แจกสูตรอาหาร และเครื่องดื่ม
ผมก็เป็นคนใต้ เพราะอยู่กรุงเทพฯ ใต้นนทบุรีไง 5555 วันนี้อยากเป็นคนใต้ ผมชอบกินอาหารใต้มาก ชอบที่สุดคือ แกงหอยแครงใบชะพลูราดข้าวสวยร้อนๆ มีหมูหวานแนม ไม่ก็ไข่ดาวเค็ม ตามด้วยผักเหนาะแบบของใต้เยอะๆ หรอยจังฮู้… ที่นึกถึงอาหารใต้ขึ้นมา ก็ด้วยมีนักเรียนเมืองกรุงมาเรียนทำอาหารใต้เอาไปขายในเมืองกรุงนี่แหละ ที่โรงเรียนแม่บ้านทันสมัยเลยได้กินอาหารใต้กันสนุกสนาน แต่ไม่มีใครแหลงใต้กันเป็นสักกะคน อาหารใต้จัดเป็นอาหารเพื่อสุขภาพชั้นดี เนื่องจากมีผักให้กินทุกมื้อ และเป็นผักที่มีรสชาติ รสเคี้ยวสัมผัสที่แตกต่างกันไป ให้อรรถรสในการเคี้ยวแต่ละคำ เพิ่มความสนุกในการกินจริงๆ ผักใต้มีเยอะมาก เป็นดินแดนที่มีฝนตกชุก พืชพันธุ์เลยงาม ผักแต่ละอย่างมีสรรพคุณที่ไม่เหมือนกัน เช่น ยอดมะม่วงหิมพานต์มีรสฝาด กินแล้วบำรุงท้อง แก้ท้องเสีย พวกผักมีรสเปรี้ยวอย่างยอดมะกอก แก้ไอ ขับเสมหะได้ดี ผักรสร้อน เช่น ยอดหมุย (ที่บ้านผมปลูกไว้หลายต้น กลิ่นยอดเหม็นๆ ดี อันนี้ช่วยขับลม แก้ท้องอืด ผักรสขมหน่อยๆ อย่างใบบัวบก แก้ไข้ แก้อักเสบ ส่วนผักที่มีรสจืดแบบภาคกลาง แตงกวา ถั่วฝักยาว กินแล้วเพิ่มเยื่อใยอาหาร ระบายท้องดี ลดกรด ลดคว
ขอแนะนำร้านคิวยาว ขนาดที่ว่าถึงกับต้องหยิบบัตรคิวเอง มีคนยืนออรอซื้อนานนับชั่วโมงทุกค่ำคืน ร้านนี้มีชื่อว่า“สุดแซ่บ ยำมะม่วงปูม้า” ขอพามาที่สาขาแรกตรง“ห้วยขวาง” เป็นเจ้ารถเข็นอยู่ใน“ซอยประชาสงเคราะห์ 36” ทางมาร้านนั้นไม่ยาก ให้มาตาม“ถนนรัชดาภิเษก” ตั้งต้นที่“ศาลพระพิฆเนศ หัวมุมสี่แยกห้วยขวาง” แล้วเลี้ยวเข้าถนนข้างศาลชื่อว่า“ถนนประชาสงเคราะห์” มองซ้ายอย่างเดียว พอวิ่งผ่านซอยประชาสงเคราะห์ 40 ก็ชิดซ้าย แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าซอยถัดไปซึ่งเป็นซอยใหญ่ (รถประจำทางวิ่งเข้าออกได้) ชื่อว่า “ซอยประชาสงเคราะห์ 36” (ห่างจากสี่แยกห้วยขวางประมาณ 600 เมตร) เข้าซอย 36 มาไม่กี่สิบเมตร จะเห็นรถเข็นติดป้ายสีเหลือง “สุดแซ่บ ยำมะม่วงปูม้า อยู่ริมทางเท้าฝั่งขวามือหน้าร้านขายยาเวชภัณฑ์” สำหรับใครที่นำรถมาให้“จอดรถหน้าแฟลตอยู่ในซอยฝั่งตรงข้าม” ที่มีศูนย์อาหารขนาดย่อมตั้งอยู่ริมถนน มี“ร้านข้าวมันไก่ 4 จ่า” เป็นจุดสังเกต ถ้าที่จอดรถนี้เต็ม ให้ออกมาใหม่แล้วเข้าอีกซอยถัดไปด้านใน จอดรถหน้าแฟลตเช่นกัน เสียค่าจอด 20 บาท ซึ่งซอยที่สองนี้ ลานจอดจะกว้างกว่าเยอะ ทางที่ดีให้ใช้บริการ“รถไฟฟ้ามหานคร หรือ MRT มาลงที่สถานีห้วยขวา
หากมีใครมาบอกว่าไปทานข้าวมันไก่จานละ 10 บาทมา เชื่อว่าหลายคนคงไม่ปักใจเชื่อง่ายๆ บางคนอาจจะคิดว่าคงมีไก่แค่ชิ้นสองชิ้น เพราะในยุคนี้ข้าวของต่างๆ แพงขึ้น โดยทั่วไปข้าวแกงหรืออาหารตามสั่งราคาจานละ 30 บาทขึ้นไป ถ้าอยู่ในห้างก็บวกเข้าไปอีก 5-10 บาทเป็นอย่างน้อย แต่สำหรับร้านข้าวมันไก่โกนวย ยังมีข้าวมันไก่จานละ 10 บาทให้เห็น เนื่องจากเจ้าของคือ “คุณอำนวย เชาว์เฟื่องกิจ”ในวัยเฉียด 70 อยากยืนหยัดราคานี้ไว้ตลอดกาล ซึ่งเป็นราคาเดียวกับที่ร้านนี้เปิดขายครั้งแรกเมื่อปี 2531 ใช้ข้าวหอมมะลิ 100% ร้านข้าวมันไก่โกนวย ไม่ใช่ร้านใหญ่โตอะไร เป็นรถเข็นที่มีโต๊ะเก้าอี้ให้คนนั่งหลายสิบคน ตั้งอยู่ในซอยตรงข้ามโรงพยาบาลเลิดสิน ด้านหน้ามีป้ายติดอยู่ เข้าไปในซอย 10 เมตรก็ถึง เปิดขายตั้งแต่ 6 โมงเช้าจนถึงช่วงบ่าย 2 โมง บ่าย 3 โมง โดยมีคุณอำนวยและภรรยาอีก 2 คน ช่วยกันขายอย่างขะมักเขม้น ถ้าไปวันศุกร์ก็จะได้ฟังเสียงร้องขับกล่อมในบทเพลงสากลของชายผู้นี้ เพื่อมอบความสุขให้กับลูกค้า ซึ่งเจ้าตัวเรียกว่าเป็นฟรีคอนเสิร์ต คุณอำนวย เล่าว่า เริ่มขายข้าวมันไก่ตั้งแต่ปี 2531 เกือบ 30 ปีแล้ว ขายตั้งแต่ยังไม่มีทางด่วน ถัด
สวัสดีค่ะทุกคน ช่วงนี้มีใครควบคุมอาหาร ลดปริมาณแป้ง ข้าว ในแต่ละมื้อ แล้วหิวบ่อยเหมือนวินไหมคะ? ใจคิดถึงขนม ไอศกรีม ของทานเล่นตลอดเวลา กลัวจะตบะแตกเพราะขนมเนี่ยล่ะค่ะ เลยต้องชวนเพื่อนๆ มาอบทำกราโนล่าทานเล่นกันดีกว่า คราวนี้วินมีกราโนล่า 2 สูตรมาฝากกันค่ะ สำหรับเพื่อนๆ ที่ชอบชาเขียว