Leadership
มาแล้ว “คลินิกแก้หนี้” ที่เปิดประตูอ้าแขนรับเฉพาะ “ลูกหนี้รายย่อย” ที่ตกอยู่ในกลุ่มเป็นหนี้เสียของเจ้าหนี้บรรดาธนาคารพาณิชย์ไทยและเทศทั้งหลาย 16 แห่งที่เข้าร่วมโครงการนี้ จะเปิดดำเนินการวันที่ 1 มิถุนายนนี้เป็นต้นไป คลินิกแก้หนี้ ถือเป็นโครงการแก้ไขปัญหาหนี้ส่วนบุคคลที่ไม่มีหลักประกัน ประเภทสินเชื่อส่วนบุคคลหรือกดเงินสด และบัตรเครดิต โดยนำร่องกับกลุ่มลูกหนี้กลุ่มธนาคารพาณิชย์ก่อน ส่วนน็อนแบงก์ จะเป็นสเต็ปต่อไป โครงการแก้หนี้รายย่อยนี้ มีแนวคิดริเริ่มและแรงผลักดันหลักจาก “ดร.วิรไท สันติประภพ” ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ปักธงตั้งแต่นั่ง “ผู้ว่าการแบงก์ชาติ” เมื่อปี 2558 ว่า ต้องการแก้ปัญหาคนไทยก่อหนี้กันเยอะขึ้น เพราะปี 2558 เป็นช่วงที่หนี้ครัวเรือนของไทยพุ่งกว่า 82-83% ของจีดีพี หรือทะลุ 11 ล้านล้านบาทและ 2-3 ปีที่ผ่านมา หนี้ครัวเรือนก็ยังรุนแรงขึ้น ถือเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่สำคัญของประเทศไทย เพราะปัจจุบันภาคครัวเรือนมีความเปราะบางทางการเงินมากมาผสมกับภาวะเศรษฐกิจมีความไม่แน่นอนสูง จะยิ่งกระทบต่อเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจและสัง
ลูกค้าเดี๋ยวนี้ “น่ากลัว” อาละวาดไม่ว่า แต่เล่นด่าผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์ก สมัยก่อนใครที่เป็นคนขาย ต้องเผชิญหน้ากับลูกค้า แล้วไม่เคยเจอลูกค้าด่า ลูกค้าอาละวาด ดูเหมือนว่าเป็นคนขายที่ไม่สมบูรณ์แบบ ยังขาดเรื่องเด็ดไว้พูดคุยกับเพื่อนร่วมอาชีพ การอาละวาดของลูกค้าในสมัยก่อน เป็นการเผชิญหน้ากันระหว่างคนขายและคนซื้อ ที่มีความไม่พึงพอใจ พูดคุยกันได้ ตกลงกันได้ ก็จบกันไป ตกลงกันไม่ได้ ก็หาทางร้องทุกข์กันไป หากร้องทุกข์ไม่ได้ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพิกเฉย ถือว่าเป็นคราวซวยของลูกค้า ทนๆ กันไป เทคโนโลยีที่เจริญรุดหน้า ทำให้วิธีอาละวาดของลูกค้าเปลี่ยนแปลงไปด้วย ถ้าจะครบสูตรต้องอาละวาดพร้อมกับการถ่ายคลิป แล้วก็โพสต์ลงโซเชียลเน็ตเวิร์ก ก่อนที่จะตามมาด้วยการร้องทุกข์ไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง วิธีการเช่นนี้ทำให้ธุรกิจเสียหายไปก่อนการตัดสินถูกผิด เพราะลูกค้าได้ตัดสินให้แล้ว โดยการชักชวนสังคมมาเข้าร่วมพิพากษาด้วย ถ้าจะต่อความยาวสาวความยืดกับลูกค้า ก็จะเริ่มต้นด้วยคดีใหม่ ว่าด้วยคดีเกี่ยวกับ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ แทนเรื่องเดิม คือ เรื่องเล็กๆ ของการไม่พึงพอใจในเรื่องสินค้าหรือบริการ ดีกว่าไหม…ถ้าเราจะร
