แจกสูตรอาหาร และเครื่องดื่ม
“อะคิโยชิ” ชาบู สุกี้ยากี้ สไตล์ญี่ปุ่น เจ้าแรกในไทย ชูคุณภาพยาวนาน 2 ทศวรรษ วัฒนธรรมการกินอาหารประเภทชาบู และ สุกี้สไตล์ญี่ปุ่น เข้ามาประเทศไทยนานกว่า 2 ทศวรรษ ซึ่งผู้ที่ทำให้ธุรกิจอาหารประเภทนี้เฟื่องฟู คือ “อะคิโยชิ” ร้านแรกที่นำชาบู ชาบู สุกี้ยากี้สไตล์ญี่ปุ่น และรูปแบบการกินแบบบุฟเฟต์มาเปิดเป็นเจ้าแรกในประเทศไทย ทานให้ถูกแบบญี่ปุ่น หมูสไลด์ชิ้นบาง จุ่มไข่ดิบ คุณเปิ้ล – ศรีหทัย ไพรสานฑ์กุล รองประธานกรรมการ บริษัท อะคิโยชิ จำกัด เท้าความว่า ร้าน “อะคิโยชิ” เปิดเมื่อปี 2538 โดยคุณอุดมศรี ไพรสานฑ์กุล หรืออาม่า เป็นผู้ก่อตั้ง ท่านชอบทานอาหารญี่ปุ่น มีลูกสะใภ้เป็นคนญี่ปุ่น สำหรับสูตรชาบู และสุกี้ คงเอกลักษณ์ตามต้นตำรับจากเมืองชิบาซากิ ประเทศญี่ปุ่นทุกขั้นตอนตั้งแต่การคัดสรรวัตถุดิบ เครื่องปรุงนำเข้า ได้รับการควบคุมตรวจสอบคุณภาพจากเซฟชาวญี่ปุ่น ร้าน “อะคิโยชิ” สาขาแรกตั้งอยู่ที่ อาคารไทยซินสแควร์ บิวดิ้ง ชั้น 2 ซอยสุขุมวิท 71 เขตพระโขนง กรุงเทพฯ นอกจากจะเป็นร้านอาหารญี่ปุ่นประเภทหม้อไฟเจ้าแรก รูปแบบการทานยังเป็นบุฟเฟต์เจ้าแรก ในสมัยนั้นเสิร์ฟจนอิ่ม ในราคา 290 บาท ระย
‘น้ำพริกโจรมะสัง’ หอม แปลกลิ้น คนกินเปรี้ยว โดย กฤช เหลือลมัย คงไม่นานเท่าไหร่นะครับ ที่รสเปรี้ยวจี๊ดๆ จากผลไม้ซึ่งใช้กันในครัวไทย (โดยเฉพาะภาคกลาง) จะถูกเผด็จการเบ็ดเสร็จโดย มะนาว (lime) เพราะเมื่อดูตำรากับข้าวเก่าๆ หน่อย เราจะเห็นแม่ครัวมีสูตรกับข้าวเปรี้ยวๆ ที่ใช้วัตถุดิบหลากหลาย อย่างเช่น มะดัน มะกอก ระกำ ตะลิงปลิง น้ำส้มโตนด ส้มแขกแห้ง ลูกเถาคัน ซึ่งแน่นอนว่าย่อมทำให้กับข้าวมีรสเปรี้ยวแสนเสน่ห์แตกต่างกัน ดังที่บางคนยังแยกได้ถึงความเปรี้ยวละมุนของเนื้อมะดันดิบในแกงส้ม ซึ่งแผกไปจากมะนาวที่เปรี้ยวดุดันเกินไป ฯลฯ นี่ยังไม่ต้องลงลึกไปถึง “ระดับ” ความเปรี้ยวนะครับ ว่าเปรี้ยวแหลมของมะนาวที่เราเคยคุ้นนั้น ในอีกแง่หนึ่ง ได้ทำลายผัสสะการรับรสเปรี้ยวอ่อนๆ ของชาวสยามลงไปเพียงใด..