแตะๆ กับแป้งกรอบ ไม่ได้ชุบกับแป้งกรอบผสมน้ำที่อาจจะทำให้ซอสไม่เข้าเนื้อเท่าที่ควร หอมกลิ่นควันไม้จากซอสบาร์บีคิวกลิ่นรมควัน มีรสเผ็ดเล็กน้อยจากซอสพริก หอมและกรุบนิดๆ จากข้าวคั่ว ปรุงด้วยหอมแดงซอย ใบสะระแหน่และผักใบเลื่อยคล้ายๆ เครื่องปรุงลาบ ตอนแรกคิดอยู่ว่า จะทำอย่างไรไม่ให้เลี่ยน จะใส่รสเผ็ดจากอะไรดี จะใช้ซอสพริกของฝรั่ง ก็จะไม่ค่อยคุ้นลิ้นและอาจไม่ค่อยเข้ากับข้าวคั่ว จะใส่พริกป่นก็กลัวจะเผ็ดแหลมไปไม่เข้ากับซอสบาร์บีคิว คิดว่าลองดูซอสศรีราชา น่าจะกลางที่สุดและเข้ากันที่สุด คิดถูกมากค่ะ เข้ากันได้ดีทีเดียวค่ะ ส่วนผสม ปีกไก่ (ชอบท่อนกลาง) พริกไทยป่น เกลือ แป้งทอดกรอบ น้ำมันพืช ซอสบาร์บีคิวกลิ่นรมควัน ซอสพริก ข้าวคั่ว หอมแดงซอย ผักใบเลื่อย วิธีทำ ล้างไก่ให้สะอาด ปีกไก่คลุกเกลือ พริกไทยป่นเล็กน้อยให้เข้ากัน คลุกแป้งกรอบแบบแห้งๆ ให้ทั่ว ตั้งกระทะใส่น้ำมันเยอะเกือบท่วมไก่ ให้น้ำมันร้อน นำไก่ลงไปทอดให้สุก เหลือง พักไก่ให้สะเด็ดน้ำมัน ผสมซอส
เดี๋ยวนี้ การทำงานเพียงงานเดียว อาจจะไม่เพียงพอต่อรายจ่ายในแต่ละเดือนอีกแล้ว หรือรายรับอาจพอเพียงต่อรายจ่าย แต่ไม่เหลือเงินเก็บออม การหารายได้เพิ่มเติมจากการทำงานประจำที่ทำอยู่ จึงกลายเป็นอีกหนึ่งช่องทางการเพิ่มรายได้ และอาชีพเสริมได้เป็นอย่างดี คุณภารดี สังขะวัฒนะ หรือ คุณไก๋ พนักงานประจำตำแหน่ง manager ซึ่งทำงานในตำแหน่งนี้มากว่า 3 ปีแล้ว เล่าถึงที่มาของร้านเบเกอรี่ของตนเองและพี่สาว ชื่อ “Bakery story” ซึ่งเป็นอาชีพเสริมของเธอให้ฟังว่า “ตอนนี้ก็ยังทำงานเป็นพนักงานประจำอยู่ ที่มาเปิดร้านเบเกอรี่ได้ ก็เพราะมาจากความชอบในการทำเบเกอรี่ตั้งแต่เด็ก โดยได้พี่สาวมาหุ้นด้วย ซึ่งมีคอนเซ็ปต์ในการเปิดร้านเบเกอรี่คือ อยากทำเบเกอรี่เป็นแบบโฮมเมด ให้คนทานได้ทานของดีและอร่อย ตลอดระยะเวลา 2 ปี ที่เริ่มทำเบเกอรี่ขาย เราตั้งใจทำแบบไม่มีหน้าร้านมาตั้งแต่ต้น ให้เป็นการสั่งออร์เดอร์โดยตรง และเปิดเป็นหน้าร้านขายแบบออนไลน์ บนเฟซบุ๊ก” โดยแบ่งหน้าที่กับพี่สาวว่า เธอจะทำหน้าที่เป็นคนหาลูกค้า รับออร์เดอร์ ด้านพี่สาวจะเป็นตัวหลักในการทำขนม ตามออร์เดอร์ของลูกค้า แต่ตัวเธอก็สามารถช่วยทำขนมได้บ้างในบางครั้ง เพราะกา
