หลักสูตรเรียนฟรี
จากบทเพลงพระราชนิพนธ์ “ยิ้มสู้” ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ถูกน้อมนำมาเป็นแรงบันดาลใจการดำเนินชีวิตของผู้พิการ และล่าสุดกับการเปิดตัวแบรนด์ “ยิ้มสู้” ซึ่งจัดแถลงข่าว ณ ร้านกาแฟยิ้มสู้ มูลนิธิสากลเพื่อคนพิการ ซอยอรุณอมรินทร์ 39 ศ.วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ ประธานมูลนิธิสากลเพื่อคนพิการ กล่าวว่า จากพระราชดำรัสในหลวง ร.9 ตอนหนึ่งว่า “งานช่วยคนพิการนี้ ก็มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะว่าผู้พิการมิได้เป็นผู้อยากพิการ แต่อยากช่วยตนเอง ถ้าเราไม่สามารถช่วยเขาให้สามารถที่จะปฏิบัติงานอะไรเพื่อช่วยชีวิตและมีเศรษฐกิจของครอบครัว จะทำให้เกิดสิ่งที่หนักในครอบครัว หนักแก่ส่วนรวม ฉะนั้นนโยบายที่จะทำก็คือ ช่วยให้เขาช่วยตนเองได้ เพื่อที่จะให้เขาสามารถเป็นประโยชน์ต่อสังคม” ซึ่งตนได้น้อมนำมาเป็นวัตถุประสงค์ก่อตั้งมูลนิธิ ในการพัฒนาคนพิการตั้งแต่แรกเกิด และการให้คนพิการมีงานทำ โดยได้ขับเคลื่อนเป็นรูปธรรมผ่านการจัดตั้งศูนย์ฝึกอาชีพคนพิการอาเซียน ที่ อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ ตั้งแต่ต้นปี 2560 เป็นต้นมา “ข้อมูลจากกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ เดือนกันยายน 2560 ระบุว่า ปัจจุบันไทยมีคนพิการที่อยู่ใ
กลายเป็นแลนด์มาร์คใหม่แห่งการท่องเที่ยวในอำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม สำหรับตลาดน้ำทุ่งบัวแดง ตลาดน้ำสุดชิคใกล้ชิดธรรมชาติที่เหล่าบรรดานักท่องเที่ยวต้องมาเช็คอิน เพราะ ณ เวลานี้ ไม่ต้องไปไกลถึงจังหวัดอุบลราชธานีก็มีดอกบัวสวยๆ ท่ามกลางบรรยากาศดีๆ มีร้านค้าขายของกิน ของฝาก เครื่องดื่มอร่อยๆ ตั้งอยู่บนเนื้อที่ 44 ไร่ เปิดอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนสิงหาคม รอให้นักท่องเที่ยวเข้ามาเยี่ยมเยียน คุณธานินทร์ เทพสุรินทร์ เจ้าของตลาดน้ำทุ่งบัวแดง ณ บางเลน เท้าความว่า ในอดีตพื้นที่แห่งนี้เคยเป็นบ่อเลี้ยงปลา มีปลานิล ปลาจีน รวมแล้วประมาณ 30 ตัน แต่ปัจจุบันถูกเนรมิตให้เป็นทุ่งบัวแดง เพราะต้องการให้อำเภอบางเลน เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ใกล้กรุงเทพฯ นักท่องเที่ยวสามารถมาได้ทุกวัน โดยไม่ต้องไปไกลถึงทุ่งบัวแดงจังหวัดอุบลราชธานี เปิดให้บริการอย่างเป็นทางการแล้ว เมื่อเดือนสิงหาคม 60 ที่ผ่านมา คุณธานินทร์ เดิมเป็นมัคคุเทศก์ เขา บอกว่า ไม่ถนัดเลี้ยงปลา ประกอบกับมีความฝันอยากทำตลาดน้ำที่ไม่เหมือนกับที่ไหน เลยเปลี่ยนจากบ่อปลาเนื้อที่ 44 ไร่ แบ่งเป็นโซนต่างๆ อาทิ ร้านค้าขายของกิน ของฝาก เครื่องดื่ม และ 24 ไร่ เป็นส
