How to
“บ้านผลไม้” ธุรกิจแปรรูปผลไม้ ตั้งอยู่ที่ ตำบลรอบเวียง อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย ธุรกิจครอบครัวของ คุณจิรทีปต์ ปัทมโยธิน และ คุณนริชา กุลนานันท์ ที่มีความรักในการแปรรูปผัก-ผลไม้ที่มีอยู่ในท้องถิ่น ตามที่เคยมีประสบการณ์ในการทำงานร่วมกับโครงการโรงงานหลวงอาหารสำเร็จรูป ที่เชียงรายและเชียงใหม่ และโครงการตามพระราชดำริ ที่สกลนครและบุรีรัมย์ ปัจจุบัน บ้านผลไม้ดำเนินธุรกิจมาร่วม 15 ปี โดยมีทายาทรุ่นที่ 2 คือ คุณสุทัตตา ปัทมโยธิน วัย 26 ปี มารับช่วงบริหารงานในตำแหน่งผู้จัดการทั่วไป คุณสุทัตตาเรียนจบปริญญาตรี จากคณะวิทยาศาสตร์ สาขาวิชาเคมี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ควบด้วยปริญญาโท ด้านการจัดการ จากมหาวิทยาลัยเทกซัส วูแมน (Texas Woman’s University) หลังเรียนจบทายาทสาวรีบกลับมาช่วยกิจการครอบครัว “บ้านผลไม้เป็นธุรกิจที่พ่อกับแม่ช่วยกันสร้าง เห็นถึงความตั้งใจของทีมงานทุกคนที่อยู่ด้วยกันมา 10 กว่าปี ในฐานะที่เป็นทายาท และโตมากับธุรกิจนี้จึงอยากให้มีต่อไปเรื่อยๆ เป็นความภูมิใจที่ได้ทำผลิตภัณฑ์ที่ดีมีคุณภาพให้ผู้บริโภคได้ทาน” ทายาทสาวถ่อมตัวว่า เธอยังต้องเรียนรู้การบริหารงานอีกพอสมควร ทั้งนี้ ต้องอาศัยพ่อ
คุณกาญจนรัตน์ ธนิกกุล อายุ 31 ปี หรือ คุณโอ๋ เจ้าของธุรกิจ หมูคุณนาย by เจ๊โอ๋ เธอเริ่มต้นธุรกิจด้วยทุนเพียง 8,000 บาท กับสามี จากธุรกิจเล็กๆ ที่ลองผิดลองถูก วันนี้ธุรกิจของคุณโอ๋ก้าวเข้าสู่ปีที่ 4 สามารถสร้างรายได้ราวหลักแสนบาทต่อเดือน หลังเรียนจบคณะบริหารธุรกิจ สาขาระบบสารสนเทศคอมพิวเตอร์ คุณโอ๋ยึดอาชีพขายเสื้อผ้าตามตลาดนัด แต่รายได้ไม่แน่นอน ขายได้บ้างไม่ได้บ้างแล้วแต่วัน มิหนำซ้ำยังเป็นหนี้จากการขายด้วย “อยากเปลี่ยนอาชีพมาทำอะไรก็ได้ที่เกี่ยวกับของกิน และเป็นร้านขายส่ง โอ๋เริ่มศึกษาข้อมูลในยูทูบ และถามจากผู้ใหญ่ใกล้ตัวบ้าง เกี่ยวกับการแปรรูปอาหาร ใช้เงินลงทุน 8,000 เปิดธุรกิจ หมูคุณนาย by เจ๊โอ๋” แต่กว่าจะประสบความสำเร็จไม่ใช่เรื่องง่าย คุณโอ๋ เล่าว่า เคยโดนเปรียบเทียบกับสินค้าเจ้าอื่น โดนติเรื่องรสชาติ คุณภาพ รวมทั้งราคา “รสชาติยังอ่อนไป ไม่เข้มข้นก็กลับมาปรับสูตรและส่วนผสมกันใหม่ เน้นใช้วัตถุดิบดี เลือกหมูส่วนสะโพก มีคุณภาพจนทุกอย่างลงตัว” ใช้เครื่องสไลซ์จากตอนแรกใช้มือ ทำให้แผ่นหมูหนาบางไม่เท่ากัน ตากในโดมพาราโบลาซึ่งแห้งไวกว่าแดดธรรมชาติ ใช้เวลา 1 วันเต็ม แล้วนำมาทอด คุณโอ๋ ย้ำ
