How to
ดูเหมือนจะดังเพียงข้ามเดือนสำหรับร้านกล้วยทอดของเจ๊วันดี แห่งวัดไร่ขิง นครปฐม ภายหลังที่ลงในสัมภาษณ์ในนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้านได้ไม่นาน ทั้งสื่อสิ่งพิมพ์ ทั้งรายการโทรทัศน์ต่างรุมเข้าหา จากร้านแผงลอยเล็กๆ ย้ายเข้าไปขายในเต้นท์ กระทั่งโด่งดังเป็นที่รู้จักทำให้มีลูกค้าเดินทางไปซื้อกันอย่างเนืองแน่น คับคั่ง ถึงกับต้องแจกบัตรคิว เดือดร้อนท่านเจ้าอาวาสวัดไร่ขิง เลยตัดสินใจให้ย้ายร้านออกมาขายภายในห้องแถวริมถนน เจ๊วันดี หรือ คุณวันดี ละมูลเจริญ ประกอบอาชีพขายกล้วยทอดและขนมไทยหลายชนิดร่วมกับคุณสมเกียรติ อินทรนวล ผู้เป็นสามี ที่บริเวณหน้าวัดไร่ขิงมานานกว่า 20 ปี พร้อมกับสร้างแบรนด์แล้วชูสโลแกนกล้วยทอดของร้านตัวเองว่า กล้วยทอด(ยอดอร่อย) “เจ๊วันดี”แป้งกรอบนอก เนื้อนุ่มใน เจ๊วันดีและคุณสมเกียรติ กล้วยน้ำว้าที่คุณวันดีใช้เป็นกล้วยน้ำว้าดิบไม่จำกัดพันธุ์ใช้ได้ทั้งหมด มีทั้งไส้สีเหลืองและสีขาว ทั้งดิบ/สุกแต่ถ้าเป็นกล้วยสุกแล้วหรือกลัวจะสุกเร็วจะแช่เย็นไว้ในถังเพื่อให้ความเย็นควบคุมไม่ให้กล้วยสุกเร็วหรืองอมจนเกินไป โดยสั่งกล้วยมาจากสวนหลายแห่งและใช้กล้วยเฉลี่ยวันละไม่ต่ำกว่า 20 หวี แต่หากบางคราวกล้วยไม
คนเราย่อมต้องมีบ้าน ที่อยู่อาศัยที่ปลอดภัยให้พักผ่อน พึ่งพิง แมวก็เช่นเดียวกัน แมวก็ต้องการที่ปลอดภัยไว้ซุกตัวลงนอนให้นอนหลับสบายเช่นกัน การจัดเตรียมที่หลับที่นอนแมว เริ่มจากที่ใช้สิ่งของที่ประดิษฐ์เองไม่ต้องลงทุน จนไปถึงที่นอนที่มีราคาแพงถึงหลักหลายพัน หลายหมื่น ก็มีให้เลือกมากมาย ที่หลับที่นอนของแมวที่เราจะหามาให้แมว หรือซื้อมาให้แมว มีประโยชน์และการใช้งานแตกต่างกันไปดังนี้ ที่นอนทำจากลังกระดาษใช้แล้ว เอามาตัดแต่งทำเป็นที่นอนแมว เอาผ้าเก่าๆวางไว้ให้นุ่มนิ่ม แค่นี้แมวก็ได้ที่นอนที่หลับสบายสามารถซุกตัวนอนได้อย่างปลอดภัยแล้ว ข้อดีของที่นอนลังกระดาษคือ แมวชอบมาก และยังช่วยประหยัดเงินในกระเป๋าเจ้าของแมวอีกด้วย เบาะนอน ที่นอนผ้า ที่มีวางขายทั่วๆไปตามร้านเพ็ทช็อป สนนราคามีตั้งแต่หลักสิบไปจนถึงหลักพัน ขึ้นอยู่กับรูปแบบ ความสวยงาม การตัดเย็บ เนื้อผ้าที่นำมาใช้ ผลิตจากที่ไหน บางแบบนำเข้ามาจากต่างประเทศบางแบบใช้ผ้านาโนช่วยป้องกันแบคทีเรีย บางแบบกันน้ำ ขึ้นอยู่กับความต้องการของเจ้าของว่าจะเลือกแบบไหน ข้อดีของที่นอนผ้า นุ่มนิ่ม ให้ความอบอุ่น นอนสบาย ควรเลือกที่นอนแบบท