คุณสิริดา นาคทัต สาวไทยนักเรียนนอก จบกฎหมายจากอังกฤษ กลับเมืองไทยอยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง อยากทำด้านอาหารแต่ยังมองภาพไม่ออกว่าจะทำธุรกิจอะไรดี ด้วยความเป็นสาวรุ่นใหม่จึงใช้ตัวช่วยในการตัดสินใจ ด้วยการเดินทางไปดูงานแสดงสินค้าอาหารในหลายประเทศทั่วโลก สำรวจซุปเปอร์มาร์เก็ตของประเทศต่างๆ ตลอดจนศึกษาเทรนด์หรือแนวโน้มของอาหารทั่วโลก สุดท้ายลงตัวที่ “กัมมี่” เพราะมองว่าขนมขบเคี้ยวเป็นตลาดที่โตขึ้นเรื่อยๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ขนม “กัมมี่” หรือที่คนไทยนิยมเรียกว่า “เจลลี่” มีลักษณะเหนียวๆ เคี้ยวแล้วหนึบหนับๆ ในบรรดาขนมขบเคี้ยวของชาวอเมริกันและยุโรป กัมมี่คือขนมขบเคี้ยวแนวหน้าของชาติยุโรปและอเมริกา จากการที่คุณสิริดาได้เรียนอยู่เมืองนอก ได้เห็นพวกฝรั่งชอบกินขนมประเภทกัมมี่กันทุกเพศทุกวัย เธอจึงเกิดไอเดียอยากผลิตกัมมี่ที่เป็นขนมของพวกฝรั่งต่างชาติ มาทำเป็นขนมขบเคี้ยวในแบบฉบับของคนไทย โดยเอาจุดเด่นของเมืองไทยคือ นำผลไม้ไทยใส่ในกัมมี่ เป็นการแปลงสัญชาติขนมกัมมี่ของยุโรป ให้เป็นขนมกัมมี่สัญชาติไทยได้อย่างแยบยล ประโยคหนึ่งที่คุณสิริดากล่าวชี้นำได้อย่างเฉียบคม เธอกล่าวว่า ถึงแม้เศรษฐกิจจะตกต่ำ แ
“บ้าน” สถานที่ที่ดูเหมือนจะปลอดภัยที่สุดสำหรับคนและน้องหมา จนบางครั้งเราเองก็อาจจะมองข้ามหรือหลงลืมอันตรายใกล้ตัวบางอย่างไป แต่อุบัติภัยที่เกิดขึ้นกับน้องหมาส่วนใหญ่ก็มักจะเกิดขึ้นจากในบ้านได้นะคะ มาอ่านกันหน่อยดีกว่าว่าจะมีอันตรายอะไรบ้างที่เราสามารถพบได้ว่าจะทำให้เกิดปัญหากับน้องหมาของเรา สารเคมีที่ใช้ในบ้าน สารเคมีหลายอย่างที่ทุกบ้านต้องมีต้องใช้กันอยู่ ไม่ว่าจะเป็น ยาฆ่าแมลง ยากำจัดหนู น้ำยาถูพื้น ผงซักฟอก สารฟอกขาว ทินเนอร์ น้ำมันเครื่อง ฯลฯ ซึ่งคนอย่างเรารู้จักอันตรายของสิ่งเหล่านี้กันดีอยู่แล้ว ดังนั้น เวลาจะนำมาใช้ เราๆ ก็จะใช้กันอย่างระมัดระวัง แต่สำหรับน้องหมาที่ไร้เดียงสาประกอบกับความซุกซนตามนิสัย อาจเผลอไปเล่นและรับเอาสารเคมีเหล่านี้เข้าสู่ร่างกายจนเกิดอันตรายขึ้นได้ ทั้งการได้รับผ่านการกิน การสัมผัส หรือแม้แต่การสูดดมก็ดี ล้วนแล้วแต่สร้างผลเสียให้กับน้องหมาได้ทั้งนั้นนะคะ สีทาบ้าน ก็อาจเป็นอันตรายได้เช่นกัน น้องหมาบางตัวอาจมีนิสัยชอบเลียตามผนังกำแพง ก็สามารถรับสารไฮโดรคาร์บอนและสารตะกั่วที่เจือปนอยู่เข้าสู่ร่างกายได้ และอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญ ซึ่งเจ้าของสุนัขบางบ้านมักใช้กับ
