How to
ขึ้นชื่อลือชามานานวัน สำหรับ ก๋วยเตี๋ยวปากหม้อ พนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา ด้วยใครที่ผ่านไปผ่านมาเป็นต้องแวะเข้าไปชิม จากนั้นก็โพสต์ลงโซเชียล ให้ชาวเน็ตร่ำร้องอยากจะกินบ้าง ก๋วยเตี๋ยวปากหม้อ สูตรเด็ดชาวแปดริ้ว ที่”เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” ไปพบมานี้ เป็นของคุณบุญวีร์ สาสมจิตร หรือคุณนัน วัย 54 คุณนัน เล่าว่า ได้สูตรมาจากพี่สาว ทำกินกันเองภายในครอบครัว จากนั้น ก็ขยับขยายทำขายอยู่ที่แปดริ้ว กระทั่งปัจจุบัน รับออกอีเว้นต์ ออกงานนอกสถานที่อย่างเดียว ก๋วยเตี๋ยวปากหม้อ ง่าย ๆ เลยก็คือ ใส่น้ำซุปกระดูกหมูเหมือนก๋วยเตี๋ยวทั่วไป แต่เปลี่ยนจากเส้นเล็ก เส้นใหญ่ เป็น ตัวข้าวเกรียบปากหม้อ แต่ข้าวเกรียบปากหม้อที่นำมาทำก๋วยเตี๋ยว นี้ สูตรจะไม่เหมือนกับ ข้าวเกรียบปากหม้อ ที่กินเป็นของว่าง แบบนั้นตัวแป้งจะมีกะทิเป็นส่วนผสม แต่ตัวที่ใช้ทำก๋วยเตี๋ยวนี้ ไม่มีกะทิ สำหรับไส้ ก็มีไส้กุยช่าย หน่อไม้ ไส้หวาน (ใส่ไชโป๊หวานเหมือนสาคูไส้หมู) ไส้ถั่วงอก ไส้เต้าหู้ และไส้วุ้นเส้น ส่วนน้ำซุปมีกระดูกหมู (เล้ง) เป็นหลักช่วยให้น้ำซุปหอมหวานแล้ว ก็ยังมี ลูกชิ้น ขาไก่ เลือดไก่ เป็นต้น ส่วนผักโรยหน้าเปลี่ยนจากต
คุณเอก-สามารถ ศรีสังข์บุญ อายุ 49 ปี เล่าว่า ก่อนหน้านี้ประกอบธุรกิจในสายงานด้านอุตสาหกรรม รวมถึงรับบริการงานพิมพ์บนภาชนะ บรรจุภัณฑ์ ในย่านแห่งหนึ่งในเมืองหลวง เมื่อเห็นว่าการแข่งขันสูงขึ้น จึงย้ายฐานมาอยู่ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เนื่องจากมีแหล่งอุตสาหกรรมมากมาย ธุรกิจเจริญเติบโตไปตามลำดับ พอเข้าปี 2554 เกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ในอยุธยา “ผมกับหุ้นส่วนประสบปัญหาขาดสภาพคล่อง ใช้เงินจำนวนมากในการต่อสู้จนแก้ปัญหาน้ำไว้ได้ แต่โครงสร้าง และเครือข่ายธุรกิจเสียหาย การฝืนตัวเองในสายอาชีพจึงทำได้ยาก” คุณเอก เล่าต่อ จากนั้นมีโอกาสได้พูดคุยกับนักธุรกิจญี่ปุ่นที่เคยร่วมงานกัน ถึงการทำงานหลังจากนี้ ได้รับคำตอบว่าจะทำเกี่ยวกับอาหาร ทำอะไรก็ได้ที่สามารถพัฒนาต่อยอดได้ “เขายกตัวอย่างปลาหมึกหนึ่งตัว กับปลาหมึกตามตลาดนัด ราคานั้นต่างกันมากทั้งๆ ที่คุณภาพ และขนาดเท่ากัน ของแบบนี้มันอยู่ที่การดีไซน์ และการสร้างแบรนด์สินค้า” หลังจากได้ฟังความคิดของนักธุรกิจญี่ปุ่น คุณเอกกลับมาคิดตาม กระทั่งมีเพื่อนฝากซื้อไก่ทอดเจ้าประจำ ชื่อร้าน ไก่ตุ๊ก “ผมไปนั่งรอซื้อช่วงเช้า เห็นเพื่อนขายดีมาก ไม่ได้หยุด ลูกค้ามาซื้อต่อเนื่อง