เศรษฐกิจยุคนี้ ไม่มีทรัพย์เป็นฐานกำลังที่สำคัญ น้อยรายที่จะกล้าเปิดกิจการเป็นของตนเอง โดยเฉพาะร้านทำผม สิ่งเดียวที่เรียกลูกค้าให้เข้าร้านได้ คือ “ฝีมือ” ฝีมือเป็นทักษะที่ช่างทำผมด้วยกัน ทราบดีว่า ไม่ใช่เรื่องง่าย ถ้าจะก้าวขึ้นสู่ระดับแถวหน้า มีลูกค้าจับจองรอคิวชนิดไม่ว่างเว้น ต้องผ่านประสบการณ์การเป็นช่างทำผมมาหลายร้าน ผ่านการประกวดมาหลายเวที มีรางวัลการันตีหลายรางวัล ซึ่งใช้เวลาตกผลึกนานพอสมควร แต่สำหรับคุณวันชัย วัฒนาเดชาพร ที่มีชื่อเล่นเรียกตามลักษณะรูปร่างของเขาว่า “ตี๋” ทักษะเป็นสิ่งที่เขาพัฒนาตนอย่างไม่หยุดยิ่งอยู่แล้ว แต่สิ่งที่เขามีนอกเหนือจากช่างทำผมอื่น คือความไม่ย่อท้อ มีความมุ่งมั่น ทำให้มีวันนี้ วันที่คุณวันชัย เป็นเจ้าของร้านทำผมเอง และมีลูกค้าประจำไม่ขาดสาย ทั้งที่ไม่ได้เปิดหน้าร้านเหมือนเช่นร้านทำผมแห่งอื่น คุณวันชัย ในวัยรุ่น เกเรไปตามประสาวัยรุ่นทั่วไปจนทำให้เรียนไม่จบปริญญาตรีตามที่หวัง แต่เพราะเป็นคนที่มีความมุ่งมั่น ทำให้คุณวันชัยผ่านการทำงานมาหลายสาขา ตั้งแต่ครูสอนว่ายน้ำ พนักงานประสานงานลูกค้า พนักงานขาย ซึ่งทุกๆ อาชีพ คุณวันชัยมีความสุขกับอาชีพนั้นๆ มาตลอด กระทั
จบการศึกษาด้านบริหารจัดการ หาประสบการณ์จากการปลูกกล้วยหอมทองจากประเทศเพื่อนบ้าน แล้วจึงกลับมาบ้านเกิด มาดำเนินกิจการตัวเองเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อส่งลูกค้าและปลูกเอง สร้างศูนย์เรียนรู้และจุดท่องเที่ยวทางการเกษตร พร้อมให้ความรู้และร่วมดำเนินธุรกิจ หากท่านเดินทางไปทาง ถนนสายจุน-เชียงคำ จังหวัดพะเยา ผ่านตำบลห้วยยางขาม สังเกตทางขวามือจะพบแปลงปลูกกล้วยหอมทองและสตรอเบอรี่ ในชื่อ “ฮักสวนกล้วย” ผู้เขียนแวะเข้าไป ก็พบกับชายหนุ่มเจ้าของแปลง คือ คุณประสาธน์ เปรื่องวิชาธร ที่อยู่ตามทะเบียนบ้านคือ บ้านเลขที่ 220 หมู่ที่ 3 ตำบลห้วยข้าวก่ำ อำเภอจุน จังหวัดพะเยา ซึ่งเล่าเรื่องราวให้ฟังว่า ตนเองเป็นคนอำเภอจุน ไปเรียนจบปริญญาตรีที่วิทยาลัยโยนก จังหวัดลำปาง สาขาบริหารจัดการ ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเกษตรมากนัก คุณประสาธน์ เปรื่องวิชาธร เมื่อเรียนจบได้มีโอกาสไปทำงานยังประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป. ลาว) ประเทศเพื่อนบ้านใกล้ชิดติดกันนี้เอง โดยไปทำสวนกล้วยหอมทอง บังเอิญโชคดีที่ไปทำในแปลงที่เป็นการทำแนวอินทรีย์ ไม่ได้ไปทำในส่วนที่เขาปลูกแบบใช้สารเคมีที่เป็นข่าวเมื่อไม่นานมานี้ ทำอยู่ที่ สปป. ลาว ได