คุณชวพจน์ ชูหิรัญ หรือ “คุณนพ” เจ้าของโรงงานหมูเสียบไม้ ย่านติวานนท์ จ.นนทบุรี ที่มีกำลังการผลิตนับแสนไม้ต่อวัน ผ่านงานผ่านอาชีพมามากมาย จนในที่สุด ก็พบกับทางเดินที่กล่าวได้ว่าประสบความสำเร็จเกินคาด นั่่นคือ เจ้าของโรงงานหมูเสียบไม้ ที่ใช้หมูราว 5-6 ตันต่อวัน มาถึงวันนี้ คุณนพ มีประสบการณ์มากพอในฐานะเอสเอ็มอีที่ประสบความสำเร็จพร้อมจะแบ่งปันประสบการณ์และแนวคิดในการทำธุรกิจผ่าน “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” คุณนพ แนะให้ฟัง คือการเลือกทำอาชีพว่า “อย่าไปเชื่อกระแส อย่าไปดู ไปตามอย่างโซเชียลมาก ไม่ใช่ว่าเห็นใครเขาทำอะไรดี ก็ทำตาม อย่างบางร้านคนรุมซื้อ เข้าคิวในช่วงพักเที่ยง คุณลองไปดูเขาตอนบ่าย 2 สิ บางทีนั่งหงอยน้ำลายยืด หรือถ้าจะดู ก็อย่าไปดูแค่ในมุมที่เขาขายดี ต้องดูในมุมอื่น เวลาอื่นด้วย” นอกจากนี้ การทำอาชีพไหน หรือทำอะไรขายก็ตาม ถ้ามีกำไร 100 เปอร์เซ็นต์ จัดเป็นอาชีพที่ดี อย่างการนึ่งข้าวเหนียว หรือหุงข้าวสวยขาย โดยเทียบการลงทุนให้ฟังว่า ข้าวเหนียว 1 กก. เมื่อนึ่งแล้วได้ 1.5 กก. แบ่งใส่ถุงขาย ถุงละ 1 ขีด ได้ 15 ถุง ขายถุงละ 5 บาทได้เงิน 75 บาท ในขณะที่ต้นทุนข้าวเหนียว 30-35 บาท ต่อ กก
ในยุค 4.0 นี้ มักจะได้ยินบ่อยๆว่า “การเป็นเจ้าของธุรกิจที่ประสบความสำเร็จและเติบโตแบบก้าวกระโดด ไม่จำเป็นต้องใช้เงินลงทุนมหาศาล เพราะด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีดิจิตอลทำให้ใครๆก็เป็นเจ้าของธุรกิจได้ เพียงแค่มีสมาร์ตโฟนเพราะสามารถเข้าถึงลูกค้าได้ง่ายและรวดเร็ว” ทำให้ 1-2 ปีมานี้ พบว่าประเทศไทยเกิดพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ขึ้นมากมาย ที่เติบโตขึ้นตามอัตราการเข้าถึงสมาร์ตโฟน โซเชียลมีเดีย และอินเตอร์เน็ต ทำให้ตอนนี้ตลาดขายสินค้าออนไลน์ในไทยกลายเป็น Red Ocean มีการแข่งขันกันสูงมาก ทุกคนต่างทำเพจขายสินค้ากัน แข่งขันกันหายอดไลก์ยอดแชร์ ด้วยวิธีการเหมือนๆ กันหมด คือการทำคอนเทนต์คุณภาพดีๆ ไม่ก็อัดงบซื้อโฆษณาออนไลน์เยอะๆ เพราะคิดว่าหากช่องทางสื่อสารที่มีสามารถเข้าถึงลูกค้าได้จำนวนมากๆ จะเป็นทางรอดของธุรกิจ ซึ่งสิ่งต่างๆเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความเข้าใจในเรื่องการทำธุรกิจในยุค 4.0 ที่ภาครัฐพยายามจะผลักดันนั้น ยังคงมีหนทางอีกยาวไกล เพราะคำว่าธุรกิจในยุค 4.0 ที่คนไทยส่วนใหญ่เข้าใจ เป็นเพียงเรื่องของการใช้แพลตฟอร์มเป็นเครื่องมือ เป็น Market Place เพื่อขายของและเข้าถึงลูกค้าผ่านช่องทางออนไลน์ แนวคิดสำหรั