ร้านฮอนโมโนะ (Honmono) (แปลว่า ของแท้ ของจริง) (ชื่อเต็มคือ ฮอนโมโนะ ซูชิ) สุดยอดร้านญี่ปุ่นอันโด่งดังที่อยู่คู่กรุงเทพฯ มา 9 ปีแล้ว (ตั้งแต่กันยายน 2552) ขึ้นชื่อเรื่องรสชาติและความสดเหมือนนั่งกินอยู่ที่ตลาดปลากรุงโตเกียว จากการผนึกกำลังของ 2 เชฟชาวไทยแต่ฝีมือไร้เทียมทาน คุณบรรณฑูร ชูผลา และคุณบูญธรรม ภาคโพธิ์ ผู้อยู่ในวงการร้านอาหารญี่ปุ่นมานาน ขอป่าวประกาศว่าตอนนี้ Honmono เขามีโปรโมชั่นดีๆ แสนจะอลังการ นักชิมอาหารญี่ปุ่นได้ยินแล้วจะต้องตกตะลึง นั่นก็คือบุฟเฟต์เรียกว่า Okonomi ที่เราสามารถนั่งชี้นิ้วสั่งเมนูชั้นเลิศอะไรก็ได้เกือบหมดทั้งร้าน (รวมเครื่องดื่มน้ำเย็น ชาเขียว) นั่งเพลินๆ เดี๋ยวเขาก็จะมาเสิร์ฟปรนเปรอถึงโต๊ะ ในสนนราคา หัวละ 3,500 บาท++ (หรือ 4,119.50 บาทสุทธิ) และ 5,500 บาท++ (หรือ 6,347.50 บาทสุทธิ) กินไม่อั้นในเวลา 2 ชั่วโมง เฉพาะที่สาขาซอยทองหล่อ 23 (สุขุมวิท 55) เท่านั้น สาขาแรกนี้มีความเป็นส่วนตัวดีเพราะเป็นร้านต่างหากไม่ได้อยู่ในห้าง มีที่จอดรถด้วยฝั่งตรงข้าม ไหนๆ ก็จะชิมของดีครั้งหนึ่งในชีวิตอยู่แล้ว ขอแนะนำให้เลือกของดีสุดสุดหัวละ 5,500 บาท++ไปเลยเพราะจะมีของดีที่
ฝ้าย (Cotton) คือ เส้นใยเก่าแก่ชนิดหนึ่งซึ่งใช้ในการทอผ้ามาแต่สมัยโบราณ โดยหลักฐานทางโบราณคดีที่บ่งบอกให้รู้ว่ามีการปลูกฝ้ายและปั่นฝ้ายเป็นเส้นด้ายมานานแล้ว คือการขุดพบฝ้ายในซากปรักหักพังอายุประมาณ 3,000 ปีก่อนคริสตกาล ที่แหล่งโบราณคดีโมฮันโจ ดาโร (Mohenjo daro) บริเวณแหล่งอารยธรรมลุ่มน้ำสินธุในเขตประเทศปากีสถานปัจจุบัน ใยฝ้ายได้มาจากส่วนที่ห่อหุ้มเมล็ดของต้นฝ้าย หรือที่เรียกว่า ปุยฝ้าย ซึ่งมีลักษณะเป็นเส้นเล็กๆ ฝ้ายมีคุณสมบัติเนื้อนุ่ม โปร่งสบาย ระบายความร้อนได้ดี เนื่องจากฝ้ายมีช่องระหว่างเส้นใย จึงเหมาะกับสภาพอากาศในฤดูร้อน และเมื่อเปียกจะตากแห้งได้เร็ว การใช้ฝ้ายมาใช้งานทำได้โดยนำฝ้ายมาปั่นเป็นเส้นด้าย แล้วนำมาทอเป็นผืนผ้า ท่านที่เคารพครับ!!! ปัจจุบันประเทศไทยมีการปลูกฝ้ายน้อยมาก แต่ที่บ้านดินทรายอ่อน หมู่ที่ 6 ตำบลหัวนา อำเภอเมืองหนองบัวลำภู จังหวัดหนองบัวลำภู ได้มีเกษตรกรรวมตัวกันเป็นกลุ่มและปลูกฝ้าย แล้วนำเส้นใยจากดอกฝ้ายมาถักทอเป็นผ้าฝ้ายรูปแบบต่างๆ ย้อมด้วยสีธรรมชาติ แล้วแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์หลากหลายชนิด จนได้รับความสนใจจากลูกค้าทั่วประเทศ สร้างงาน สร้างอาชีพ ทำรายได้เข้าหมู่บ้า