ทุกครั้งที่ผมได้กิน “แตงเปรี้ยว” ของคนกะเหรี่ยง เป็นต้องถามตัวเองแบบนี้ทุกครั้ง ค่าที่ว่ารสเปรี้ยวของแตงพันธุ์นั้นช่างอ่อนบาง มีกลิ่นเฉพาะตัวบางอย่าง (ขอให้หลับตานึกถึงแตงกวาแก่ๆ) ซึ่งจับรสได้ยากจริงๆ สำหรับลิ้นปกติของคนปัจจุบัน ถ้าไม่สนใจก็แล้วไปเถิดครับ แต่หากอยาก “ลองของ” ผมคิดว่ามันมี “ของ” ให้ลองอยู่ทั่วไปเลยแหละ
เมื่อเอ่ยถึง “ปลาส้ม” เรานึกถึงอะไรกันบ้างครับ? ถ้าเป็นคนชอบกินกับข้าวอีสาน ภาพจำที่วาบขึ้นมาคงเป็นปลาตะเพียนทั้งตัว บั้งข้าง ควักไส้ออก ยัดข้าวสวยหรือข้าวนึ่งเข้าไปแทน หมักกับกระเทียม เกลือ จน “ส้ม” คือมีรสเปรี้ยว กลิ่นหอม จากปฏิกิริยาการบ่มตัวของแป้งข้าวกับเนื้อปลาสด เวลากินก็ทอดน้ำมัน หรือห่อใบตองกล้วยย่างเตาถ่าน ไม่ก็นึ่งในลังถึง แนมด้วยกระเทียมสด หอมเจียว ตะไคร้ซอย พริกขี้หนูสดหรือพริกแห้งเจียว ใบมะกรูดทอด ขิงอ่อนหั่นชิ้นลูกเต๋า ใบผักชีต้นหอม ฯลฯ บางคนชอบเอาไปหลนกะทิสด จะใส่หมูสับหรือไม่ใส่ก็ได้ ก้างปลานั้นก็กรองทิ้งไป ได้อารมณ์ของสำรับหลน ซึ่งแต่เดิมคือเครื่องจิ้มที่มีข้าวหมากเป็นส่วนประกอบอย่างสำคัญ เดี๋ยวนี้ดูเหมือนจะลืมๆ กันไปแล้วกระมังครับ ว่าหลนนั้นส่วนใหญ่ต้องมีข้าวหมากเป็นเครื่องปรุงอยู่ด้วย นอกจากปลาส้มสายอีสาน ยังมีสำรับมุสลิมภาคใต้ ที่เรียกเนื้อปลาชิ้นใหญ่ทอดเคล้าน้ำปรุงพริกตำเคี่ยวในน้ำตาล เกลือ น้ำส้มสายชูว่า “ปลาส้ม” ด้วย คือเป็นปลาทอดที่ปรุงรสเปรี้ยวนำนั่นเอง ทีนี้มีอยู่วันหนึ่ง ผมไปได้ปลาอินทรีสดชิ้นย่อมๆ จากร้านปลาที่ตลาดเช้ามาสองสามชิ้น ปกติปลาอินทรีสดเขามักทอดจิ
พาชิมอาหารที่ภัตตาคาร ‘ฮั่ว เซ่ง ฮง’ สุดยอดความอร่อยแบบจีนแท้ๆ พูดถึงร้านอาหารจีนรสเลิศในเมืองไทย ต้องยกนิ้วให้ ‘ภัตตาคาร ฮั่ว เซ่ง ฮง’ สร้างชื่อเสียงเรื่องความอร่อยในอาหารจีนมายาวนานกว่าครึ่งศตวรรษ เป็นที่รู้จักของบรรดานักชิมหลายวัยเป็นอย่างดี มีมากกว่า 200 เมนู ที่ขึ้นชื่อ อาทิ ติ่มซำ หูฉลาม กระเพาะปลา เป๋าฮื้อ ขาห่าน หม้อไฟต้มยำ ปัจจุบันภัตตาคารมี 