How to
“รายชื่อเพื่อนบนเฟซบุ๊กเป็นดั่งลายแทงขุมทรัพย์ ไม่อยากจะเสียโอกาสให้ใครมาแย่งชิง ควรรู้จักวิธีการรับมือและจัดการที่ดี…” สวัสดีครับ คุณผู้อ่านที่เคารพรักทุกท่าน นับวันการแข่งขันบนโลกออนไลน์ยิ่งทวีความรุนแรงกันมากขึ้นทั้งการพัฒนาตัวผลิตภัณฑ์ต่างๆ ให้ดูน่าสนใจและโดดเด่น ทั้งช่องทางสื่อสารบนโลกออนไลน์ที่ถูกงัดออกมาใช้ต้องสอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมาย โดยเฉพาะเฟซบุ๊กซึ่งถือว่าเป็นไม้เด็ดที่ถูกนำมาใช้กับแผนการตลาดเยอะที่สุด นักการตลาดคงทราบดีว่า ถ้าเราได้รายชื่อลูกค้าไม่ว่าจะมากหรือน้อย สิ่งหนึ่งที่ควรทำคือการเฝ้าหวงแหนและเก็บรักษาไว้อย่างไรเพื่อให้ได้ประโยชน์ต่อการใช้งานมากที่สุด หากมีวันใดวันหนึ่งที่รายชื่อเหล่านั้นอันตรธานไป หรือถูกแย่งชิงจากคู่แข่ง เราจะทำใจได้หรือเปล่า? แล้วจะปล่อยให้สิ่งต่างๆ เหล่านั้นเกิดขึ้นอีกหรือไม่? ถ้าไม่ก็คงต้องถึงเวลาแล้วที่เราต้องหาวิธีการรับมือและแก้ไขปัญหาอย่างชาญฉลาด วิธีแอบซ่อนรายชื่อบน Facebook ขอย้ำเพื่อความเข้าใจที่ตรงกันว่า การซ่อนรายชื่อเพื่อนหรือกิ๊กบนเฟซบุ๊กไม่ใช่การบล็อกรายชื่อนั้น แต่จุดประสงค์เพื่อป้องกันไม่ให้คู่แข่ง หรือใครก็ตามที่เราไม่อยากให้เห็นร
หัวค่ำวันหนึ่ง “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” ได้พบกับคุณลำพูน สีหานู วัย 43 ปี พ่อค้าเร่ แมลงทอด ขี่รถมอเตอร์ไซค์พ่วงข้าง ขายแมลงทอด และที่สะดุดตา มีเด็กน้อยนอนอยู่ในส่วนพ่วงข้างกระบะแมลงทอด มีพัดลมเล็กๆ 1 ตัวพัดให้คลายความร้อน เข้าไปพูดคุย คุณลำพูน เผยว่า เป็นพ่อค้าตั๊กแตนทอดมา 8 ปีแล้ว วิ่งขายตั้งแต่บ่าย 3 ถึงตี 3 ของทุกวัน บนถนนในย่านบางบัวทอง บางใหญ่ ปิ่นเกล้าฯ บางแค ลูกค้าที่มาอุดหนุนส่วนใหญ่ เป็นลูกค้าในร้านอาหารกลางคืน ร้านเหล้า แมลงที่จำหน่าย ได้แก่ ตั๊กแตน จิ้งหรีด แมงสะดิ้ง ดักแด้หนอนไหม ตักเป็นช้อนขาย ช้อนละ 10 บาท แต่ลูกค้าส่วนใหญ่ซื้อ 20 บาท เพราะเป็นราคากลางๆ ซื้อง่าย ขายคล่อง นอกจากนั้น ก็มี ไข่ข้าวราคา 3 ฟอง 20 บาท และไข่นกกระทา 10 ฟอง 20 บาท รวมทั้ง เขียดทอดตัวเล็กๆ และปลาหมึกบด สินค้าขายดีหน้าร้านเหล้า คุณลำพูน เล่าว่า ไปรับแมลงและสินค้าทั้งหมดมาจากพ่อค้าที่จัดให้ทั้งสินค้าและตัวรถ ทางคุณลำพูนก็ขายกินกำไรไป อย่างวันนี้รับของมา 1500 บาท อาจจะขายได้สัก 1900 บาท ที่เหลือเป็นกำไร 400 บาท “เมื่อก่อนขายดีกว่านี้ แต่ช่วงนี้เศรษฐกิจไม่ดี ขายไม่ค่อยได้ เมื่อก่อนได้กำไ