นอกจากข้าวเหนียวมะม่วง ขนมหวานขึ้นชื่อของไทย ก็ไอศกรีมกะทินี่แหละ ที่หวาน มัน อร่อย โดนใจนักท่องเที่ยวเกือบทุกชาติ ไอศกรีมบ้านแพ้ว ร้านไอศกรีมเจ้าดังที่ตลาดนัดจตุจักร รีวิวแน่น ลูกค้าตอบรับดี ยอดขายทะลุวันละ 3 พันถ้วย เปิดร้านสร้างความอร่อยมายาวนานตั้งแต่ปี 2008 นับรวมตอนนี้กว่า 10 ปี โดย คุณภคมน วรกฤตเวคิน หรือ คุณแมคกี้ อายุ 34 ปี จุดเริ่มต้นของธุรกิจนี้ มาจากการที่คุณแมคกี้อยากหางานเสริมทำช่วงเสาร์–อาทิตย์ สมัยเรียนปริญญาโท คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถามว่า ทำไมถึงเป็นไอศกรีมกะทิ คุณแมคกี้ บอกว่า แถวบ้านมีร้านไอศกรีมกะทิใส่ถ้วย ใส่ขนมปังขายที่เราเห็นกันทั่วไป คุณพ่อของเธอชอบซื้อมะพร้าวเผามาทานอยู่แล้ว จึงลองซื้อไอศกรีมกะทิมาทานคู่กับมะพร้าวเผา สองอย่างนี้เป็นอะไรที่ลงตัว เป็นแพ็กเกจจิ้งที่น่าสนใจ จึงรับไอศกรีมกะทิโฮมเมดจากร้านแถวบ้าน เปิดร้านขายที่ตลาดนัดจตุจักร ขายวันแรกผลตอบรับยังไม่ดี “แมคใช้วิธีให้เพื่อนเป็นหน้าม้ามาซื้อไอศกรีมที่ร้าน วิธีการนี้ดีมาก ได้รับผลตอบรับทันตาเห็น คนเริ่มสนใจเดินเข้ามาซื้อมากขึ้น เลยปรับร้านให้เป็นรูปเป็นร่าง ทำโมเดล วอล์กอัพตั้งโชว์หน้าร้าน ทำป
เพิ่งจะเคยเห็นเหมือนกันว่ามีร้านกาแฟที่เปิดโอกาสให้ลูกค้าจ่ายเงินค่าเครื่องดื่มตามความพอใจ ชนิดว่า ถ้าอร่อยมาก ก็จ่ายมาก ถ้าไม่อร่อย ก็ไม่ต้องจ่าย คุณเอกสิทธิ์ รัชตะกิตติสุนทร เจ้าของกาแฟ a’sey a’sey crafe’ เอเซย์ เอเซย์ คราฟเฟ่ ตั้งอยู่ที่ บ้านโฮ่งมะค่า ตำบลบ้านแปะ อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ คอนเซ็ปต์ให้ลูกค้าจ่ายเงินค่ากาแฟตามความพอใจ คุณเอกสิทธิ์ เล่าว่า ปัจจุบันนอกจากเปิดร้านกาแฟแล้ว ยังเป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดให้กับสถานีโทรทัศน์ดิจิตอลแห่งหนึ่ง และเป็นเจ้าของไร่เอกเขนกปลูกผักสลัดออร์แกนิก สำหรับร้านกาแฟ a’sey a’sey crafe’ เปิดได้เพียง 4 เดือนเท่านั้น ที่มาก็คือ เจ้าของร้านต้องการใช้พื้นที่ตรงนี้พบปะสังสรรค์กับเพื่อนฝูง ประกอบกับรู้จักโรงคั่วเมล็ดกาแฟ จึงตัดสินใจเปิดร้าน “ผมชอบดื่มกาแฟ และมีญาติเป็นเจ้าของโรงคั่วกาแฟ เลยทดลองเปิดบ้านเป็นร้านกาแฟ หวังให้เป็นที่พบปะสังสรรค์ของเพื่อนๆ แต่จากนั้นไม่นาน เริ่มมีลูกค้ามาใช้บริการ และบอกปากต่อปากในเรื่องของรสชาติ และบริการที่ไม่เหมือนใคร นั่นคือ จ่ายเงินค่าเครื่องดื่มตามความพอใจ” คุณเอกสิทธิ์ เผยต่อว่า เมื่อลูกค้าสั่งเครื่องดื่ม และรับ
