How to
หาก “รายได้” คือเป้าหมายของการทำธุรกิจ “กำไร” จึงกลายเป็นผลที่ต้องได้รับ แต่จะมีสักกี่คนเลือกมองข้ามสิ่งนี้ไปก่อน “อนันต์ อัศวโภคิน” คือหนึ่งในผู้คิดต่าง เขาเลือก “ให้ ก่อน รับ” และคำตอบของความคิดแบบนี้ นำมาซึ่งความ “รวย”
กระบวนการจัดบุฟเฟ่ต์นอกสถานที่ กับบุฟเฟ่ต์ในโรงแรมหรือในร้านอาหารนั้นต่างกัน ของที่จัดอยู่บ้านตัวเอง ร้านตัวเอง มีเครื่องมือพร้อม วัตถุดิบพร้อม คนพร้อม วางแผนทะยอยทำออกมาได้เป็นขั้นตอน แม้ว่าจะทำ 400 หัว 800 หัว 1000 หัว โรงแรมก็ทำได้ แต่การเคลื่อนย้ายอาหารออกไปจัดนอกสถานที่ต้องวางแผนอีกหลายขั้นตอน เหนื่อยและยุ่งยากมากกว่าทำในสถานที่หลายเท่า ขั้นตอนที่ 1 เราต้องคิดต้นทุนก่อน เรายึดสูตรที่ 30-30-30-10 คือ 30 % แรก เป็นต้นทุนอาหาร ค่าทำ ค่าแก๊ส เครื่องปรุง 30% ที่สองเป็นค่าแรง ค่าโสหุ้ยอื่นๆ 30% ที่สามเป็นกำไรสุทธิ และ อีก 10% เผื่อเหลือเผื่อขาด ถ้าไม่ต้องจ่ายก็กลายเป็นกำไรสุทธิ 40% เพราะฉะนั้นไม่ว่าเราจะทำอาหารให้มีคุณภาพอย่างไรต้องยึดถือตามงบประมาณที่ได้มาด้วย ไม่งั้นขาดทุนหูตูบครับ งานนี้ค่าอาหารหัวละ 850 บาท 150 หัว เป็นเงิน 127,500 บาท คิดต้นทุนอาหาร 30% เป็นเงิน 38,250 บาท เอาอาหาร 21 อย่างหาร อย่างละ 1,821 บาท อาหารบางอย่างต้นทุนถูก เช่น หมี่กะทิ หมี่กรอบ ผัก ผลไม้ ข้าว เราก็ไปเฉลี่ยให้อาหารที่ต้นทุนสูงแทน เช่น กุ้ง เนื้อ ปลา หมึก จะได้ของที่มีคุณภาพ ปริมาณพอกิน แต่รวมทุกอย่างแล้ว
ช่วงหน้าแล้ง ชาวบ้านที่เป็นเกษตรกร ในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา ว่างจากการทำนาจึงได้หาอาชีพเสริมอื่นๆ ทำ เพื่อสร้างรายได้เสริมให้กับครอบครัว เช่นเดียวกับนางตุ้ม ขาวงาม อายุ 72 ปี ชาวบ้านมะค่า หมู่ที่ 5 ต.มะค่า อ.โนนไทย จ.นครราชสีมา ก็ได้ใช้เวลาว่างจากการทำนา ออกหาแหย่ไข่มดแดงขาย โดยถือไม้ไผ่และฮวด ที่เป็นอุปกรณ์สำหรับแหย่ไข่มดแดง ออกหาแหย่ไข่มดแดงตามต้นไม้ ทั้งในหมู่บ้าน และตามทุ่งนา ซึ่งแต่ละวันสามารถหาไข่มดแดงมาขายได้ไม่ต่ำกว่าวันละ 700 – 800 บาทเลยทีเดียว นางตุ้ม เปิดเผยว่า อาชีพหลักของตนนั้นคือการทำไร่ ทำนา แต่เมื่อมีเวลาว่างก็จะหาไข่มดแดงมาขายเป็นรายได้เสริม ซึ่งทำมานานกว่า 12 ปีแล้ว สำหรับการหาไข่มดแดงนั้น ก็จะไปกับคุณตา 2 คน