How to
มีเรื่องราวตัวอย่างความพังพินาศของธุรกิจแบบ กงสี มากมายให้เห็น ช่วงเริ่มสร้างกิจการ ฝ่าปัญหาและอุปสรรคมาด้วยกัน พี่น้องรักกันสามัคคีกันดี ต่อมา กิจการก้าวหน้า เริ่มร่ำรวย สมาชิกเพิ่มขึ้น มีเขย สะใภ้ มีหลาน เรื่องราวไม่จบแค่พี่น้อง หากแต่มีตัวละครใหม่ๆ ที่ไม่เคยลำบากมาด้วย เริ่มไม่ยอมกัน จนสุดท้ายนำมาสู่ความขัดแย้ง หรือผู้นำครอบครัว ไปมีบ้านเล็กบ้านน้อย เริ่มผ่องถ่ายทรัพย์สิน เวลานั้นเอง ทุกคนก็เริ่มกอบโกย หายนะก็เกิด นี่เป็นเรื่องราวปกติ ของระบบ กงสี ที่คุ้นชิน หากแต่ เรื่องราวต่อไปนี้ ที่ยังใช้ระบบ กงสี ทว่ามีความแข็งแกร่ง อยู่กันด้วยความรักความสามัคคี คุณสุนีย์ ตริยางกูรศรี นั่นคืออาณาจักร หญิงนักธุรกิจแห่งเมืองอุบลฯ ก้าวหน้าไก่สด โรงแรมสุนีย์แกรนด์ ห้างสรรพสินค้าสุนีย์ และอีกหลายกิจการ คุณสุนีย์ ตริยางกูรศรี คุณแม่ของลูกๆ ทายาทนักธุรกิจทั้ง 4 คุณสุระ ตริยางกูรศรี “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” ได้มีโอกาส พูดคุยกับ คุณสุระ ตริยางกูรศรี บุตรชายคนที่ 3 ดูแลก้าวหน้าโภคภัณฑ์ ก้าวหน้าอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ ก้าวหน้าโลจิสติกส์เซอร์วิส และก้าวหน้าเพาเวอร์ซัพพลาย คุณสุระ
การใช้ประโยชน์จากที่พักอาศัยอยู่ริมแม่น้ำด้วยการปลูกผัก เลี้ยงปลา ถือเป็นวิถีชีวิตดั้งเดิมของคนไทยมาช้านาน ด้วยเจตนาเพื่อใช้เป็นอาหารในครัวเรือน หรือบางรายทำหลายชนิดเพื่อยึดเป็นอาชีพสร้างรายได้เลี้ยงปากท้องในครอบครัว คุณดวงเดือน ทองญวน อยู่บ้านเลขที่ 74/2 ตำบลบ้านใหม่ อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม และบ้านหลังนี้ตั้งอยู่ริมแม่น้ำท่าจีน ดังนั้น เธอจึงใช้ประโยชน์ด้วยการปลูกผักบุ้งและผักกระเฉดแบบชีวภาพ ตลอดริมฝั่งแม่น้ำซึ่งติดกับเนื้อที่บ้านไปเป็นแนวยาวกว่า 300 เมตร ยึดเป็นอาชีพสร้างรายได้เลี้ยงครอบครัวมานานกว่า 20 ปี ด้วยความที่ต้องเป็นแม่บ้านเลี้ยงลูก จึงทำให้คุณดวงเดือนมองว่าในยามว่างควรหาอะไรทำที่ได้เงิน เพื่อนำมาเป็นส่วนหนึ่งในการเลี้ยงครอบครัว ขณะเดียวกัน การมีบ้านตั้งอยู่ริมแม่น้ำจึงสบโอกาสให้เธอใช้ประโยชน์ด้วยการปลูกผักบุ้งแล้วเก็บขาย เพราะมองว่าไม่ได้ลงทุน หรือลงแรงอะไรมากนัก “สมัยก่อนที่เริ่มทำในละแวกนี้ยังไม่มีใครทำกัน พอได้รู้ว่าเพื่อนบ้านที่อยู่ถัดออกไปไกลจากบ้านตัวเองทำอาชีพนี้อยู่จึงพายเรือไปขอต้นพันธุ์ผักบุ้งมา แต่ตอนนั้นยังไม่มีความรู้เรื่องการปลูกเลี้ยงดีนัก จึงไม่ได้ผูกยอดต
