How to
ผักตบชวาเป็นไม้น้ำขยายพันธุ์ได้รวดเร็ว ลำต้นสั้น แตกใบเป็นกอ ลอยไปตามน้ำ ทนทานต่อความแห้งแล้งได้ดี แต่ไม่ทนน้ำเค็มยากต่อกำจัด แต่ที่บ้านศาลาดิน ต.มหาสวัสดิ์ อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม มีกิจกรรมหนึ่งที่น่าสนใจคือ การรับซื้อผักตบชวาแห้ง นำมาผสมเป็นดินปลูกต้นไม้ คุณวันชัย สวัสดิ์แดง ประธานวิสาหกิจกลุ่มผู้ใช้น้ำบ้านศาลาดิน เล่าว่า เนื่องจากผักตบชวา เป็นปัญหาต่อการสัญจรในคลอง เลยมองเห็นว่าถ้านำมาใช้ประโยชน์ก็น่าจะได้ช่วยกำจัดได้อีกทางหนึ่ง จึงขึ้นป้ายรับซื้อผักตับชวาตากแห้ง ในราคากิโลกรัมละ 20 บาท จากนั้น ก็นำมาผสมรวมกับวัสดุอื่น บรรจุถุงเป็นดินพร้อมปลูก สำหรับส่วนผสมประกอบไปด้วย ผักตบชวาสับตากแห้ง / แกลบ / ขี้เถ้า / ดินบดผสมขี้วัว ทั้งหมดนี้อย่างละ 1 ส่วน ผสมเข้ากัน ดินผสมปลูกต้นไม้ตัวนี้ ปลูกได้ในต้นไม้แทบทุกประเภท เนื่องจากช่วยระบายน้ำได้ดี ราคาจำหน่ายถุงละ 10 บาท ในแต่ละเดือน มียอดขายเฉลี่ย 4,000 ถุง สร้างรายได้ราว 40,000 บาทต่อเดือน ปัจจุบันมีลูกค้า เป็น ร้านขายดินปลูกต้นไม้ มาติดต่อซื้อไปบ้าง รวมทั้งคนในชุมชนด้วย ใครจะนำไอเดียนี้สร้า
เสน่ห์ของ “กาแฟโบราณ” อยู่ที่ความหอมของเมล็ดกาแฟคุณภาพดีที่ผ่านการคั่วบดอย่างพอเหมาะ ผสานกับรสชาติที่เข้มข้น กลมกล่อม เมื่อรินผ่านน้ำแข็งทุบละเอียด เติมความหวานมันด้วยนมสด จะดูดหรือจะดื่มก็ชื่นใจ หายเหนื่อย ยิ่งอากาศร้อนๆ อย่างบ้านเรา ลูกค้ายิ่งคึกคัก แวะเวียนมาไม่ขาด เช่นที่ร้าน “อ้อย กาแฟโบราณ” ร้านเล็กๆ ภายในซอยปรีดีพนมยงค์ 14 ที่มี คุณพรรณวดี อยู่คง เป็นมือชง “วันๆ มีลูกค้าเยอะมากค่ะ บางวันกว่าจะได้กินข้าวเช้าก็ปาเข้าไปตอนบ่ายแล้ว” อาจารย์อ้อย บอกเมื่อถามถึงกิจการของครอบครัวที่เธอเข้ามารับไม้ต่อ พร้อมกับรับภาระดูแลพี่ๆ น้องๆ อีก 6 คน แทนแม่ซึ่งเป็นกำลังหลักของบ้านล้มป่วย กระทั่งปัจจุบันทุกคนสำเร็จการศึกษามีการมีงานทำกันหมด แม้จะจบการศึกษาเพียงแค่ประถมศึกษาปีที่ 7 แต่นั่นไม่ใช่อุปสรรค ด้วยความที่มุ่งมั่นตั้งใจ กับประสบการณ์กว่า 25 ปี รสมือที่เป็นที่ยอมรับของมิตรรักคอกาแฟ ทำให้บ่อยครั้งอาจารย์อ้อยต้องไปออกร้านให้บริการตามคำเชิญชวน และเป็นที่มาของการรับเชิญเป็นวิทยากรสอนวิชาชีพหลักสูตรกาแฟโบราณที่ศูนย์อาชีพและธุรกิจ มติชน หรือ มติชน อคาเดมี อาจารย์อ้อย หรือที่รู้จักเรียกขานกันในชื่อ “
