How to
เรื่องไม่ล้าสำหรับใครที่ชื่นชอบการรับประทาน “ปลาร้า” ในทุกรูปแบบ ทั้งปลาร้าเป็นตัวเป็นต่อน น้ำพริกปลาร้า ปลาร้าบอง ส้มตำปลาร้า และอีกสารพัดเมนู เรื่องนี้ทำให้ผู้หลงเสน่ห์ปลาร้าดีใจ เพราะผลงานวิจัยของนักวิจัยไทยชิ้นนี้เป็นการคิดค้นนวัตกรรมสำหรับการหมักปลาร้าให้ได้ปลาร้าเร็วขึ้น และ มีความสะอาดปลอดภัยมากขึ้นด้วย โดยผลงานวิจัยนี้มีชื่อว่า “กล้าเชื้อปลาร้าชีวภาพพร้อมใช้ สำหรับเร่งกระบวนการหมักปลาร้าและกระบวนการผลิต” ซึ่งเป็นผลงานที่ผนึกความร่วมมือกันถึง 4 สถาบันการศึกษา ได้แก่ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา, คณะทรัพยากรธรรมชาติและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดสกลนคร และ คณะเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ดร.ชื่นจิต จันทจรูญพงษ์ ตัวแทนจากทีมวิจัยเล่าถึงแนวคิดในการเริ่มต้นทำงานวิจัยชิ้นนี้ว่า มาจากตัวเลขการขยายตัวการผลิตปลาร้าที่เพิ่มสูงขึ้น จากเดิมมีการผลิตปลาร้าเพื่อบริโภคในครัวเรือน แต่ปัจจุบันมีการผลิตเชิงการค้ามากขึ้น โดยมีอัตราการผลิตสูงถึง 40,000 ตัน ต่อปี ส่งผลให้มูลค่าการตลาดที่
สองสามีภรรยาใช้เวลาว่างจากร้านขายของชำใช้ที่รกว่างริมทางรถไฟปลูกพืชผักสวนครัวหลากหลายชนิด กะเพรา โหระพา ดูแลรักษาง่ายรายได้ดี เก็บขายได้เงินเข้าครอบครัวเดือนละหลักหลายหมื่นบาท ผู้สื่อข่าวทราบว่า มีสองสามีภรรยาคู่หนึ่งขยันทำมาหากินทำมาหากินมีรายได้จากการปลูกพืชผักสวนครัว โดยปลูกพืชริมทางรถไฟในอ.เมือง จ.พิษณุโลก จึงเดินทางไปตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยพบกับ นายสังเวียน กลั่นแก้ว อายุ 58 ปี สามี และนางวนิดา พิพัฒน์ผล ภรรยา อยู่บ้านเลขที่ 293/2 ถ.มาลาเบี่ยง ถนนเลียบทางรถไฟ อ.เมือง จ.พิษณุโลก ปกติอาชีพหลักเปิดร้านขายของชำ ชื่อ ร้านกอไผ่ ปากซอยถนนศรีสุริโยทัย นอกจากนั้น ได้ทำเกษตรปลูกพืชผักสวนครัวเป็นอาชีพเสริม จากการขอใช้ที่ดินข้างทางรถไฟ ตรงข้ามร้านความกว้างประมาณ 15 เมตร ความยาวประมาณ 200 เมตร ตรงข้ามร้านค้าของตนเอง ปรับพื้นที่จากรกร้างปกคุลมด้วยวัชพืช เป็นพื้นที่ปลูกพืชทำรายได้หลากหลายชนิดมาเป็นเวลา 10 ปีแล้ว โดยมีกะเพรา และ โหระพา เป็นพืชหลัก ที่สร้างรายได้เสริมให้กับครอบครัวเป็นอย่างน้อย เดือนละ 10,000-30,000 บาท นายสังเวียน เปิดเผยว่า ตนและภรรยาเปิดร้านขายของชำ และพักอาศัยอยู่ริมถนนมาลาเบี่