เสิร์ชเอ็นจิ้น Google ขึ้นหมุดหมายวันที่ 7 พฤศจิกายนที่ผ่านมาว่า เป็นวัน “กำเนิดผัดไทย” โดยอ้างว่าอดีตนายกรัฐมนตรี จอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้คิดสูตรสำรับนี้ขึ้น และยังสนับสนุนให้คนไทยกินผัดไทยในวันนี้เมื่อ พ.ศ. 2485 หรือกว่าเจ็ดสิบปีก่อน ดูเหมือนว่าคนไทยส่วนใหญ่ก็ยอมรับเอาการนิยามความหมายนี้มาใช้ต่อๆ กันตราบจนปัจจุบัน ในวันที่ผัดไทยกลายเป็นอาหาร “ไทย” ระดับแนวหน้า เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางทั้งในและนอกประเทศ แต่หากเราแค่หยุดคิดหยุดพิจารณาดูสักนิด ก็จะพบว่าผัดไทยนั้นมีหน้าตาเหมือน “ชาก๋วยเตี๋ยว” (炒粿條) คือก๋วยเตี๋ยวผัดแบบจีนที่นิยมกินกันตั้งแต่ซัวเถายันเกาะปีนัง ด้วยส่วนผสมและรสชาติละม้ายผัดไทยมากๆ ซึ่งก็สอดคล้องกับสูตรหมี่ผัดในเมืองไทยสมัยเมื่อกว่าหนึ่งศตวรรษก่อน ที่ปรุงรสเปรี้ยว เค็ม หวาน เป็นสามรส และใส่ถั่วงอก ใบกุยช่าย เหมือนเป๊ะกับผัดไทยที่เรารู้จักคุ้นเคยกันดีทุกวันนี้ แถมเมื่อลองสืบค้นกันไปละเอียดๆ เข้า ก็จะไม่พบเอกสารต้นตอคำกล่าวของจอมพล ป. ปรากฏอยู่ที่ไหนเลยนะครับ จนชวนให้สงสัยว่า ท่านจอมพลจะมีเอี่ยวเรื่องนี้จริงๆ ละหรือ? ผัดไทยจึงเป็นสำรับไทยอันมีชื่อเสียงที่มีความเป็นมาค่อนข้า
จากอาชีพแม่ค้าขายไก่ย่างส้มตำ ต้องมาประสบอุบัติเหตุจนหมอนรองกระดูกทับเส้น อาชีพค้าขายจึงหยุดพักเพื่อรักษาตัว รับการผ่าตัด กระทั่งอยู่ในช่วงหัดเดิน คุณอาภา ปรีชากูลย์ (ป้าปุ้ม) ตัดสินใจไปเรียนรู้ศาสตร์การนวดแผนไทย เพื่อไว้รักษาตนเอง แต่กลับกลายเป็น อาชีพใหม่ ที่ในวันนี้ ชื่อเสียงของ “ป้าปุ้ม” ทั้งในด้านฝีมือการนวด และผลิตภัณฑ์น้ำมันนวดสมุนไพร มียอดขายเดือนละกว่า 2,000 ขวด พลิกวิกฤตเป็นโอกาส ฝึกปรือฝีมือการนวด “เริ่มต้นไปเรียนนวดกับกระทรวงสาธารณสุข หลายหลักสูตร พอเรียนแล้วได้ใช้กับตัวเอง เราก็เห็นผล การเรียนจึงต่อยอดไปเรื่อยๆ เริ่มไปศึกษาการนวดแก้อาการ จัดกระดูก กับหมอนวดชาวจีน ซึ่งเรียนกับหมอจีนนี่เสียค่าเรียนวันละ 1,000 บาท สมัย 10 กว่าปีก่อนถือว่าสูงมาก แต่ป้ายอมจ่าย และเมื่อจ่ายแล้วก็เรียนให้เต็มกำลัง นอกจากนั้นก็ไปศึกษาหลักสูตรนวดผ่อนคลายกล้ามเนื้อ จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง” เมื่อนวดให้ตัวเองและคนรอบข้างเป็นผลดี ป้าปุ้มจึงตั้งต้นกับอาชีพใหม่ “หมอนวด” เริ่มต้นธุรกิจเมื่อราว 15 ปีก่อน ในวัยกว่า 50 ปีแล้ว ชื่อเสียง ป้าปุ้ม เริ่มเป็นที่รู้จักของคนอ่างทอง กระทั่งดังข้ามจังหวัด และด้วยแนวคิ