19 สาขา อาทิ เยาวราช เจริญกรุง สุขุมวิท 101 ศาลายา เดอะมอลล์ บางแค วันนี้ “เส้นทางเศรษฐี” อาสาพาไปชิมอาหารจีนขึ้นชื่อที่ภัตตาคาร ฮั่ว เซ่ง ฮง สาขาเซ็นทรัลเวิลด์ ต้องบอกว่าแต่ละเมนูที่นำมาเสิร์ฟนั้นอัดแน่นด้วยคุณภาพ เริ่มต้นด้วยเมนูแรก กระเพาะปลาน้ำแดง ใช้กระเพาะปลาไร้มัน ใส่เนื้อปูก้อนใหญ่ ปรุงด้วยสูตรเฉพาะของฮั่ว เซ่ง ฮง อร่อยไม่เหมือนใคร เมนูที่สอง ผัดหมี่ฮ่องกง จัดเต็มด้วยกุ้ง หมึกชิ้นใหญ่ และหมี่ซั่ว เป็นเมนูมงคลยอดนิยมที่ผู้จัดการร้านแจ้งว่าลูกค้ามาทีไรเป็นต้องสั่งทานทุกครั้ง โดยเฉพาะในวันสำคัญ เช่น วันเกิด เมนูที่สาม กุ้งคั่วพริกเกลือ ใช้กุ้งแชบ๊วยตัวใหญ่ๆ จัดแต่งด้วยผักดอง ทานคู่กันอร่อยมาก เมนูที่สี่ เนื้อปูผัดผงกะหรี
บรรดาพืชที่ให้ประโยชน์ใช้งานทุกส่วน นอกจากกล้วย ต้นจาก และมะพร้าวแล้ว อีกอย่างหนึ่งเห็นจะเป็น ต้นตาล (Toddy palm) นะครับ แม้เดี๋ยวนี้พอพูดถึงต้นตาลก็มักคิดถึงแต่เพชรบุรี ทว่า สมัยก่อน ตาลปลูกกันทั่วไป แถบอีสานก็ปรากฏชื่อ “บ้านโตนด” มากมายหลายแห่ง มันเป็นคำเขมรที่ใช้เรียกต้นตาลนั่นเอง ผลผลิตสำคัญของต้นตาลก็คือน้ำตาล ซึ่งอาจคิดเล่นๆ ได้ว่ามันคงเป็นของหวานชนิดแรกๆ ที่ผู้คนแถบภาคกลางขึ้นไปเอามาใช้กระมัง ถึงได้เรียกติดปากว่าน้ำ “ตาล” ไงล่ะครับ นอกจากน้ำตาลจากงวงตาล ยังมีลูกตาล ที่กินได้ตั้งแต่ลอนตาลอ่อน จาวตาล น้ำเนื้อจากเนื้อใต้เปลือกตาลเอามาทำขนมตาล หัวตาลอ่อนฝานหรือขูดฝอยทำแกงคั่วหรือยำใส่ใบอ่อนมะสังแบบปักษ์ใต้ ยังไม่ต้องนึกถึงลำต้นตาลทำครกทำสาก หรือใบตาลทำพัด และตาลปัตรของพระภิกษุสงฆ์ ทางตาลแห้งเอาทำเก้าอี้ ฯลฯ นะครับ ถ้าใครไปเที่ยวเมืองเพชร แล้วแวะกินข้าวแกงข้างทาง ก็มักจะเปิดเจอหม้อหนึ่งเสมอที่เป็นแกงคั่วกะทิสีส้มอ่อนๆ ไม่มันมาก อาจแกงหมูย่าง ปลาย่าง กับหัวตาลอ่อน ที่แม่ค้าจะต้มจนเหลือรสขมฝาดบางๆ เจือหวานมัน เป็นสำรับขึ้นชื่อของข้าวแกงเมืองเพชรทีเดียว อย่างไรก็ดี รสมือชาวเมืองเพชรมักต
