How to
ฉันเห็นเขาทำหมี่พันครั้งแรก นอกจากสนุกไปการม้วนๆพันๆของเขาแล้ว ก็นึกในใจว่าทำง่ายปานนี้ นี่หรือที่ติดขั้นของดีเมืองลับแล คือฉันนึกว่าจะมีอะไรซับซ้อนเวอร์วังมากกว่านี้เสียอีก ง่ายปานนี้ แต่หมี่พันก็เป็นของขึ้นชื่อ ของกินติดบ้านติดเรือนของคนเมืองลับแล อุตรดิตถ์จริงๆ และป่านนี้ก็กำจรกำจายไปทั่ว เคยเห็นที่เมืองนอก เขาก็ยังเรียกหมี่พันลับแล ฮิตกันไปทั่วทีเดียว ที่ชื่อว่าหมี่พัน มันมาง่ายๆคือ เขาใช้วิธีพันๆม้วนๆแบบง่ายๆ ง่ายกว่าปอเปี๊ยะหรือก๋วยเตี๋ยวหลอดเพราะไม่ต้องพับปลายใดๆทั้งสิ้น ม้วนง่ายๆอย่างนั้น ส่วนข้างในก็เป็นหมี่ยำ ซึ่งก็คือเส้นหมี่ขาวแช่น้ำหรือลวก ผสมกระเทียมโขลกสักหน่อย แล้วเอามายำกับพริกป่น น้ำปลา มะนาว น้ำตาล ถั่วงอก กระเทียมเจียว ผักชี หรือจะใส่เครื่องเคียงอื่นใดอีกก็ตามใจ จะเอาเผ็ดน้อยเผ็ดมากแล้วแต่จะสั่งการกัน แผ่นที่นำมาพันนั่น เขาเรียกว่าแผ่นข้าวแคบ ซึ่งมันก็คือแผ่นข้าวเหนียวโม่ผสมกับน้ำแล้วเอามาทาเป็นแผ่น เอาไปนึ่งบนผ้าขาวบางที่คลุมปากหม้อ เเล้วตากเเดดจนเเห้ง หน้าตาเหมือนแผ่นปอเปี๊ยะ แผ่นข้าวเเคบนี่เขาจะผสมงาดำกับเกลือ ลงในเเป้ง เพื่อเพิ่มรสชาติ เเต่เดี๋ยวนี้เขามีแบบรสช
ในปัจจุบันสินค้าที่ผลิตจากสมุนไพรได้รับความนิยมมาก จึงแทบจะไม่ต้องอธิบายถึงสรรพคุณ ต่างจากเมื่อหลายปีก่อนที่คำว่า สมุนไพร แม้จะเป็นความคุ้นเคยคุ้นหู แต่ทว่ากลับไม่ได้รับความสนใจเท่าใดนัก ดังนั้นหากจะให้ลูกค้าเกิดการยอมรับในผลิตภัณฑ์ที่ทำจากสมุนไพร จึงต้องทดลองใช้ให้เห็นผลจริงก่อน ดังเช่น “นิ่มพร” แบรนด์ผลิตภัณฑ์สมุนไพร ที่เริ่มต้นด้วยผลิตภัณฑ์แชมพูสูตรมะกรูดเข้มข้น ที่ผลิตขึ้นแล้วทดลองใช้ให้ลูกค้าที่เข้ามารับบริการในร้านทำผม จนเกิดเป็นการบอกต่อ และขอซื้อกลับไปใช้ที่บ้าน สระผมให้ลูกค้า นำมาซึ่งแชมพู จากทำให้ลูกค้าใช้ภายในร้าน จึงได้ส่งจำหน่าย ซึ่งในวันนี้กระจายอยู่ทั้งในร้านค้าสุขภาพและห้างสรรพสินค้ายักษ์ใหญ่หลายแห่ง คำตอบของความสำเร็จนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร “เส้นทางเศรษฐี” ได้มีโอกาสพูดคุยกับคุณอิสรีย์ เอี่ยมพฤฒิชัย หรือคุณเอ๋ ผู้สืบทอดธุรกิจวัย 38 ปี ที่เข้ามารับช่วงดูแลกิจการแบบเต็มตัวได้ราว 4 ปี คุณอิสรีย์ ท้าวความถึงจุดเริ่มต้นกับการทำธุรกิจซึ่งมีที่มาจากคุณแม่ (คุณศรินรัตน์ เอี่ยมพฤฒิชัย) ซึ่งขณะนั้นเปิดร้านทำผมอยู่แถวย่านเตาปูน จังหวัดนนทบุรี ความคลุกคลีอยู่กับเส้นผมและลูกค้าจำนวนม