จากแม่บ้านชอบกินสเต๊ก ปิ๊งไอเดียคิดสูตรเองเปิดร้านขาย ลงทุนเกือบแสน วันแรกขายได้ 1,200 บาท อาศัยหัดสังเกตพฤติกรรมลูกค้าจากเศษอาหารที่เหลือในจาน จำได้หมดว่าลูกค้าคนไหนชอบทานอะไร หรือ ไม่ชอบทานอะไร เรียกว่าพัฒนาธุรกิจไม่หยุด กิจการดี ทะยานขึ้นเรื่อยๆ ยอดขายขยับเป็นวันละ 7,000 บาท ใช้เวลา 7 ปี ขายแฟรนไชส์ได้ 120 สาขา คุณชัญญปัญ ศรีโสภา หรือคุณอุ๊ เล่าว่า เป็นแม่บ้านที่ชอบทานสเต๊ก บ่อยครั้งมักจะโชว์ฝีมือทำเมนูนี้ทานกันบ่อยๆ ในครอบครัว แต่กว่าสูตรจะคงที่ใช้เวลาพัฒนาเกือบปี หลังจากทุกคนประจักษ์แล้วว่ารสชาติสเต๊กคุณอุ๊นั้น “อร่อย” หญิงสาว เผยว่า เกิดความคิดอยากลองเปิดร้านขาย ในปี 2554 เปิดร้านตั้งชื่อว่า “โชกุนสเต๊ก” โดยลงทุนเกือบ 1 แสนบาท ร้านแรกตั้งอยู่ใกล้บิ๊กซีคลองสาม เครื่องมืออุปกรณ์ครบครัน “อุ๊ลงทุนเกือบแสน เปิดร้านวันแรก ขายได้เพียง 1,200 บาท อาศัยไม่ย่อท้อ พัฒนาทักษะและฝีมือเรื่อยมา วันที่สองขายได้เพียง 700 บาท เลยมานั่งวิเคราะห์ว่าสาเหตุเกิดจากอะไร ด้วยการเก็บจานอาหารของลูกค้าที่ทานเสร็จ หยิบดูทีละจานว่ามีอะไรเหลือบ้าง หากจานไหนผักเหลือเยอะ แสดงว่าให้ผักมากเกินไป หรือบางจานมีมันเหล
แฟนๆ ที่มีอายุวัยกลางคน รุ่นราวคราวเดียวกับปิ่นโตเถาเล็ก เคยสังเกตไหมครับว่าแต่ละปีนั้นเวลาช่างหมุนไปอย่างรวดเร็วไม่รู้ตัว นี่ก็ย่างเข้าช่วงเทศกาลฉลองคริสต์มาสปีใหม่ส่งท้ายปีเก่ากันอีกแล้ว ไม่ต้องสนใจอายุของพวกเราหรอก มาเลี้ยงฉลองกันดีกว่า ปิ่นโตเถาเล็กจึงขอแนะนำร้านที่เหมาะสำหรับสั่งเค้กในช่วงเทศกาลงานสำคัญต่างๆ หรือจะแวะไปชิมเลยก็ได้ ร้านแรกเป็นร้านเค้กแม่บ้านขนานแท้ลูกสอง หันมาทำเบเกอรี่โฮมเมดจริงๆ ได้นาน 4 ปีแล้ว ไม่ได้เคยร่ำเรียนอะไรกับเขาหรอก แต่อาศัยดูจากในเว็บไซต์ต่างๆ และเธอก็ทำได้ดีเยี่ยมจริงๆ ร้านนี้มีชื่อว่า บ้านมิว (ชื่อเต็มๆว่า บ้านมิว Eat & Drink) สืบเนื่องจากที่น้องๆ ในกลุ่มคนช่างกิน สั่งเค้กมาเลี้ยงวันเกิดญาติผู้ใหญ่ ซึ่งในวันนั้นเค้กตัวเอกมาจากร้านบ้านมิว เป็น เค้กมะพร้าวอ่อน กับ เค้กลูกตาล เพียงคำแรกที่ได้ลิ้มลองก็รู้สึกว่านี่คือสวรรค์ของคนชอบเค้กผลไม้แบบไทยๆ เลย ทำให้ปิ่นโตเถาเล็กต้องรีบตามหาต้นตอว่าอยู่ที่ไหน ร้านบ้านมิวเป็นของแม่บ้านชื่อน้องบี มารุณี อภิพัฒน์วรโชติ ซึ่งนำชื่อน้องมิว ลูกสาวคนโตวัย 7 ขวบ มาเป็นชื่อร้าน ลักษณะเป็นร้านสีขาวๆ น่ารักสดใสอยู่ในตึกแถว