บรรดาพืชที่ให้ประโยชน์ใช้งานทุกส่วน นอกจากกล้วย ต้นจาก และมะพร้าวแล้ว อีกอย่างหนึ่งเห็นจะเป็น ต้นตาล (Toddy palm) นะครับ แม้เดี๋ยวนี้พอพูดถึงต้นตาลก็มักคิดถึงแต่เพชรบุรี ทว่า สมัยก่อน ตาลปลูกกันทั่วไป แถบอีสานก็ปรากฏชื่อ “บ้านโตนด” มากมายหลายแห่ง มันเป็นคำเขมรที่ใช้เรียกต้นตาลนั่นเอง ผลผลิตสำคัญของต้นตาลก็คือน้ำตาล ซึ่งอาจคิดเล่นๆ ได้ว่ามันคงเป็นของหวานชนิดแรกๆ ที่ผู้คนแถบภาคกลางขึ้นไปเอามาใช้กระมัง ถึงได้เรียกติดปากว่าน้ำ “ตาล” ไงล่ะครับ นอกจากน้ำตาลจากงวงตาล ยังมีลูกตาล ที่กินได้ตั้งแต่ลอนตาลอ่อน จาวตาล น้ำเนื้อจากเนื้อใต้เปลือกตาลเอามาทำขนมตาล หัวตาลอ่อนฝานหรือขูดฝอยทำแกงคั่วหรือยำใส่ใบอ่อนมะสังแบบปักษ์ใต้ ยังไม่ต้องนึกถึงลำต้นตาลทำครกทำสาก หรือใบตาลทำพัด และตาลปัตรของพระภิกษุสงฆ์ ทางตาลแห้งเอาทำเก้าอี้ ฯลฯ นะครับ ในบรรดาเหล่านี้ ผมชอบเอาหัวตาลอ่อนมาแกงคั่วกินที่สุดเลย ถ้าใครไปเที่ยวเมืองเพชร แล้วแวะกินข้าวแกงข้างทาง ก็มักจะเปิดเจอหม้อหนึ่งเสมอที่เป็นแกงคั่วกะทิสีส้มอ่อนๆ ไม่มันมาก อาจแกงหมูย่าง ปลาย่าง กับหัวตาลอ่อน ที่แม่ค้าจะต้มจนเหลือรสขมฝาดบางๆ เจือหวานมัน เป็นสำรับขึ้นชื่อของข
แซ่บยกเซต! หมูทอดไร้น้ำมัน 5 รส ส่งดีลิเวอรี่ วันละเกือบ 100 กล่อง หมูทอด… หนึ่งในเมนูมาแรง ที่คนส่วนใหญ่นิยมนำมาทำเป็นอาชีพ คงเป็นเพราะหมูทอดเป็นเมนูพื้นฐานทานได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ทำขายง่ายมีลูกค้าซื้อแน่นอน แม้ในตลาดจะมีกิจการหมูทอดวางเรียงรายกัน แต่ใช่ว่าจะเหมือนกันไปเสียหมด แต่ละเจ้าพยายามชูจุดเด่นและความเป็นเอกลักษณ์ของตัวเองกันอย่างแข็งขัน ปรับสูตร เปลี่ยนสีข้าวเหนียว ใช้แพ็กเกจจิ้งธรรมชาติ และอีกหลายอย่างที่กล่าวไม่หมด เพียง 4 สัปดาห์ที่ “เฮียดอยซ์หมูไม่มัน” เข้าสู่ตลาดในฐานะผู้เล่นรายใหม่ ที่สร้างกระแสฮือฮาบนโลกโซเชียลด้วยรูปแบบที่น่าสนใจจนมีดารา บล็อกเกอร์ รวมทั้งรายการทีวีดัง ชวนไปพูดคุยอีกด้วย คุณแชมเปญ-เมธาพร พีรวุฒิ เหลืองรัศมี อายุ 35 เจ้าของกิจการ เล่าจุดเริ่มต้นให้ฟังว่า