“อย่าทำตัวเป็นเพียงหมาล่าเนื้อ ที่ต้องวิ่งล่าหาเหยื่อใหม่ตลอดเวลา” อดีตเจ้านายท่านหนึ่งเคยสอนไว้เช่นนั้น สิ่งที่อยากสื่อสารเพื่อสั่งสอน คือ “พึงรักษาฐานลูกค้าเก่าเอาไว้ให้ดี อย่าเอาแต่วิ่งล่าหาลูกค้าใหม่อยู่ร่ำไป” ไม่ใช่การขยันหาลูกค้าใหม่ ไม่ดี แต่มีค่าใช้จ่ายสูงกว่า และอาจทำให้สูญเสียฐานลูกค้าเก่า ที่เคยเข้าอกเข้าใจกันมานานแล้ว หากเราละเลยไม่ใส่ใจพวกเขา นึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมาอีกครั้ง เพราะเมื่อเร็วๆ นี้เพิ่งไปแนะนำและช่วยโค้ชทีมผู้บริหารมือใหม่ขององค์กรหนึ่ง ในเรื่องการทำแผนการตลาด มีอยู่ทีมหนึ่ง น่าสนใจมาก เพราะสินค้าที่พวกเขาดูแล เป็นสินค้าแบบ B2B (Business to Business) ขายส่งไปให้ร้านค้า เพื่อนำไปขายต่อ ขณะที่สินค้าของทีมอื่น เป็นการขายตรงสู่ผู้บริโภคตามปกติทั่วไป พวกเขามีจุดแข็ง คือ ในช่วงเวลาที่ผ่านมา มีฐานลูกค้าอยู่ในมือในระดับหนึ่ง เรียกว่า ไม่ขี้เหร่ ไม่ได้โนเนมต้องเริ่มใหม่ทั้งหมด แต่จุดอ่อน คือ ไม่ค่อยได้มีการติดตามลูกค้าเดิมๆ ทำให้ขาดการติดต่อสำหรับบางราย และบางรายยอดขายลดลง พอถึงการนำเสนอกลยุทธ์ สิ่งที่งัดมาเพื่อกู้สถานการณ์ พวกเขาทั้งทีม ภาคภูมิใจในการนำเสนอกลยุทธ์ “เพิ่ม
ผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อย ทำธุรกิจไปสักพัก “รวยไม่รู้เรื่อง” ไม่รู้จริงๆ ว่ารวยมาได้อย่างไร ค่ำวันตรุษจีนปีนี้ นั่งคุยกันสารพัดเรื่อง กระทั่งเรื่องของเอสเอ็มอีของไทยที่ประสบความสำเร็จจำนวนมาก แต่ในจำนวนมากเหล่านั้น กลับรวยแบบไม่รู้เรื่อง ถามอะไร ตอบได้ไม่ชัดสักอย่าง มีอยู่อย่างเดียวมั้ง ที่พอจะตอบได้ชัดเจนสุด นั่นคือ “ยอดขาย” ถือว่ายังดีที่ตอบได้บ้าง ยอดขายมักตอบได้ เพราะเป็นสิ่งที่เอาใจจดจ่อรอดูอยู่ทุกวี่วันว่าจะขายได้เท่าไหร่ แต่ยังมีข้อมูลอีกจำนวนไม่น้อย ที่ผู้ประกอบการรายย่อย ควรตอบได้แบบไม่ต้องคิดนานเกิน หรือถ้าตอบปากเปล่าไม่ได้ ใช้เวลาชั่วครู่ชั่วยาม