ขนมไทย ถือเป็นเอกลักษณ์ด้านวัฒนธรรมประจำชาติไทยอย่างหนึ่งที่รู้จักกันดี เพราะเป็นการบ่งบอกถึงความละเอียดอ่อนประณีตในทุกกระบวนการทำ ปัจจุบัน ขนมไทยหลายชนิดมักถูกลืมไปแล้ว ด้วยเหตุผลหลายประการ ทั้งการเปลี่ยนแปลงยุคสมัย คนทำรุ่นเก๋าล้มหายตายจากไป หรือเป็นเพราะความยุ่งยากซับซ้อนในกระบวนการทำ จึงถูกปฏิเสธจากคนรุ่นใหม่ที่จะสืบสานต่อ ดังนั้น ดูเหมือนว่าจะหาขนมไทย (แท้) รับประทานยากเย็นเหลือเกิน แต่กระนั้นคงไม่หมดหวังเสียทีเดียว เพราะยังคงมีแต่ผู้ประกอบอาชีพทำขนมไทยที่เป็นข้าวต้มมัดรายหนึ่ง เป็นสูตรดั้งเดิม ขายอยู่กลางกรุง ที่ว่าสูตรดั้งเดิมเพราะคนทำเป็นคนร่วมสมัยตั้งแต่สงครามโลก ครั้งที่ 2 แล้วยังสืบทอดมาจากในวังเลยทีเดียว “บ้านขนมไทย คุณยายอัมภา” (THAI DESSERT) เป็นสถานที่ทำขนมไทยนานาชนิดสูตรโบราณ ทั้งข้าวต้มมัด ขนมกล้วย ขนมเทียน ขนมใส่ไส้ ตั้งอยู่ บ้านเลขที่ 13 โชคชัย 4 ซอย 39 ลาดพร้าว กรุงเทพฯ โทรศัพท์ (02) 539-9690/(081) 401-4438 แต่สำหรับที่นี่แล้วขนมที่ทำเป็นหลักและขายดีคือ ข้าวต้มผัด หรือข้าวต้มมัด กับขนมกล้วย ส่วนขนมเทียนและอื่นๆ อาจทำเฉพาะหน้าเทศกาลเท่านั้น คุณยายอัมภา เฉลิมนัย เล่าว
ช่วงนี้หันหน้าไปทางไหน มีแต่คนบ่นเรื่องแรงงานต่างด้าวเดินทางกลับประเทศของตนกันอย่างคึกคัก จนทำให้ผู้ประกอบการใหญ่ กลาง เล็ก โอดครวญกันเป็นทิวแถว สาเหตุคงอย่างที่ทราบๆ กันว่าเพราะอะไร? ทำไมถึงเกิดปรากฏการณ์เช่นนี้? แม้ภาครัฐจะออกมาแก้เกมอยู่บ้าง แต่คงจะไม่ทันเสียแล้ว เพราะแรงงานต่างด้าวพวกนี้คิดอย่างเดียวว่าขอกลับไปตั้งหลักที่บ้านก่อน รอให้พวกคุณเคลียร์เรื่องในประเทศให้เสร็จเสียก่อน ค่อยกลับมาว่ากันใหม่ ขณะที่ผู้ประกอบการของไทยเอง ส่วนหนึ่งก็อยากให้กลับ เพราะเขาคงไม่มีปัญญาจ่ายค่าปรับในราคาหลักแสนถึง 1 ล้านบาท แต่บางคนก็ไม่อยากให้กลับประเทศ เพราะการกลับประเทศของแรงงานต่างด้าว ไม่เพียงทำให้ธุรกิจของเขาเกิดความเสียหาย ยังจะเป็นการเติมความชอกช้ำในใจต่อการทำธุรกิจของเขาให้มากขึ้นด้วย โดยเฉพาะกับธุรกิจขนาดใหญ่และกลาง ที่ต้องพึ่งพาแรงงานต่างด้าวเสียส่วนใหญ่ แต่สำหรับธุรกิจขนาดเล็กอาจพอถูไถไปได้บ้าง แต่กระนั้น ต้องยอมรับความจริงว่าปัจจุบันคนไทยไม่ทำงานอะไรที่ใช้แรงงานอีกต่อไปแล้ว หนักไม่เอา เบาไม่สู้ ตรงนี้จึงเป็นช่องว่างที่ทำให้แรงงานต่างด้าวเข้ามาทำงานทุกอย่างในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นแบกหาม ข