“ไม่ใช่เรื่องยาก ถ้าอยากจะเลี้ยง” คุณสนธยา ชาติประสบโชค ผู้คร่ำหวอดในวงการไก่แจ้ไทยมานานเกือบ 30 ปี ซึ่งการที่คุณสนธยายืนยันเช่นนี้ ก็หมายถึง หากต้องการเลี้ยงไก่แจ้ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป ถ้าคนที่ต้องการเลี้ยงมีความตั้งใจจริง คุณสนธยา เป็นชายวัยกลางคน มีความสนใจและรักสัตว์ปีกมาตั้งแต่เด็ก จริงจังที่สุดก็คือ การเลี้ยงไก่แจ้ แม้กระทั่งตอนที่เรียกตัวเองว่าเป็นการเลี้ยงเล่น ยังมีไก่แจ้ที่เลี้ยงไว้เกือบ 400 ตัว โดยไม่เคยผ่านวงการประกวดไก่แจ้มาก่อน เพราะในยุคนั้นการติดต่อสื่อสารและส่งข่าวสารเรื่องของการจัดงานประกวด การซื้อขาย เป็นไปด้วยความยาก ไม่ทันสมัยเหมือนปัจจุบัน คุณสนธยาจึงเป็นเพียงผู้รักและผู้เลี้ยง ที่มีไก่แจ้ไว้ในครอบครองที่เริ่มจากความชอบเท่านั้น คุณสนธยา ชาติประสบโชค “ผมเริ่มเลี้ยงจริงๆ ราว 30 ปีก่อน เลี้ยงไปเรื่อยเปื่อย ซื้อทุกสี เก็บไปเรื่อยๆ จนมีไก่แจ้สะสมไว้เกือบ 400 ตัว ตลอดเวลาที่เลี้ยงก็ศึกษาเรื่องของการเลี้ยงไก่แจ้ เห็นว่ามีการประกวด แต่ด้วยการสื่อสารที่ไม่ทันสมัย ทำให้ไม่ค่อยรู้เรื่องราวความเคลื่อนไหวในวงการประกวดไก่แจ้ จึงไม่ได้สนใจนัก กระทั่งวันหนึ่งเมื่อศึกษาลงลึกในรา
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่หมู่บ้านแก่นท้าว หมู่ที่ 2 ต.เสมา อ.สูงเนิน จ.นครราชสีมา บรรดาผู้สูงอายุในหมู่บ้าน ได้หาอาชีพเสริมด้วยการแกะมะขามเปียกเพื่อขายให้กับพ่อค้าคนกลางกันอย่างคึกคัก ภายหลังจากที่เกษตรกรในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา ว่างเว้นจากการทำอาชีพเกษตรกร เนื่องจากน้ำในอ่างเก็บน้ำหลักของจังหวัดนครราชสีมา เหลือน้ำน้อย ซึ่งทางชลประทานจังหวัดนครราชสีมา ไม่มีการส่งน้ำให้เกษตรกรเหมือนทุกปีที่ผ่านมา ดังนั้นจึงทำให้ชาวบ้านว่างงาน คนวัยหนุ่ม สาว จึงออกไปทำอาชีพรับจ้างรายวันในตัวเมือง และในโรงงานต่างๆ ทิ้งไว้แต่ผู้สูงอายุให้อยู่ในหมู่บ้าน ดังนั้นผู้สูงอายุเหล่านี้จึงได้หาทำอาชีพเสริมเพื่อหารายได้เลี้ยงครอบครัว ด้วยการไปรับซื้อมะขามสุกจากต้น ที่อยู่ในหมู่บ้านต่างๆ แล้วนำมาแกะเมล็ดออกจากฝัก เพื่อขายให้กับพ่อค้าคนกลางที่จะมารับซื้อถึงหมู่บ้าน นางสมพร ซอสูงเนิน อายุ 72 ปี ชาวบ้านเปิดเผยว่า ช่วงนี้ในหมู่บ้านเหลือแต่คนเฒ่า คนแก่ เนื่องจากคนหนุ่ม สาว ออกไปหาทำอาชีพรับจ้างทั่วไปในตัวเมือง ทำให้คนเฒ่า คนแก่ ซึ่งเคยทำไร่ ทำนา อยู่ไม่เป็นสุขต้องหาทำอะไรเล็กๆ น้อยๆ ช่วงว่างจากภารกิจประจำวัน เพื่อหารายได