ภาษาถิ่นอีสาน เรียกสับปะรด ว่า บักนัด หรือ หมากนัด ส่วนคนใต้เรียกว่า ยานัด สำหรับ เค็มบักนัดคือการแล่เอาแต่เนื้อปลาสดมาหั่นชิ้นเล็กๆ เคล้ากับเกลือป่น และเนื้อสับปะรด (มีบางคนบอกว่ามันก็คือสับปะรดเค็มนั่นแหล่ะ!) เมื่อคลุกเคล้าส่วนผสมให้เข้ากันดีแล้ว นำไปอัดใส่ขวด แล้วปิดฝาให้แน่นหมักไว้หลายๆ วัน พอเนื้อปลาหอม และจนได้ระยะเวลาที่เหมาะสมก็นำมากินได้ จะนำมาปรุงในรูปของอาหารต่างๆ สำหรับกับจิ้มผักต่างๆ เช่น หลนเค็มบักนัด ตุ๋นเค็มบักนัด หรือกินสดๆ ที่ทำได้ง่ายๆ เพียงแค่ซอยหัวหอมแดง พริกขี้หนู เท่านี้ก็อร่อยแล้ว หรือจะนำไปผัดกับผักต่างๆ เช่น เค็มบักนัดผัดหน่อไม้ เป็นต้น ผู้เขียนเองแม้ว่าจะเป็นลูกอีสานแท้ๆ ก็ยังไม่เคยลองลิ้มชิมรสอาหารชนิดนี้เลยสักครั้ง…เคยได้ยินได้ฟังมาจากเพื่อนมาบ้าง และเคยเจอกับ เค็มบักนัด บ้าง ตามงานแสดงสินค้าโอท็อปต่างๆ ซึ่งพอจะรู้ว่า…เป็นภูมิปัญญาพื้นบ้านโบราณในการถนอมอาหารของชาวอีสานมาช้านานแล้ว ซึ่งส่วนมากชาวบ้านมักจะนิยมทำกันมากในช่วงฤดูฝนน้ำหลากและมีปลาแม่น้ำเยอะๆ ประกอบกับมีสับปะรดในพื้นถิ่นอีสานที่สุกพร้อมกันพอดี ทำให้ทั้งสองอย่างนี้ได้มาเจอกัน ชาวบ้านพื้นถิ่นจึงหยิบ
หรอยจังฮู้…“น้ำพริกเนื้อแพะ” รสเด็ด!หนึ่งเดียวในตรัง สูตรปากีสถานดั้งเดิม และสูตรสมุนไพร จิ้มกับโรตี กินกับขนมปัง คลุกข้าวสวยร้อนๆ ก็อร่อย วันนี้ต่อยอดเตรียมขยับทำเป็นธุรกิจส่งขายในตลาด ตอบโจทย์ลูกค้ากลุ่มพี่น้องมุสลิมเป็นของขายดีรายได้งาม ยอดออร์เดอร์สั่งจองผลิตไม่ทัน เมื่อวันที่ 11 ม.ค. ผู้สื่อข่าวประจำจังหวัดตรัง ได้เดินทางไปที่ฟาร์มแพะซาชา ม.7 ต.บางเป้า อ.กันตัง จ.ตรัง วันนี้ 10 ม.ค. 61 พบ นายสุดดีน ซาชา อายุ 42 ปี ชาว ต.บางเป้า อ.กันตัง จ.