หนุ่มพิษณุโลกนำสูตรบะหมี่จับกังมาจากกรุงเทพ มาปรับปรุงสูตรใหม่จนรสชาติอร่อยกลมกล่อม ไม่เผ็ด และไม่เลี่ยน สามารถรับประทานได้อย่างอร่อยลงตัว โดยบะหมี่จับกังที่ จ.พิษณุโลก 1 ชามใช้บะหมี่ 4 ก้อน ราคาเพียง 40 บาท หลังจากเปิดบริการวันแรกมีลูกค้าอุดหนุนคึกคัก เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับผู้ที่ชื่นชอบรับประทานบะหมี่ วันนี้แนะนำกันที่ จ.พิษณุโลก ที่ได้เปิดบริการขายบะหมี่ เย็นตาโฟหม้อไฟ ที่อร่อยถูกปาก โดยร้านนี้คือ ร้านบะหมี่จับกัง ที่ตั้งอยู่ที่อาคาร@พระลือ เลขที่ 37 ถนนพระลือ ซอย 1 อ.เมือง จ.พิษณุโลก มีนายสุทธิภัทร ชูสกุลพัฒนา อายุ 47 ปี หรือ เซฟท็อป เป็นเจ้าของร้าน และร้านเปิดให้บริการเมื่อวานนี้ วันที่ 11 พ.ค.เป็นวันแรก มีประชาชนที่ชื่นชอบรับประทานบะหมี่ที่ทราบข่าวต่างเดินทางมารับประทานกันจำนวนมาก ทั้งนี้ ร้านบะหมี่จับกังแห่งนี้มีเมนูเด่น คือ บะหมี่จับกัง เย็นตาโฟหม้อไฟ โดยเฉพาะบะหมี่จับกังที่มีรสชาติอร่อยถูกปากเชฟท็อปบอกว่า ร้านของตนได้นำสูตรบะหมี่จับกังมาจากกรุงเทพ จากนั้นได้มีปรับปรุงสูตรเพิ่มเติม จนรสชติอร่อย ไม่เผ็ด และไม่เลี่ยน สามารถรับประทานได้อย่างลงตัว อร่อยกล
วันที่ 14 พ.ค. ที่บ้านดนตรีเพ็ชรลังการ บ้านเลขที่405 ม.3 บ้านค้อ ต.บ้านค้อ อ.เมือง จ.ขอนแก่น นายจักรพงศ์ เพ็รชแสน หรือครูพงศ์ อดีตนักดนตรีวงโปงลางสะออน ได้สร้างกลองเพลจากไฟเบอร์กลาส ขนาดกว่า 2.20 เมตร โดยใช้หนังควาย 2 ตัว เพื่อนำถวายวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร จ.นครพนม โดยหวังจะเป็นต้นแบบในการสร้างวัสดุเทียมเลียนแบบธรรมชาติ ลดการตัดไม้ทำลายป่า นายจักรพงศ์ กล่าวว่า ได้มีโอกาสเดินทางไปไหว้ทำบุญยังหลาย สถานที่ตามโอกาสต่าง ๆ และได้ไปเจอกับกลอง ที่อยู่ในวันซึ่งเป็นวัดที่มีผู้คนไปทำบุญกันบ่อยครั้ง โดยเฉพาะ อย่างวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร เห็ว่ากลองนั้นมีอยู่ในวัด หรือที่เราเรียกกันว่า กลองเพล โดยมี 2 ลักษณะ คือ กลองที่ทำจากไม้ที่เป็นต้นเลย ซึ่งในอดีตนั้นมีไม้ต้นใหญ่ๆ สามารถนำมา ทำกลองได้เลย และลักษะที่ 2 คือ การนำเอาไม้มาต่อกันเพื่อนำมา เข้าหน้าหนังทำเป็นกลองเพล แล้วนำ ไปถวายพระในวัดต่างๆ จึงตัดสินใจทำกลองเพลลูกแรกโดยการนำท่อน้ำประปา พีวีซี ขนาดใหญ่มาทำ กลองเป็นการทดลองลูกแรก หลังจากทำเสร็จก็ลองตีดู เสียงดังกระหึ่มอย่างมาก น้ำหนักก็เบาด้วย ในการทำกลองเพลไฟเบอร์กลาสใช้เวลาในการขึ้นรูป 5 วัน ห