จัดว่ากำลังฮิตในกลุ่มคนเลี้ยงสัตว์สวยงาม สำหรับ “ไก่โปแลนด์” หรือ ไก่หัวจุก เพราะมีขนขึ้นบนหัว มีทั้งขนแบบเรียบและขนกลับ มีหลายสี อาทิ สีขาว สีกระ สีดำ อีกตัวคือ “ไก่ซิลกี้” หรือ ไก่ผ้าไหมจีน ไก่ที่มีขนนุ่มเป็นพิเศษ ดุจราวเส้นไหม มีสีสวยงามและมีหลากหลายสีสัน ซึ่งไก่ทั้ง 2 สายพันธุ์นี้มีต้นกำเนิดมาจากทวีปยุโรป และสหรัฐอเมริกา คุณศักดา บรรพจุลจินดา หรือคุณนิ้ง อายุ 48 ปี อดีตผู้ช่วยผู้จัดการส่งเสริมการตลาด ห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์ ที่ผันตัวเข้าสู่ธุรกิจสัตว์เลี้ยงสวยงามมานาน 10 กว่าปี ปัจจุบันเป็นเจ้าของฟาร์ม Doxxa House ตั้งอยู่ใน อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี สถานที่แห่งนี้เป็นฟาร์มเลี้ยงไก่ซิลค์กี้ และไก่โปแลนด์ คุณนิ๊ง เล่าว่า ในอดีตเคยทำงานประจำ ตำแหน่งสุดท้าย คือ ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายส่งเสริมการตลาดห้างสรรพสินค้า เดอะมอลล์ หน้าที่การงานดี มั่นคง แต่ทว่ารายได้ไม่ขยับ หนที่สุดตัดสินใจลาออก เบื้องต้นทำฟาร์มเพาะพันธุ์สุนัขพันธุ์ชิวาวา รายได้ดี แต่ขณะเดียวกันตลาดก็แข่งขันสูง เลยหันมาเลี้ยงไก่สวยงาม นั่นคือ ไก่โปแลนด์ และไก่ซิลกี้ “ผมเริ่มเลี้ยงไก่ 2 สายพันธุ์นี้ เมื่อปี 57 โดยสั่งลูกไก่มาจากจังห
แม้ตัวเลขอายุจะล่วงเลยวัยเกษียรมาหลายปี แต่ทว่าความคิดกลับเปิดรับสิ่งใหม่ๆ ใส่ไอเดียลงในผลิตภัณฑ์จักสานที่หลายคนมองว่า “เชย” ให้กลายเป็นสินค้า “น่าใช้” โดนใจไปจนถึงวัยรุ่น และชาวต่างชาติ ทุกวันนี้ แบรนด์ “ชวาวาด” ไม่เคยขาดช่วงการผลิต ด้วยเพราะออเดอร์สั่งซื้อเข้ามาไม่ขาดช่วงนั่นเอง ชวาวาด เป็นชื่อแบรนด์ที่ฟังทันสมัย แต่ทว่าที่มานั้นจากชื่อประธานกลุ่มวัย 69 ปี คุณวาด ยาเย็น หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ ป้าวาด บวกรวมกับวัสดุนำมาใช้ผลิต ได้แก่ ผักตบชวา ชื่อนี้จึงกลายเป็นแบรนด์ที่ฟังแล้วเข้าหู ดูเข้าตา รวมกลุ่มภูมิปัญญา สืบคุณค่าสินค้าไทย คุณวาดเล่าให้ฟังว่า งานจักสานคือภูมิปัญญาของคนรุ่นก่อนเก่าสืบทอดกันมา และตนก็เป็นผู้หนึ่งยึดสร้างอาชีพ แต่ทว่าในสมัยก่อนวัสดุนำมาใช้จะเป็นไม้ไผ่เพราะหาได้ง่าย อีกทั้งกับผักตบชวายังไม่มีใครคิดนำมาผลิต กระทั่งต่อมาในปี 2522 ผักตบชวาเริ่มได้รับความสนใจนำมาผลิตเป็นเครื่องจักรสานสารพัดชนิด แต่ทว่าในยุคนั้นเป็นการผลิตแบบต่างคนต่างทำ ในปี 2526 คุณวาด หญิงผู้สืบสานงานหัตถกรรมเกิดความคิดกับการจัดตั้งกลุ่ม โดยรวบรวมผู้มีทักษะในหมู่บ้านเข้ามาร่วมสืบสานภูมิปัญญา โดยมีผู้ส