สมัยผมเรียนโบราณคดีเมื่อสามสิบกว่าปีก่อน มันมีข้อถกเถียงเชิงวิชาการอยู่ข้อหนึ่ง ทำนองว่า ถ้าเกิดเราพบวัฒนธรรมทางวัตถุบางอย่างที่เหมือนกันเกือบทุกอย่าง แต่อยู่ห่างกันมาก ชนิดคนละภูมิภาค มันเป็นไปได้ไหมว่าจะมีการถ่ายทอด ลอกเลียน เอาอย่างกัน หรือว่าอยู่ดีๆ ต่างฝ่ายต่างก็ทำเรื่องราวนั้นๆ ขึ้นได้เองภายใต้สภาวะแวดล้อมทางวัตถุที่เหมือนกัน โดยไม่มีใครเลียนแบบใคร ตัวอย่างที่มักชวนให้ถกเถียงในสมัยนั้น ก็คือ วัฒนธรรมการทำเครื่องมือสำริดและเหล็ก ที่จนบัดนี้ก็น่าจะยังเถียงกันอยู่ว่า ชาวอุษาคเนย์รับเอาเทคโนโลยีจากจีนหรือตะวันออกกลางมา หรือว่าคนบ้านเชียง คนลพบุรี รู้จักถลุงเหล็กได้เองเมื่อสองสามพันปีที่แล้วโดยที่ไม่ต้องมีใครเคยไปเมืองจีนเลยสักคน มานึกตอนนี้แล้วก็สงสัยว่าจะเถียงกันไปเพื่ออะไรนะครับ แต่ว่าไปทำไมมี ความรู้สึกในการเป็นเจ้าข้าวเจ้าของนั้นบางครั้งก็เป็นเรื่องใหญ่ แถมยังนำพาไปสู่การบาดหมางไร้สาระมากมายหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของตัวบุคคลในประวัติศาสตร์ สิ่งของ หรือว่ามรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ และพอผมชักเริ่มมาสนใจเรื่องกับข้าวกับปลาอาหาร ก็พบว่า เรื่องทำนองนี้มีไม่น้อยเหมือนกันนะครับ เท
เราคุยกันเรื่องเงินๆทองๆ มาเยอะละ วันนี้มาคุยเรื่องทำอาหารบ้างดีกว่าค่ะ หลายๆคนชอบทานข้าวต้มปลา ซื้อทานชามหนึ่งก็เฉียดร้อยหรือร้อยกว่า แต่ทำเองไม่แพงและไม่ยากอย่างที่คิดค่ะ กลัวทำแล้วจะคาวใช่ไหมคะ ไม่เลยค่ะ จะบอกเทคนิคให้ ส่วนตัวชอบทานเนื้อปลากระพงแดง ไม่ติดหนัง จะแล่เนื้อและหุงข้าวสวยรอไว้ มาดูวิธีทำน้ำซุปกันค่ะ เอาน้ำใส่หม้อ ทุบกระเทียม พริกไทยเม็ดใส่ บุบรากผักชีที่ล้างสะอาด สำคัญที่สุด คือ ข่า หั่นเป็นแว่นๆหรือทุบบุบๆ ใส่เยอะหน่อยก็ได้ จะหอม ดับคาว ปิดฝาหม้อเพื่อให้กลิ่นสมุนไพรไม่ระเหย เปิดไฟ ต้มจนเดือด ค่อยๆใส่ปลาลงในหม้อ อย่าใส่ทั้งปึก หมายความว่า ให้ใส่ทีละชิ้น บางครั้งหั่นเนื้อปลาเตรียมไว้ เนื้อติดกัน แล้วเทใส่หม้อทีเดียว ปลาจะสุกยาก ที่สำคัญ*** ห้ามคนเด็ดขาดค่ะ จะเหม็นคาว ถ้าปลาสุกแล้ว ปรุงรสด้วยซ้อสปรุงรส ชิมให้ถูกใจ ถ้ามีเวลาก็ทำน้ำซุป แต่ถ้าไม่มีเวลาคนอร์รสไก่สัก 2 ก้อนแทนได้ค่ะ ตักข้าวใส่ชาม ตักปลาและน้ำซุปราดบนข้าว คึ่นไช่ ล้างให้สะอาด หั่นแช่น้ำไว้ จะกรอบมาก กระเทียมสับให้ละเอียดเสมอกันเจียวพอเหลือง โรยหน้าข้าวต้ม น้ำจิ้มใช้เต้าเจี้ยวขวดแบบเละไม่เป็นเม็ด บีบมะนาวน