งานฝีมือยังเป็นอะไรที่ขายได้ โดยเฉพาะงานคราฟต์ของไทย ด้วยตัวงานมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และมีเรื่องราวที่ถูกสืบทอดและสานต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่น ใครเห็นเป็นต้องชอบทุกราย คุณฟลุค-เขมิกา ชัญโต อายุ 25 ปี สาวสวยผู้หลงใหลในงานฝีมือ เล่าให้ฟังว่า เรียนจบเพียงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จาก กศน. ก่อนหน้านี้ทำงานประจำอยู่ที่จังหวัดชลบุรี พร้อมทั้งยึดอาชีพขายของออนไลน์ไปพร้อมกัน กระทั่งย้ายกลับบ้านที่จังหวัดยโสธรด้วยความคิดถึง และนี่เองเป็นจุดเริ่มต้นของการขายงานคราฟต์ผ่านออนไลน์ “ที่บ้านฟลุคทำสินค้าโอท็อปของจังหวัดยโสธรหลายอย่าง เลยอยากจับงานฝีมือมาขายรวมกัน โดยงานคราฟต์ที่ฟลุคเลือกนำมาขายผ่านออนไลน์ เป็นงานฝีมือจากกลุ่มผู้สูงอายุ” คุณฟลุค เล่าย้อนว่า ได้เจอกับกลุ่มผู้สูงอายุจากจังหวัดศรีสะเกษ เมื่อครั้งไปเดินเที่ยวงานแสดงสินค้างานหนึ่ง “จากเดิมท่านจะทำเป็นพวกของใช้ในครัวเรือน เช่น สุ่มไก่ สุ่มดักปลา เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไปก็ขายไม่ค่อยดี กระทั่งได้รับคำแนะนำจากวัฒนธรรมจังหวัดว่าให้ลองเปลี่ยนรูปแบบเป็นเครื่องประดับ จึงเริ่มทำเป็นต้นมา” ซึ่งเครื่องประดับดังกล่าว คือต่างหูสุ่มจิ๋ว และมาลัยข้าวตอกจิ๋ว ที่คุณฟลุ
หนุ่มพิษณุโลกนำสูตรบะหมี่จับกังมาจากกรุงเทพฯ มาปรับปรุงสูตรใหม่จนรสชาติอร่อยกลมกล่อม ไม่เผ็ด และไม่เลี่ยน สามารถรับประทานได้อย่างอร่อยลงตัว โดยบะหมี่จับกังที่ จ.พิษณุโลก 1 ชามใช้บะหมี่ 4 ก้อน ราคาเพียง 40 บาท หลังจากเปิดบริการวันแรก มีลูกค้าอุดหนุนคึกคัก สำหรับผู้ที่ชื่นชอบรับประทานบะหมี่ วันนี้แนะนำกันที่ จ.พิษณุโลก ที่ได้เปิดบริการขายบะหมี่ เย็นตาโฟหม้อไฟ ที่อร่อยถูกปาก โดยร้านนี้คือ ร้านบะหมี่จับกัง ที่ตั้งอยู่ที่อาคาร@พระลือ เลขที่ 37 ถนนพระลือ ซอย 1 อ.เมือง จ.พิษณุโลก มีนายสุทธิภัทร ชูสกุลพัฒนา อายุ 47 ปี หรือ เซฟท็อป เป็นเจ้าของร้าน และร้านเปิดให้บริการเมื่อวานนี้ วันที่ 11 พ.ค.เป็นวันแรก มีประชาชนที่ชื่นชอบรับประทานบะหมี่ที่ทราบข่าวต่างเดินทางมารับประทานกันจำนวนมาก ทั้งนี้ ร้านบะหมี่จับกังแห่งนี้มีเมนูเด่น คือ บะหมี่จับกัง เย็นตาโฟหม้อไฟ โดยเฉพาะบะหมี่จับกังที่มีรสชาติอร่อยถูกปาก เชฟท็อป บอกว่า ร้านของตนได้นำสูตรบะหมี่จับกังมาจากกรุงเทพฯ จากนั้นได้มีปรับปรุงสูตรเพิ่มเติม จนรสชติอร่อย ไม่เผ็ด และไม่เลี่ยน สามารถรับประทานได้อย่างลงตัว อร่อยกลมกล่อม โดยชามหนึ่งตนจะใช้บะหมี่ 4 ก้อน