โดยจะออกไปหารังมดแดงในทุ่งนา หรือในหมู่บ้าน ตั้งแต่เวลา 08.00 น. ซึ่งมดแดงจะชอบทำรังออกไข่บนต้นไม้หลายชนิด อาทิ ต้นสะแก ต้นสะเดา และต้นมะม่วง ส่วนจะรู้ว่ารังไหนมีไข่มากๆ นั้น ก็ต้องสังเกตรังที่มีใยขาวๆ อยู่ขอบรัง และถ้ารังไหนที่มีน้ำหนักจนกิ่งไม้โน้มลงมา จะได้ไข่มดแดงมากเป็นพิเศษ เมื่อได้ไข่มดแดงมาแล้ว ก็จะนำมาแช่น้ำเพื่อคัดแยกไข่ออกจากตัวมดแดง ซึ่งวิธีคัดก็ต้
เมื่อวันที่ 5 มีนาคม ที่ จ.ชัยนาท ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บ้านเลขที่ 70 ถนนชัยณรงค์ ในตัวเมืองชัยนาท เป็นบ้านของคุณวิเชียร สมศรี อายุ47ปี อดีตผู้ช่วยผู้จัดการสาขาห้างสรรพสินค้าชื่อดัง ที่ได้ผันตัวมาใช้ชีวิตวิถีพอเพียง โดยลาออกจากงานประจำที่จำเป็นจะต้องโยกย้ายสถานที่ทำงาน จากตำแหน่งที่ปรับเลื่อน ทำให้ต้องห่างบ้านห่างครอบครัวอยู่เป็นประจำ เมื่อลาออกมาอยู่ที่บ้านได้ศึกษาและยึดอาชีพการเลี้ยงกบในกระชังบก ที่ไม่ต้องใช้บ่อหรือสร้างโรงเรือนที่มีต้นทุนสูง ครั้งแรกทดลองเลี้ยงลูกกบที่สั่งซื้อจากฟาร์มมาจำนวน1,000ตัวในราคาตัวละ2บาทรวม2,000บาท โดยใช้เวลาในการเลี้ยงประมาณ90วันก็จะไดขนาดตัวละ300กรัม หรือ 3ขีด สามารถจับขายส่งได้ราคากิโลกรัมละ80บาท หรือขายปลีกจะได้ราคากิโลกรัมละ100บาท จากการลงลูกกบเลี้ยงแบบรุ่นต่อรุ่น ทำให้มีรายได้จากการขายกบเดือนละกว่า10,000บาท แม้จะน้อยกว่าเงินเดือนประจำ แต่ก็เหลือเก็บมากกว่าตอนทำงานประจำ เพราะอยู่บ้านตัวเอง ไม้ต้องเช่าห้อง แถมครอบครัวอบอุ่นและสุขใจที่ได้อยู่พร้อมหน้ากัน
“อาจารย์ป๊อปขา พอทพายนี่ทำยากมั้ยคะ” “ไม่ยากหรอกครับ ถ้าใช้แป้งพายธรรมดา แต่ถ้าทำแป้งพายชั้นก็ยากหน่อย” “หนูไม่เคยทำขนมมาก่อนเลย จะทำได้มั้ยคะ อยากทำกินเองอ่ะค่ะ” “อ๋อ…มาได้เลยครับ รับรองทำเป็นแน่” เจ้าชื่อ “พอทพาย (Pot Pie)” นี่พอแปลเป็นไทยแล้วพิลึกๆ แปลว่า “พายหม้อ” นึกภาพเป็นหม้อพายใหญ่โต ต้องเลี่ยงไปแปลว่า “พายถ้วย” ค่อยเข้าเค้าของจริงหน่อย ฝรั่งชอบทำพอทพาย ทำได้ทั้งแบบแป้งพายชั้น และแป้งพายร่วน อร่อยไปคนละแบบ สำหรับคนเริ่มหัดทำขนม ก็ให้หัดทำแป้งพายร่วนนี่แหละ จัดเป็นขนมตระกูลอบที่ง่ายพอๆ กับคุกกี้ ส่วนแป้งพายชั้นต้องมีประสบการณ์ในการทำขนมมาสักหน่อย การดีดตัวของพายชั้นดีดสวยไม่สวยเกี่ยวพันไปทุกขั้นตอน