How to
คุณแนน-พชรพร ขาวละออง เจ้าของร้าน Brownie Brown Coffee LAB (บราวน์นี่ บราวน์ คอฟฟี่ แล็ป) ที่จังหวัดเชียงใหม่ เสิร์ฟเมนูน้ำหวานในรูปแบบของห้องทดลองวิทยาศาสตร์ หยิบเอาอุปกรณ์ทดลองมาใช้บรรจุ ใช้ประกอบ สร้างความตื่นเต้นเสมือนกำลังเข้าห้องทดลองจริงๆ เจ้าของกิจการท่านนี้ พื้นเพเป็นสาวพิษณุโลกวัย 27 จบปริญญาตรี คณะบริหารธุรกิจการท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยนเรศวร ก่อนย้ายถิ่นฐานมาปักหลักที่เชียงใหม่ ทำงานอยู่ส่วนหน้าและออฟฟิศของโรงแรมแห่งหนึ่ง 4 ปีเต็ม ระหว่างทำงานโรงแรม มองหารายได้เสริมด้วยการขายสินค้านำเข้าจากต่างประเทศออนไลน์ และเปิดร้านกาแฟเล็กๆ เพราะเคยมีประสบการณ์ด้านกาแฟจากการทำงานพาร์ทไทม์เมื่อสมัยเรียนมาก่อน ปัจจุบันตัดสินใจยุติการขายของออนไลน์ หันมาเอาดีเปิดร้านกาแฟ “บราวน์นี่ บราวน์ คอฟฟี่ แล็ป” พร้อมทำงานประจำไปด้วย โดยบราวน์นี่ บราวน์ คอฟฟี่ แล็ป สาขาแรกมีพื้นที่ใช้สอยน้อยไป ล่าสุดจึงต้องขยายสาขา เพื่อให้มีพื้นที่รองรับลูกค้ามากขึ้น เนื่องจากร้านเริ่มเป็นที่รู้จักและเริ่มมีลูกค้าประจำแล้ว สำหรับแนวคิดหลักของสาขาใหม่ คือ เน้นบรรยากาศภายในร้าน ให้มีความร่มรื่น ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่บ้า
ความทรงจำเกี่ยวกับยายของผม เป็นเรื่องขนมเสียส่วนมาก ตอนเด็กๆ ยายชอบมาทำขนมทั้งไทย ทั้งเทศ เนื่องจากยายเป็นแม่บ้านให้ฝรั่งด้วย เลยได้วิชาฝรั่งมา ยายทำขนมเค้กเนย หน้าเป็นเนยสดตี อร่อยกว่าเนยขาวสมัยนี้มากมาย แต่ต้องใส่ตู้เย็นตลอดไม่งั้นเนยละลาย และที่สำคัญเตาอบของยายเป็นเตาสังกะสีสี่เหลี่ยม มีกระจกข้างหน้าเปิดได้ ใช้วางบนเตาถ่าน ส่วนข้างบนมีแผ่นสังกะสีรองอีกชั้น ให้คีบถ่านร้อนๆ ใส่ เป็นเตาไฟบนไฟล่าง สุดยอดจริงๆ เทอร์โมมิเตอร์ไม่ต้องถามถึง ยายใช้กะเอา ใส่ถ่านมากน้อยแค่ไหน ยายกะพอดีตลอด ข้างกระไดบ้านเป็นที่ตั้งของโม่หิน สมัยนี้ถ้ายังมีโม่หินก็เอาไว้เสียบต้นเฟิร์น แต่สมัยโน่นใช้โม่ข้าว โม่แป้งจริงๆ ยายเอาข้าวตากมาคั่วให้หอม แล้วใส่เครื่องโม่ หมุนๆ ได้แป้งข้าวคั่วละเอียดยิบ เอาไว้ทำข้าวตู โม่หินอันนี้ไม่รู้หายไปไหนแล้ว ไม่รู้ใครเอาไปยกเล่น ล่าสุดผมทดลองทำข้าวตูเอาไว้สอนที่โรงเรียนแม่บ้านทันสมัย และออกงาน ลำบากคนตำข้าวตังคั่วน่าดู ทั้งเอาใส่เครื่องปั่น ออกมาตำด้วยครกหิน กว่าจะละเอียดขนาดเม็ดแป้งได้ สงสารคนตำเป็นที่สุด ตำข้าวนี่มันกระเด็นกระดอนดีนัก ข้าวตังนี้ถ้าตำไม่ละเอียด เอาไปใส่ในข้าวตู เค
