How to
ทายาทธุรกิจผลิตครก เติมไอเดียครกหินดีไซน์เก๋ มีหูหิ้ว มีที่วางสากป้องกันสากกลิ้ง ขนาดกะทัดรัด ถูกจริตคนรุ่นใหม่และโดนใจชาวต่างชาติให้หันมาทำกับข้าวมากขึ้น นับเป็นการฟื้นคืนชีพอุปกรณ์ทำครัวที่เกือบถูกลืม ให้กลับมามีชีวิตที่สมบูรณ์แบบอีกครั้ง คุณอัฐภิญา ธาราศักดิ์ หรือ คุณกุ๊ก ภรรยาสาวในวัย 35 ปีของคุณธารา ธาราศักดิ์ เจ้าของไอเดียครกหิ้วได้ ดีไซน์เฉียบ แนวคิด “พัก พิง คว่ำ” เล่าว่า ครอบครัวคุณธารา (สามี) ประกอบกิจการผลิต จัดจำหน่ายครก และผลิตภัณฑ์จากหินแกรนิตยาวนาน 70 ปี สินค้าที่มี อาทิ จาน ชาม แก้วน้ำ เชิงเทียน งานหินแกะสลัก แรกเริ่มอยู่ที่จังหวัดชลบุรี ต่อมาย้ายมายังจังหวัดตาก เนื่องจากหินแกรนิตที่แข็งแกร่งที่สุดในประเทศไทยอยู่ที่จังหวัดตาก ภรรยาสาว เล่าต่อว่า ทางครอบครัวสามีมีแนวคิดต้องการช่วยเหลือชุมชน สร้างงาน สร้างรายได้ โดยจัดตั้งกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ชื่อว่า “กลุ่มผลิตภัณฑ์จากหิน ศิลาทิพย์” เมื่อปี พ.ศ.2552 เพื่อเข้าโครงการ OTOP “หลังจากที่จัดตั้งกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากหินก็มีเพิ่มขึ้น เน้นดีไซน์ตามความต้องการของลูกค้าเป็นหลัก และเกิดแนวคิดพัฒนาครกหิน” คุณกุ๊ก
“ชีวิตคนเราไม่แน่ไม่นอน” ประโยคดังกล่าวนี้ เห็นจะจริงที่สุดสำหรับ คุณชวพจน์ ชูหิรัญ หรือ “เฮียนพ” ผู้ผ่านชีวิตจากจุดต่ำสุด ขนาดที่ว่าบ้านซุกหัวนอนแทบจะยังไม่มี ผ่านงานมาแล้วนับร้อยอาชีพ ทั้งพนักงานรักษาความปลอดภัย คนขับแท็กซี่ ขับวินมอเตอร์ไซค์ มาสู่ เถ้าแก่โรงงานหมูปิ้ง ที่มีออร์เดอร์เฉลี่ยวันละ 100,000 ไม้ อ่านไม่ผิดหรอกค่ะ เฉลี่ยวันละหนึ่งแสนไม้ เหตุที่มียอดขายขนาดนี้เพราะมีแหล่งที่ส่งคือ โมเดิร์นเทรด / คนที่มาซื้อไปสร้างเป็นแบรนด์ของตัวเอง/ ตัวแทนขาย และพ่อค้ารายเล็กรายน้อย ชีวิตที่ผกผัน ลงต่ำสุด ขึ้นสูงสุดนี้ ไม่ใช่อยู่ๆ ก็ได้มา หากแต่ต้องผ่านประสบการณ์ ผ่านร้อน ผ่านหนาว กระทั่งมาสู่จุดนี้ คุณนพ เล่าว่า จบการศึกษาแค่มัธยมศึกษาปีที่ 3 หลังจากเรียนจบ ทำงานโรงงานอีก 10 ปี ผันไปสู่พนักงานโรงแรม จนกระทั่งเข้าสู่ปี 2540 วิกฤตต้มยำกุ้ง ก็ถูกเลิกจ้าง จากนั้นก็ดิ้นรนทำและพยายามหาอาชีพอีกหลายอาชีพ ทั้งค้าขายตามตลาดนัด เป็นพนักงานรักษาความปลอดภัย ไปเรียนการทำน้ำยาล้างจาน เรียนทำไอศกรีม พร้อมๆ กับออกไปขับแท็กซี่ ขับวินมอเตอร์ไซค์แถวสถานีตำรวจ อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี และชีวิตมาสู่จุดผกผัน
นายณัฐวุฒิ สมจันทร์ อายุ 48 ปี อยู่บ้านคลองหาด อ.คลองหาด จ.สระแก้ว เล่าว่า ในอดีต เมื่อปี 2531 เคยเป็นนักข่าวทำข่าวสงครามตามแนวชายแดน แต่มีรายได้ไม่แน่นอน ต่อมาจึงได้ยึดอาชีพขายผลไม้จำพวกทุเรียนและผลไม้ทั่วไป อยู่ที่ ดำเนินสะดวก อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี แต่ก็ขายได้ไม่นานก็หมดฤดูกาล ขายผลไม้มาหลายปี แต่ชีวิตก็ยังไม่ดีขึ้น เนื่องจากผลไม้ จะขายได้ในระยะเวลาสั้นๆ เท่านั้น ต่อมาจึงคิดหาอาชีพใหม่ ที่ไม่ต้องรอเวลา และต้องทำได้ต่อเนื่อง จึงได้เดินทางกลับบ้านเกิด ที่อำเภอคลองหาด จังหวัดสระแก้ว และได้ทำไอศครีมมะพร้าวน้ำหอม โดยเลือกทำเพิงขายบริเวณ ข้างทาง หน้าโรงเรียนอนุบาลศรีวัฒนาวิทยา อ.วัฒนานคร จ.สระแก้ว “ได้ทำไอศกรีมมะพร้าวน้ำหอม มากว่า 1 ปีแล้ว ขายดีมาก ดีกว่าขายผลไม้เนื่องจากขายได้ทุกวัน ต่อมาได้ขายมะพร้าวน้ำหอมถอดเสื้อ ด้วย ในราคาลูกละ 35 บาท แต่ละวันขายได้ ไม่ต่ำกว่า 300 ลูก หักค่าใช้จ่ายแล้วมีเงินเหลือวันละกว่า 3,000 บาท หากคิดเป็นเดือน จะมีรายได้จากการขายมะพร้าวน้ำหอม กับไอศกรีมมะพร้าวน้ำหอม เดือนละ100,000 บาท” ณัฐวุฒิ เล่าอีกว่า มะพร้าวน้ำหอมสามารถหาได้ตลอดทั้งปี รับซื้อมาจาก จังหวัดฉะเชิง
ในฐานะคนปลูกกาแฟ และคนดื่มกาแฟ ฉันว่าคุณูปการใหญ่หลวงของกาแฟ นอกจากมันเป็นเครื่องดื่มที่ดื่มแล้วชีวิตละมุนละไมแล้ว มันยังเป็นตัวช่วยไม่ให้ป่าหายไปจากโลก เพราะกาแฟเป็นพืชที่ต้องการร่มไม้ มันต้องอยู่ภายใต้แสงรำไรใต้ไม้ใหญ่เท่านั้นจึงจะออกดอกออกผลงดงามมีรสมีกลิ่นที่ดี เราจึงต้องปลูกมันใต้ต้นไม้ ปลูกมันในป่า ไม่ใช่ถางป่าให้เหี้ยนแล้วค่อยปลูกเหมือนพืชอื่น ตราบใดที่ยังมีกาแฟ ตราบนั้นยังมีป่า อันนี้ของแท้แน่นอน กาแฟของ ลี อายุ จือปา หนุ่มอาข่านักสู้วัย 35 ปี ปลูกบนดอยสูงที่อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย เขาโตมาในหมู่บ้านชาวอาข่าบนดอยสูงที่ยากจน ทำเกษตรกันมาหลายชั่วคนและยากจนสม่ำเสมอ แม้จะพยายามขวนขวายหาพืชใหม่มาปลูกมาขาย แต่ก็ไม่เคยเงยหน้าอ้าปากได้ ปลูกกาแฟก็ถูกกดรับซื้อเมล็ดกาแฟราคาจากพ่อค้าคนกลาง จนลีซึ่งมีโอกาสได้ร่ำเรียนถึงขั้นมหาวิทยาลัย ตัดสินใจนำผลผลิตของแม่ มาขายด้วยตนเอง “มันเริ่มจากสงสารแม่ เขาทำงานหนักมาก แต่เงินไม่เคยพอกินพออยู่ อยากให้เขาสบาย ผมบอกเขาว่าผมจะขายกาแฟของเขา กับของพี่น้องบนดอยให้ได้ราคาคุ้มกับที่เขาเหนื่อย” ลีตัดสินใจไม่ขายเมล็ดกาแฟดิบราคาถูกอย่างที่เคยทำ แต่นำมาตากมาค