เฮียดอยซ์สามีของเธอเป็นคนชอบทานข้าวเหนียวหมูทอดมาก เจอร้านไหนทานร้านนั้น ทานทุกวันก็ไม่ดีต่อสุขภาพ ในฐานะภรรยาที่ชอบทำอาหารจึงคิดสูตรหมูทอดเพื่อสุขภาพ โดยไม่ใช้น้ำมัน ทำออกมาแล้วอร่อยเลยอยากส่งต่อความสุขภาพดีนี้ให้คนอื่นด้วย “จริงๆ ทำธุรกิจตัวอื่นด้วยเกี่ยวกับเฮลตี้สแน็ก พวกผั
เปิดสูตร “ปลาดุกร้าท่าซัก” กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรปลาดุกร้าท่าซัก จังหวัดนครศรีธรรมราช วิธีการผลิต “ปลาดุกร้าท่าซัก” นำปลาสดมาใส่ในกระสอบเกลือเพื่อน็อกให้ปลาตาย โดยใช้ปลาดุกสดครั้งละ 300 กิโลกรัม นำปลาดุกมาตัดหัวออก ควักไส้ปลาออก นำปลาดุกมาล้างน้ำให้สะอาด นำปลาที่ล้างสะอาดแล้วนำมาผึ่งในตะแกรงให้สะเด็ดน้ำ ทิ้งไว้นาน 3 ชั่วโมง นำปลาที่สะเด็ดน้ำแล้วนำมาใส่เกลือสินเธาว์ ไอโอดีน และน้ำตาลอย่างละ 12 กิโลกรัมที่ผสมแล้วยัดไส้ในท้องปลาและคลุกเคล้ากับตัวปลา นำปลาดุกหมักลงในโอ่งมังกร จัดเรียงเป็นชั้นๆ จนเต็มโอ่ง ปิดฝาให้สนิท หมักทิ้งไว้ 2 คืน นำปลาที่ผ่านการหมักได้ที่แล้วมาตากแดดในโรงอบพลังงานแสงอาทิตย์นาน 5 ชั่วโมง นำปลามาห่อด้วยกระดาษซับน้ำและน้ำมันปลาก่อน จึงค่อยใส่ถังพลาสติกที่มีฝาเกลียว ปิดฝาให้มิดชิด ทิ้งไว้นาน 2 วัน นำปลามาแกะกระดาษห่อออก นำไปตากแดด ครั้งที่ 2 ประมาณ 5 ชั่วโมง นำปลามาห่อกระดาษ บรรจุถุงพลาสติกถุงละ 1 กิโลกรัม และบรรจุกล่องกระดาษที่เป็นเอกลักษณ์ของปลาดุกร้าท่าซักก่อนส่งจำหน่าย เมื่อบรรจุกล่องบรรจุภัณฑ์สามารถเก็บรักษาคุณภาพได้นาน 3 เดือน เก็บในตู้เย็นได้นาน 1
เป็นอีกย่านที่มีร้านอาหารอร่อยๆ มากมาย ขนาดมิชลินสตาร์ยังเคยมามอบดาวให้กับหลายๆ ร้าน สำหรับย่านประตูผีหรือแยกสำราญราษฎร์ พื้นที่เขตพระนคร จังหวัดกรุงเทพมหานคร หนึ่งในร้านเด็ดเสิร์ฟอาหารใต้ ชื่อ “คอ ระฆัง” (Kor Ra Kang) ที่นำสูตรอาหารใต้รสชาติจัดจ้านจากภูเก็ตมาประยุกต์ให้คนกรุงเทพ และผู้ที่ไม่สามารถทานอาหารที่มีรสเผ็ดร้อนจัดจ้านได้ลิ้มลอง โดยที่ยังคงความกลมกล่อมของอาหารไว้อย่างลงตัว