ปัจจุบัน “ขนตาปลอม” เปรียบเสมือนอวัยวะที่ 33 ของผู้หญิง เพราะลำพังการแต่งหน้าเพียงอย่างเดียวเหมือนว่าจะสวยไม่สุด สมัยนี้สาวๆ ที่รักสวยรักงามจะไม่ปล่อยให้ดวงตาโล่งเตียนเป็นอันขาด ฉะนั้น “ขนตาปลอม” เลยกลายเป็นไอเท็มชิ้นสำคัญบนโต๊ะเครื่องแป้งที่ขาดไม่ได้ “บอกต่อ” คือ แบรนด์ขนตาปลอมของคนไทย ที่ได้รับความนิยมมากในหมู่ช่างแต่งหน้า และขณะนี้ จัดจำหน่ายโดย บริษัท บอกต่อคอสเมติกส์ จำกัด บริหารงานโดยสาวคนสวย คุณชลธิชา ศรีแสวง หรือ คุณปราง ซีอีโอ ดีกรีปริญญาโท คณะเภสัชศาสตร์ สาขาเภสัชอุตสาหกรรม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จบ ป.โท คณะเภสัชศาสตร์ ลุยขายของออนไลน์ คุณปราง เผยที่มาของการทำธุรกิจว่า ช่วงที่เรียนปริญญาโท เคยขายของออนไลน์ จำพวกครีมทาหน้า สบู่ล้างหน้า ยาลดความอ้วน โดยลักษณะรับมาขายไป ขายได้ 4 เดือน เริ่มมองหาสินค้าใหม่มาทำตลาด โดยคิดว่า ขายอะไรที่ร้านอื่นไม่ขาย หาความแตกต่าง กระทั่งสรุปว่า “ขนตาปลอม” ในขณะนั้นราวปี 2554 เป็นสินค้าที่ร้านค้าออนไลน์ยังไม่นิยมนำมาจำหน่าย คุณปราง รับขนตาปลอมมาขายในอินสตาแกรม (IG) โดยเธอใช้วิธีจูงใจลูกค้าด้วยการรีวิวสินค้าเอง ให้คนซื้อเห็นว่าเจ้าของร้านใช้จริง ขายใ
Ciudad de Mexico (CDMX) หรือที่รู้จักกันในนาม “เม็กซิโกซิตี” เมืองหลวงของเม็กซิโก จุดมุ่งหมายทางการท่องเที่ยว และมหานครที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ เป็นไม่กี่เมืองในโลกที่สามารถนำเสนอความหลากหลายในทุกรายละเอียด ในทุกๆ ปี เม็กซิโกซิตีเปิดต้อนรับนักท่องเที่ยวกว่า 12.5 ล้านคนต่อปีให้เข้าไปสัมผัสเมืองหลวงอันเก่าแก่ที่ยังคงมีคุณค่าและชีวิตชีวาจากวัฒนธรรมร่วมสมัย ซึ่งได้รับอิทธิพลของยุคก่อนอารยธรรมสเปน ยุคล่าอาณานิคม และยุคสมัยใหม่ ที่ต่อเนื่องยาวนาน และแน่นอน สำหรับนักท่องเที่ยวทั้งหลาย การเดินทาง มักเริ่มต้นที่อาหารเสมอ ทาโก้ กัวคาโมเล่ ฟาฮิต้า อาหารการกินคือส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม “เม็กซิโกซิตี” เปรียบเหมือนสวรรค์บนดินของเหล่าผู้รักอาหาร เป็นเมืองหลวงที่รวมเอาเมนูอาหารจากทั้ง 50 แหล่งสำคัญทั่วประเทศเม็กซิโก และต่างประเทศมาให้นักท่องเที่ยวได้เลือกชิม ตั้งแต่แผงอาหารริมถนน จนถึงร้านอาหารไฟน์ไดน์นิ่งสุดหรู สำหรับเม็กซิโกซิตีแล้ว อาหารคือหัวใจ และจิตวิญญาณของที่นี่ โดยอาหารเม็กซิกัน ได้รับการยกย่องเป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก เมื่อปี พ.ศ.2553 จากนั้นเป็นต้นมา อาหารเม็กซิกันจึงเริ่มเป็นที่รู้จักในระดับ