“Scone” (สโคน) เป็นขนมว่างที่ได้รับความนิยมของชนชาวอังกฤษ โดยมักจะทานพร้อมกับจิบชาแล้วนั่งสนทนากลางสนามหญ้าตามสไตล์เมืองผู้ดี สโคนมีรูปร่างเป็นทรงกลมขนาดเล็ก ใช้แป้งสาลีเป็นวัตถุดิบหลัก เป็นขนมที่อยู่ตรงกลางระหว่างขนมปังและบิสกิต ขณะเดียวกัน ไม่ได้เน้นให้มีรสชาติอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังนั้น วัฒนธรรมการทานขนมชนิดนี้จึงต้องทานคู่กับวิปครีม คอตเตจชีส แยมผลไม้ เพื่อเพิ่มรสชาติ ในบ้านเราเริ่มมีสโคนมาตั้งแต่ยุคไหนไม่มีใครทราบ แล้วรสชาติดั้งเดิมเป็นอย่างไรนั้นน้อยคนที่จะตอบได้ รู้แต่เพียงว่าถ้าต้องการลองลิ้มชิมรสสโคนที่มีรสแบบดั้งเดิมเหมือนต้นตำรับต้องไปชิมที่ร้าน Fairy’s Scone House Khaoyai เพราะสโคนที่นั่นผลิตขึ้นจากฝีมือเจ้าของร้านที่ได้ไปร่ำเรียนมาโดยเฉพาะ แล้วบินกลับมาเปิดร้านในสไตล์ยุโรปท่ามกลางธรรมชาติอันงดงามของเขาใหญ่ คุณพิริยา ชาญณรงค์ หรือ คุณแฟร์ เจ้าของร้านที่มีดีกรีปริญญาตรีจากรั้วจามจุรี แล้วบินไปต่อโทด้านบริหารโรงแรมที่อังกฤษ ขณะที่ครอบครัวมีธุรกิจด้านร้านอาหารที่เขาใหญ่ จึงไม่แปลกที่ทำให้เธอมีใจรักพร้อมกับพรสวรรค์ที่จะทำขนมสโคนอย่างที่ตัวเองชื่นชอบ พร้อมกับเปิดร้านนี้ทันที
ฤดูหนาวเป็นช่วงที่หลวงพระบางจะมีอากาศเย็นทีเดียว เราจึงนิยมไปเที่ยวกันและเดินทางไม่ไกลจาก กรุงเทพฯ ค่ะ อาหารที่หลวงพระบางมีอร่อยๆ หลายอย่าง แต่อย่างหนึ่งที่อยากจะพูดถึงเพราะอร่อยและทำทานง่าย คือ ขนมปังหลวงพระบาง ค่ะ ขนมปังหลวงพระบาง เกิดจากอิทธิพลของฝรั่งเศสที่เข้าครอบครองลาวช่วงหนึ่ง จึงได้นำขนมปังฝรั่งเศสหรือบาแกตต์ เป็นแท่งยาวๆ สัก 2 ฟุต ผิวด้านนอกแข็ง ด้านในนุ่ม เข้ามาทานกัน ไม่แน่ใจว่าฝ่ายใด ฝรั่งเศสหรือลาวที่เป็นคนคิดสูตรนี้ จริงๆ แล้ว ขนมปังหลวงพระบาง คือ แซนด์วิชอย่างหนึ่ง ที่มีไส้เป็นส่วนผสมของผัก หมูยอ และหมูหย็อง คล้ายๆ คลับแซนด์วิชนั่นเอง เพื่อให้มีความเป็นเอเชีย เขาจึงนำน้ำพริกเผาผสมมายองเนสซึ่งอร่อยดี ส่วนตัวชอบใส่ไข่ต้มเพราะทำให้รสชาติเข้ากันได้พอดี ทำให้ไม่เผ็ดจากน้ำพริกเผาหรือเค็มจากมายองเนสเกินไป ที่หลวงพระบางสามารถหาซื้อขนมปังฝรั่งเศสและขนมปังหลวงพระบางได้ง่าย ตามร้านอาหารเล็กๆ และข้างทาง ส่วนผสมจะแล้วแต่ชอบ บางคนอยากใส่ชีส ใส่เบค่อนทอดกรอบก็ได้ค่ะ ส่วนตัวคิดว่าใส่แค่นี้ก็พอเหมาะ ข้อดีอย่างหนึ่งที่ทำเองคือ เราไม่ใส่ผงชูรส ที่หลวงพระบางจะใส่กันค่ะ ส่วนผสม ขนมปังฝรั่งเ