นม เป็นอีกหนึ่งเครื่องดื่มที่มีคุณประโยชน์ต่อร่างกาย ซึ่งภายในน้ำนมประกอบไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์ เช่น วิตามินต่างๆ ที่ร่างกายต้องการและสามารถช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกายได้ นอกจากนี้ นมยังมีประโยชน์ช่วยในการสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรง โดยเฉพาะในผู้ที่มีอายุมากขึ้น การดื่มนมก็จะช่วยให้ลดเรื่องของการเกิดกระดูกพรุนได้ จึงทำให้ปัจจุบันมีผู้คนไม่น้อยที่ใส่ใจในสุขภาพหันมาดื่มน้ำกันมากขึ้น จึงทำให้เวลานี้มีผลิตภัณฑ์จากนมที่ออกแบบมาหลากหลายมากขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับช่วงวัยและอายุของผู้บริโภค ได้มีผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับช่วงวัยมากขึ้นตามไปด้วย นมนอกจากจะให้ประโยชน์ต่อผู้บริโภคแล้ว นมยังเป็นอีกหนึ่งช่องทางอาชีพที่สามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมอีกด้วย เหมือนเช่น คุณอำนวย สีหะ อยู่บ้านเลขที่ 152 หมู่ที่ 7 ตำบลวังน้ำเย็น อำเภอวังน้ำเย็น จังหวัดสระแก้ว ที่ประกอบอาชีพเลี้ยงโคนมมาหลายสิบปี จนทำให้อาชีพเลี้ยงโคนมเป็นงานสร้างรายได้ให้กับเขาได้เป็นอย่างดีทีเดียว คุณอำนวย สีหะ และภรรยา เปลี่ยนจากทำไร่ มาเลี้ยงโคนม คุณอำนวย เล่าให้ฟังว่า ภูมิลำเนาบ้านเกิดเดิมอยู่ที่จังหวัดเลย ต่อมาได
เรื่องไม่ล้าสำหรับใครที่ชื่นชอบการรับประทาน “ปลาร้า” ในทุกรูปแบบ ทั้งปลาร้าเป็นตัวเป็นต่อน น้ำพริกปลาร้า ปลาร้าบอง ส้มตำปลาร้า และอีกสารพัดเมนู เรื่องนี้ทำให้ผู้หลงเสน่ห์ปลาร้าดีใจ เพราะผลงานวิจัยของนักวิจัยไทยชิ้นนี้เป็นการคิดค้นนวัตกรรมสำหรับการหมักปลาร้าให้ได้ปลาร้าเร็วขึ้น และ มีความสะอาดปลอดภัยมากขึ้นด้วย โดยผลงานวิจัยนี้มีชื่อว่า “กล้าเชื้อปลาร้าชีวภาพพร้อมใช้ สำหรับเร่งกระบวนการหมักปลาร้าและกระบวนการผลิต” ซึ่งเป็นผลงานที่ผนึกความร่วมมือกันถึง 4 สถาบันการศึกษา ได้แก่ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา, คณะทรัพยากรธรรมชาติและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดสกลนคร และ คณะเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ดร.ชื่นจิต จันทจรูญพงษ์ ตัวแทนจากทีมวิจัยเล่าถึงแนวคิดในการเริ่มต้นทำงานวิจัยชิ้นนี้ว่า มาจากตัวเลขการขยายตัวการผลิตปลาร้าที่เพิ่มสูงขึ้น จากเดิมมีการผลิตปลาร้าเพื่อบริโภคในครัวเรือน แต่ปัจจุบันมีการผลิตเชิงการค้ามากขึ้น โดยมีอัตราการผลิตสูงถึง 40,000 ตัน ต่อปี ส่งผลให้มูลค่าการตลาดที่