วันที่ 23 กุมภาพันธ์ นายพรประเสริฐ ศรีอารักษ์ ชาวนาบ้านนาคอกควาย หมู่ 2 ตำบลดงขวาง อำเภอเมืองนครพนม จังหวัดนครพนม เปิดเผยว่า ตนเองและภรรยามีที่นาอยู่ประมาณ 6 ไร่ โดยในทุกๆ ปีจะมีการปลูกข้าวปีละ 2 ครั้ง แต่ในระยะหลังๆ ต้องเจอกับปัญหาภัยแล้ง ดังนั้น จึงพยายามหาพืชชนิดอื่นที่ใช้น้ำน้อยมาปลูกทดแทนการปลูกข้าวนาปรัง โดยได้เลือกเอาการปลูกข้าวโพดหวานมาปลูกในพื้นที่ เพราะมีการประกันราคาจากบริษัท ซึ่งอยู่ที่ราคากิโลกรัมละ 23 บาท อีกทั้งทางบริษัทจะเป็นผู้ลงทุนให้ตั้งแต่ เมล็ดพันธุ์ ปุ๋ยเคมี และยาป้องกันแมลง แต่เราจะต้องหมั่นดูแลเอาใจใส่ในการปลูกข้าวโพดหวานตลอดระยะเวลา 4 เดือน โดยในปีที่มาผ่านตนเองมีกำไรอยู่ที่ประมาณ 50,000 บาท แต่ปีนี้คาดว่าจะได้มากกว่าเดิมอีกเกือบเท่าตัว เพราะเริ่มรู้วิธีการดูแลรักษาป้องกันไม่ให้ข้าวโพดเสียหาย นอกจากนี้ ตนเองและภรรยายังมีการปลูกพืชผักสวนครัวไว้รับประทาน และปลูกดอกดาวเรืองไว้ข้างๆ แปลงข้าวโพดเพื่อจำหน่ายอีกด้วย ซึ่งแทบจะไม่ต้องดูแลอะไรมากมายเพราะได้ทั้งปุ๋ยและน้ำจากแปลงข้าวโพดอยู่แล้ว ทำให้ในทุกๆ วัน ตนเองมีรายเสริมในส่วนนี้เพิ่มขึ้นมาอีกกว่า 300 บาทต่อวันเลยที
วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2560 นายจันทร์ แสงศรีจันทร์ อายุ 57 ปี บ้านเลขที่ 68 หมู่ 12 ต.น้ำแวน อ.เชียงคำ จ.พะเยา กล่าวว่า ตนปลูกลำไยประมาณ 200 ต้น ทุกปีจะต้องมีการตัดแต่งกิ่งลำไย เพื่อจัดพุ่มและให้ผลผลิตมากขึ้น ลูกโต ซึ่งการตัดแต่งกิ่งลำไยนั้นกิ่งของไม้ลำไยที่ตัดหากปล่อยทิ้งก็เสียดาย ดังนั้นจึงนำมาทำเป็นฟืนหรือทำถ่านไม้ลำไยสำหรับใช้ในครัวเรือน ปีแรกๆเมื่อลองนำมาทำพบว่า ถ่านที่ทำมาจากไม้ลำไยจะมีเนื้อแน่น ขี้เถ้าน้อย ไฟแรง ทำให้ประหยัดเวลาในการทำอาหาร แต่ละปีจะมีต้นลำไยประมาณ 200 ต้น ที่จะตัดแต่งกิ่งแล้วนำมาแปรรูปเป็นถ่านไม้ลำไยจะได้ถ่านน้ำหนักไม่น้อยกว่า 500 กก. เก็บไว้ใช้ได้ตลอดทั้งปี ส่วนที่เหลือก็ขายให้กับเพื่อนบ้านและผู้ที่นิยมใช้ถ่าน กก.ละ 12 บาท นายจันทร์ กล่าวต่อว่า การตัดแต่งกิ่งลำไยของชาวสวนลำไยน้ำแวนจะตัดทุกปี บ้างก็ขายเป็นฟืนให้แก่โรงงานอบลำไย หรือโรงอบที่ต้องการใช้ฟืน หรือประชาชนทั่วไปที่ต้องการใช้ฟืนทำอาหารในครัวเรือน นอกจากจะทำให้ต้นลำไยถูกตัดแต่งกิ่งอย่างเหมาะสมและให้ผลผลิตที่มีคุณภาพในปีถัดไปแล้ว เจ้าของสวนลำไยยังมีถ่านไม้ลำไยสำหรับใช้ทำเชื้อเพลิงในครัวเรือนและมีรายได้เสริมด