ตั้งแต่การสอดไส้เนย การพับ การรีด การโรยนวลแป้ง มากไปก็ไม่ดีด น้อยไปแป้งก็ไม่ดีด จนถึงอุณหภูมิการเก็บ การพักแป้ง ความร้อนไฟที่อบ คนทำแป้งพายชั้นใหม่ๆ นี่ต้องไปบนศาลพระภูมิก่อนทำเลยครับ ให้แป้งดีดเป็นชั้นสวย เพราะฉะนั้นตอนนี้มาทำแป้งพายร่วนกันเถอะง่ายกว่าเยอะ ที่คุณต้องมีก็แค่เตาอบพอใช้ได้สักเตา เอาไซซ์กลางๆ ก็พอ ไซซ์เล็กที่เรียกกันว่าเตาติ๊ง เพราะเสียงตั้งเวลามันดังติ๊งๆ พอถูไถไ
อาหารที่ทำจากขาหมูอยู่ประปรายและสนใจในอาหารที่ชื่อว่า “ตีนหมูอ่อมกะหล่ำปลี” ซึ่งต่างกับแกงอ่อมหมูที่เราคุ้นเคย คำว่า “อ่อม” นี้หมายถึงการต้มด้วยไฟอ่อนๆ ให้เปื่อย หลายครั้ง เราก็เดาไม่ออกว่าอาหารของประเทศเพื่อนบ้านของไทยนั้นเขากินอะไรกันบ้าง ก็ต้องศึกษาจากตำราประกอบ สำหรับอาหารของหลวงพระบางไม่มีตำราเล่มไหนที่จะสมบูรณ์แบบเท่าตำรับอาหารพระราชวังหลวงพระบาง ของเพียสิง จะเลินสิน อีกแล้ว เพียสิงเป็นหัวหน้าห้องเครื่องในพระราชวังหลวงพระบาง เป็นพระพี่เลี้ยงเจ้าสุวรรณภูมาและเจ้าสุวรรณวงศ์เขาเขียนบันทึกชิ้นสำคัญนี้ก่อนพ.ศ. 2510 ทำให้เราเห็นภาพอาหารที่ชาวหลวงพระบางกินกันในอดีตโดยเฉพาะในวัง หลายอย่างไม่พบเห็นในปัจจุบันแล้วหรือเป็นอาหารที่ทำกินกันในครัวเรือน ไม่ได้มีขายแพร่หลายทั่วไป ฉันพบว่ามีอาหารที่ทำจากขาหมูอยู่ประปรายและสนใจในอาหารที่ชื่อว่า “ตีนหมูอ่อมกะหล่ำปลี” ซึ่งต่างกับแกงอ่อมหมูที่เราคุ้นเคย คำว่า “อ่อม” นี้หมายถึงการต้มด้วยไฟอ่อนๆ ให้เปื่อย วิธีทำก็ไม่ซับซ้อนอะไร เอาตีนหมูซึ่งหมายรวมถึงขาหมูทั้งขาเผาไฟขูดขนให้เรียบร้อย ซึ่งสมัยนี้มีทำสำเร็จทำให้เราเบาแรงไป นำขาหมูมาคลุกกับน้ำปลานิดหน่อย
อดีตพนักงานเกษียณ บริษัท การบินไทย จำกัด คุณบำรุง พงษ์พุฒ ผันตัวจับจอบ จับเสียม เป็นเกษตรกรปลูกบวบเหลี่ยม ระบบน้ำหยด 5 ไร่ เก็บผลผลิตขายรับทรัพย์ได้ทุกวัน วันละ 2,000 บาท อนาคตเตรียมขุดบ่อน้ำกลางนา ขยายพื้นที่ปลูกผักเพิ่ม หวังสร้างรายได้ยั่งยืน ณ บ้านเลขที่ 35 หมู่ 2 ตำบลพระงาม อำเภอพรหม จังหวัดสิงห์บุรี คุณบำรุง พงษ์พุฒ อดีตรองผู้จัดการ แผนกแคเทอริ่ง บริษัท การบินไทย จำกัด เผยกับเส้นทางเศรษฐีออนไลน์ว่า ปัจจุบันอายุ 64 ปี หลังเกษียณอายุ กลับมาทำนาที่บ้านเกิด จังหวัดสิงห์บุรี 30 ไร่ ลงทุนเกือบ 200,000 