การเงิน และการตลาด
การมีคนเยอะ ไม่ได้แปลว่าประสิทธิภาพในการทำงานจะเยอะตามปริมาณคน ช่วงหลังผมไม่ค่อยได้ไปทำธุรกรรมที่ธนาคารบ่อยนัก เพราะการทำธุรกรรมผ่านอินเตอร์เน็ต ง่าย และสะดวกกว่ากันเยอะ นี่อาจเป็นเครื่องบ่งชี้ว่า ธนาคาร เป็นหนึ่งในหลายธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากอินเตอร์เน็ต คนทำงานธนาคารจะตกงานมากขึ้นกว่าแต่ก่อน วันหนึ่งต้องไปทำธุรกรรมที่ธนาคาร แต่นอกเวลาทำการปกติ ต้องพึ่งพาอาศัยธนาคารบนห้าง ที่เปิดเกินเวลา ส่วนใหญ่สาขาตามห้าง มักเป็นสาขาย่อย ที่มีขนาดเล็กๆ กะทัดรัด น่ารัก จำนวนคนน้อยตามขนาดสาขา คนเยอะเกินไปก็ไร้ที่นั่งทำงาน แต่สังเกตว่าปริมาณการทำธุรกรรม ไม่ได้เล็กตามขนาดสาขา สาขาที่ผมไปเป็นของธนาคารหนึ่ง ที่เขาเคลมว่าบริการได้ประทับใจทุกระดับชนชั้น ซึ่งไม่ได้คาดหวังในสิ่งนั้นอยู่แล้ว แต่คาดหวังความรวดเร็วมากกว่า สิ่งที่ผมรู้สึกชื่นชม ไม่รู้ว่าเป็นแนวนโยบายของธนาคารเอง หรือเป็นวิธีแก้ปัญหาของผู้จัดการสาขาก็ไม่รู้ นั่นคือ “การใช้คนน้อยได้มีประสิทธิภาพ” ปกติสาขานี้ จะต้องมี รปภ. ที่พกปืนเอาไว้ต่อสู้กับนักปล้นแบงก์ แล้วหน้าที่ของ รปภ. ก็คงไม่พ้นการยืนเฝ้าประตูเฉยๆ ยืนอย่างไร้เป้าหมายในชีวิต เพราะมันน่าเบื
การเลี้ยงลูกทุกวันนี้อาจไม่ง่ายเหมือนเมื่อก่อน สมัยเราเด็กๆ พ่อแม่จะบอกให้เราเรียนตามที่ท่านเห็นว่าจบแล้วทำงานดีและมีความมั่นคง ทุกวันนี้โลกเปลี่ยนไป วัยรุ่นเขาจะมีความชอบและแนวทางของเขา บางครอบครัวจะบอกให้ลูกเรียนแบบนี้ ทำงานแบบนี้ แต่เด็กเขาอยากทำตามแนวทางและความฝันของเขา หลายๆ ครั้งก็หงุดหงิดใส่กัน ส่วนตัวแล้ว ครอบครัวเราจะเลี้ยงลูกแบบให้คำแนะนำ แล้วให้เขาตัดสินใจเองในการเลือกเรียนหรือเลือกทำงาน ไม่บังคับ ถ้ามีปัญหาเขาจะมาคุยและปรึกษากับเราว่าทำอย่างนี้ดีไหม ทำอย่างนั้นดีไหม ให้เขาหัดคิดหลายๆแบบ ดูข้อดี ข้อเสียก่อนตัดสินใจ ถ้าตัดสินใจผิด จะไม่ซ้ำเติม แต่ช่วยกันหาทางแก้ไข เด็กรุ่นใหม่จะมีความเป็นตัวของตัวเอง ชอบแสดงความสามารถ อยากได้รับการยอมรับและอยากมีจุดยืน เช่น เขาอยากสมัครงานด้วยตัวเอง ไม่อยากให้พ่อแม่ฝากให้ ต้องปล่อยให้เขาแสดงความสามารถ เราเป็นพ่อแม่มีหน้าที่ให้คำแนะนำ ให้กำลังใจและชื่นชมลูกๆค่ะ บางครอบครัวอยากให้ลูกทำงานแบบนี้ แต่ลูกอยากทำอย่างอื่น ก็มีปากเสียงกัน จากประสบการณ์ส่วนตัวแนะนำให้ลองเปลี่ยนตัวเราเป็นรับฟังลูกมากขึ้น อย่าบังคับ ใจเย็นๆ เรามีหน้าที่ให้กำลังใจเขาให้ทำ