ตรัง ลูกชายเจ้าของฟาร์มแพะ เกษตรกรหนุ่มชาวมุสลิม สืบเชื้อสายมาจากปากีสถาน ทำฟาร์มเลี้ยงแพะยึดเป็นอาชีพหลักของครอบครัว ทำครบวงจรตั้งแต่ขายแม่พันธุ์พ่อพันธุ์แพะหลากหลายสายพันธุ์ ชำแหละเนื้อขายและรับสั่งทำเมนูต่างๆ ตามที่ลูกค้าต้องการ และรีดนมแพะขายด้วย ฟาร์มแห่งนี้ใหญ่สุดเป็นที่รู้จักของคนทั่วเมืองตรัง นายสุดดีน หรือ บังดีน เผยว่า ถึงตอนนี้ ทางฟาร์มซาชาได้ต่อยอดทำ “น้ำพริกเนื้อแพะ” เป็นสูตรดั้งเดิมของที่บ้านตั้งแต่นานมาแล้ว สูตรปากีสถานดั้งเดิม และสูตรสมุนไพร ได้รับการถ่ายทอดความรู้และสั่งสมประสบการณ์จากคุณแม่ นางบีบีอาเสี้ยะ ซาชา อายุ 67 ปี จึงได้
ผมไม่เคยทำไข่ลูกเขยมาก่อน เลยจะลองทำกินสักครั้ง คิดว่าทำเองก็ดี จะได้ปรุงรสให้หวานน้อยกว่าที่ร้านข้าวแกงส่วนใหญ่เขาทำขายสักหน่อยหนึ่งน่ะครับ ลองหาอ่านวิธีทำจากตำรากับข้าวและคลิปในไซเบอร์สเปซแล้ว ก็ดูไม่ยากอะไร แค่เราเอาไข่ต้มมาทอดให้ผิวเกรียมกรอบ แล้วทำน้ำราดข้นๆ สามรส ซึ่งประกอบด้วยโครงสร้างหลักในกับข้าวไทยภาคกลาง คือ รสเปรี้ยวจากน้ำมะขามเปียก เค็มจากน้ำปลา และหวานจากน้ำตาลปึก ซึ่งจะใช้น้ำตาลที่ทำจากมะพร้าว จาก หรือโตนดก็ได้ เคี่ยวจนค่อนข้างหนืด แล้วราดบนไข่ ปรุงกลิ่นด้วยพริกทอด หอมเจียว และใบผักชีหั่น ไม่รู้ใครเป็นคนตั้งชื่อไข่ลูกเขยนะครับ แต่สำหรับคนที่ชอบกินกับข้าวสามรส มีกลิ่นของทอด และมีความมันของเนื้อไข่ ต้องชอบไข่ลูกเขยแน่ ไม่ว่าจะกินเป็นกับข้าวหลัก หรือไว้แนม แก้เผ็ดแกงรสจัด ก็เหมาะทั้งนั้น คงเป็นเรื่องบังเอิญครับ พอผมได้สูตรไข่ลูกเขยแล้ว ก็เปิดหนังสือตำราอาหารดูอะไรอื่นไปเรื่อยเปื่อย จนไปพบสูตรกับข้าวอย่างหนึ่ง นั่นก็คือ “ไข่สก๊อต” (scotch egg) ครับ เป็นไข่ต้มที่คนอังกฤษเอาหมูสับปรุงรสพอกทั้งฟอง ชุบไข่ดิบที่ตีจนฟู คลุกผงขนมปังป่น จากนั้นทอดน้ำมันลอยจนกรอบหอม จึงผ่ากินจิ้มซอสอ
“ซะป๊ะน้ำพริก” เริ่มต้นจากความต้องการที่จะทำให้คนทั่วไปได้รู้จักกับอาหารพื้นบ้านของจังหวัดแพร่ เนื่องจากเราเล็งเห็นว่าในจังหวัดแพร่ มีสินค้าดีๆ และอาหารอร่อยๆ อยู่มากมายไม่แพ้จังหวัดอื่น และชอบที่จะเป็นแม่ค้าขายของ จึงเป็นจุดเริ่มต้นของ คุณพิชญาภา สำเนียง เจ้าของเพจ ซะป๊ะน้ำพริก