และเพื่อนๆ ที่ชอบช็อกโกแลตค่ะ เลือกกันได้เลยตามความชอบนะคะ ที่วินเลือกนำกราโนล่ามาเป็นสแน็กทานเล่น เพราะนอกจากทำง่ายแล้ว ยังมีประโยชน์มากอีกด้วย ทั้งมีไฟเบอร์สูง คอเลสเตอรอลต่ำ ลดการอุดตันของเส้นเลือด ช่วยให้อิ่มท้องได้นาน ลดความหิว และมีไขมันดีจากอัลมอนด์ แถมในสูตรนี้ วินมีใส่โกจิเบอร์รี่ (เก๋ากี้) และมะม่วงอบแห้งเพิ่ม ซึ่งประโยชน์จากโกจิเบอร์รี่ เพื่อนๆ คงคุ้นเคยกันดี ในเรื่องของสารต้านอนุมูลอิสระ ชะลอความแก่ ช่วยควบคุมน้ำตาลในเม็ดเลือด เสริมสร้างการทำงานของหัวใจด้วยนะคะ ในส่วนของวิธีทำฉบับนี้ วินจะทำในสูตรชาเขียวอย่างเดียวนะคะ เพราะในสูตรช็อกโกแลตก็มีส่วนผสมและขั้นตอนที่คล้ายกันเลยค่ะ ว่าแล้วเราก็ไปอุ่นเตาอบ รอ ระหว่างเตรียมส่วนผสมกันเลยดีกว่าค่ะ *หมายเหตุ ในส่วนผสมทั้งหมดจำพวกข้าวโอ๊ต ธัญพืช ถั่ว ผลไม้อบ
การทำมะม่วงแช่อิ่มเป็นภูมิปัญญาดั้งเดิมของคนโบราณที่ต้องการถนอมอาหารไว้รับประทานได้นาน และมักทำไว้รับประทานกันในครัวเรือน ต่อมามีการพัฒนาการทำเพื่อจำหน่ายกันภายในชุมชน จนกระทั่งกลายมาเป็นธุรกิจสำคัญในปัจจุบัน ที่จังหวัดขอนแก่นมีผลิตภัณฑ์มะม่วงแช่อิ่มที่ชื่อ “เลดี้ศกุลตลา” ซึ่งถือเป็นกิจการผลิตเก่าแก่ที่อยู่คู่กับจังหวัดนี้มานานโดยเริ่มโด่งดังที่อำเภอพล จนมีลูกค้ามากมายรู้จักกันแพร่หลายด้วยเอกลักษณ์จุดเด่นที่มีความกรอบ ใหม่ รสชาติถูกปาก ทำให้มีการวางขายไปยังอีกหลายจังหวัดทางภาคอีสาน มะม่วงแช่อิ่มรายนี้มีจุดเริ่มต้นจากร้านเสริมสวยเล็กๆ ในอำเภอพล ที่ชื่อร้านเลดี้ ของอาม่าเฮียง แซ่เจียง เมื่อปี 2510 ซึ่งในช่วงแรกได้ทำมะม่วงเป็นเพียงอาชีพเสริม วางหน้าร้านเสริมสวย ขายตั้งแต่ซื้อมะม่วงดองเป็นไห มาแปรรูปทำมะม่วงแช่อิ่มเอง ใส่ตะกร้าตระเวนขายทั่วตลาดในอำเภอพล ด้วยสูตรมะม่วงแช่อิ่มที่คิดค้นเอง ภายใต้สำนึกถึงคุณภาพและต้องปลอดจากสารที่เป็นอันตรายต่อผู้บริโภค จนในปี 2547 คุณเบญจวรรณ สร้อยประสิทธิ์ หรือ คุณแนน ทายาทรุ่นที่ 3 ได้เข้ามารับช่วงต่อจากคุณศกุลตลา สร้อยประสิทธิ์ ผู้เป็นแม่ พร้อมกับปรับปรุงพ