เดี๋ยวนี้คนรุ่นใหม่ หันมาสนใจและประกอบอาชีพเกษตรกรรมมากขึ้น ทั้งยังชอบต้นไม้ โหยหาอาชีพอิสระที่ตอบโจทย์วิถีการดำเนินชีวิตอิสระ และต้องการเวลาใช้ชีวิตมากขึ้น หลายรายเริ่มสร้างเนื้อสร้างตัวจากสิ่งที่ชอบกันตั้งแต่ยังเรียนไม่จบมัธยมหรือมหาวิทยาลัยด้วยซ้ำ คุณปัญญา อาชาวงศ์ หรือ คุณเต้ย เจ้าของร้าน “กระบองpet-ร้าน3ต.” วัย 29 ปี เกษตรกรรุ่นใหม่อีกราย ที่มีความคิดไม่อยากเป็นลูกจ้างใคร และสร้างกิจการเล็กๆ เป็นของตัวเองจากสิ่งที่ชอบ กิจการจากความชอบ ทำเกษตร สร้างอาชีพ คุณเต้ย เจ้าของร้าน “กระบองpet-ร้าน3ต.” สละเวลาจากการขายของ ในเย็นวันอังคาร ที่ตลาดนัดจตุจักร เล่าให้ฟังว่า “เรียนจบคณะเทคโนฯ ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ตั้งใจไว้ตั้งแต่ก่อนจะเรียนจบแล้วว่า ไม่อยากเป็นลูกจ้างใคร เพราะไม่ชอบงานออฟฟิศเท่าไหร่ และอยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง หลังจากเรียนจบได้มาทำธุรกิจอาหารเสริมเป็นธุรกิจแรกที่เริ่มต้นทำ ระหว่างที่ทำธุรกิจขายอาหารเสริมอยู่นั้น ก็มีความสนใจในการเลี้ยงกระบองเพชรด้วย เริ่มซื้อมาเลี้ยง ด้วยความรู้สึกว่ากระบองเพชรมีความเหมาะสมอะไรหลายๆ อย่าง กับสภาพอากาศของเมืองไทย เป็นไม้
คุณระวิวรรณ ฌายีเนตร(ซ้าย) และคุณเบญวรรณ ตานนท์ สังเกตได้ว่า ผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อยที่เข้ามาทำธุรกิจเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์สัตว์เลี้ยงทั้งหลาย เริ่มต้นจากการเป็นเจ้าของสัตว์น่ารัก แล้วจึงค่อยพัฒนามาเป็นเจ้าของธุรกิจ อย่าง คุณระวิวรรณ ฌายีเนตร หรือ คุณนุ่น กับ คุณเบญวรรณ ตานนท์ หรือ คุณแหม่ม สองสาววัย 30 ต้นๆ ซึ่งมาร่วมกันทำสินค้าแฮนด์เมดของสุนัขและแมว มีทั้งกระโจม เปลแมว ผ้าพันคอ ฯลฯ ชื่อแบรนด์ “วิฬาร์มาลิน” โดยมักจะออกบู๊ธขายตามงานอีเว้นต์เกี่ยวกับสัตว์เลี้ยง เริ่มจากขายผ่านเฟซบุ๊ก คุณนุ่นจบปริญญาโท คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาเทคโนโลยีและการจัดการด้านการขุดเจาะปิโตรเลียมนอกชายฝั่ง สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย ส่วนคุณแหม่มจบปริญญาตรี คณะวิทยาศาสตร์ สาขาเคมีอุตสาหกรรม สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ชื่อแบรนด์เก๋ๆ ว่า “วิฬาร์” มาจากชื่อแบรนด์ของคุณแหม่มที่ทำก่อนหน้านี้ รวมกับ “มาลิน” ชื่อเดิมของคุณแม่คุณนุ่นเอง เลยนำมารวมกันเป็น “วิฬาร์มาลิน” แม้แบรนด์ “วิฬาร์มาลิน” เพิ่งออกสู่ตลาดได้ไม่กี่เดือน แต่ถือว่าประสบความสำเร็จเกินคาด เพราะนอกจากจะเป็นสินค้าโดดเด่นไม่เหมือนใครแล้ว ยั