เรื่องโดย : สุมิตรา จันทร์เงา ฟุโรชิกิ (Furoshiki) ถือเป็นวัฒนธรรมในการห่อของขวัญด้วยผ้า ของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นวัฒนธรรมที่มีความเก่าแก่และประณีตมากที่สุด มีมาตั้งแต่สมัยช่วงศตวรรษที่ 14 ว่ากันว่าฟุโรชิกิเป็นสิ่งสำคัญในยุคโชวะ สมัยนั้นชาวญี่ปุ่นทุกคนมีจำนวนฟุโรชิกิเก็บไว้ใช้ส่วนตัวประมาณ 20 แผ่นในทุกขนาดสำหรับห่อของในตู้เสื้อผ้าที่นอนหมอนมุ้ง ถือว่าเป็นกระเป๋าเดินทางที่มีให้เลือกใช้ครบทุกขนาดเลยทีเดียว แรกสุดมันถูกใช้ห่อเสื้อผ้าเพื่อถือไปร้านอาบน้ำสาธารณะ จากนั้นมันก็ถูกนำไปใช้กับการห่อสินค้าตามร้านทั่วไป ไม่ใช่ห่อเพื่อให้ดูมิดชิด แต่เป็นการห่อเพื่อให้ถือจับกลับบ้านได้อย่างสะดวก หรือห่อด้วยลีลาอย่างวิจิตรพิสดารเพื่อเพิ่มคุณค่าให้กับของกำนัล แต่เดิมนั้น ฟุโรชิกิ เป็นผ้าที่ทุกคนต้องมีไว้เพื่อใช้ห่ออุปกรณ์ที่ใช้อาบน้ำเมื่อไปอาบน้ำในห้องอาบน้ำสาธารณะ โดยผ้าห่อของนี้จะใช้ปูเพื่อวางของบนพื้นในห้องอาบน้ำได้ด้วย จะเห็นได้จากรากศัพท์ของคำนี้ Furoshiki คำว่า ฟุโร furo แปลว่าห้องน้ำ ส่วน ชิกิ shiki แปลว่า การวางแผ่ออกไป อธิบายอย่างง่าย ฟุโรชิกิ คือ การใช้ผ้าหนึ่งผืนห่อของ เพื่อป้องกันการแตกหั
มองย้อนกลับไปเมื่อครั้งตู้โทรศัพท์สาธารณะยังคงเป็นที่ต้องการของทุกคน เทียบกับตอนนี้แล้วเชื่อว่าหลายคนคงใจหาย สามสิบปีที่แล้ว ตู้โทรศัพท์สาธารณะไม่ต่างจากร้านเซเว่นอีเลฟเว่น แทบทุกปากซอย สี่แยก หัวมุมถนน หน้าโรงเรียน โรงพยาบาล ฯลฯ จะมีตู้ตั้งโดดเด่นสะดุดตาผู้คนที่สัญจรผ่านไปมา บ่อยครั้งที่ถึงกับต้องต่อคิวกันเลยทีเดียว แต่เดี๋ยวนี้ตู้โทรศัพท์สาธารณะกลายเป็นกองขยะ ที่หลบนอนของคนจรหมอนหมิ่น บางทีก็เป็นบ้านของหมาข้างถนน ตัวเครื่องก็โปเก หูห้อยต่องแต่ง ตู้หยอดเหรียญใช้งานไม่ได้ ฯลฯ ใครผ่านไปแถวศูนย์บำรุงรักษาตู้โทรศัพท์สาธารณะของ TOT ซอยงามวงศ์วาน 17 นนทบุรี ใกล้ทางขึ้นทางด่วนงามวงศ์วานคงได้เห็นสุสานตู้โทรศัพท์และเครื่องโทรศัพท์สาธารณะย่อยๆ ถูกทิ้งเป็นซากกองอยู่เป็นร้อยริมรั้วด้านใน รอนำไปประมูลขายเป็นเศษเหล็ก เพราะเดี๋ยวนี้แทบหาคนใช้โทรศัพท์สาธารณะไม่ได้ เพราะมีมือถือกันหมดแล้ว ยุคสมัยเปลี่ยน เทคโนโลยีเปลี่ยน ชีวิตคนก็เปลี่ยน ล่าสุดเท่าที่ติดตามข่าว ทีโอทีเลิกสั่งผลิตตู้เพิ่มแล้ว ตู้รุ่นใหม่ “สีน้ำเงิน” ที่ใช้อยู่ตอนนี้จริงๆ แล้วคือตู้เก่า “สีส้มเขียว” ที่ไปเก็บกลับมาซ่อมเป็นอะไหล่ เครื่อง