คุณนคร ตระกูลรังสิ อยู่ที่คลอง 12 ตำบลบึงน้ำรักษ์ อำเภอธัญบุรี จ.ปทุมธานี เล่าให้ฟังว่า สมัยก่อนคุณพ่อคุณแม่มีอาชีพปลูกสวนส้มอยู่ในย่านนี้ ต่อมาสวนส้มที่ปลูกเริ่มมีปัญหาเกี่ยวกับโรคระบาด จึงทำให้เริ่มมองหาอาชีพใหม่คือเป็นธุรกิจเกี่ยวกับการผสมดิน “ช่วงนั้นพอเรียนจบแล้ว เราก็มีเวลาว่าง เลยมีความคิดที่อยากจะหาอาชีพทำ ก็เลยมาทำธุรกิจทางด้านนี้ดู โดยครั้งแรกก็ทำแบบเล็กๆ ก่อน เมื่อเห็นว่าประสบผลสำเร็จดีแล้ว ก็ค่อยๆ ขยายพื้นที่ทำออกไปเรื่อยๆ จนตอนนี้เรียกว่า เป็นการค้าที่กว้างขวางมากขึ้น เป็นธุรกิจที่ทำกันในครอบครัว” คุณนคร เล่าถึงที่มา ในช่วงแรกทำเป็นอุตสาหกรรมเล็กๆ ได้คิดสูตรดินเองตามที่คิดขึ้น คุณนคร บอกว่า ช่วงนั้นก็ลองผิดลองถูกหลายขั้นตอนเหมือนกัน โดยนำคำติชมของลูกค้ามาพัฒนาให้มีดินที่ผสมมีคุณภาพดียิ่งขึ้น เมื่อขายได้ปริมาณมากๆ ก็จะผสมตามสูตรเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วยให้สอดคล้องกับปริมาณ โดยดินที่ผสมใช้ปลูกพืชของที่นี่จะเน้นทำ 2 สูตร คือ ดินสูตรชีวภาพและดินใบก้ามปู โดยส่วนประกอบหลักๆ คือ 1.หน้าดินที่ผ่านการร่อนจนละเอียด 2.ขุยมะพร้าว 3.ขี้เถ่า 4.แกลบดิบ นำส่วนผสมทั้งหมดมาคลุกเคล้าให้เข้ากัน พร
ผมได้ยินชื่อของ “รุ่ย” มานาน จากมิตรสหายในแวดวงอาหารพื้นถิ่น จำได้ว่า เมื่อกิตติศัพท์ความอร่อยของเนื้อ กลิ่น และสัมผัสของมันถูกเล่าขานขึ้นมาในวงครั้งใด คำอธิบายเพิ่มเติมจะตามมาทันที ถึงขั้นตอนความยากลำบากอันแสนจะยืดเยื้อในการตระเตรียม นั่นทำให้จินตนาการที่มีถึงรุ่ยยิ่งพุ่งไปไกลสุดกู่ “รุ่ย” หรือ ถั่วขาว (Bruguiera cylindrica) เป็นพืชยืนต้นแถบป่าชายเลนทั่วไปที่คนเอามากินกัน เห็นมีแถบทะเลภาคตะวันออก และพื้นที่ชายฝั่งอ่าวพังงาทางคาบสมุทรภาคใต้ ส่วนที่กินคือฝักกลางอ่อนกลางแก่ เมื่อเก็บมาแล้วก็ต้องขูดเปลือกออกแล้วต้มน้ำทิ้งหลายๆ น้ำ (ส่วนใหญ่ราว 5 น้ำ) เพื่อให้รสฝาดเฝื่อนหายไป เหลือแต่กลิ่นไอทะเลจางๆ กลิ่นแป้งอบอวลกลิ่นดินในฝักที่หอมแน่นๆ และรสมันหนึบๆ เคี้ยวเพลิน เมื่อนั้นจึงจะเอาไปทำของกินต่อ ซึ่งก็มีตั้งแต่แกงบวดกะทิสด หรือปรุงแกง ต้ม เป็นกับข้าวของคาวก็ได้ ที่จริง ว่ากันว่าลำพังจิ้มเกลือ จิ้มน้ำตาล หรือเคี้ยวกินเปล่าๆ ก็อร่อยแล้วครับ มันก็เหมือนเรากินมัน เผือก หรือถั่วต้มนั่นเองแหละครับ ผมไปพบตัวจริงของรุ่ยที่งานประชันสำรับอาหารพื้นถิ่นของเครือข่ายเกษตรอินทรีย์สนามชัยเขต บ้านยางแดง จังห