ไปงัดข้อมูลที่เก็บเอาไว้มาตอบได้ ก็ยังถือว่าโอเคอยู่ ทว่า ปัญหาที่ผมเจอกับผู้ประกอบการรายย่อยจำนวนไม่น้อย คือ ไม่มีกระทั่งข้อมูลเหล่านั้น ไม่เคยเก็บเอาไว้ และที่สำคัญกว่าก็คือ “ไม่เคยคิดเก็บ” ด้วยซ้ำ โชคดีที่ผลประกอบการออกมาน่าพึงพอใจ อยู่รอดด้วยดี ทำแล้วรวย แต่…“รวยแบบไม่รู้เรื่อง” ว่าที่รวยมานั้น มีปัจจัยอะไรเกื้อหนุนบ้าง ตอนยังรวยอยู่ก็ไม่มีปัญหาให้ปวดหัวหรอกครับ ปัญหามักอยู่ที่ผลิตไม่ทัน แต่ตอนที่เกิดปัญหาจริงๆ ยอดขายผิดเพี้
ควันหลงเทศกาลสงกรานต์ มหกรรมแห่งการเดินทาง การไม่ได้ไปไหนไกล ต้องใช้ชีวิตติดอยู่ในเมืองกรุงบนท้องถนนโล่งไร้รถรา ฟังแล้วน่าอิจฉา แต่ทว่า ก็ไม่ได้สะดวกดายสบายตัว สามารถยิ้มแฉ่งตลอดหรอก ก็ในเมื่อเมืองไม่ค่อยมีคน แล้วจะมีร้านรวงที่ไหนเปิดให้บริการ โดยเฉพาะเรื่องอาหารการกิน ถ้าทำเองไม่เป็น ถ้าไม่รู้แน่ชัดว่ามีร้านไหนเปิดบ้าง การขับรถตระเวนหา บางครั้งอาจเปลืองน้ำมันอย่างน่าตบกะบาลตัวเอง … เช้าในวันที่ท้องเบาโหวง น้ำย่อยกัดกระเพราะดังโครกคราก เมื่อไม่มีอะไรติดตู้เย็นให้ย่อย จึงต้องกระโดดขึ้นรถแล้วออกเสาะหาอาหารเช้าคลายหิว ร้านแรกผ่านไป ร้านสองร้านสามค่อยๆผ่านไป… ป้ายคำว่า “ปิด” คล้ายถูกเข้าเครื่องถ่ายเอกสารทำสำเนามาแจกให้ผู้ประกอบการ พอเข้าใจ วันหยุดยาว ใครเล่ายังจะอยากทำงาน ใคร่ค้าขายใจแทบขาด แต่ถ้าไม่มีลูกมือ และที่สำคัญคือไม่มีลูกค้า จะเปิดไปหาพระแสงของ้าวที่ไหน เจอคำว่า “ปิด” บ่อยเข้า ทำเอาต้องเริ่มตั้งสติให้มั่น แล้วจู่ๆก็ปิ๊งวาบที่คำว่า “ฟู้ดแลนด์” ซุปเปอร์มาเก็ตเปิด 24 ชั่วโมง กับร้านอาหารที่มีชื่อว่า ‘ถูกและดี’ จากละแวกปากเกร็ด ฟู้ดแลนด์ใกล้สุดคือ “ไอที สแควร์” หลักสี่ ถ้าเป็นวันปกติ
บรรจุภัณฑ์ (Package) เหมือนเสื้อผ้าสวยๆ ที่ช่วยเติมเสน่ห์ให้คนใส่ แต่ถ้าบรรจุภัณฑ์ดูด้อยค่า สวยหรือหล่อแค่ไหนใส่แล้วก็หมอง เมื่อปลายปีที่แล้ว มีโอกาสไปบรรยายให้กับกลุ่มโอท็อปจากหลายจังหวัดในภาคกลาง เรื่องเกี่ยวกับบรรจุภัณฑ์ โดยการบรรยายแบ่งเป็นภาค “เล่าให้ฟัง” และ “วิจารณ์ของจริง” เรื่องเกี่ยวกับบรรจุภัณฑ์มีความละเอียดอ่อนอยู่พอสมควร และคงเกินความสามารถสำหรับคนที่ไม่ได้ร่ำเรียนมาทางออกแบบ จะทำเองได้ ดังนั้น ผมจึงบรรยายในเชิงของการให้ไอเดีย มากกว่าจะยุยงให้โอท็อปทั้งหลายลุกขึ้นมาออกแบบเอง