โอริกามิ (Origami) เป็นศิลปะการพับกระดาษของญี่ปุ่นให้เป็นรูปร่างสิ่งของต่างๆ เป็นการฝึกทักษะการเรียนรู้ที่น่าสนใจโดยเชื่อกันว่าถ้าเด็กๆ ได้เล่นการพับกระดาษแบบโอริกามิจะช่วยให้เกิดการพัฒนาการเรียนรู้ที่ดี เมื่อเติบโตขึ้นสามารถนำไปพัฒนาต่อยอดใช้กับการทำงานจริงได้ เช่น ทางด้านการออกแบบวิศวกรรม อุตสาหกรรม เป็นต้น เมื่อก่อนศตวรรษที่ 20 วิธีการและรูปแบบการพับกระดาษของญี่ปุ่นยังเป็นแบบธรรมดาทั่วไป แต่หลังจากนั้น การพับกระดาษก็ได้พัฒนาเปลี่ยนแปลงไปจนเป็นมากกว่าแค่การพับกระดาษ รูปแบบการพับกระดาษโอริกามิที่เก่าแก่ที่สุดของญี่ปุ่นคือ กบและนก โดยวัตถุดิบสำคัญที่ใช้คือกระดาษซึ่งถูกผลิตขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศจีนเมื่อ 250 ปีก่อนคริตศักราช จากนั้นญี่ปุ่นก็ได้เรียนรู้วิธีการทำกระดาษ สี หมึก จากประเทศจีนและสามารถผลิตใช้ได้เองในปีค.ศ.610 รูปแบบการพับกระดาษของญี่ปุ่นมีความซับซ้อนมากขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ.1200 จนเมื่อ 400 ปีที่แล้วได้มีหลักสูตรการพับกระดาษขึ้นแก่เด็กๆ ในโรงเรียน เป็นการผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมตะวันออกและตะวันตก อาคิระ โยชิซาวา (Akira Yoshizawa) เป็นผู้สร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นในศิลปะการพับ
เรื่องโดย : สุมิตรา จันทร์เงา สมัยนี้ไม่ว่าจะทำอะไรก็ต้องให้แปลกแหวกแนวไว้ก่อน จะได้ขายไม่ยาก แต่ที่ว่าแหวกแนวนั้นต้องน่าดูชมด้วยนะถึงจะเรียกคนให้หันกลับมามองซ้ำได้ ฉบับที่แล้วพูดถึงเรื่องคนชอบนอนแขวนอยู่บนหน้าผาและใต้ต้นไม้ห้อยโตงเตงเป็นลิงเป็นค่างบ่างชะนี ลองดูสักทีว่าถ้าใช้ชีวิตแบบ “แขวนลอย” อยู่ในอากาศ แล้วจะรู้สึกอย่างไร เต๊นท์นอนแขวนลอยของนักปีนเขาแบบนั้นอาจจะยังไม่มีจำหน่ายในเมืองไทย คงต้องสั่งซื้อผ่านเว็บไซต์กันเป็นหลัก แต่ถ้าท่านใดยังอยากนอนบนต้นไม้ในเทศกาลพักผ่อนกลางลมหนาวยามนี้ มีทางเลือกอื่นให้ลองค่ะ ไม่ต้องลำบากลำบนไปห้อยโตงเตงเหมือนเต๊นท์ Portaledge แต่จะได้นอนบนเตียงนิ่งๆ นุ่มๆ สบายในลักษณะห้องพักแบบรังนก หรือ “เดอะ เบิร์ด’ส เนสท์” ระดับสี่ห้าดาว เรียกง่ายๆ ว่าเป็นโรงแรมบนต้นไม้ “ทรีโฮเต็ล” (Tree Hotel) ก็แล้วกัน ทรีโฮเต็ล (Tree Hotel) ที่เอามาให้ชมกันนี้เป็นโรงแรมรังนกที่ประเทศสวีเดนค่ะ ไกลจากบ้านเรามากมายทีเดียว ถ้าไม่มีสตังค์ไปเที่ยวก็เที่ยวผ่านรูปและเรื่องในคอลัมน์นี้ไปก่อนแล้วกัน ตัวโรงแรมตั้งอยู่ในหมู่บ้าน “Harads” เป็นชนบทห่างไกลทางภาคเหนือของประเทศสวีเดน อยู่ห่า