ใกล้จะก้าวเข้าสู่ปีใหม่ ใครต่อใครก็ต่างพากันอัพเดตเทรนด์ปีหน้าในแวดวงของตัวเอง ไม่เว้นแม้แต่ “เครื่องดื่ม” ที่ฟอลคอน แทคทีมกับมืออาชีพด้านเครื่องดื่มและเบเกอรี่ชื่อดัง “พล ตันฑเสถียร” มาเผยเทรนด์เครื่องดื่มสุดล้ำต้อนรับปี 2018 พร้อมเผย 4 เมนูสร้างสรรค์ความอร่อยอย่าง ช็อกโกแลต มาเบิ้ล, กาโก้เย็น กาแฟและโกโก้ในแก้วเดียวกัน, ดับเบิลที ชานมและชาเขียวมิกซ์รวมกัน และยูนิคอร์น มิลค์เชค เครื่องดื่มสีพาสเทลเปรี้ยวบลูเบอร์รี่และบลูฮาวาย พลเผยว่า เทรนด์การใช้ชีวิตของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด ผู้บริโภคยุคใหม่มีความอยากรู้อยากลองของใหม่ๆ อยู่เสมอ สำหรับเทรนด์เครื่องดื่มที่น่าจับตามองในปี 2018 มี 3 เทรนด์หลักๆ ได้แก่ พล ตันฑเสถียร เทรนด์ “โลคอลไลเซชั่น” คือการนำวัตถุดิบจากท้องถิ่นมาครีเอตเมนู ชูจุดขายเรื่องความสดใหม่ เอกลักษณ์เฉพาะตัวแต่ละท้องถิ่นและความเป็นตัวตน เหมาะกับคนรุ่นใหม่ที่มองหาความแตกต่าง เทรนด์ “ดริ้งกิ้ง ดีเซิร์ท แอนด์ ไฮบริด ดริงก์” เป็นยุคที่เครื่องดื่มและเบเกอรี่ไม่มีเส้นแบ่งต่อกัน หรือเครื่องดื่มลูกผสม ที่สามารถสร้างความสดชื่นจากเครื่องดื่มพร้อมกับเพลิดเพลินรสสัมผัสแบบฉบับเบเกอ
จากบทเพลงพระราชนิพนธ์ “ยิ้มสู้” ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ถูกน้อมนำมาเป็นแรงบันดาลใจการดำเนินชีวิตของผู้พิการ และล่าสุดกับการเปิดตัวแบรนด์ “ยิ้มสู้” ซึ่งจัดแถลงข่าว ณ ร้านกาแฟยิ้มสู้ มูลนิธิสากลเพื่อคนพิการ ซอยอรุณอมรินทร์ 39 ศ.วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ ประธานมูลนิธิสากลเพื่อคนพิการ กล่าวว่า จากพระราชดำรัสในหลวง ร.9 ตอนหนึ่งว่า “งานช่วยคนพิการนี้ ก็มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะว่าผู้พิการมิได้เป็นผู้อยากพิการ แต่อยากช่วยตนเอง ถ้าเราไม่สามารถช่วยเขาให้สามารถที่จะปฏิบัติงานอะไรเพื่อช่วยชีวิตและมีเศรษฐกิจของครอบครัว จะทำให้เกิดสิ่งที่หนักในครอบครัว หนักแก่ส่วนรวม ฉะนั้นนโยบายที่จะทำก็คือ ช่วยให้เขาช่วยตนเองได้ เพื่อที่จะให้เขาสามารถเป็นประโยชน์ต่อสังคม” ซึ่งตนได้น้อมนำมาเป็นวัตถุประสงค์ก่อตั้งมูลนิธิ ในการพัฒนาคนพิการตั้งแต่แรกเกิด และการให้คนพิการมีงานทำ โดยได้ขับเคลื่อนเป็นรูปธรรมผ่านการจัดตั้งศูนย์ฝึกอาชีพคนพิการอาเซียน ที่ อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ ตั้งแต่ต้นปี 2560 เป็นต้นมา “ข้อมูลจากกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ เดือนกันยายน 2560 ระบุว่า ปัจจุบันไทยมีคนพิการที่อยู่ใ