ผมชอบภาควิจารณ์ของจริงครับ เลยอยากเก็บมาเล่าสู่กันฟัง เผื่อท่านทั้งหลายจะได้ไอเดียเอาไปใช้พิจารณาบรรจุภัณฑ์ของสินค้าตัวเองในปัจจุบัน ว่าควรปรับปรุงหรือไม่ หรือว่าดีอยู่แล้ว วิธีการก็คือ ผมเอาสินค้าจริงที่โอท็อปทั้งหลายนำมาด้วย เอามาโชว์กันจะจะ วิจารณ์กันแบบตรงไปตรงมา โดยดึงให้แต่ละคนมีส่วนร่วมในการวิพากษ์วิจารณ์ด้วย เพื่อจะได้เอาแนวคิดกลับไปพิจารณาผลิตภัณฑ์อื่นๆ ของตัวเอง หลักการที่นำมาใช้พิจารณา ผมให้ไว้ 4 ประการ ไม่ซับซ้อนครับ หลักการข้อแรก “ต้องปกป้องสินค้า” หน้าที่ของบรรจุภัณฑ์อย่างแรกเลย ที่สำคัญม
หาก “รายได้” คือเป้าหมายของการทำธุรกิจ “กำไร” จึงกลายเป็นผลที่ต้องได้รับ แต่จะมีสักกี่คนเลือกมองข้ามสิ่งนี้ไปก่อน “อนันต์ อัศวโภคิน” คือหนึ่งในผู้คิดต่าง เขาเลือก “ให้ ก่อน รับ” และคำตอบของความคิดแบบนี้ นำมาซึ่งความ “รวย”
เสน่ห์ของงานบริการ คือ “การใส่ใจ” ในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2559 เป็นช่วงเวลาที่ผมรู้สึกว่าชีพจรลงเท้า และดูชีวิตวุ่นวายไปหลายอย่าง แต่ในความวุ่นวาย ผมก็มีโอกาสได้พบกับเรื่องราวดีๆ ของคนที่ทำงานบริการ ผมไปเมืองกาญจนบุรีกับเพื่อนเก่าแก่ที่เราคบหากันมายาวนาน ได้ไปนั่งรับลมเย็นๆ กลางแดดอุ่นๆ ดื่มแอลกอฮอล์ และพูดคุยกันสารพัดเรื่อง ที่ร้านอาหารขึ้นชื่อแห่งหนึ่ง พนักงานชายชาวอำเภอไทรโยคเป็นผู้มาชงเครื่องดื่มให้ หลังจากที่เขาสังเกตว่าทุกคนได้จิบน้ำสีเหลืองอำพันในแก้วของตัวเองแล้ว น้องเขาก็ถามพวกเราทุกคนว่า “ชงเหล้าเข้มไปไหมครับ” คำถามสั้นๆ ที่ทำให้ผมและเพื่อนๆ ถึงกับมองหน้ากันแล้วอมยิ้ม ผมชื่นชมน้องคนนี้ด้วยหัวใจเลย เพราะเขา “ใส่ใจ” ในเรื่องเล็กๆ ที่ร้านอื่นๆ ไม่เคยใส่ใจ ใครที่เป็นคอดื่ม คงรู้ดีว่า การมีพนักงานมาชงเหล้าให้ เป็นความเสี่ยงอย่างหนึ่งในชีวิต ชงอ่อน ก็กินไม่อร่อย ชงเข้มเกินก็ยิ่งไม่อร่อยกว่า แต่ไม่ค่อยเจอใครถามว่า “ชงเข้ม” ไปหรือไม่ เคยเจอที่ถาม มักเป็นเจ้าของร้านมาชงให้ แต่ถ้าพนักงานบริการ ไม่เคยเจอ มีแต่ชอบชงเข้มๆ เหมือนอยากรีบไล่ให้เรากลับบ้าน จนบางทีต้องบอกว่า “ผมไม่ได้มาดื่มเพื่อล