ฯพณฯ สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ปาฐกถาเกี่ยวกับนโยบายรัฐกับการสร้าง SMEs 4.0 เนื่องในงานสัมมนาประจำปี 2560 ที่จัดโดย นิตยสารเส้นทางเศรษฐี หัวข้อ “เปิดเส้นทาง SMEs 4.0 : เศรษฐียุคดิจิตอล ใครว่ายาก” มีบางช่วงบางตอนที่น่าสนใจ ดังนี้ “SMEs เป็นกลุ่มธุรกิจที่ไม่ง่าย ที่จะอยู่รอดและเติบโต หากไม่มีการอาวุธทางความคิด หรืออัพเดตอยู่บนฐานข้อมูล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงอย่างขนานใหญ่เวลานี้ ข้อมูล จากธนาคารแห่งประเทศไทย ระบุว่า SMEs มีอัตราการอยู่รอดเพียง 50 เปอร์เซ็นต์ใน 5 ปี นั่นหมายความว่า หากมี SMEs 100 ราย ภายใน 5 ปี จะอยู่รอด 50 ราย และตายไป อีก 50 ราย และข้อมูลจาก สำนักงานวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ระบุว่า ปี 2559 มี SMEs ประมาณ 2.88 ล้านราย ในจำนวนนี้ มาจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล กับกรมธุรกิจการค้าเพียง 6 แสนราย อีก 2 ล้านกว่าราย ไม่อยู่ในระบบ ซึ่งใน 6 แสนรายนี้ เป็นผู้ประกอบการรายเดียวถึง 80 เปอร์เซ็นต์” เพราะเหตุใด อัตราการอยู่รอดของ SMEs จึงมีเพียง 50 เปอร์เซ็นต์ “SMEs ส่วนใหญ่ เอาทุนเป็นที่ตั้ง นั่นหมายความว่า เวลาจะทำอะไร ก็เริ่มที่เง
ตำบลโหล่งขอด อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ แม้จะเป็นอำเภอเล็กๆ แต่เป็นแหล่งปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้ที่มีชื่อเสียงระดับประเทศ พืชเศรษฐกิจอนาคตสดใส เพราะหลังเกษตรกรหลายรายเปลี่ยนจากการปลูกลำไยที่ขาดทุนมาทำสวนมะม่วง และเมื่อปีที่ผ่านมา 2559 สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ประเทศไทยมีรายได้จากการส่งออกมะม่วง ราว 3.2 พันล้านบาท “มาดามแมงโก้” ผลิตภัณฑ์ มะม่วงอบแห้ง (Soft Dried Mango) ที่มองเห็นโอกาส ในการพัฒนาศักยภาพของสินค้าจากตำบลเล็กๆ ในอำเภอพร้าว และเป็นเหมือนสินค้าหัวหอกที่จะบุกเบิกตลาดก้าวเข้าสู่ตลาดออนไลน์ และตลาดสากล ให้กับสินค้าอื่นๆ จากตำบลนี้ในอนาคต คุณราเมศ รัตยันตรกร ผู้ก่อตั้ง แบรนด์ “มาดามแมงโก” เปิดเผยว่า ตั้งใจอยากจะทำสินค้าแปรรูปสินค้าเกษตรจากชุมชนบ้านหลวง ต.โหล่งขอด อ.พร้าว ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง ให้รู้ว่าตำบลเล็กๆ ที่อยู่ห่างไกลความเจริญนั้นมีสินค้าทางการเกษตรที่มีคุณภาพเทียบเท่าสากล ให้สอดคล้องกับนโยบายการส่งเสริมของภาครัฐ คือ “เกษตร 4.0” เลยคิดชื่อแบรนด์ง่ายๆ สื่อสารให้ทุกคนเข้าใจได้ ทั้งคนไทยและ ชาวต่างชาติ คือ “มาดามแมงโก้” สามารถที่จะต่อยอดไป