ปัจจุบันเต้าหู้กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นจากผู้ที่รักสุขภาพ เพราะจัดว่าเป็นอาหารที่ให้โปรตีนชั้นดีอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งสามารถนำมาประกอบอาหารได้หลากหลายเมนู ไม่ว่าจะผัดกระเพรา ยำเต้าหู้ หรือที่ทุกคนเคยกินและรู้จักกันดีก็คือเต้าหู้ผัดถั่วงอก คุณณรงค์ สุธีรพงศ์สิทธิ์ อยู่บ้านเลขที่ 17 ถนนราษฎอุทิศ อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี เป็นร้านขายเต้าหู้ดำเจ้าแรกสูตรดั้งเดิมของอำเภอโพธาราม ซึ่งเขาบอกว่าขายอยู่มามากกว่า 50 ปีแล้ว โดยสมัยแรกที่เริ่มคิดสูตรเต้าหู้ดำขายคือคุณแม่ของเขาเอง “สมัยนั้นแม่ก็มีร้านแผงลอย ขายของทั่วไปในตลาดโพธาราม เสร็จแล้วแกก็มาคิดหาสูตร โดยเอาเต้าหู้ขาวมาทำเป็นเต้าหู้ดำ ที่มีรสชาติที่กินง่ายมากขึ้น ซึ่งเดี๋ยวนี้สูตรเราก็เหมือนกับสมัยคุณแม่ทำมา รสชาติยังคงเดิมไม่เปลี่ยนแปลง หรือที่คนรู้จักในชื่อ เต้าหู้ดำแม่เล็ก โพธาราม” คุณณรงค์ กล่าว กว่าที่จะออกมาเป็นเต้าหูดำพร้อมขายได้นั้น คุณณรงค์ บอกว่า ต้องผ่านกระบวนการทำมากถึง 3 วัน โดยส่วนประกอบก็จะมีซีอิ๋วดำ และเครื่องยาจีนต่างๆ ที่เป็นสมุนไพรสูตรเฉพาะของที่ร้าน นำมาต้มให้เข้าไปภายในเนื้อของเต้าหู้ขาว ซึ่งเนื้อของเต้าหู้ข้าวที่ใช้ต้องท
“มันย่าง” อาหารธรรมดาที่มากับสูตรไม่ธรรมดา เราพาไปลองชิม
ถูก “รีวิว” จากหลายแหล่ง ยกย่องให้เป็น ร้าน “สเต๊ก” อร่อยหลากหลาย แถมราคาไม่แพง เมนูถูกสุดในร้านแค่ 29 บาทก็มี “แซม สเต๊ก แอนด์ มอร์” ชื่อนี้อาจคุ้นเคยกันดี สำหรับนักศึกษามหาวิทยาลัยกรุงเทพ รังสิต มหาวิทยาลัยรังสิต เมืองเอก และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ย่านบางเขน เพราะปัจจุบันร้านอาหารแห่งนี้ ได้ยึดทำเลสำคัญ หน้าสถาบันทั้ง 3 แห่ง จนกลายเป็นร้านในดวงใจของใครหลายคนในย่านนั้น…ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว คุณวุฒิ-วรวุฒิ ศิวะพรประเสริฐ เจ้าของกิจการ “แซม สเต๊ก แอนด์ มอร์-SAM Steak And More” วัย 36 ปี กรุณาสละเวลามาให้ข้อมูลด้วยอัธยาศัยยิ้มแย้ม