เมื่อเร็วๆ นี้ ผมนั่งดูข่าวการทดลองรถบรรทุกไร้คนขับบนถนนจริง ของแบรนด์รถยนต์เจ้าดัง แล้วเกิดความคิดหลายอย่างระคนกัน วันนี้เลยอยากชวนคุยเรื่องอนาคต ที่ยังคาดคะเนได้ไม่ชัดเจนกันบ้าง เรื่องการทดสอบรถยนต์ไร้คนขับไม่ใช่เรื่องใหม่ มีการทดลอง ทดสอบกันมานาน และมีข่าวออกมาเป็นระยะถึงการ “ใกล้เคียงความจริง” ความจริงที่ว่าคือ มันจะใช้ได้จริงๆ บนท้องถนนอันโกลาหลวุ่นวาย โดยไม่เกิดอันตราย สิ่งที่ไม่น่าเชื่ออีกอย่างคือ แบรนด์สินค้าด้านการสื่อสารไร้สายหลายเจ้า ทั้งที่โด่งดังสุดของโลก ยังให้ความสนใจเข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องรถยนต์ไร้คนขับ การทดลองรถบรรทุกไร้คนขับ กำลังบ่งบอกว่า ผู้พัฒนาหรือค่ายรถยนต์ต่างๆ มุ่งการไร้คนขับไปที่ รถเพื่อการพาณิชย์มากกว่ารถส่วนบุคคลหรือเปล่า เพราะมานั่งคิดดู รถส่วนบุคคล ถึงไร้คนขับ ผมยังเชื่อว่าเจ้าของรถอาจไม่สบายใจเวลานั่ง แล้วปล่อยให้รถทำหน้าที่เอง อีกประการขับเองก็ได้อรรถรส สนุกสนานกว่าในบางคราว แต่หากใช้เพื่อการพาณิชย์ คุ้มค่าน่าสนใจ และเพิ่มยอดขายให้รถประเภทนี้แน่นอน เพราะประหยัดการจ้างคนไปอีกเยอะ “คนขับรถกำลังจะตกงานหรือ”ผมว่าไม่เพียงคนขับรถหรอกครับ ที่กำลังจะตกงาน การ
เรื่องโดย : พลชัย เพชรปลอด ในสมัยก่อน เรามีความเชื่อกันว่า การขายสินค้า แปลว่ามี “สินค้า” เป็นของสำคัญหลักที่จะขาย ถ้ามีบริการตามมาด้วย ถือเป็นส่วนเสริมคนยุคนี้โหยหาความสุขมากขึ้น แต่กลับค้นพบได้น้อยลง ดังนั้น ใครสามารถมอบความสุขให้ได้ เขาผู้นั้นจะกลายเป็นผู้สร้างผลิตภัณฑ์อันโดนใจ แต่ปัจจุบัน นักการตลาดเริ่มมองว่าทุกสรรพสิ่งที่ค้าขายกัน ทุกอย่างเป็น “บริการ” คือมีสิ่งที่จับต้องไม่ได้ แต่ลูกค้าต้องการ เป็นของสำคัญหลักที่เสนอขาย ขณะที่สินค้าที่จับต้องได้กลายเป็นส่วนเสริม ฟังแล้วออกจะงงๆ หน่อยนะครับ เพราะฟังดูเป็นนามธรรมเล็กน้อย ตัวอย่างเช่น การซื้ออาหารฟาสต์ฟู้ดทั้งหลาย เราไม่ได้ซื้อ “อาหาร” ซึ่งเป็นสินค้าที่จับต้องได้ แต่เราซื้อ “ความเร่งด่วน” สิ่งที่จับต้องไม่ได้ แต่ลูกค้าต้องการ (มาก) การที่นักการตลาดจำนวนหนึ่งเชื่อแนวคิดนี้ จึงทำให้การหา “จุดขาย” เชิงนามธรรม เชิงอารมณ์ เชิงความต้องการแฝง กลายเป็นสิ่งที่คนขายต้องพยายามสร้างให้เกิดขึ้น เพื่อสื่อสารให้ลูกค้าทั้งหลายอยากเลือกซื้อสินค้าของเรา สังเกตจากสินค้าในชีวิตประจำวัน อย่าง “โทรศัพท์มือถือ” ก็ได้ ถ้าเรามองด้วยสายตาของสินค้า เราต้องมอ