ใครที่เดินทางไปจังหวัดจันทบุรี เวลานี้จะเห็นของฝากแปลกตามากมาย ส่วนมากเป็นสินค้าโอท็อปที่มีคุณภาพ ทำมาจากสินค้าพื้นเมือง หนึ่งในนั้นคือ “น้ำพริกเผามังคุด” เป็นน้ำพริกเนื้อมังคุดแท้ 100 เปอร์เซ็นต์ และที่สำคัญ เป็น “มังคุดจันทบุรี” “มังคุดจันทบุรี” ส่วนใหญ่เป็นพันธุ์พื้นเมือง มีพัฒนาบ้างเพื่อให้ได้ต้นเตี้ย สะดวกแก่การเก็บ และมีลักษณะแตกต่างจากมังคุดในภาคอื่นๆ กล่าวคือมีผลขนาดเล็กกว่า รูปทรงค่อนข้างเรียว และมีเปลือกค่อนข้างบาง สีของกลีบที่ปลายขั้วผลมีสีแดง ผลสุกจะมีสีม่วงดำ เนื้อนุ่ม รสจัดจ้าน มังคุดจันทบุรีจะออกผลประมาณเดือนพฤษภาคม-กรกฎาคมของทุกปี การทำสวนมังคุดมีพื้นที่เพาะปลูกเป็นอันดับ 3 ของจังหวัด ปัจจุบันนี้มีพื้นที่ปลูกมังคุดในจันทบุรี ประมาณ 85,906 ไร่ ทำเงินในระดับ 2,000 กว่าล้าน ต่อปี นับเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของจังหวัดทีเดียว สวนมังคุดหลักๆ อยู่บริเวณอำเภอมะขาม, นายายอาม, ขลุง, ท่าใหม่, เมือง, แก่งหางแมว, โป่งน้ำร้อน, แหลมสิงห์, สอยดาว และกิ่งอำเภอเขาคิชฌกูฏ มังคุดจันทบุรีขึ้นชื่อลือชาว่าอร่อยที่สุด ปัจจุบันมีการรวมกลุ่มกันและนำเทคโนโลยีมาใช้ในการเพาะปลูกมังคุด เพื่อเสริมสร้า
ชวนเพื่อนไปกินปูไข่กันที่ร้านเกษร ตำบลคลองโคน จากนั้นก็มุ่งหน้าไปเที่ยวตลาดร่มหุบ ที่อำเภอแม่กลอง จังหวัดสมุทรสงคราม ได้ความสนุกจี๊ดจ๊าดกันพอสมควร ร้านเกษรโด่งดังในเรื่องอาหารทะเลทุกชนิด โดยเฉพาะปูทะเลไข่นึ่ง ที่มีไข่ล้นกระดอง หวานมันเต็มปากเต็มคำ คุณภาพสมราคา ดังนั้น คนกรุงผู้โหยหารสชาติปูทะเลที่ไม่ไกลจากเมืองหลวงนักจึงแห่แหนไปกินกันแน่นขนัดในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์และเริ่มลามไหลมาถึงวันธรรมดากันแล้ว อันว่าตำบลคลองโคนนั้นมีกิจกรรมโดดเด่นในด้านการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์สภาพแวดล้อมบริเวณปากอ่าวแม่กลอง คือการปลูกป่าชายเลน ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2534 โดย คุณไพบูลย์ รัตนพงศ์ธระ หรือ ผู้ใหญ่ชงค์ ชักชวนชาวบ้านช่วยกันปลูกป่าชายเลนขึ้นใหม่ในพื้นที่ตำบลคลองโคน หลังจากป่าถูกบุกรุกทำลายอย่างหนักเพื่อทำนากุ้งจนทรัพยากรสัตว์น้ำในพื้นที่หร่อยหรอ อาชีพประมงพื้นบ้านที่ทำกินกันมาตั้งแต่โบราณไม่สามารถเลี้ยงครอบครัวได้อีกต่อไป ทำให้ชาวบ้านต้องอพยพไปขายแรงงานที่อื่น การร่วมแรงร่วมใจของคนในชุมชนอย่างจริงจัง ประกอบกับได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงเห็นความสำคัญของกา