เริ่มต้นจากการแนะนำตัว จบการศึกษาระดับปริญญาตรี ภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ช่วงยังสวมเครื่องแบบนิสิต รู้สึกชื่นชอบเมนู “สเต๊ก” แถวสามย่านเป็นกำลัง ก่อนจบจึงตั้งใจอยากมีกิจการร้านสเต๊ก เป็นของตัวเองสักแห่งหนึ่ง เพราะเห็นว่าวัยรุ่นกำลังนิยมและคงใช้เงินลงทุนไม่มากนัก และด้วยความมุ่งมั่นแน่วแน่ แม้จะได้งานประจำทำที่บริษัทแห่งหนึ่งแล้ว คุณวุฒิยังเชิญ “เชฟ” ซึ่งเป็นเพื่อนของเพื่อน ให้มาช่วยสอนการทำอาหารฝรั่ง อย่าง สเต๊ก
คุณเกรียงกานต์ กาญจนะโภคิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท อินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ จำกัด (มหาชน) ผู้นำด้านการตลาดเชิงสร้างสรรค์อย่างครบวงจรในภูมิภาคอาเซียน บริษัท ครีเอทีฟอีเว้นท์ อันดับ 7 ของโลก 3 ปีซ้อน จัดอันดับโดยนิตยสารสเปเชี่ยล อีเว้นท์ แม็กกาซีน ประเทศสหรัฐอเมริกา เผยว่า ในช่วงเทศกาลวาเลนไทน์หรือวันแห่งความรัก กลุ่มผู้ประกอบการส่วนมาก มักจัดกิจกรรมส่งเสริมทางการตลาดแก่ลูกค้าคู่รักทั้งหลายเพื่อกระตุ้นยอดขาย ซึ่งในปัจจุบันไม่ได้จำกัดเฉพาะในมุมของคนรักอีกต่อไป แต่รวมถึงความรักของครอบครัว ญาติ และเพื่อนๆ อีกด้วย โดยหากทำการวิเคราะห์ถึงกลุ่มเป้าหมายจะสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ กลุ่มวัยรุ่น และ กลุ่มผู้ใหญ่ เมื่อเปรียบเทียบสองกลุ่มนี้ในการให้ความสำคัญในวันวาเลนไทน์ พบว่ากลุ่มวัยรุ่นมีการแสดงออกในวันวาเลนไทน์มากกว่า เห็นได้จากตามโรงเรียนที่มีการมอบดอกไม้ ของขวัญ หรือการติดสติ๊กเกอร์ตามชุดนักเรียนกันอย่างครึกครื้น เหล่านี้นับเป็นช่องว่าง และโอกาสที่ดี ของผู้ประกอบการธุรกิจต่างๆ และนักการตลาดควรหา “กิมมิก” หรือลูกเล่นใหม่แทนวัฒนธรรมแบบเดิมที่เป็นอยู่ อาทิ ผู้ประกอบการประเภทรถเช
ผลิตภัณฑ์ชุมชนหลายพื้นที่ต้องประสบปัญหากับการไปไม่รอดทางด้านการตลาด แม้ว่าสินค้าจะดีเพียงใด แต่หากการตลาดไม่แรงพอ ยอดขายไม่เพิ่ม มีแต่เม็ดเงินในประเทศ ก็ส่งผลให้โอท็อปหลายรายการต้องปิดกิจการ ขณะที่หมอนขิดยางพารา เป็นสินค้าน้องใหม่ จากตำบลศรีฐาน จังหวัดยโสธร ที่สามารถคว้าชัยจากเวทีการประกวดของธนาคารเอกชนมาได้ แต่วันนี้รอแรงสนับสนุนเปิดตลาดในต่างประเทศ หมอนขิดยางพารา บ้านศรีฐาน สะดุดตาจนได้รับรางวัลของ ธ.