อย่างที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าช่วงนี้ราคาข้าวของ เครื่องใช้ หรืออาหารการกินต่างๆ ก็ต้องปรับตัวเพื่อให้ธุรกิจอยู่รอดไปได้ในภาวะเศรษฐกิจฝืดเคือง รวมไปถึงกำลังซื้อของคนก็มีขึ้นลงตามรายได้ที่ได้รับในแต่ละเดือน ซึ่งเป็นปัจจัยที่สำคัญมากสำหรับพ่อค้าแม่ขาย ข้าวมันไกร้านค้าบางราย ปรับตัวโดยการขยับราคาสินค้าเพิ่มขึ้นอีกนิด เพื่อให้ร้านอยู่รอดได้ ผิดกับมุมมองและแนวคิดเจ้าของร้าน “นก ข้าวมันไก่ เคาะโต๊ะ” ซึ่ง คุณชุตินิษฐ์ ชิตเจริญ หรือคุณนก เจ้าของร้านวัย 33 ปี กลับมองว่า “ไม่ได้ต้องการขายเอารวย แต่อยากขายเพื่อให้คนที่มีงบน้อย หรือนักเรียน นักศึกษา ให้เขาเหล่านี้มีข้าวกิน ท้องอิ่ม” ขายข้าวมันไก่10 บาท 10 ปี ราคาไม่เคยเปลี่ยน คุณนก ขยายความให้เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ฟังเพิ่มเติมว่า ก่อนจะมาทำข้าวมันไก่ขาย เคยเป็นพนักงานออฟฟิศคนหนึ่ง ทำงานประจำ มีเงินเดือนใช้ มีบัตรเครดิตใช้เหมือนสาวออฟฟิศทั่วๆ ไป เป็นสาวออฟฟิศอยู่เกือบ 4 ปีได้ ก่อนจะตัดสินใจลาออกมาค้าขาย ด้วยเหตุผลที่ว่า ทำงานไปเงินก็ไม่พอใช้ ทั้งยังติดหนี้บัตรเครดิตอีก จึงต้องหันกลับมาคิดใหม่ แต่ก่อนที่จะเกิดจุดเปลี่ยนและตัดสินใจลาออกจากงานประจำมาเป็นแ
เกษตรกรวัย 29 ปลูกขมิ้น อาชีพเสริม ทำเงินปีละแสนบาท คุณกัญญา สุภาพ อายุ 29 ปี อยู่บ้านเลขที่ 238 หมู่ที่ 9 ตำบลลานข่อย อำเภอป่าพะยอม จังหวัดพัทลุง เกษตรกรปลูกขมิ้น กล่าวว่า ตนได้ปลูกขมิ้นเป็นอาชีพเสริม นอกเหนือจากทำสวนยางพาราที่เป็นอาชีพหลัก ทั้งนี้เนื่องจากว่าพื้นที่ตำบลลานข่อย อำเภอป่าพะยอม เกษตรกรส่วนใหญ่จะนิยมปลูกขมิ้นจำนวนมาก ด้วยสภาพพื้นที่เป็นที่ลาดชันแนวเชิงเขา ไม่อุ้มน้ำ ทำให้ขมิ้นมีคุณภาพ ซึ่งตนเองเริ่มปลูกขมิ้นมาตั้งแต่ ปี 2556 และในปีนี้ใช้พื้นที่ปลูกประมาณ 3 ไร่ คุณกัญญา กล่าวอีกว่า การปลูกขมิ้น ไม่ยุ่งยากและไม่ซับซ้อน ดูแลง่าย ใช้ทุนน้อย แต่รายได้ค่อนข้างดี ส่วนใหญ่เกษตรกรจะเริ่มปลูกตั้งแต่ปลายเดือนเมษายน ใช้เวลาปลูก 6 เดือน ก็สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตส่งขายได้ โดยวิธีปลูก เพียงขุดหลุมขนาดกว้าง 15 เซนติเมตร ลึก 10 เซนติเมตร ระยะห่าง 1 ฟุต จากนั้นนำเหง้าขมิ้นที่แก่จัดลงปลูก และเมื่อปลูกได้ประมาณ 1 เดือน ให้ดายหญ้า ใส่ปุ๋ยบำรุง ขมิ้นจะเจริญเติบโตไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเมื่อขมิ้นอายุได้ 4 เดือน ให้ดายหญ้า และใส่ปุ๋ยอีกครั้งหนึ่ง จนอายุครบ 6 เดือน สามารถขุดขมิ้นไปขายได้ ซึ่งพื้นที่