สองสามีภรรยาใช้เวลาว่างจากร้านขายของชำใช้ที่รกว่างริมทางรถไฟปลูกพืชผักสวนครัวหลากหลายชนิด กะเพรา โหระพา ดูแลรักษาง่ายรายได้ดี เก็บขายได้เงินเข้าครอบครัวเดือนละหลักหลายหมื่นบาท ผู้สื่อข่าวทราบว่า มีสองสามีภรรยาคู่หนึ่งขยันทำมาหากินทำมาหากินมีรายได้จากการปลูกพืชผักสวนครัว โดยปลูกพืชริมทางรถไฟในอ.เมือง จ.พิษณุโลก จึงเดินทางไปตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยพบกับ นายสังเวียน กลั่นแก้ว อายุ 58 ปี สามี และนางวนิดา พิพัฒน์ผล ภรรยา อยู่บ้านเลขที่ 293/2 ถ.มาลาเบี่ยง ถนนเลียบทางรถไฟ อ.เมือง จ.พิษณุโลก ปกติอาชีพหลักเปิดร้านขายของชำ ชื่อ ร้านกอไผ่ ปากซอยถนนศรีสุริโยทัย นอกจากนั้น ได้ทำเกษตรปลูกพืชผักสวนครัวเป็นอาชีพเสริม จากการขอใช้ที่ดินข้างทางรถไฟ ตรงข้ามร้านความกว้างประมาณ 15 เมตร ความยาวประมาณ 200 เมตร ตรงข้ามร้านค้าของตนเอง ปรับพื้นที่จากรกร้างปกคุลมด้วยวัชพืช เป็นพื้นที่ปลูกพืชทำรายได้หลากหลายชนิดมาเป็นเวลา 10 ปีแล้ว โดยมีกะเพรา และ โหระพา เป็นพืชหลัก ที่สร้างรายได้เสริมให้กับครอบครัวเป็นอย่างน้อย เดือนละ 10,000-30,000 บาท นายสังเวียน เปิดเผยว่า ตนและภรรยาเปิดร้านขายของชำ และพักอาศัยอยู่ริมถนนมาลาเบี่
ขนมไทย ถือเป็นเอกลักษณ์ด้านวัฒนธรรมประจำชาติไทยอย่างหนึ่งที่รู้จักกันดี เพราะเป็นการบ่งบอกถึงความละเอียดอ่อนประณีตในทุกกระบวนการทำ ปัจจุบัน ขนมไทยหลายชนิดมักถูกลืมไปแล้ว ด้วยเหตุผลหลายประการ ทั้งการเปลี่ยนแปลงยุคสมัย คนทำรุ่นเก๋าล้มหายตายจากไป หรือเป็นเพราะความยุ่งยากซับซ้อนในกระบวนการทำ จึงถูกปฏิเสธจากคนรุ่นใหม่ที่จะสืบสานต่อ ดังนั้น ดูเหมือนว่าจะหาขนมไทย (แท้) รับประทานยากเย็นเหลือเกิน แต่กระนั้นคงไม่หมดหวังเสียทีเดียว เพราะยังคงมีแต่ผู้ประกอบอาชีพทำขนมไทยที่เป็นข้าวต้มมัดรายหนึ่ง เป็นสูตรดั้งเดิม ขายอยู่กลางกรุง ที่ว่าสูตรดั้งเดิมเพราะคนทำเป็นคนร่วมสมัยตั้งแต่สงครามโลก ครั้งที่ 2 แล้วยังสืบทอดมาจากในวังเลยทีเดียว “บ้านขนมไทย คุณยายอัมภา” (THAI DESSERT) เป็นสถานที่ทำขนมไทยนานาชนิดสูตรโบราณ ทั้งข้าวต้มมัด ขนมกล้วย ขนมเทียน ขนมใส่ไส้ ตั้งอยู่ บ้านเลขที่ 13 โชคชัย 4 ซอย 39 ลาดพร้าว กรุงเทพฯ โทรศัพท์ (02) 539-9690/(081) 401-4438 แต่สำหรับที่นี่แล้วขนมที่ทำเป็นหลักและขายดีคือ ข้าวต้มผัด หรือข้าวต้มมัด กับขนมกล้วย ส่วนขนมเทียนและอื่นๆ อาจทำเฉพาะหน้าเทศกาลเท่านั้น คุณยายอัมภา เฉลิมนัย เล่าว