ไทยพาณิชย์ คุณวิวัฒน์ ป้องกัน อายุ 23 ปี ชาวตำบลศรีฐาน อำเภอป่าติ้ว จังหวัดยโสธร หนึ่งในครอบครัว “ป้องกัน” ที่นำยางพารามาแปรรูปเป็นหมอนขิด เพื่อสร้างรายได้ให้กับครอบครัว และสร้างมูลค่าให้กับท้องถิ่น โดยล่าสุดผลิตภัณฑ์ของคุณวิวัฒน์ มีตั้งแต่หมอนขิด ที่รองนั่ง และที่นอนแบบยาว ด้วยการดีไซน์ที่ทันสมัย โดยมีสนนราคาตั้งแต่ 200 บาทขึ้นไป คุณวิวัฒน์ กับเครื่องตีน้ำยางพารา สำหรับต้นกำเนิดไอเดียนำยางพารามาแปรรูปเป็นหมอนขิด มาจากผลงานวิจัยของ อาจารย์ชัยวุฒิ วัดจัง อาจารย์จากสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการยาง คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี คุณวิวัฒน์ เล่าว่า ไอเดียของอาจารย์มาสนับสนุนการแก้ปัญ
อดีตข้าราชการตำรวจวัยเกษียณ เกิดที่นครศรีธรรมราช ผันตัวมาสวมบทบาทเกษตรกร และใช้ชีวิตอยู่ที่อำเภอเมืองจังหวัดระนอง ด้วยการปลูกปาล์ม ปลูกยางพารา ปลูกผักสวนครัว และบรรดาผลไม้สารพัด บนที่ดิน 170 ไร่ แถมลดต้นทุนด้วยการทำปุ๋ยใช้เอง จนเได้รับรางวัลเกษตรกรดีเด่น สาขาอาชีพทำสวน ปี 2555 ปัจจุบันเก็บผลผลิตขาย มีรายได้หล่อเลี้ยงครอบครัวไม่ต่ำกว่าเดือนละ 2 แสน ด.ต.สมนึก โมราศิลป์ บ้านเลขที่ 1/9 บ้านห้วยปลิง หมู่ที่ 7 ต.ราชกรูด อ.เมือง จ.ระนอง เผยว่า ในอดีตเคยรับราชการตำรวจ และเข้าโครงการเกษียณอายุก่อนกำหนด เมื่อปี 2543 โดยส่วนตัวเป็นคนชอบปลูกต้นไม้ ชอบเรื่องเกษตร จึงไปศึกษาดูงานจากแหล่งเรียนรู้ต่างๆ ช่วงแรกปลูกพืชระยะสั้นบนพื้นที่ 2 ไร่ อาทิ พริก แตงกวา มะเขือ ใบโหระพา กล้วย ขิง ข่า ต่อมาขยายพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันราว 100 ไร่ รวมเบ็ดเสร็จ ปลูกปาล์มน้ำมันกว่า 2,200 ต้น ปาล์มน้ำมันของ ด.ต. สมนึก ถูกบำรุงดูแลรักษาเป็นอย่างดี ให้ผลผลิตเดือนละ 2 ครั้ง แถมยังได้มาตรฐาน GAP ก่อเกิดรายได้ ให้ผลตอบแทนค่อนข้างคุ้มค่า และด้วยความต้องการอยากทำเกษตรผสมผสาน เกษตรกรคนเก่ง เลยปลูกยางพารา ผลไม้ ผักสวนครัว อย่างอื่นร