สัพเพเหะกับคุณตุ๊ก: ทำยังไงดีกับค่าเทอมลูก ค่าเทอมลูกแพงเปิดเทอมทีนึงจะทำยังไงดี วันนี้มีเคล็ดลับส่วนตัวมาแนะนำค่ะ เมื่อก่อนค่าเทอมลูกเทอมหนึ่งหลายหมื่นและค่ารถโรงเรียนอีก เปิดเทอมทีหนึ่งก็หนักเงินอยู่ ใช้วิธีง่ายๆแบบนี้ค่ะ เอาค่าเทอม 2 เทอมมารวมกันแล้วหาร 12 เดือน เป็นเงินเท่าไรก็แบ่งเก็บตามนั้นทุกๆเดือน ขึ้นอยู่กับว่าเริ่มเก็บเดือนไหน ถ้าเริ่มช้า เปิดเทอมแรกก็จ่ายค่าเทอมเต็มๆไปก่อน เดือนถัดไปก็เริ่มเก็บวิธีนี้ เทอมถัดไป ก็จะเข้าระบบ ถ้ามีโบนัสออกแนะนำให้ฝากบางส่วนเข้าบัญชีค่าเทอมด้วย จะได้เป็นค่าเสื้อผ้า ค่าหนังสือ ฯลฯ เก็บค่าเทอมลูกวิธีนี้ แบ่งเบาได้ดีค่ะ ส่วนค่าเรียนพิเศษหรือค่ากิจกรรมต่างๆ ลองดูเอาค่ะว่ามีค่าอะไรบ้างจะเก็บรวมหรือแยกกับบัญชีนี้หรือไม่แล้วแต่ศักยภาพค่ะ ดิฉันเก็บค่าเทอมให้ลูกแบบนี้ตั้งแต่เรียนประถม จนจบมหาวิทยาลัย ซึ่งค่าเทอมในมหาวิทยาลัยถูกกว่าเยอะ เรายังเอาเงินเก็บนี้เป็นค่าขนมลูกรายเดือนได้อีกค่ะ โดยไม่ต้องรบกวนบัญชีเงินเดือนเราเลย ลองดูกันนะคะ อย่างที่เรียนให้ทราบว่าไม่ได้อิงทฤษฎีใดๆ เล่าจากประสบการณ์ส่วนตัวล้วนๆค่ะ ได้ผลดีเลยนำมาเล่าต่อค่ะ
ข้อคิดธุรกิจจากความล้มเหลว ของพิธีกรอารมณ์ดี บ๊วย-เชษฐวุฒิ วัชรคุณ ที่เขียนโดย กัญญ์วรา ศิริสมบูรณ์เวช แม้จะเป็นพิธีกร ที่มีอารมณ์เฮฮา แต่แง่คิดทางธุรกิจ ไม่ธรรมดาเลย ซึ่งข้อคิดเหล่านี้ บ๊วย เคยให้สัมภาษณ์เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ ไว้ กับธุรกิจไก่ทอดของเขา ตามลิ้งค์นี้ https://www.sentangsedtee.com/featured/article_16871 ซึ่งจากเรื่อดังกล่าวนั้น มีข้อคิดที่น่าสนใจในประเด็น การเปลี่ยนหุ้นส่วนบ่อยๆ อาจเสี่ยงต่อการถูกใครๆ มองในแง่ลบ แต่เขากลับว่า “ไม่เป็นไร” และบอกว่า “อากาศกับทัศนคติเป็นของฟรี คนมองแง่ลบไม่มีปัญหา ถ้าทุกคนมองแง่บวกหมดเลยก็อะเมซิ่ง พูดตรงๆ ว่าถ้าเป็นข้อคิดเห็น เราไม่ฟัง ถ้าเป็นความจริงเราจะฟัง เราผ่านมรสุมมาเยอะ ที่ได้มาคือทำอะไรต้องตรงไปตรงมา ไม่โกงใคร อย่างชีวิตคู่ถ้าไม่เวิร์กจะทู่ซี้ทำไม ธุรกิจก็เหมือนกัน” “สิ่งที่ทำคือ ซื่อสัตย์ ตรงไปตรงมา เราศึกษาธุรกิจมาเยอะ คนไม่ค่อยมองสิ่งที่เกิดขึ้นจริง มองแต่อย่างนี้ เรารู้ว่าเรามีทัศนคติในการมองโลกแบบหนึ่งที่ไม่สอดคล้องกับคนอื่น ถือว่าไม่เดือดร้อนใคร ไม่โกงใคร ให้มั่นใจได้ว่าถ้าเราโกงต้องมีการฟ้องร้อง” “ข้อคิดที่ได้จากครั้งก่อนๆ