ผลิตภัณฑ์ชุมชนหลายพื้นที่ต้องประสบปัญหากับการไปไม่รอดทางด้านการตลาด แม้ว่าสินค้าจะดีเพียงใด แต่หากการตลาดไม่แรงพอ ยอดขายไม่เพิ่ม มีแต่เม็ดเงินในประเทศ ก็ส่งผลให้โอท็อปหลายรายการต้องปิดกิจการ ขณะที่หมอนขิดยางพารา เป็นสินค้าน้องใหม่ จากตำบลศรีฐาน จังหวัดยโสธร ที่สามารถคว้าชัยจากเวทีการประกวดของธนาคารเอกชนมาได้ แต่วันนี้รอแรงสนับสนุนเปิดตลาดในต่างประเทศ หมอนขิดยางพารา บ้านศรีฐาน สะดุดตาจนได้รับรางวัลของ ธ.ไทยพาณิชย์ คุณวิวัฒน์ ป้องกัน อายุ 23 ปี ชาวตำบลศรีฐาน อำเภอป่าติ้ว จังหวัดยโสธร หนึ่งในครอบครัว “ป้องกัน” ที่นำยางพารามาแปรรูปเป็นหมอนขิด เพื่อสร้างรายได้ให้กับครอบครัว และสร้างมูลค่าให้กับท้องถิ่น โดยล่าสุดผลิตภัณฑ์ของคุณวิวัฒน์ มีตั้งแต่หมอนขิด ที่รองนั่ง และที่นอนแบบยาว ด้วยการดีไซน์ที่ทันสมัย โดยมีสนนราคาตั้งแต่ 200 บาทขึ้นไป คุณวิวัฒน์ กับเครื่องตีน้ำยางพารา สำหรับต้นกำเนิดไอเดียนำยางพารามาแปรรูปเป็นหมอนขิด มาจากผลงานวิจัยของ อาจารย์ชัยวุฒิ วัดจัง อาจารย์จากสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการยาง คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี คุณวิวัฒน์ เล่าว่า ไอเดียของอาจารย์มาสนับสนุนการแก้ปัญ
คุณสมาน ดวงอานนท์ อยู่บ้านเลขที่ 143 หมู่ที่ 5 ตำบลลำพญากลาง อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี เล่าให้ฟังว่า มีอาชีพเลี้ยงวัวนมมาตั้งแต่ปี 2540 ซึ่งเดิมทีก่อนที่จะมาประกอบอาชีพด้านนี้ เขาได้ทำกิจการร้านอาหารมาก่อน เมื่อมองเห็นว่าสภาพเศรษฐกิจเริ่มไม่สู้ดีมากนัก จึงได้เลิกทำและนำเงินมาลงทุนเลี้ยงโคนม “ช่วงนั้นพี่สาวของภรรยาทำอยู่ก่อนแล้ว พอเราได้กำไรจากที่ขายอาหาร ก็จะนำเงินมาซื้อที่ดินเก็บๆ ไว้บ้าง พอร้านอาหารเจอพิษเศรษฐกิจเข้าไปก็เลยคิดที่อยากจะเปลี่ยน ก็เลยเลิกทำร้านอาหาร มาเปลี่ยนซื้อวัวนมประมาณ 20 แม่ แล้วเลี้ยงไปได้สักระยะก็มีตัวเมียออกมาให้อีก 15 ตัว ตอนนี้ก็เรียกง่ายๆ ว่า ชีวิตอยู่ได้ดีมีสุขก็เพราะวัวนม” คุณสมาน กล่าว ซึ่งพันธุ์โคนมที่ใช้เลี้ยงในช่วงแรกจะเป็นพันธุ์ขาวดำ ต่อมาได้นำวัวนมพันธุ์เจอร์ซี่ และพันธุ์บราวน์สวิสมาเลี้ยงแทน เป็นพันธุ์ที่ค่อนข้างมีความแข็งแรงมากกว่าขาวดำ โดยอาหารที่ใช้เลี้ยงเป็นอาหารที่ผสมขึ้นเองให้วัวกิน และจะมีเสริมด้วยหญ้าเนเปียที่ปลูกเองภายในบริเวณฟาร์มให้วัวกินสลับกัน พอแม่วัวนมได้อายุ 16 เดือนขึ้นไป ก็จะเตรียมผสมพันธุ์โดยนำน้ำเชื้อมาผสม ซึ่งใช้เวลตั้งท้อง 9