หาบขายขนมจีนน้ำยา เส้นไม่หมด ทำหมี่กรอบ 70 กว่าปีก่อน ในยุคสงครามโลกครั้งที่สอง คุณผ่อง นุชนิ่ม หญิงสาวผู้รักการค้าขาย ได้หาบขนมจีนน้ำยาจำหน่ายให้กับผู้ซื้อ ซึ่งส่วนใหญ่คือทหารญี่ปุ่นและเชลยศึก เมื่อขนมจีนเหลือจะนำมาตากแดด ปรุงเป็นเมนูที่คิดขึ้นเอง นั่นคือ “หมี่กรอบ” คลุกน้ำปรุง แบบจานต่อจาน หลังสงครามโลกครั้งที่สอง สิ้นสุดลง อาชีพขายหมี่กรอบก็ยุติลง จนกระทั่งในปี 2541 คุณจตุพร อินทรโสภา ผู้เป็นหลานมีแนวคิดกับการสร้างชุมชนของตนเองให้เข้มแข็ง วางแผนจัดตั้งกลุ่มเพื่อผลิตสินค้าป้อนตลาด และหมี่กรอบสูตรอาม่า หรือที่เรียกว่า “หมี่กรอบสูตรสงครามโลกครั้งที่สอง” ก็ผุดขึ้นในใจ “ตอนนั้นเข้าไปขอสูตรอาม่า ซึ่งท่านอายุ 98 ปีแล้ว แต่ว่ายังจำสูตรได้ดี จึงสอนให้ ทดลองทำ ก็ถือว่าได้รสชาติใกล้เคียง จึงเริ่มเปิดตลาด โดยมีทำเลขายในตลาดนัด” “กลุ่มแม่บ้านเกษตรมะขามทอง” ตำบลตะคร้ำเอน อำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี จัดตั้งขึ้นโดยมีสมาชิกเริ่มต้น 29 คน (ปัจจุบันราว 70 คน) แต่ละคนลงหุ้นคนละ 1 หุ้น หุ้นละ 100 บาท จึงเท่ากับมีเงินลงทุนในเบื้องต้น 29,000 บาท เพื่อจัดซื้อวัตถุดิบและอุปกรณ์ ต่อเมื่อสินค้าขายได้จึงพัฒ
ปลาส้ม การแปรรูปอาหารจากปลาชนิดหนึ่งของคนอีสาน เป็นการสืบทอดภูมิปัญญาท้องถิ่นในการถนอมอาหารจากปลา เมื่อปลาที่หามาได้มีจำนวนมากก็ต้องหาวิธีการแปรรูป เพื่อจะได้เก็บไว้กินนานๆ โดยเอาปลามาหมักกับเกลือ และข้าวสวย ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าจะได้เมนูอร่อยๆ ที่เรารู้จักและเรียกกันว่า ปลาส้ม ปลาเปรี้ยว ส้มปลา นั่นเอง! สามารถนำมาประกอบเป็นอาชีพ และเสริมรายได้ให้ครอบครัวได้เป็นอย่างดี สำหรับขั้นตอนและวิธีการทำก็ไม่ได้ยุ่งยากซับซ้อนอะไร ที่สำคัญต้องหาปลาน้ำจืดให้ได้ซะก่อน ส่วนเครื่องปรุงประเภทเกลือ กระเทียม ข้าวสุก นั้น หาได้ในครัวไทยเราอยู่แล้ว เมื่อได้ส่วนผสมครบแล้ว ขั้นตอนต่อไปก็หมักจนปลามีรสเปรี้ยว ส่วนจะใช้ปลาทั้งตัว ปลาเป็นชิ้นๆ หรือใช้เฉพาะเนื้อปลาอย่างเดียว ที่เรียกปลาส้มฟัก หรือแหนมปลา ซึ่งกรรมวิธีการทำก็เหมือนกัน ตามหาสูตร ปลาส้ม ถ้าพูดเรื่องของปลาส้มต้นตำรับ รวมไปถึงความอร่อยและมีชื่อเสียงก็ต้องเป็นปลาส้มจากอีสาน และเราต้องยกให้ลูกอีสาน เพราะทางอีสานมีปลาน้ำจืดค่อนข้างมาก ดังนั้น การถนอมอาหารจากปลาน้ำจืดจึงเกิดขึ้น และเป็นที่นิยมกันมาก ต่อมาภูมิปัญญาท้องถิ่นจากการถนอมอาหาร จึงได้แพร่ไปสู