บาท ทว่าผลตอบแทนไม่เป็นที่พอใจ เลยตัดสินใจปล่อยพื้นที่นาร้าง แล้วหันมาใช้พื้นที่ว่างใกล้บ้าน ประมาณ 2 งาน ปลูกแตงกวา มะระจีน และตามด้วยบวบเหลี่ยม ซึ่งผลผลิตเป็นที่น่าพอใจมาก เก็บขายได้ทุกวัน รายได้ดีกว่าตอนทำนา “ผมทดลองปลูกบวบเหลี่ยมครั้งแรก เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2559 บนพื้นที่ 5 ไร่ เงินลงทุนปลูกบวบเหลี่ยมครั้งแรกราว 10,000 บาท เป็นค่าเมล็ดพันธุ์ ค่าปุ๋ย ระบบน้ำหยด” สำหรับเทคนิคที่ทำให้เมล็ดพันธุ์บวบเหลี่ยมงอกได้เกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ คุณบำรุง ระบุว่า ต้องเพาะกล้าลงในถาดและดินสำหรับเพาะกล้
‘บางตะบูน’ เป็นตำบลในอำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี เป็นแหล่งอาหารทะเลที่ได้รับความนิยมอีกแห่ง แถมยังอยู่ไม่ไกลเมืองหลวง อีกทั้งความเป็นธรรมชาติอันมีทั้งน้ำจืด น้ำกร่อย และน้ำเค็ม ส่งผลให้อาหารทะเลจากแหล่งนี้มีรสชาติอร่อยต่างจากอาหารทะเลที่อื่น ขณะเดียวกันยังมีแหล่งท่องเที่ยวสำคัญทางธรรมชาติหลายแห่ง ทั้งหมดจึงเป็นจุดดึงดูดสร้างความสนใจให้บรรดานักท่องเที่ยวแวะมาพักผ่อนกันเป็นจำนวนมาก บางตะบูนมีร้านอาหารทะเลหลายร้าน ส่วนใหญ่จะเน้นบรรยากาศออกแนวพื้นบ้าน โดยแต่ละร้านต่างก็มีจุดเด่นและจุดขายที่ต่างกันออกไปไม่ว่าจะเป็นทางด้านเมนูอาหาร การออกแบบตัวร้าน หรือการนำเสนอขายบรรยากาศความเป็นธรรมชาติ แต่ร้านที่ต้องการจะแนะนำในครั้งนี้มีชื่อ ‘ร้านอาหารแม่จินดา บางตะบูน’ ถือเป็นร้านอาหารขนาดปานกลาง ที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำบางตะบูน หรือแม่น้ำเพชรบุรี ตัวร้านเป็นเรือนไม้ยกพื้นภายในร้านออกแบบให้มีที่นั่งโล่งโปร่งได้อย่างสบายสามารถมองเห็นโค้งน้ำขนาดใหญ่ได้อย่างชัดเจน มองเห็นวิถีชีวิตการทำประมง ตลอดจนความเป็นอยู่ของชาวบ้านสองฝั่งแม่น้ำอย่างใกล้ชิด ร้านอาหารแม่จินดา บางตะบูน มีบริการอาหารหลากหลายชนิด ตั้งแต่เมนู
ปัจจุบันสตรอว์เบอร์รี่ไม่ได้เป็นผลไม้เมืองหนาวอีกต่อไปแล้ว จะเห็นได้ว่าทุกภาคในประเทศไทยสามารถปลูกสตรอว์เบอรี่ได้ อาทิ ภาคอีสาน ภาคกลาง อาทิ ที่เขาใหญ่ ปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา บุรีรัมย์ อุดรธานี กาญจนบุรี เรียกว่าเป็นผลไม้เศรษฐกิจที่ทำเงินจริงๆ แต่เชื่อว่าบางคนคงไม่เคยรู้มาก่อนว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาสายพันธุ์สตรอว์เบอร์รี่ในเมืองไทย กระทั่งมีการปลูกกันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน เน้นเพิ่มแอนโทไซยานิน โครงการงานวิจัย “การปรับปรุงพันธุ์สตรอว์เบอร์รี่เพื่อคัดเลือกสายพันธุ์ที่มีศักยภาพในการผลิตแอนโทไซยานินและการขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ” ที่มี ผศ.พีระศักดิ์ ฉายประสาท ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อความเป็นเลิศทางวิชาการด้านเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว คณะเกษตรศาสตร์ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยนเรศวร เป็นหัวหน้า โครงการดังกล่าวเป็นความร่วมมือระหว่าง สกว. และมูลนิธิโครงการหลวง โดยมีแปลงทดลองอยู่ที่มหาวิทยาลัยนเรศวร จังหวัดพิษณุโลก และที่เขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ ผศ.พีระศักดิ์ เล่าว่า งานวิจัยนี้มี คุณมงคล
เสน่ห์ของงานบริการ คือ “การใส่ใจ” ในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2559 เป็นช่วงเวลาที่ผมรู้สึกว่าชีพจรลงเท้า และดูชีวิตวุ่นวายไปหลายอย่าง แต่ในความวุ่นวาย ผมก็มีโอกาสได้พบกับเรื่องราวดีๆ ของคนที่ทำงานบริการ ผมไปเมืองกาญจนบุรีกับเพื่อนเก่าแก่ที่เราคบหากันมายาวนาน ได้ไปนั่งรับลมเย็นๆ กลางแดดอุ่นๆ ดื่มแอลกอฮอล์ และพูดคุยกันสารพัดเรื่อง ที่ร้านอาหารขึ้นชื่อแห่งหนึ่ง พนักงานชายชาวอำเภอไทรโยคเป็นผู้มาชงเครื่องดื่มให้ หลังจากที่เขาสังเกตว่าทุกคนได้จิบน้ำสีเหลืองอำพันในแก้วของตัวเองแล้ว น้องเขาก็ถามพวกเราทุกคนว่า “ชงเหล้าเข้มไปไหมครับ” คำถามสั้นๆ ที่ทำให้ผมและเพื่อนๆ ถึงกับมองหน้ากันแล้วอมยิ้ม ผมชื่นชมน้องคนนี้ด้วยหัวใจเลย เพราะเขา “ใส่ใจ” ในเรื่องเล็กๆ ที่ร้านอื่นๆ ไม่เคยใส่ใจ ใครที่เป็นคอดื่ม คงรู้ดีว่า การมีพนักงานมาชงเหล้าให้ เป็นความเสี่ยงอย่างหนึ่งในชีวิต ชงอ่อน ก็กินไม่อร่อย ชงเข้มเกินก็ยิ่งไม่อร่อยกว่า แต่ไม่ค่อยเจอใครถามว่า “ชงเข้ม” ไปหรือไม่ เคยเจอที่ถาม มักเป็นเจ้าของร้านมาชงให้ แต่ถ้าพนักงานบริการ ไม่เคยเจอ มีแต่ชอบชงเข้มๆ เหมือนอยากรีบไล่ให้เรากลับบ้าน จนบางทีต้องบอกว่า “ผมไม่ได้มาดื่มเพื่อล