ขณะที่อากาศยังคงแปรปรวน ฝน ร้อน หนาว มาให้สัมผัสอยู่เนืองๆ แต่ทว่าผืนดินหลายแห่งยังคงได้รับความอุดมสมบูรณ์เอาไว้ เพื่อแลกกับการเจริญเติบโตของต้นไม้ใบหญ้า ก่อนความแห้งแล้งครั้งหน้าจะคืบคลานเข้ามาในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า พืชผักพื้นบ้าน ทั้งผักปลูกใหม่ที่มีวัยของอายุสั้นๆ ต่างรับเอาความชุ่มชื้น สร้างความอวบอ้วนเขียวขจี เหตุผลที่ดีที่สุดในเวลานี้ นั่นคือทำให้มนุษย์ได้บริโภคพืชผักที่อวบอิ่มและราคาถูก ช่วงนี้จะมีอากาศหนาวแม้เบาบาง ก็ทำให้ได้เห็นดอกไม้แรกแย้มหลังการซุกซ่อนตัวเองเพื่อรอคอยห้วงหนึ่งในฤดูกาล และพืชบางสายพันธุ์ได้ออกผลให้ลิ้มลอง อย่างไรก็ตาม หากมนุษย์มีโอกาสและต้นทุนเพียงพอในการสร้างสิ่งที่ทำให้เราสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้โดยไม่ต้องอาศัยปัจจัยภายนอกมากมาย และทำให้ค่าใช้จ่ายลดลง จนเกิดความพอเพียงตามเข้ามาอย่างช้าๆ ในที่สุดเราก็จะสามารถอยู่ได้ด้วยวิถีของเราเอง ผู้ที่มีต้นทุนพื้นฐานจากอดีตในวัยเด็ก ไม่ว่าเติบโตมาแล้วจะอยู่สาขาอาชีพใด หากไม่ลืมต้นทุนพื้นฐานที่ตัวเองมีในครั้งก่อนเก่า ก็จะทำให้ชีวิตอยู่สุขสบายไม่เดือดร้อน หรือขวนขวายหาสิ่งใหม่ๆ ทั้งโลกยุคปัจจุบันพยายามยัดเยียดให้เกิดความอ
ไก่จัดเป็นโปรตีนราคาไม่แพงสำหรับการบริโภคของชาวไทยในปัจจุบัน สังคมเมืองที่เข้มข้นทำให้มีอุตสาหกรรมเลี้ยงไก่กันเป็นล่ำเป็นสันของบริษัทยักษ์ใหญ่หลายค่าย ถึงขนาดเป็นสินค้าส่งออกอันดับต้นๆ ของไทย การเลี้ยงในระบบอีแว้ปหรือปรับอุณหภูมิทำให้จำนวนไก่ที่ผลิตได้มีจำนวนมากและยังใช้ระยะเวลาสั้นกว่าเดิม มีจำนวนเพียงพอสำหรับการบริโภคภายในประเทศและการส่งออก เราหลงใหลได้ปลื้มกันกับไก่ฟาร์มมาหลายสิบปีจนลืมไก่พื้นบ้านที่เลี้ยงไว้สำหรับกินไปเสียแล้ว ในปัจจุบันการเลี้ยงไก่พันธุ์พื้นเมืองมุ่งไปทางไก่ชนเสียมากกว่าจะมีจุดประสงค์ที่นำมาเป็นโปรตีนที่ไม่ต้องจ่ายเงินซื้อในบ้าน จนผมหมดความคาดหวังเรื่องนี้ไปเสียแล้ว จนได้เจอ อาจารย์สุชาติ สงวนพันธุ์อาจารย์ประจำสาขาวิชาสัตวบาล คณะเกษตร วิทยาเขตกำแพงแสน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จึงพบว่ามีคนคิดอย่างนี้เหมือนกัน อ.สุชาติกำลังให้ความรู้ผู้สนใจเลี้ยงไก ไก่ที่เรากินกันในปัจจุบันจะถูกเลี้ยงด้วยอาหารสำเร็จรูปจากโรงงานซึ่งปรนเปรอสารพัดที่จะให้โตเร็วๆ เพื่อกำไรของเจ้าของโดยไม่คำนึงถึงผู้บริโภค ในระยะสั้นเราอาจไม่เห็นผลเหมือนสารบางอย่างที่ใช้ในสัตว์ เช่น สารเร่งเนื้อแดงท