ไม่ชอบเดินตามซุปเปอร์มาร์เก็ต แต่ถ้าตามตลาดนัดหรือตลาดน้ำ หากมีเวลาหรือวันไหนที่ไม่ร้อนมากนัก เป็นต้องไปทุกครั้ง ตามตลาดน้ำ ตลาดนัดมีของให้ดูให้ชม โดยเฉพาะตลาดน้ำ มีของให้ชิมมากมาย ส่วนมากก็เป็นพืชผลผลิตของชาวบ้าน พืชผักพื้นถิ่นบางชนิด ไม่คุ้นตา ไม่รู้จัก ก็ได้แต่ทายทัก ไถ่ถามแม่ค้าอารมณ์ดีที่เป็นชาวบ้านแถวนั้น แม่ค้าบางคนถ้าพูดจาถูกปากถูกคอ ทั้งแจกทั้งแถมกันเลยทีเดียว ตลาดน้ำจึงเป็นตลาดของชาวบ้าน เพื่อชาวบ้านและชาวเราโดยแท้ เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาได้แวะเวียนไปตลาดน้ำวัดลำพญา ซึ่งอยู่ในจังหวัดนครปฐม ไปถึงแทบจะหาที่จอดรถไม่ได้ แน่นไปหมด ผู้คนมาจากสารทิศ ซึ่งดูได้จากป้ายทะเบียนรถของแต่ละคัน ลงจากรถเดินดุ่มสู่ตลาด ของกินของใช้ ของสด ของแห้ง ดูละลานตา หันไปเห็นยอดฟักข้าวและเสาวรส เลยซื้อติดมือมาอย่างละกำ ด้วยแม่ค้าหน้าตาดี อายุน่าจะเจ็ดสิบ พูดจาฉอเลาะ ริมฝีปากแดงเปรอะไปด้วยน้ำหมาก จึงได้พูดคุยกันถูกคอ และซักไซ้ไล่เลียง จนได้ความว่า สามีเป็นคนปลูก (มีสามีซะแระ) ไว้ตามรั้วบ้าน ด้วยบ้านอยู่ใกล้แม่น้ำ พวกผักเหล่านี้จึงอวบอูมงดงาม อยากไปเยี่ยมชมถึงเรือนชาน แต่ก็ให้เกรงใจสามีของเธอ แต่ไหนแต่ไรมา
คุณยายวัย 67 สู้ชีวิต สร้างงานให้กับตัวเอง ประดิษฐ์งานฝีมือสานสาดคล้า หรือเสื่อคล้า ภูมิปัญญาท้องถิ่น สร้างงาน สร้างรายได้ หวั่นจะกลายเป็นตำนานไร้คนสานต่อ โอดไม่มีหน่วยงานภาครัฐเข้ามาส่งเสริม ที่บ้านเลขที่ 140/1 ม.6 ต.โคกสะบ้า อ.นาโยง จ.ตรัง ซึ่งเป็นบ้านของ คุณยายจำเรียง คล้ายเถาว์ อายุ 67 ปี นั่งสาละวนและตั้งอกตั้งใจ สานสาดคล้า หรือ สานเสื่อคล้า โดยบริเวณใกล้เคียงคุณยายจำเรียง มีกองต้นคล้าวางเรียงรายเป็นจำนวนมาก พร้อมทั้งสาดคล้าหรือเสื่อคล้า จัดวางอย่างเป็นระเบียบ พร้อมที่จะขายให้กับชาวบ้านที่สนใจเลือกซื้อสาดคล้า ซึ่งเป็นงานฝีมือที่เกิดจากภูมิปัญญาท้องถิ่นอย่างแท้จริง คุณยายจำเรียง เล่าให้ฟังว่าทำงานฝีมือสานสาดคล้ามาตั้งแต่อายุ 17 ปี ได้เรียนรู้การทำเสื่อจากพ่อ ด้วยสภาพแวดล้อมในหมู่บ้านเป็นหนองน้ำ เป็นที่นา ทำให้มีต้นคล้าจำนวนมาก ซึ่งต้นคล้า เป็นไม้ล้มลุก เจริญเติบโตขึ้นเป็นกอมีอายุหลายปี ลำต้นมีทั้งแบบตั้งตรง มีเหง้าหรือหัวอยู่ใต้ดิน ลำต้นกลมเป็นสีเขียวเข้มออกเป็นข้อๆ และมีข้อปล้องยาว หากรวมทั้งก้านและใบจะมีความสูงประมาณ 1-2 เมตร ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการแยกหน่อปลูกในที่เป็นน้ำหรือเป็นโค