อาจคุ้นตากันดี สำหรับขนมหวานอย่าง วุ้นน้ำมะพร้าวบรรจุถ้วย ตรา แม่ละมาย ซึ่งวางขายอยู่เป็นประจำในตู้แช่ของร้านสะดวกซื้ออย่าง เซเว่นอีเลฟเว่น ผลิตภัณฑ์นี้ มี คุณวีระ ตั้งวุทฒิไกรวิทย์ เป็นเจ้าของกิจการ ซึ่งในแวดวงคนทำมาค้าขาย หลายต่อหลายคนยกย่องให้เขาเป็นหนึ่งใน “เอสเอ็มอี ไอดอล” ด้วยเหตุผลเป็นคน “เคยล้ม” แต่สามารถ “ลุกขึ้น” ได้อย่างสง่างาม มาจนถึงทุกวันนี้ “กิจการโรงพิมพ์ของผมค่อนข้างไปได้ดี กระทั่งปี 2540 มาเจอวิกฤตต้มยำกุ้ง ขณะกำลังเตรียมขยายงาน เหมือนตึกถล่มลงมาเลย เจ๊งแบบไม่มีอะไรเหลือ ยอมรับว่าหมดตัวจริงๆ” คุณวีระ ย้อนความทรงจำเสียงหม่น ก่อนเล่าต่อ ช่วงนั้นกลับมาตั้งหลักที่จังหวัดสุพรรณบุรี บ้านเกิดของภรรยา เพื่อหารือกันจะทำอะไรต่อดี ก่อนตั้งคำถามกับตัวเอง มีความถนัดอะไร ได้คำตอบ มีความถนัดในการทำอาหาร เลยลงทุนใหม่ด้วยการเปิดร้าน “ปิ้งไก่” ขายหน้าบ้าน ริมถนนสายสุพรรณบุรี-ชัยนาท “เอาถัง 200 ลิตรมาผ่าครึ่งทำเป็นเตา ปิ้งไก่ขาย 2 คนกับแฟน ลูกค้าเยอะนะ บางคนขับรถเบนซ์มาซื้อ หลายคนชมว่ารสชาติดี เลยคิดว่ามาถูกทาง ค้าขายของกินดีกว่า” เจ้าของเรื่องราว เล่า แต่อาชีพ “ปิ้งไก่” ขายนั้น คุณวีระ
สมัยนี้ทำงานประจำอย่างเดียวรายได้ต่อเดือนคงไม่พอกับการใช้ชีวิตในปัจจุบัน การมองหาอาชีพเสริมจึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่คนส่วนใหญ่มองหา เช่นเดียวกับเจ้าของแบรนด์ “BAALUA-บาลัว” ที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์ และประสบการณ์จากการเรียนมาเริ่มต้นทำแบรนด์เป็นของตัวเองร่วมกับน้องสาว คุณนิโลบล เต็มสุขสันต์ เจ้าของผลงานดังกล่าว วัย 27 ปี เล่าว่า จบจากคณะศิลปกรรมศาสตร์ เอกการออกแบบเพื่อการแสดง มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เคยทำงานเป็นพนักงานประจำตำแหน่งอาร์ตไดเร็คเตอร์รายการโทรทัศน์ ทำอยู่ 4 เดือน อยากได้อิสระเรื่องเวลา จึงตัดสนใจลาออกมาเป็นฟรีแลนซ์ ปัจจุบันรับงานหลักทำอยู่ 3 อย่าง คือ ภาพประกอบ งานกราฟิก เสื้อผ้า เช่น ชุดเจ้าสาว ชุดละครเวที และงาน DIY ต่างๆ อย่าง กิจกรรมในงานอีเว้นต์เปิดตัวสินค้า แต่การเป็น “ฟรีแลนซ์” นั้น รายได้ไม่แน่นอน เลยต้องทำงานหลายอย่างควบคู่กัน เธอจึงเริ่มแนวคิดสร้าง “สินค้า” เป็นของตัวเองหารายได้ควบคู่ไปกับการทำฟรีแลนซ์ ร่วมกับน้องสาว นับได้ตอนนี้เปิดตัวมาประมาณ 3 ปีแล้ว ส่วนที่มาที่ไปของชื่อแบรนด์ได้มาจากชื่อ นิโลบล รวมกับ นิปัทม์ (ชื่อน้องสาว) ซึ่งแปลว่า บัว ทั้งสองชื่อ กลาย