ยางพารา ยังถือได้ว่าเป็นพืชเศรษฐกิจส่งออกของประเทศไทยที่สำคัญอย่างหนึ่ง แม้ว่าบางช่วง อาจจะราคาตก หรือซบเซา แต่อย่างไรก็ตาม น้ำยางจากต้นยางพารา ก็สามารถนำมาแปรรูปเป็นสินค้าที่นำไปใช้ในอุตสาหกรรมยางรถยนต์ หรือนำไปใช้ประกอบการทำถนน หรือกระทั่งการแปรรูปไปสู่การทำเครื่องนอน อย่าง หมอน ที่นอน และแปรรูปไปสู่การทำกระเป๋า กระเป๋าเดินทาง เพื่อเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้า ประกอบกับในปัจจุบันที่ดูเหมือนว่าการประกอบอาชีพเพียงอาชีพเดียวคงไม่เพียงพออีกต่อไปแล้วในปัจจุบัน ด้วยภาวะเศรษฐกิจและค่าครองชีพที่สูงขึ้น ทำให้หลายคนหันมาสนใจการประกอบอาชีพเสริม นอกเหนือจากงานประจำที่ทำอยู่ทุกวัน การมองเห็นช่องทางและโอกาสในการประกอบอาชีพ จึงเป็นการเพิ่มรายได้ให้ได้ไม่น้อยเลยทีเดียว คุณจตุพล พรหมเทพ วัย 29 ปี วิศวกรหนุ่มคนนี้ก็เช่นกัน เขาไม่เพียงมีงานประจำทำเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ยังมีอาชีพเสริม เป็นคนขายกระเป๋าจากยางพารา ไอเดียกิ๋บเก๋สุดสร้างสรรค์ ที่มีทั้งรูปสัตว์และผลไม้ ใบไม้นานาชนิด ซึ่งเป็นไอเดียต่อยอดจากคุณลุงวัยเกษียณเป็นผู้ริเริ่ม โดยคุณจตุพล เล่าให้ฟังว่า “จุดเริ่มต้นของการทำกระเป๋าจากยางพารา มาจากค
ในช่วงเวลาแห่งความเร่งรีบ “ก๋วยเตี๋ยว” ดูเหมือนจะเป็นอาหารประเภทเส้นที่ตอบสนองได้ดีที่สุด และไม่เพียงเท่านั้นยังตอบสนองได้ดีกับทุกเพศ ทุกวัย ทุกระดับอาชีพ เพราะไม่ว่าจะอยู่ตรงจุดไหน เวลาใด คุณสามารถหาก๋วยเตี๋ยวรับประทานได้ไม่ยาก ใช่ว่าก๋วยเตี๋ยวทุกร้าน ทุกแห่งจะประสบความสำเร็จไปทั้งหมด เพราะการก้าวสู่อาชีพทำเส้นให้เป็นเงินในยุคการแข่งขันที่เข้มข้นเช่นนี้แค่ทำอร่อยยังไม่พอ แต่ต้องเพิ่มปัจจัยการแข่งขันทางธุรกิจเสริมเข้าไปอีกไม่ว่าจะเป็นเรื่องการบริการ, ราคา, เทคนิคกลยุทธ์ลดแลกแจกแถม, สถานที่ตั้ง, ความสะดวกในการจอดรถ หรือแม้แต่วัตถุดิบที่นำมาใช้ปรุง ก๋วยเตี๋ยวเรืออยุธยา(เสนา) ของร้านนี้เป็นก๋วยเตี๋ยวเรือหมูที่มีทั้งลูกชิ้น เนื้อสด เนื้อเปื่อย ตับ พร้อมกับเส้นก๋วยเตี๋ยวทุกชนิด (ยกเว้น มาม่า) รวมถึงยังมีแคบหมู กับกากหมูเจียวหอม อร่อย ไว้บริการ อีกทั้งเจ้าของร้านยังเอาใจใส่ดูแลความอร่อยเต็มที่ด้วยการลงทุนทำเครื่องปรุงทุกชนิดด้วยตัวเอง ตำเอง โขลกเอง พร้อมกับนำวัสดุปรุงทุกชนิดที่ได้คุณภาพมาใช้ คุณเก่ง บอกว่า สมัยร้านเดิมเปิดครั้งแรกกำหนดราคาขายเพียงชามละ 10 บาท จนปี 2545 ปรับราคามาขายช