กลายเป็นแลนด์มาร์คใหม่แห่งการท่องเที่ยวในอำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม สำหรับตลาดน้ำทุ่งบัวแดง ตลาดน้ำสุดชิคใกล้ชิดธรรมชาติที่เหล่าบรรดานักท่องเที่ยวต้องมาเช็คอิน เพราะ ณ เวลานี้ ไม่ต้องไปไกลถึงจังหวัดอุบลราชธานีก็มีดอกบัวสวยๆ ท่ามกลางบรรยากาศดีๆ มีร้านค้าขายของกิน ของฝาก เครื่องดื่มอร่อยๆ ตั้งอยู่บนเนื้อที่ 44 ไร่ เปิดอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนสิงหาคม รอให้นักท่องเที่ยวเข้ามาเยี่ยมเยียน คุณธานินทร์ เทพสุรินทร์ เจ้าของตลาดน้ำทุ่งบัวแดง ณ บางเลน เท้าความว่า ในอดีตพื้นที่แห่งนี้เคยเป็นบ่อเลี้ยงปลา มีปลานิล ปลาจีน รวมแล้วประมาณ 30 ตัน แต่ปัจจุบันถูกเนรมิตให้เป็นทุ่งบัวแดง เพราะต้องการให้อำเภอบางเลน เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ใกล้กรุงเทพฯ นักท่องเที่ยวสามารถมาได้ทุกวัน โดยไม่ต้องไปไกลถึงทุ่งบัวแดงจังหวัดอุบลราชธานี เปิดให้บริการอย่างเป็นทางการแล้ว เมื่อเดือนสิงหาคม 60 ที่ผ่านมา คุณธานินทร์ เดิมเป็นมัคคุเทศก์ เขา บอกว่า ไม่ถนัดเลี้ยงปลา ประกอบกับมีความฝันอยากทำตลาดน้ำที่ไม่เหมือนกับที่ไหน เลยเปลี่ยนจากบ่อปลาเนื้อที่ 44 ไร่ แบ่งเป็นโซนต่างๆ อาทิ ร้านค้าขายของกิน ของฝาก เครื่องดื่ม และ 24 ไร่ เป็นส
คุณสิริดา นาคทัต สาวไทยนักเรียนนอก จบกฎหมายจากอังกฤษ กลับเมืองไทยอยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง อยากทำด้านอาหารแต่ยังมองภาพไม่ออกว่าจะทำธุรกิจอะไรดี ด้วยความเป็นสาวรุ่นใหม่จึงใช้ตัวช่วยในการตัดสินใจ ด้วยการเดินทางไปดูงานแสดงสินค้าอาหารในหลายประเทศทั่วโลก สำรวจซุปเปอร์มาร์เก็ตของประเทศต่างๆ ตลอดจนศึกษาเทรนด์หรือแนวโน้มของอาหารทั่วโลก สุดท้ายลงตัวที่ “กัมมี่” เพราะมองว่าขนมขบเคี้ยวเป็นตลาดที่โตขึ้นเรื่อยๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ขนม “กัมมี่” หรือที่คนไทยนิยมเรียกว่า “เจลลี่” มีลักษณะเหนียวๆ เคี้ยวแล้วหนึบหนับๆ ในบรรดาขนมขบเคี้ยวของชาวอเมริกันและยุโรป กัมมี่คือขนมขบเคี้ยวแนวหน้าของชาติยุโรปและอเมริกา จากการที่คุณสิริดาได้เรียนอยู่เมืองนอก ได้เห็นพวกฝรั่งชอบกินขนมประเภทกัมมี่กันทุกเพศทุกวัย เธอจึงเกิดไอเดียอยากผลิตกัมมี่ที่เป็นขนมของพวกฝรั่งต่างชาติ มาทำเป็นขนมขบเคี้ยวในแบบฉบับของคนไทย โดยเอาจุดเด่นของเมืองไทยคือ นำผลไม้ไทยใส่ในกัมมี่ เป็นการแปลงสัญชาติขนมกัมมี่ของยุโรป ให้เป็นขนมกัมมี่สัญชาติไทยได้อย่างแยบยล ประโยคหนึ่งที่คุณสิริดากล่าวชี้นำได้อย่างเฉียบคม เธอกล่าวว่า ถึงแม้เศรษฐกิจจะตกต่ำ แ