จริงๆ ก็พอจะเข้าใจอยู่บ้างว่ารัฐบาลภายใต้แกนนำของ “พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรี พยายามอย่างยิ่งที่จะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาคต่างๆ ออกมาเป็นจำนวนมาก รวมถึงล่าสุดที่คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉิน 125 ล้านบาท เพื่อให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ทำการประชาสัมพันธ์การจัดทำโครงการโฆษณาประชาสัมพันธ์ และจัดกิจกรรมเพื่อพลิกโฉมประเทศไทยตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ด้วยการจัดนิทรรศการและงานสัมมนาระดับชาติภายใต้ชื่อ “โอกาสทางการลงทุนในประเทศไทย” ซึ่งจะมีซีอีโอจากบริษัทระดับโลกมาบรรยายให้กับผู้เข้ารับฟังการสัมมนา ขณะที่อีกส่วนหนึ่งจะทำการประชาสัมพันธ์โอกาสการลงทุนในประเทศไทย โดยในส่วนนี้จะโฆษณาทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อตอกย้ำถึงศักยภาพและความพร้อมด้านต่างๆ ของประเทศไทยเพื่อก้าวสู่ไทยแลนด์ 4.0 ซึ่งผมเห็นแล้ว ฟังแล้ว อ่านแล้วก็เข้าใจ แต่ถามว่าพ่อค้าแม่ค้าร้านตลาดได้อะไรจากงานสัมมนาระดับชาติอย่างนี้บ้าง? ผมไม่รู้ หรือจะพูดตรงๆ ก็คือไม่ได้อะไร ถามว่าแล้วใครได้ประโยชน์? รัฐบาลได้ คนฟังที่เป็นนักธุรกิจได้ สื่อมวลชนไ
คุณแจ้ง ดำสุวรรณ ประธานกลุ่มแม่บ้านผลิตน้ำบูดูข้าวยำ เลขที่ 5 หมู่ที่ 15 บ้านดินลาน ตำบลท่าช้าง อำเภอบางกล่ำ จังหวัดสงขลา เปิดเผยว่า ที่กลุ่มแม่บ้านผลิตน้ำบูดูข้าวยำ บ้านดินลาน ผลิตขึ้นมาเป็นอาหารสุขภาพที่มีสารอาหารที่มีคุณค่าเหมาะกับคนทุกวัย พกพาสะดวก ตอบสนองวิถีชีวิตของกลุ่มผู้บริโภคในยุคปัจจุบันที่ต้องการความสะดวกและรวดเร็ว จากภูมิปัญญาท้องถิ่นบวกกับแนวคิดในการต่อยอดผลิตภัณฑ์ให้เหมาะกับยุคสมัย ข้าวยำม้วนซูชิจึงได้รับความสนใจจากตลาด โดยขณะนี้ได้ผลิตส่งจำหน่ายในร้านค้าสะดวกซื้อ ร้านค้าชุมชน ศูนย์แสดงและจำหน่ายสินค้าคลองหอยโข่ง ห้างเทสโก้ โลตัส สงขลา และร้านภูฟ้า ซึ่งนอกจากจะสร้างอาชีพและสร้างรายได้ให้ชุมชนแล้ว ชาวบ้านดินลานยังภาคภูมิใจกับข้าวยำม้วน ที่มีเพียงแห่งเดียวในจังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นนวัตกรรมด้านอาหารที่มีปรับรูปโฉมใหม่ แต่ยังคงคุณค่าของความเป็นอาหารพื้นบ้านปักษ์ใต้ไว้อย่างเหนียวแน่น ข้าวยำน้ำบูดู เป็นเมนูเด็ดที่ผสมผสานระหว่างอาหารพื้นบ้านปักษ์ใต้กับกรรมวิธีการทำซูชิ รูปแบบอาหารญี่ปุ่น ซึ่งกลุ่มผลิตน้ำบูดูข้าวยำ ได้คิดค้นสูตรขึ้นเพื่อให้เป็นอาหารสุขภาพที่รับประทานได้สะดวก และเอา