วันที่ 2 พฤษภาคม 2561 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่จังหวัดนครพนม ในช่วงฤดูแล้งปีนี้แม้จะมีพายุฝนฤดูร้อน ตกลงมาต่อเนื่อง แต่ยังมีหลายพื้นที่จะประสบปัญหาจากภาวะภัยแล้ง ขาดน้ำในการทำการเกษตร แต่ชาวบ้านหนองแต้ และ ชาวบ้านนาขาม ต.นาขาม อ.เรณูนคร จ.นครพนม ได้พลิกวิกฤตเป็นโอกาส นำอาชีพภูมิปัญญาชาวบ้าน ทำนากบมาสร้างรายได้หน้าแล้ง ด้วยการปรับพื้นที่นา นำตาข่ายเขียวมาขึงเป็นคอกเลี้ยงกบ ขายลูกอ็อด เนื่องจากมองว่า ลูกอ็อด เป็นที่ต้องการของตลาดสูง และหายาก โดยได้เริ่มจากการเลี้ยงตามภูมิปัญญาชาวบ้านลองผิดลองถูกมานานหลายปี จนกระทั่งเกิดความชำนาญ กลายเป็นอาชีพที่มีผลผลิตสร้างรายได้ให้กับชาวบ้านได้เป็นอย่างดี จนทำให้หมู่บ้านเหล่านี้เป็นที่รู้จักกันทั่วไปว่า หมู่บ้านเลี้ยงกบ ซึ่งถือได้ว่า เป็นแห่งเดียวของนครพนม ซึ่งในแต่ละปีจะมีบรรดาพ่อค้า แม่ค้า เดินทางมารับซื้อลูกอ็อด ช่วงหน้าแล้ง ไปส่งขายออกสู่ตลาดทั่วภาคอีสาน ปีละหลาย 10 ตัน สร้างเงินหมุนเวียนสะพัดปีละกว่า 10 ล้านบาท ทีเดียว โดยอาชีพทำนากบ จะเริ่มขึ้นในช่วงหน้าแล้งหลังเก็บเกี่ยวข้าวเสร็จ ชาวบ้านจะใช้พื้นที่นาว่าง นำตาข่ายเขียวมาขึงเป็นบ่อเลี้ยงกบ จากนั้น
ทุกวันนี้หาขนมไทยที่อร่อยและเป็นสูตรดั้งเดิมได้ยากมาก ที่มีวางขายทั่วไปก็ทำกันยังไม่ครบเครื่อง หรือไม่ก็นำวัตถุดิบส่วนผสมแบบเทียมๆ มาใช้ คนไทยเองก็ไม่นิยมทำขนมไทยเพราะมีวิธี/ขั้นตอนที่ยุ่งยาก ละเอียด เลยแห่กันไปทำขนมเค้ก/เบเกอรี่กันอย่างเป็นเรื่องเป็นราว ความจริงขนมไทยที่อร่อยแล้วมีคุณภาพก็ยังพอหาได้ เพียงแต่ต้องลำบากเดินทางออกไปตามต่างจังหวัด เพราะชาวบ้านหลายพื้นที่ยังเก็บภูมิปัญญาการทำขนมไทยแบบดั้งเดิมเอาไว้ แถมยังโชคดีที่พวกเขานำวัตถุดิบส่วนผสมที่มีความเป็นธรรมชาติมาใช้ อย่างไรก็ตาม ขนมไทยยังคงเป็นที่ต้องการของสังคมไทยในวาระเทศกาลมงคลต่างๆ คุณวารุณี กีรติวิทยากร หรือ คุณตาล บ้านเลขที่ 39/2 หมู่ที่ 1 ตำบลท่าช้าง อำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง มีอาชีพทำขนมไทยขาย โดยเน้นความละเอียดประณีตบรรจงในวิธีการทำแต่ละขั้นตอน ใส่ใจพิถีพิถัน พร้อมกับปรับปรุงพัฒนาคุณภาพด้วยการคัดสรรวัตถุดิบจากธรรมชาติ ทำให้มีรสชาติอร่อย เข้มข้น ปลอดภัย เป็นที่ชื่นชอบของลูกค้าทุกกลุ่มทั้งแบบขายปลีก ขายส่ง หรือสั่งทำเพื่อใช้ตามงานสำคัญ ในชื่อแบรนด์ “น้ำตาล บ้านขนม” คุณวารุณี กีรติวิทยากร หรือคุณตาลกับสาลี่ปลาคร๊าฟ ค