เค้กมะพร้าว เป็นการผสานแนวคิดที่นำขนมแบบฝรั่งมาผสมกับไม้ผลแบบไทย สร้างความกลมกลืนได้ทั้งรสชาติและความเป็นธรรมชาติอย่างลงตัว นับวันความนิยมทานเค้กมะพร้าวมีมากขึ้น ภายหลังผู้คนตระหนักว่ามะพร้าวไม่ได้ทำให้มีรสอร่อยและหอมเท่านั้น แต่ยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพด้วย “ทิตยา (Thitaya)” เป็นร้านเค้กเล็กๆ อยู่ในซอยอารีย์ ถนนพหลโยธิน กทม.ที่ทำเค้กแนวโฮมเมดจากฝีมือของเจ้าของร้าน ด้วยการคัดสรรเลือกใช้วัตถุดิบที่มีคุณภาพแล้วไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ โดยเฉพาะเค้กมะพร้าวที่ใช้มะพร้าวอ่อนจากแหล่งปลูกที่เชื่อถือ รวมไปถึงยังมีเค้กชนิดอื่นและขนมอีกหลายชนิด นอกจากนั้นยังมีอาหารจานเดียวแบบอื่นที่มีรสชาติอร่อยในราคาไม่แพงไว้บริการด้วย้ คุณอาทิตย์ วงศ์ยฤทธิ์ เจ้าของร้าน เล่าว่า เปิดร้านแห่งนี้มา 5 ปีแล้ว สำหรับตัวเองร่ำเรียนและทำงานทางด้านกฎหมาย แต่ด้วยความสนใจและมีใจรักการทำขนมและอาหารเพราะติดใจฝีมือของคุณยายในวัยเด็ก จึงไปอบรมหาความรู้เพิ่มทักษะจากสถาบันการสอนทำเค้ก ขนม และอาหาร ที่มีชื่อดังหลายแห่ง จากนั้นจึงลองทำขายทางออนไลน์ กระทั่งมีลูกค้าติดใจสั่งซื้อกันเป็นจำนวนมาก จนทำให้ต้องตัดสินใจใช้พื้นที่ภายในบ้านตกแต่
“บ้าน” สถานที่ที่ดูเหมือนจะปลอดภัยที่สุดสำหรับคนและน้องหมา จนบางครั้งเราเองก็อาจจะมองข้ามหรือหลงลืมอันตรายใกล้ตัวบางอย่างไป แต่อุบัติภัยที่เกิดขึ้นกับน้องหมาส่วนใหญ่ก็มักจะเกิดขึ้นจากในบ้านได้นะคะ มาอ่านกันหน่อยดีกว่าว่าจะมีอันตรายอะไรบ้างที่เราสามารถพบได้ว่าจะทำให้เกิดปัญหากับน้องหมาของเรา สารเคมีที่ใช้ในบ้าน สารเคมีหลายอย่างที่ทุกบ้านต้องมีต้องใช้กันอยู่ ไม่ว่าจะเป็น ยาฆ่าแมลง ยากำจัดหนู น้ำยาถูพื้น ผงซักฟอก สารฟอกขาว ทินเนอร์ น้ำมันเครื่อง ฯลฯ ซึ่งคนอย่างเรารู้จักอันตรายของสิ่งเหล่านี้กันดีอยู่แล้ว ดังนั้น เวลาจะนำมาใช้ เราๆ ก็จะใช้กันอย่างระมัดระวัง แต่สำหรับน้องหมาที่ไร้เดียงสาประกอบกับความซุกซนตามนิสัย อาจเผลอไปเล่นและรับเอาสารเคมีเหล่านี้เข้าสู่ร่างกายจนเกิดอันตรายขึ้นได้ ทั้งการได้รับผ่านการกิน การสัมผัส หรือแม้แต่การสูดดมก็ดี ล้วนแล้วแต่สร้างผลเสียให้กับน้องหมาได้ทั้งนั้นนะคะ สีทาบ้าน ก็อาจเป็นอันตรายได้เช่นกัน น้องหมาบางตัวอาจมีนิสัยชอบเลียตามผนังกำแพง ก็สามารถรับสารไฮโดรคาร์บอนและสารตะกั่วที่เจือปนอยู่เข้าสู่ร่างกายได้ และอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญ ซึ่งเจ้าของสุนัขบางบ้านมักใช้กับ