“ชวลิต ยิ้มประเสริฐ” หรือเชฟเคน เอ็กเซคคูทีฟ ซู เชฟ ยูนิลีเวอร์ ฟู้ด โซลูชั่นส์ ประเทศไทย ผู้เชี่ยวชาญด้านอาหาร และผู้ที่อยู่เบื้องหลังคอยคิดสูตรเมนูอาหารอร่อยๆ ให้กับทางผลิตภัณฑ์ของยูนิลีเวอร์ วันนี้เชฟเคน มีคำแนะนำผู้ที่ต้องการเปิดร้านข้าวแกง หรือ อาหารตามสั่ง สำหรับมือใหม่ พร้อมเผย 5 เมนูร้านข้าวแกงต้องมี ทำดีๆ โกอินเตอร์ได้แน่ๆ สำหรับผู้ที่คิดจะเริ่มต้นเปิดร้านข้าวแกง กูรูด้านอาหาร แนะนำ 5 กลยุทธ์ นั่นคือ เจ้าของร้านที่ดี ควรมีทักษะด้านการทำอาหาร ไม่ควรพึ่งแม่ครัว / พ่อครัวเพียงอย่างเดียว วัตถุดิบ อุปกรณ์ ต้องพร้อม อาทิ โต๊ะ เก้าอี้ ต้องสะอาด ควรจะพร้อมใช้งาน เงินทุน ยกตัวอย่าง ร้านข้าวแกงขนาดเล็ก เงินทุนเริ่มต้น 3,000 บาท สามารถทำอาหารได้ 5 – 6 เมนู/วัน อาทิ ต้มจืดผักกาดขาวหมูสับก้อนเล็ก ผัดผักคะน้าหมู ผัดแตงกวาใส่ไข่ แกงเขียวหวานไก่ เป็นต้น สถานที่ที่ดีควรตั้งอยู่ในบริเวณผู้คนพลุกพล่าน สามารถสัญจรผ่านไปมา ได้สะดวก คุณภาพและความอร่อยของอาหาร ก็เป็นหัวใจสำคัญที่ขาดไม่ได้ “ปัจจัยแห่งความสำเร็จเจ้าของร้านอาหาร คือ ความพร้อมทางด้านเงินทุน เป้าหมาย และทักษะความชำนาญ” เชฟเคน เผยต
ปัจจุบันหลายประเทศได้นำ “มาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช ( SPS)” มาใช้เป็นเครื่องมือกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการส่งออกสินค้าเกษตรไทยไปจำหน่ายในตลาดโลก ดังนั้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงได้สนับสนุนและขับเคลื่อน “ยุทธศาสตร์ความปลอดภัยทางอาหาร” (Food Safety) มาใช้อย่างต่อเนื่อง โดยส่งเสริมให้เกษตรกรพัฒนาแหล่งผลิตพืชผักและผลไม้เข้าสู่มาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีหรือจีเอพี (GAP) โดยมีการตรวจสอบและรับรองแปลูกพืชตามมาตรฐาน GAP ทั่วประเทศอย่างกว้างขวาง “ลุงปลึ้ม จันทุง” เกษตรกรเจ้าของสวนผลไม้ในพื้นที่ตำบลเกาะเต่า อำเภอป่าพะยอม จังหวัดพัทลุง ประสบความสำเร็จในการพัฒนาสวนผลไม้เข้าสู่ระบบมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีหรือจีเอพี (GAP) จนได้รับรางวัล เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ สาขาการใช้วิชาการเกษตรดีที่เหมาะสม ประจำปี 2558 ลุงปลื้ม จันทุง เริ่มทำสวนบนเนื้อที่ 14 ไร่มาตั้งแต่ปี 2520 โดยแรกเริ่มปลูกทุเรียนพันธุ์หมอนทอง แต่พอทุเรียนจะให้ผลผลิตก็ประสบปัญหาโรครากเน่า-โคนเน่า ทำให้ต้นทุเรียนตายเกือบทั้งสวน เหลือเพียง 3 ต้น จึงเปลี่ยนมาปลูกมังคุดแทน จำนวน 265 ต้น ลองกอง 120 ต้น แ