ปัจจุบันเริ่มมีคนไทยในต่างประเทศ ปลูกผักไว้ทานกันเองบ้างแล้ว ทั้งนี้ก็เพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย ได้กินผักที่อยากกิน ผ่อนคลายการคิดถึงบ้าน ที่สำคัญเกิดความภูมิใจได้ทานผักที่ปลูกเอง เฉกเช่นคุณสุพรรณกรรณิการ์ หรือคุณนิกา วังสีราบิคช ปัจจุบันอายุ 54 ปี สาวไทยที่ไปอาศัยอยู่รัฐเฮสเซิน ประเทศเยอรมันนี คุณนิกา ไปอยู่ที่ประเทศเยอรมันนีนาน 17 ปีแล้ว โดยแต่งงานกับสามีชาวเยอรมัน ปัจจุบันเธออาศัยอยู่ทางภาคกลาง จังหวัด Schwalmstatd หมู่บ้าน ทรูทสไซน. เขตรัฐเฮสเซิน เป็นเมืองเล็กๆ แต่มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน เป็นจังหวัดที่ถูกสร้างใหม่เกิดขึ้นเมื่อหลังสงครามโลกครั้งที่2 “ดิฉันแต่งงานกับสามีชาวเยอรมัน16 ปี เริ่มปลูกผักกินเองตั้งแต่แต่งงานปีแรก สามีก็มีความรู้เรื่องการปลูกผักท้องถิ่น และการเลี้ยงสัตว์พอสมควร สำหรับจุดเริ่มต้น เพราะบ้านอยู่นั้น ไกลจากตัวเมือง ของกินหายาก และมีราคาแพง เลยจำเป็นต้องปลูกผักทานเอง แต่ทว่าดินจังหวัดนี้ไม่ค่อยดี มีแต่เศษหิน เศษกระเบื้อ เวลาปลูกพืชจำเป็นต้องปรับปรุงดินก่อน” บริเวณบ้านที่คุณนิกาอาศัยอยู่มีพื้นที่ค่อนข้าง เลยพอจะปลูกผักได้ เธออาศัยปรับปรุงดินใช้วิธีใส่ขี้ไก่ และปุ๋ย
ที่พัทยามีร้านอาหารทะเลชื่อดังขนาดใหญ่จุได้หลายร้อยคนอยู่มากมาย ยามใดที่พวกเราไปเที่ยว นึกอะไรไม่ออก ร้านดังๆ ก็มักจะเป็นตัวเลือกอันดับแรกๆ ให้แวะเวียนไปชิมอยู่เสมอ แต่ยังมีร้านอาหารทะเลอีกประเภทหนึ่ง ซึ่งเป็นร้านยอดนิยมในหมู่คนพื้นที่ในพัทยา มีขนาดไม่ใหญ่มาก เจ้าของร้านไปจ่ายตลาดเอง คุมครัวเอง จึงมีรสมือคงที่ ไปกินกี่ครั้งก็ยังอร่อยเหมือนเดิม คราวนี้ผมได้ไปเสาะแสวงหามาบอกต่อขอเชียร์อีกร้านหนึ่ง ร้านนี้มีชื่อว่า ครัวเจ๊ตุ้ม ร้านครัวเจ๊ตุ้ม เป็นร้านขนาดกำลังดีไม่เล็กไม่ใหญ่ จุคนได้เกือบร้อย ขายอยู่หน้าบ้านตัวเองมาได้ 16 ปีแล้ว ทำเลที่ตั้งซ่อนตัวอยู่ใน ซอยเทพประสิทธิ์ 17 เข้ามาสุดซอยเจอแยกแล้วเลี้ยวขวาก็จะเห็นร้านครัวเจ๊ตุ้มอยู่ทางซ้ายมือ หรือจะเข้าจากอีกด้านจาก ถนนจอมเทียนสาย 2 อยู่ห่างจาก แยกมัจฉานุ 500 เมตร จุดสังเกตปากซอยฝั่งนี้คือ โรงแรมแกรนด์เรสิเดนซ์ ถ้าเข้าจากฝั่งนี้ เข้ามานิดเดียวก็จะเห็นร้านครัวเจ๊ตุ้มอยู่ทางฝั่งขวา ลักษณะเป็นโถงสีขาวยกพื้นอยู่ติดกับครัว มีทางเดินกลางแจ้งอยู่ตรงกลาง ส่วนด้านขวาเป็นศาลาโล่งมีหลังคาคลุมสำหรับนั่งเพิ่มได้อีก เจ๊ตุ้มในวัย 70 กว่าปี ยังแวะมาที่ร้านเ