และเจ้าของโรงงานทำน้ำพริกที่จังหวัดแพร่ วัยเพียง 26 ปี เธอเล่าให้ฟังว่า “เมื่อประมาณ 3 ปีก่อน เคยทำงานบริษัทอยู่ที่กรุงเทพฯ ในตำแหน่งฝ่ายขาย การตลาด ช่วงที่ทำงานประจำก็กลับบ้านเกิดที่จังหวัดแพร่บ้าง เลยอยากนำเอาของดีของจังหวัดแพร่ คือ น้ำพริกน้ำย้อย มาขาย โดยอาศัยเพื่อนสนิทช่วยจัดส่งของให้ และตัวเราเองก็ทำการตลาดอยู่ที่กรุงเทพฯ เราเริ่มจากการรับน้ำพริกของชาวบ้านมาแบ่งบรรจุลงแพ็กเกจให้น่ารักสวยงาม ถ่ายภาพลงโซเชียลและโปรโมตขาย ช่วงแรกๆ ค่อนข้างยาก เนื่องจากคนไม่รู้จักน้ำพริกที่เราขาย เน้นขายเฉพาะคนรู้จัก กลายเป็นความอร่อยที่บอกต่อกันแบบปากต่อปาก ภายในระยะเวลาไม่ถึง 1 ปี เราทำให้คนรู้จัก น้ำพริกน้ำย้อย และน้ำพริกหมูกระจก เป็นที่รู้จัก ขายไปขายมา มันเกิดขายดี คนชอบ แต่ก็มีปัญหาเรื่องการผลิต เพราะน้ำพริกที่เราเอามาข
ครั้งแรกที่ได้รับประทานหมึกน้ำดำ ที่ร้านอาหารแถวศรีราชา เป็นเมนูที่อร่อยและติดใจ ลองหาสูตรลองทำดู ครั้งแรกรสชาติจืด ไม่ถูกปาก เลิกทำไปค่ะ คราวนี้พี่สะใภ้ซึ่งทำกับข้าวเก่งมาก มาทำให้รับประทาน “ใช่เลย!” ปลาหมึกที่ใช้เป็นปลาหมึกน้ำตื้น ตัวจะผอมๆ และยาว คนละชนิดกับปลาหมึกที่ยัดไส้ทำแกงจืดที่ตัวอ้วน โชคดีที่ครั้งนี้ได้ปลาหมึกไข่ทั้งหมด! กัดแล้วมันมาก มีไข่ทุกตัว ส่วนผสม รากผักชี กระเทียม พริกไทย โขลกให้เข้ากัน น้ำมันพืชเล็กน้อย น้ำตาลปี๊บ ซีอิ๊วดำแบบหวาน เกลือ ปลาหมึกกล้วยสดๆ วิธีทำ ล้างปลาหมึก พักให้สะเด็ดน้ำ ผัดรากผักชี กระเทียม พริกไทยกับน้ำมันในหม้อให้หอม ไม่ต้องคน ให้มีส่วนที่เกรียมนิดๆ กับเกือบสุก ใส่น้ำตาลปี๊บ ซีอิ๊วดำแบบหวาน เกลือเล็กน้อย ใส่ปลาหมึกคลุกให้เข้ากัน ตั้งเตาไว้สักครู่ให้ใช้ไฟกลาง น้ำดำปลาหมึกเริ่มออก กลับเอาปลาหมึกด้านล่างที่สุกขึ้นมาด้านบนให้สุกทั่วๆ ปลาหมึกสุกทั่วแล้วจะเป็นสีชมพู น้ำดำจะออกมาท่วมปลาหมึก ชิมให้รสหวานนำเค็ม เคล็ดลับความอร่อยอยู่ที่การผัดสามเกลอ หรือรากผักชี กระเทียม พริกไทย เวลาผัดจะไม่คน บางส่วนไหม้นิดๆ บางส่วนไม่ไหม้ ตอนช่วยทำกลัวสุกไม่เท่ากันไปคน โด