“ผู้ใหญ่อี๊ด – อนันต์ อินทร” หนุ่มใหญ่ร่างบาง ผิวคล้ำ พูดจาสุขุม เกษตรกรยุคใหม่ที่ใช้หลักทฤษฎีเกษตรพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มาพัฒนาบ้านเกิด จากนักกฎหมายผันตัวเองเป็นเกษตรกร เจ้าของไร่ธันยจิราพร ไร่อ้อยที่ใหญ่สุดในนครสวรรค์ ส่งต่อผลผลิตสู่กลุ่มโรงงานน้ำตาลมิตรผล “การทำอะไรก็ตาม อย่างแรกเราต้องมีใจรักก่อน แล้วมาศึกษา พร้อมกับวางแผน ซึ่งการทำงานของผมจะน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง 3 ห่วง (ความพอประมาณ มีเหตุผล มีภูมิคุ้มกันที่ดี) 2 เงื่อนไข (ความรู้และคุณธรรม) ของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาประยุกต์ใช้กับงานและการดำเนินชีวิตในประจำวัน” ผู้ใหญ่อี๊ด เล่าว่าหลังจากจบการศึกษาระดับม.6 แล้วเรียนต่อในด้านกฎหมาย จากนั้นหันมาทำไร่อ้อย เริ่มต้นลงมือทำเองทุกอย่าง โดยนำหลักต่างๆ มาประยุกต์ใช้ เน้นการคิดต่าง ผู้ใหญ่อี๊ดเล่าเพิ่มเติมว่าเริ่มทำไร่อ้อยตั้งแต่ปี 2529 จนถึงตอนนี้อายุ 49 ปีแล้ว ปัจจุบันมีไร่อ้อยที่เป็นของตัวเอง 400 ไร่ และมีลูกไร่อีก 3,000 กว่าไร่ การทำไร่อ้อย มีกระบวนการทำอย่างไรบ้าง? -สิ่งแรกคือเราต้องรู้เกี่ยวกับระบบดินก่อน แล้วนำเอาเรื่องของวิชาการเข้ามาปรับใช้ โดยการนำดิ
ข้าราชการบำนาญ จับมือนักวิชาการสาธารณสุข ร่วมแก้ปัญหาชุมชนไร้ความสุข ในพื้นที่ ต.น้ำเกี๋ยน อ.ภูเพียง จ.น่าน ด้วยการนำสมุนไพรท้องถิ่นมาเพิ่มมูลค่าผลิตเป็นสินค้าอุปโภคสร้างแบรนด์ “ชีวาร์ – ชีวาน่า” ส่งขายโมเดิร์นเทรดชื่อดัง สินค้าขายดี แชมพูและครีมนวดผม ใบหมี่-อัญชัน-ขิง สบู่เหลว – ครีมอาบน้ำน้ำนมข้าว นอกจากนั้นยังรับจ้างผลิต แต่ละปีสร้างรายได้ให้กลุ่มนับล้านบาท ปัจจุบันพื้นที่แห่งนี้ถูกยกย่องให้เป็นชุมชนดีเด่น มีรางวัลการันตีมากมาย ภูมิปัญญาสร้างอาชีพ เพิ่มมูลค่าสมุนไพรท้องถิ่นทำเงิน คุณชูศิลป์ สารรัตนะ ประธานวิสาหกิจชุมชน เล่าว่า ในอดีตบ้านน้ำเกี๋ยน ประสบปัญหาชาวบ้านลักลอบตัดไม้ทำลายป่า เล่นการพนัน ปัญหายาเสพติด อาชีพหลักทำนา ปลูกข้าวโพด ปลูกยางพารา ซึ่งผลผลิตทางการเกษตรขายขาดทุนมาตลอด ราวปี 2534 เลยรวมกลุ่มกัน 70 คน รวบรวมเงินทุนได้ 60,000 บาท นำสมุนไพรในท้องถิ่นมาผลิตเป็นแชมพู สบู่ น้ำยาล้างจาน ใช้กันในครัวเรือนเพื่อลดรายจ่าย ปรากฏผลตอบรับดีเกินคาด เริ่มมีลูกค้าขอซื้อ ปี 2549 จัดตั้งเป็นวิสาหกิจชุมชน สร้างแบรนด์สินค้าชีวาร์ มาจากคำว่า “ชีววิถี” หรือ วิถีชีวิตแบบธรรมชาติ เริ่มจำหน่าย