ทายาท “นีโอสุกี้” ปรับโฉมร้านใหม่ไฉไลกว่าเดิม บุกตลาดด้วยน้ำซุป บัคกุ๊ดเต๋ สูตรเด็ดจากสิงคโปร์ และน้ำจิ้ม 7 รสชาติเฉพาะตัวไม่เหมือนใคร หวังเจาะลูกค้ากลุ่มวัยทำงานและครอบครัว จากธุรกิจในครัวเรือนเล็กๆ ที่มีเพียง 2 สาขา ปัจจุบันขยายได้ถึง 19 สาขา ตั้งเป้ายอดขายปีนี้ 330 ล้าน ปักธงอีก 5 ปี เข้าตลาดหลักทรัพย์ คุณณัฐพล กัปปิยจรรยา กรรมการผู้จัดการ บริษัท นีโอ สุกี้ไทยเรสเทอ รองส์ จำกัด เท้าความว่า ย้อนกลับไปปี 42 ทางครอบครัวอยากมีธุรกิจอาหาร เลยซื้อแฟรนไชส์ร้านสุกี้ ชื่อว่า “อินเตอร์สุกี้” มาเปิดในปั๊มน้ำมันที่ถนนบางนาตราด กม.8 ปรากฏผ่านไปปีกว่าร้านเจ๊ง จากนั้นราวปี 51 เปิดร้านใหม่ คราวนี้ใช้ชื่อ “นีโอสุกี้” สร้างความต่างจากร้าน สุกี้ทั่วไปด้วยน้ำซุปต้มยำ และน้ำจิ้มหลากหลายชนิด ไม่ใส่ผงชูรส กรรมวิธีทำยังคงเป็นโฮมเมด “ปลายปี 2551 ทางนีโอสุกี้ ใช้สโลแกน นีโอสุกี้ สุกี้นานาชาติ อร่อยถูกใจกับน้ำจิ้มหลากหลาย รวบรวมสุกี้และความอร่อยทุกสไตล์ ไว้ในร้านเดียว น้ำจิ้มและอาหารได้รับมาตรฐาน องค์การอาหารและยา (อย.) , HALAL HACCP GMP , Q และ Thailand Brand” ธุรกิจเดิมของครอบครัว “กัปปิยจรรยา” กระทั่งปัจจ
“ข้าวเงี้ยว” หรือ “ข้าวกั้นจิ้น” นั้นชาวล้านนารู้จักกันดี คำว่า “เงี้ยว” ได้บอกที่มาของอาหารชนิดนี้ไว้ชัดเจนว่ามาจากชาวเงี้ยวที่เรียกตนเองว่า “ไตโหลง” (ไทหลวง) หรือที่ชาวสยามนิยมเรียกว่า “ไทใหญ่” หรือ “เงี้ยว” นั่นเอง ส่วนคำว่า “กั้นจิ้น” เป็นภาษาคำเมือง “กั้น” หมายถึง คั้น บีบนวดคั้น ประมาณนี้ ส่วนคำว่า “จิ้น” หมายถึงเนื้อ เช่น จิ้นงัว จิ้นควาย หมายถึง เนื้อวัว เนื้อควาย จิ้นส้ม หมายถึงแหนม “ข้าวกั้นจิ้น” จึงหมายถึงข้าวที่มีการบีบคั้นกับเนื้อ โดยจะนำเลือดหมูสดไปคั้นกับตะไคร้เพื่อดับคาว แล้วคลุกลงไปในข้าวสวยที่หุงไว้คลายร้อนแล้วพร้อมกับหมูสับ ปรุงรสด้วยเกลือ เหยาะซีอิ๊วสักหน่อยก็หอมดี ใครติดหวานก็ใส่น้ำตาลลงไปนิดหน่อย