เมื่อเวลา 08.40 น.วันที่ 22 กุมภาพันธ์ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บริเวณริมคลองพังงา บ้านฝ่ายท่า ม.1 ต.ถ้ำน้ำผุด อ.เมืองพังงา นายสมจิตร ช่างทอง อายุ68 ปี เกษตรกรวัยเกษียนชาวตลาดพังงา ได้ใช้พื้นที่ 1ไร่เศษ ปลูกต้นกาหยี หรือต้นมะม่วงหิมพานต์ และต้นจิกนา ซึ่งเป็นไม้ยืนต้น ทำการตัดแต่งกิ่ง เพื่อเก็บใบอ่อนขาย สามารถสร้างรายได้วันละ 500-2,000 บาท ซึ่งปัจจุบันผลผลิตยังไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาดในพื้นที่ โดยเฉพาะพ่อค้าคนกลางที่มารับไปขายต่ออีกทอดหนึ่ง นายสมจิตร ช่างทอง เปิดเผยว่า รู้สึกมีความสุขกับการทำการเกษตรแบบนี้ เพราะไม่ต้องดุแลวุ่นวายมาก แต่เดิมนั้นตนเองปลูกพืชผักล้มลุกแบบทั่วๆไปขาย ซึ่งรู้สึกเหน็ดเหนื่อยและไม่ค่อยคุ้มค่ากับการลงทุน มีความยุ่งยากในการดูแล จึงเริ่มคิดปลูกพืชยืนต้นเก็บใบอ่อนขายเมื่อประมาณ 12 ปีที่แล้ว พร้อมกับเริ่มลงมือทำโดยการรวบรวมพันธุ์ต้นกาหยี หรือมะม่วงหิมพานต์และต้นจิกนา ลงปลูกในพื้นที่ คอยตัดแต่งกิ่งและตัดใบอ่อนออกขาย ซึ่งสามารถตัดใบอ่อนขายได้ทุกวัน โดยนำมาขายเป็นมัดๆละ 5 บาท บางช่วงสามารถตัดขายได้ถึง 400 มัด ซึ่งรายได้สามารถเลี้ยงชีพได้เป็นอย่างดี นับเป็นการเกษตร
วันที่ 22 กุมภาพันธ์ นายสำเริง คงขุนทด อายุ 62 ปี อยู่บ้านเลขที่ 119 ถนนเทศบาล 2 ต.ในเมือง อ.เมือง จ.สุรินทร์ พ่อค้าร้านข้าวต้ม “วิไล” จำหน่ายข้าวต้มทรงเครื่อง ราคายอมเยาว์ เพียงชามละ 20 บาท และ ก๋วยจั๊บชามละ 25 บาท ไอเดียเก๋…แถมฟรี กล้วย เม็ดมะขามคั่ว และลูกอม สำหรับลูกค้า เปิดทุกวัน ตั้งแต่เวลา 16.00 น.-05.00 น. หรือเรียกว่า ขายกันแบบโต้รุ่งเลยที่เดียว ขวัญใจบรรดานักเลง เด็กแว๊น-สก๊อย และนักเที่ยวกลางคืน เจ้าเก่าเจ้าเดิมขายมานานกว่า 20 ปี ฟันกำไรงามๆกว่าวันละ 10,000 บาท โดยเมนูขายดีของทางร้านข้าวต้ม “วิไล” คือ ข้าวต้มทรงเครื่อง ทำจากข้าวสารหอมมะลิสุรินทร์ 100% ชั้นที่ 2 คัดพิเศษ มาต้มด้วยหม้อขนาดใหญ่ ต้มเคี้ยวพร้อมกับกระดูกหมู หมูสับ และเลือดหมูจนเปื่อย นุ่มละเอียด น่ารับประทาน ก่อนตักใส่ชาม โรยหน้าอีกที ด้วยผักชี หมูยอ กระเทียมเจียว พร้อมเสริฟ ถั่วงอกสด และไข่ต้ม ฟองละ 5 บาท ส่วนอีกเมนูที่อร่อยไม่แพ้กันก็คือ ก๋วยจั๊บ น้ำข้น สูตรอร่อย ด้านลูกค้าขาประจำ กล่าวว่า รสชาติข้าวต้ม และก๋วยจั๊บอร่อย ราคาไม่แพง แถมมีของแถม 3 อย่าง กล้วย เม็ดมะขามคั่ว และลูกอม ส่วนตนขอเลือกลูกอม ทั้งนี้ นายสำเ