การเลี้ยงหอยแครง ในพื้นที่จังหวัดสมุทรสงคราม มี 2 แบบ คือ การเลี้ยงแบบพัฒนาและ การเลี้ยงแบบธรรมชาติ แต่การเลี้ยงทั้งสองแบบ มีข้อจำกัดเรื่องของเงินทุนและพื้นที่สัมปทานในท้องทะเล เกษตรกรที่มีเงินทุนน้อยจึงปรับเปลี่ยนการเลี้ยงใหม่ โดยเอาทั้งสองวิธีมาผสมผสานกันเป็นการเลี้ยงแบบ “กึ่งพัฒนาธรรมชาติ” คุณวรเดช เขียวเจริญ เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงหอยแครงแห่งบ้านคลองคด ตำบลคลองโคน อำเภอเมืองสมุทรสงคราม จังหวัดสมุทรสงคราม เป็นบุคคลหนึ่งที่พลิกผันตัวเองจากเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงกุ้งกุลาดำมาเป็นเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จกับการเพาะเลี้ยงหอยแครงแบบกึ่งธรรมชาติ บนพื้นที่ 130 ไร่ คุณวรเดช เล่าให้ฟังว่า จากที่ฟาร์มกุ้ง ซึ่งเป็นอาชีพที่พ่อและแม่ทำมา ประสบปัญหากับโรคอย่างรุนแรง ทำให้ผลผลิตเสียหาย กุ้งตายเป็นจำนวนมาก แต่ในขณะที่กุ้งเกิดปัญหาอย่างรุนแรง ตนกลับพบว่าหอยแครงที่ปล่อยลงไปในบ่อหลังจากที่จับกุ้งจำหน่ายสามารถสร้างรายได้แทน จึงค่อยปรับเปลี่ยนจากกุ้งมาเป็นหอยแครง โดยผสมผสานวิธีการเลี้ยงเป็นแบบกึ่งพัฒนาธรรมาชาติ “การเลี้ยงแบบกึ่งพัฒนา เป็นแนวคิดที่ผมทดลองทำหลังจากที่กุ้งเกิดโรค ซึ่งผมมองว่ามีพื้นที่อยู่แล้ว มีบ
ลุงสิงทอง นาชัย เกิดวันที่ 10 มิถุนายน 2489 ปัจจุบัน อายุ 71 ปี สัญชาติไทย เชื้อชาติไทย ศาสนาพุทธ จบการศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 สมรสกับ ป้าเพ็ญ นาชัย มีบุตรด้วยกันจำนวน 2 คน ปัจจุบัน อยู่บ้านเลขที่ 49 หมู่ที่ 13 บ้านทรัพย์ภูเก้า ตำบลหนองเรือ อำเภอโนนสัง จังหวัดหนองบัวลำภู เป็นเกษตรกรที่ไฟแรง เพราะทำการเกษตรมาหลายปี ทำให้ชีวิตดีขึ้น ฐานะครอบครัวเข้มแข็ง ฐานะการเงินมั่นคง และเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการเกษตรของอำเภอโนนสัง ข้อมูลเกี่ยวกับประเภททางการเกษตรที่ดำเนินการ ตำแหน่งทางสังคม 1. หมอดินอาสา 2. ประมงอาสา 3. คณะกรรมการบริหารศูนย์บริการถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจำตำบลหนองเรือ 4. อาสาสมัครเกษตรหมู่บ้าน จากซ้ายไปขวา ป้าเพ็ญ-ลุงสิงทอง นาชัย และ คุณวีรสุทธิ์ โฮสูงเนิน เกษตรอำเภอโนนสัง ออกเยี่ยมเยือนแลกเปลี่ยนข้อมูล ประเภททางการเกษตรที่ดำเนินการ มีประสบการณ์ในการทำงานภาคเกษตรมาแล้ว 25 ปี ดำเนินงานทางด้านการเกษตร ได้แก่ การทำไร่นาสวนผสม และการเกษตรทฤษฎีใหม่ กิจกรรมการทำไร่นาสวนผสม โดยแบ่งพื้นที่สำหรับการทำกิจกรรมทางการเกษตร มีพื้นที่ทั้งหมด 32 ไร่ พื้นที่อยู่อาศัย จำนวน 1 ไร่ พื้นที่สระน้ำ จำ