และที่จะทำให้อร่อยคือน้ำมันกระเทียมเจียว ใส่ลงไปแล้วคลุกไปนวดไปให้เครื่องทั้งหลายนั้นเข้ากันดี จึงนำมาห่อใส่ใบตองมัดด้วยตอก หรือกลัดด้วยไม้กลัดแล้วนำไปนึ่งให้สุก เปิดห่อใบตองมาควันฉุยหอมฟุ้ง ตักกระเทียมเจียวราด จะให้เด็ดก็มีกากหมูด้วย กินแนมกับพริกแห้งทอดและผักสดที่เข้ากันดีคือหอมแดง แตงกวา และผักชี อร่อยอย่าบอกใคร นึกภาพตามแล้วน้ำลายปุ๊ ก็มันของโปรดของฉันเลยนี่นา ตามปกติ
ร้านอาหารเปิดใหม่แถวเลียบทางด่วนลาดพร้าว 71 มาถามผมให้เป็นที่ปรึกษา อยากขายอาหารไทยโบราณมีอะไรบ้าง จะจับลงกล่องส่งดีลิเวอรี่ตามสมัยนิยมด้วย อาหารกล่องเดี๋ยวนี้ราคาไม่ธรรมดาแล้วนะครับ กล่องละ 200-250 บาท 500 บาทก็มีอย่างปูนิ่มทอดกระเทียม ฉู่ฉี่ปลาแซลมอน แต่ไม่รู้เหมือนกันใครจะสั่ง เด็กรุ่นใหม่หลายคนหันมาหัดกินอาหารไทยโบราณ อย่างรายการที่ผมเขียนให้ร้านอาหารเขาไป มีทั้งแกงเหลือง แกงคั่วส้ม แกงชักส้ม น้ำพริกกุ้งสด แกงคั่วใบชะพลูกับหอย แกงคั่วใบชะครามกับปูม้า ฉู่ฉี่ เขียนเสร็จส่งให้ต้องมานั่งอธิบายแถมทำให้ดูว่าแต่ละอย่างเป็นยังไง คำว่า “คั่ว” ก็คือ “ผัด” เพราะฉะนั้น แกงคั่วคือแกงที่เอาน้ำพริกแกงมาผัดกับกะทิจนหอม กะทิแตกมัน เป็นรากฐานของอาหารไทยๆ อีกหลายชนิด เช่น ฉู่ฉี่ ห่อหมก ทอดมัน แกงเผ็ด น้ำจิ้มหมูสะเต๊ะ ทีนี้ในวิชาการอาหารไทยจะแยกน้ำพริกแกงออกเป็น 2 ชนิด คือ น้ำพริกแกงคั่ว กับ น้ำพริกแกงเผ็ดหรือน้ำพริกแกงแดง น้ำพริกแกงคั่ว คือน้ำพริกแกงที่ใส่เครื่องแกงปกติ คือ พริกแห้ง พริกไทย หอม กระเทียม ข่า รากผักชี กะปิ ตะไคร้ ผิวมะกรูด ทีนี้พอเพิ่มของหอมคือเครื่องเทศอย่าง ลูกผักชี ยี่หร่า ลูกจันทน
สวัสดีทุกคนค่ะ วันนี้วินมีอีกหนึ่งเมนูมัฟฟินมาฝากเพื่อนๆ ค่ะ เป็นมัฟฟินสอดไส้ลาวามัตฉะหอมๆ นั่นเองค่ะ เพิ่มลูกเล่นให้มัฟฟินน่าทานมากขึ้นไปอีก อดใจไม่ไหวแล้ว เรามาเริ่มทำกันเลยดีกว่าค่ะ ส่วนผสมและวิธีทำ แบ่งเป็น 2 ส่วนนะคะ อย่างแรก เตรียมลาวาชาเขียวก่อน เพราะต้องนำไปแช่แข็งเตรียมไว้ค่ะ ส่วนผสม มัตฉะลาวา มัตฉะชาเขียว 1 ช้อนโต๊ะ นมอัลมอนด์ 1 ถ้วยตวง แป้งมันสำปะหลัง หรือแป้งข้าวโพด 1 ช้อนโต๊ะ น้ำตาลทราย 40 กรัม นำผงมัตฉะ แป้งข้าวโพด น้ำตาล และนมอัลมอนด์ต้มด้วยไฟอ่อน จนผงมัตฉะละลายเนียนกับส่วนผสมอื่นๆ และหมั่นคนเรื่อยๆ จนส่วนผสมเริ่มข้นหนืด เทซอสลงบล็อกพิมพ์น้ำแข็ง แล้วนำไปแช่แข็งอย่างน้อย 2 ชั่วโมง ส่วนผสม มัฟฟิน กล้วย 330 กรัม กล้วยน้ำว้าประมาณ 5 ลูก หรือถ้าเพื่อนๆ ใช้กล้วยหอมก็จะประมาณ 3 ลูกค่ะ (ปกติเพื่อนๆ อาจจะใช้กล้วยหอมกันนะคะ แต่เนื่องด้วยตอนนี้กล้วยน้ำว้าที่บ้านสุกงอมน่าทานมาก วินเลยขอเปลี่ยนมาใช้กล้วยน้ำว้าแทน แล้วลดปริมาณน้ำตาลลง เพราะกล้วยน้ำว้าให้ความหวานเยอะอยู่แล้วนะคะ) แป้งโฮลมีล อเนกประสงค์ 1 ½ ถ้วย ผงฟู
อารย จารุธาณินทร์ หรือ “วิว” เด็กหนุ่มไฟแรงวัยเพียง 24 ปี จบ ปวส. แผนกคหกรรม เอกอาหารและโภชนาการ วิทยาลัยอาชีวศึกษาเสาวภา จากนั้นต่อปริญญาตรี วิทยาลัยดุสิตธานี คณะการจัดการครัวและศิลปะการประกอบอาหาร ลุยธุรกิจเปิดร้านสเต๊กในตู้คอนเทนเนอร์ ตั้งชื่อร้านว่า “พอร์เทอร์เฮ้าส์” โชว์จุดเด่นใช้เนื้อสัตว์อนามัย ได้รับเครื่องหมาย Q รับรองโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ครีเอทเมนู “สเต๊กถาด” เพื่อเอาใจวัยโจ๋โดยเฉพาะ เปิดขายได้เพียง 7 เดือน รายได้แต่ละเดือนราว 3 แสนบาท กระแสตอบรับดีเกินคาด ขยายธุรกิจรูปแบบแฟรนไชส์ วัตถุดิบพรีเมี่ยม เสิร์ฟในตลาดนัด ก่อนที่คุณวิวจะเปิดร้านสเต๊กพอร์เทอร์เฮ้าส์ ในอดีตเขาเคยเปิดร้าน เลอ มาแตง สเต็กฮัท รวมถึงขายแฟรนไชส์ ขายดีมากมีราว 50 สาขา ทั้งกรุงเทพฯและต่างจังหวัด แต่เจอปัญหาแฟรนไชส์ซี (ผู้ที่มาซื้อ แฟรนไชส์) ปรับเปลี่ยนวัตถุดิบ ไม่ใช้ตามที่เงื่อนไขกำหนด หนที่สุดยุติการขายแฟรนไชส์ แล้วรีแบรนด์ใหม่ ใช้ชื่อร้านว่า “พอร์เทอร์เฮ้าส์” “ผมชอบการทำอาหาร ชอบทานอาหาร โดยเมนูที่โปรดปราน คือ เสต๊กเนื้อวัว เลยเลือกเรียนทางด้านอาหารตั้งแต่หลังจบมัธยมศึกษาปีที่ 3 กระทั่งจบปริญญาตรีที่วิ