วันที่ 21 ก.พ. ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งว่ามีหนุ่มช่างศิลป์ทิ้งอาชีพวาดรูปตามโบสถ์รายได้เดือนละร่วมแสนบาท มาทำเกษตรผสมผสานที่บ้านหนองบัวลอง ต.บ้านเป้า อ.พุทไธสง จ.บุรีรัมย์ ซึ่งเป็นบ้านเกิดภรรยา ผู้สื่อข่าวจึงลงพื้นที่ตรวจสอบ ที่หมู่บ้านดังกล่าวนายสุวิทย์ ตะเพียนทอง อายุ 36 ปี หนุ่มดีกรีปริญญาตรี เอกศิลปะ ชาวกรุงเทพมหานคร และน.ส.ดวงเนตร ตอบไธสง อายุ 27 ปี ภรรยา โดยนายสุวิทย์ เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ตนมีอาชีพเป็นช่างศิลป์รับวาดรูปพุทธประวัติตามโบสถ์วิหารต่างๆ ทั้งในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัดตามที่ได้รับว่าจ้าง ที่เคยทำมากว่า 20 ปี มีรายได้เดือนละเกือบ 1 แสนบาท จากนั้นจึงหันมาทำการเกษตรแบบผสมผสานที่บ้านเกิดของภรรยา เพราะอยากมีอาชีพที่เป็นหลักแหล่ง มั่นคง ไม่ต้องตระเวนรับจ้างไปเรื่อยๆ ถึงจะมีค่าตอบแทนที่ค่อนข้างสูงก็ตาม แต่หากมาทำการเกษตรมองว่าเป็นอาชีพที่มั่นคงมากว่า เพราะนอกจากจะบริโภคในครัวเรือนได้แล้วยังสามารถเก็บผลผลิตขายได้อีกด้วย ที่สำคัญยังได้อยู่กับครอบครัว และยังได้ดูแลพ่อแม่ยามแก่ชราอีกด้วย นายสุวิทย์ กล่าวต่อว่า ถึงแม้ที่ผ่านมาจะยังไม่เคยทำการเกษตรมาก่อน แต่ด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจจึ
วันที่ 21 กุมภาพันธ์ ที่บริเวณริมถนนเชื่อมระหว่าง ต.บ้านโพธิ์-ต.พระพุทธ อ.เมือง จ.นครราชสีมา ได้มีประชาชนกำลังเลือกซื้อเมล่อนหวานกันอย่างคึกคัก ซึ่งบริเวณดังกล่าวเป็นสวนเมล่อนหวาน ที่มีเกษตรกรทำการปลูกอยู่ริมคลองบริบูรณ์ และอยู่ระหว่างกำลังเก็บลูกเมล่อน เพื่อขายส่งตามออเดอร์ให้กับตลาดไทย และห้างสรรพสินค้าต่างๆ นายภานุพงศ์ จันทรังษี อายุ 30 ปี เกษตรกรชาว ต.โพธิ์กลาง อ.เมือง จ.นครราชสีมา เปิดเผยว่า ในอดีตนั้นตนมีอาชีพเป็นเกษตรกรทำนา ปลูกข้าว เหมือนกับเกษตรกรทั่วๆ ไป แต่ต่อมาได้ประสบกับปัญหาความแห้งแล้งมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ได้ผลผลิตไม่ดี จึงได้ผันตัวเองมาทดลองปลูกเมล่อนเมื่อประมาณ 8 ปีที่แล้ว ซึ่งช่วง 3 ปีแรกก็ยังไม่ได้ผลผลิตที่ดีนัก เนื่องจากยังไม่เข้าใจธรรมชาติของเมล่อน จนกระทั่งเข้าสู่ปีที่ 4 จึงเริ่มเข้าใจว่าเมล่อนนั้นชอบดินที่มีลักษณะดินเหนียว แต่ตนเองไม่มีพื้นที่ลักษณะดังกล่าว จึงได้หาเช่าพื้นที่เกษตรกร ที่อยู่ใกล้ลำน้ำสาธารณะและถูกปล่อยทิ้งร้างในช่วงหน้าแล้ง “ส่วนการปลูกก็ใช้ระบบน้ำหยาดตามท่อพีวีซี เพื่อให้ประหยัดน้ำ และดูแลรักษาอย่างดี ซึ่งเมล่อนที่ตนเองปลูก ก็จะมี 4 สายพันธุ์ ได