ปรุงจานต่อจาน ขายคุณภาพ ขายความสดใหม่ของวัตถุดิบ ปริมาณอาหารคุ้มค่ากับราคา สารพัดเมนูเด็ด คัดสรรมาเสิร์ฟ สูตรเฉพาะของทางร้าน คุณวรวุฒิ จันทร์ไข่ ผู้จัดการร้าน เล่าว่า “คอ ระฆัง” เป็นหนึ่งในตัวอักษรไทยที่มีความหมายดี เป็นสิริมงคล ดังกังวาน บวกกับความรู้สึกที่อยากให้ความอร่อยส่งเสียงได้แบบ “ระฆัง” จึงเกิดเป็นชื่อร้าน “คอ ระฆัง” ขึ้นมา ซึ่งการตกแต่งร้านเลือกใช้โทนสีขาวสะอาดตา บรรยากาศสบายเป็นอาคารไม้ มีการวาดลวดลายสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญๆ ลงบนผนัง เอาระฆังมาทำโคมไฟ ดึงดูดนักท่องเที่ยวและผู้พบเห็นที่ผ่านไปมา ปัจจุบันร้าน “คอ ระฆัง” มี 2 สาขา คือ “ประตูผี” ตรงข้ามวัดเทพธิดาราม เปิดได้เกือบปีแล้ว และสาขาซอยอารีย์ ส
รู้จัก ‘พอลร์ ผู้พิชิตไพร’ หนุ่มกะเหรี่ยงตาบอด สู่เจ้าของกิจการเนยถั่ว “ความพิการทางสายตา ไม่สามารถทำร้ายจิตใจที่แข็งแกร่งเหมือนหินผาของเขาได้เลยพี่” ฉันได้ยินเรื่องราวของผู้ชายคนนี้จากน้องรักคนหนึ่ง เธอเป็นผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่สู้ชีวิตยิบตาน่าชื่นชม แต่เธอบอกฉันว่าเรื่องราวของผู้ชายคนนี้ทำให้เธอรู้สึกว่าชีวิตเธอเบาหวิวยิ่งนัก “เขาสู้มากจริงๆ พี่ ฟังแล้วรู้สึกตัวเองจะท้อไม่ได้เลย” “พอลร์ ผู้พิชิตไพร” ผู้ชายเชื้อสายกะเหรี่ยงที่เราพูดถึงวันนี้ เป็นรุ่นน้องเรียนมัธยมต้นมากับเธอ เขาเป็นหนุ่มน้อยหน้าตาดี ท่าทางร่าเริงแจ่มใส แยกย้ายกันไปกว่า 20 ปี เธอจำได้เลือนรางเท่านี้ จนไม่นานนี้พี่ชายของพอลร์มาขอเบอร์โทรศัพท์เธอไป บอกว่าพอลร์ต้องการติดต่อเพื่อขอให้ช่วยเรื่องสื่อโฆษณาในกิจการที่เขาทำ วันหนึ่งเขาก็โทรกลับมา “ผมพอลร์นะ พี่จำผมได้ไหม?” แน่นอนเธอจำได้ดี เสียงเขาไม่เปลี่ยน ยังคงร่าเริงอยู่เช่นนั้น 2 คนพูดคุยสนุกสนาน เธออธิบายงานให้เขาฟัง พยายามอธิบายให้เขาเห็นภาพ กระทั่งประโยคหนึ่ง ทำให้เธอนิ่งอึ้ง “พี่ ผมตาบอด” พอลร์ เล่าให้ฟังว่า เขาเป็นโรคเบเซ็ต (Behcet’s) ซึ่งทำให้เกิดอาการอักเส