“เอ็นไวโรเซล” บริษัทวิจัยระดับโลก มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่นิวยอร์ค สหรัฐอเมริกา และอีกหลายสาขา อาทิ มิลาน โตเกียว แม็กซิโก และมอสโก เป็นต้น และในไทย มีบริษัท เอ็นไวโรเซล ประเทศไทย จำกัด เป็นสาขา ปัจจุบัน คุณสรินพร จิวานันต์ ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการบริษัทฯ “เอ็นไวโรเซล” ไม่ใช่เพียงแค่เป็นที่ปรึกษาด้านการทำวิจัยเท่านั้น แต่เน้นการศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างลึกซึ้ง ที่เกิดจากการเฝ้าสังเกต สะกดรอยผู้บริโภคอย่างแท้จริง หรือที่เรียกว่า “Observational Research” นับได้ว่าเป็นการสร้างองค์ความรู้ใหม่ให้กับวงการวิจัยเมืองไทย และเป็นบริษัทวิจัยบริษัทเดียวที่มุ่งเน้นการวิจัยแบบเจาะลึก นับว่าเป็นพัฒนามิติใหม่ๆ ให้กับวงการตลาดของเมืองไทย ซึ่งจะตอบสนองความต้องการของกลุ่มลูกค้าได้เป็นอย่างดี ล่าสุดทาง “เอ็นไวโรเซล ประเทศไทย” ได้ทำการสำรวจผู้บริโภค หญิง-ชายทั่วประเทศ จำนวน 500 คน อายุ 18-55 ปี พบข้อมูลน่าสนใจดังนี้ คุณสรินพร จิวานันต์ กรรมการผู้จัดการบริษัท เอ็นไวโรเซล ประเทศไทย จำกัด “คอนซูเมอร์ เทรนด์ – Consumer Trend” หรือกระแสความนิยมในหมู่ผู้บริโภคไทย ในปี 2017 นี้ จะเข้าสู่ยุคของการเปลี่
สัพเพเหระคุยกับคุณตุ๊ก ก่อนหน้านี้เราพอทราบกันแล้วว่า ห้ามใส่ power bank ลงในสัมภาระที่ต้องโหลดใต้ท้องเครื่องบินและ ความจุขนาดไหนที่พกติดตัวขึ้นเครื่องบินได้บ้าง แต่ตอนนี้การท่าอากาศยานแห่งประเทศไทยทั้งส่วนของที่บินภายในและบินต่างประเทศมีมาตรการเพิ่มเติมค่ะ power bank ที่จะนำขึ้นเครื่องต้องมีตัวเลขระบุความจุของกระแสไฟ(mAh)ให้ชัดเจน มิฉะนั้นจะไม่สามารถนำขึ้นเครื่องได้ค่ะเพื่อมาตรการความปลอดภัย ที่ต้องบอกกล่าวกันเพราะหลักๆ จะมี power bank 2 ชนิดคือ แบบแรกให้กันเป็นของขวัญ อาจมีขนาดบางและเล็ก แต่ไม่ได้สกรีนจำนวนแอมป์บน power bank แบบนี้คนจะชอบพกเพราะเบาดี อีกแบบที่ไม่ทันระวังกัน คือ ใช้ๆไปแล้วตัวเลขเลือน อาจจะเพราะความมันของนิ้วจากเครื่องสำอางค์ไปโดนบ่อยๆ ของตัวเองเข้าข่ายหลัง คือ ตัวเลขเลือน! ต้องซื้อใหม่ค่ะ เป็นคนที่ใช้ power bank ขนาด 12,000 mAh ทำให้ต้องซื้อใหม่ พันกว่าบาท! ทำไงได้ เดินทางบ่อยก็ต้องซื้อ คราวนี้ป้องกันตัวเลขเลือนโดยใช้สก๊อตเทปใสขนาดกว้างปิดทับ ตัวเลขจะได้ติดทน ไม่เลือน มาตรการนี้ผู้โดยสารหลายคนไม่ทราบ อาจมีทั้งแค่โดนเตือนหรือโดนยึด ถ้าให้ดีเตรียมตัวให้พร้อมดีกว่าเพื่อค
