การเงิน และการตลาด
เขียนเรื่องต่างประเทศมาเยอะแล้ว ฉบับนี้ชวนมาฟังเรื่องราวดีๆ ของบ้านเมืองเรากันบ้าง เรื่องที่ต้องอัพเดตกันให้ทันการณ์คือสิ่งที่เกี่ยวข้องในการใช้ชีวิตประจำวันของคนไทย โดยเฉพาะในเรื่องการคมนาคมขนส่งที่ทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย จำเป็นต้องใช้เดินทางไปมาหาสู่กันได้สะดวก เชื่อว่าหลายคนคงยังจำกันได้ว่าเมื่อตอนต้นปีนี้ บริษัท นครชัยแอร์ จำกัด ได้ร่วมกับ กรมการขนส่งทางบก จัดทำโครงการบริการรถแท็กซี่รูปแบบใหม่ ภายใต้ชื่อ ALL THAI TAXI โดยได้เปิดใช้บริการสมาร์ตแท็กซี่อย่างเต็มรูปแบบในล็อตแรกเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมานี้ ซึ่งจะใช้รถ TOYOTA PRIUS Hybrid จำนวน 500 คัน ให้บริการพร้อมกันทั่วประเทศ สำหรับการบริการใช้สะดวกสบายผ่านแอพพลิเคชั่นชื่อ ALL THAI TAXI สามารถดาวน์โหลดได้ทางสมาร์ตโฟนทั้งระบบ iOS และ Android ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ โดยเสียค่าธรรมเนียมจำนวน 20 บาท ความแตกต่างของ ALL THAI TAXI กับ อูเบอร์แท็กซี่ และ แกร็บแท็กซี่ อยู่ที่การบริการติดตามผลตลอดระยะเวลาการใช้บริการรถแท็กซี่ของผู้โดยสาร ซึ่งจะไม่มีกรณีการปฏิเสธลูกค้า หรือไม่กดมิเตอร์ เนื่องจากมีระบบ GPS และ CCTV จับตาดูตลอดทุกคัน ในข่าวบอกว่า อุปก
สร้างความฮือฮาในวงการไอทีไม่น้อย หลังจากที่บริษัทยักษ์ใหญ่ที่มีอิทธิพลต่อเทคโนโลยีของโลกอย่าง “กูเกิล” เปิดตัว CEO คนใหม่ไฟเเรงที่เป็นชาวอินเดียเเท้ๆ วิศวกรหนุ่มผู้ทำงานกับกูเกิลมากว่า 12 ปี ผู้บุกเบิกเเละอยู่เบื้องหลังความสำเร็จของ “Chrome” หนึ่งในบราวเซอร์ที่มีผู้ใช้มากที่สุดในโลกจากฝีมือการนำทีมของเขา สร้างรายได้ปีที่เเล้วให้กับกูเกิลอย่างมหาศาลถึง 6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯเลยทีเดียว จะพาคุณผู้อ่านมาทำความรู้จักกับ “Sundar Pichai”(สุนทร พิชัย) วิศวกรอัจฉริยะจากดินเเดนชมพูทวีปวัย 43 ปีกับก้าวเเห่งชีวิตของเด็กน้อยที่เกิดในครอบครัวยากจนสู่ CEO ผู้เป็นที่รักในบริษัทที่มีการเติบโตสูงที่สุดในสหรัฐอเมริกา เเน่นอนว่าเส้นทางการก้าวขึ้นมาสู่เศรษฐีเเละผู้สร้างสรรค์นวัตกรรมเปลี่ยนโลกของเขา ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ Sundar เกิดเเละเติบโตที่เมืองเชนไน รัฐทมิฬนาดู ทางภาคใต้ของประเทศอินเดียนับเป็นเมืองที่มีประชากรอาศัยอยู่อย่างหนาเเน่นถึง 4ล้านคน พ่อของเขาทำงานเป็นวิศวกรตำเเหน่งเล็กๆในโรงงานประกอบชิ้นส่วนของบริษัทสัญชาติ อังกฤษ ส่วนเเม่ของเขาเคยทำงานเป็นเสมียนก่อนท
เรื่องราวของ “ปิแอร์ ฌาเกต์ โดรซ์” (Pierre-JaquetDroz)เป็นตำนานคู่กันมากับ “อองรี เมลลาร์เดต์”(Henry Maillardet) นักประดิษฐ์นาฬิกาศิลปะชั้นสูงของยุโรปแห่งศตวรรษที่ 18 ความโดดเด่นของ ปิแอร์ ฌาเกต์ โดรซ์ คือ งานศิลปะเชิงช่างของเขายังได้รับการสืบทอดโดยลูกหลานต่อมาจนกระทั่งทุกวันนี้ยาวนานถึง 275 ปีแล้ว ขณะที่ผลานของอองรี เมลลาร์เดต์นั้นเหลือเพียงบันทึกประวัติศาสตร์และต้นแบบงานที่จัดแสดงให้เห็นในพิพิธภัณฑ์เท่านั้นเอง ปิแอร์ ฌาเกต์ โดรซ์เกิดเมื่อปีค.ศ. 1721 เป็นช่างนาฬิกาชื่อดังแห่งยุคนั้นมีชื่อเสียงโดดเด่นในเรื่องกลไกอัจฉริยะและเป็นช่างนาฬิกาประดับอัญมณีระดับแนวหน้า เขาเป็นเจ้าของร้านนาฬิกาฌาเกต์ โดรซ์ ซึ่งโด่งดังมากในลอนดอนขณะที่อองรี เมลลาร์เดต์เป็นเพียงช่างฝีมือคนเก่งประจำร้าน และทั้งสองช่วยกันสร้างสรรค์งานระดับตำนานที่ได้รับการยกย่องอย่างมากมาย เวลานั้นกรุงลอนดอนเป็นศูนย์กลางตลาดการค้าที่จะเปิดประตูสู่เอเชียเพราะยังเป็นการค้าสำเภาที่อาศัยเรือเดินสมุทรเป็นหลัก ดังนั้นช่างฝีมือเก่งๆในยุโรปไม่ว่าจะเป็นสวิส ฝรั่งเศส หรืออิตาลีมักจะหาทางมาเปิดตัวตนแสดงผลงานให้พ่อค้าชาว
เขียนต้นฉบับนี้ในห้วงเวลาที่เพิ่งผ่านพ้น วันนักข่าว ๕ มีนาคม มาหมาดๆ ใครๆ ก็ว่าธุรกิจสิ่งพิมพ์เป็นธุรกิจอัสดงคต มองไม่เห็นความหวังว่าจะรุ่งเรืองอีกแล้ว เพราะคนอ่านลดน้อยถอยลงไปเรื่อยๆ ตามกระแสความนิยมของยุคสมัย หลังจากที่มีสื่อทางเลือกอื่นมาให้บริโภคมากมาย โดยเฉพาะสื่อออนไลน์ประเภทต่างๆ ที่เริ่มตั้งแต่เว็บไซต์ข่าว เว็บบล็อก สื่อสังคมออนไลน์โซเชียลมีเดีย เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม หรือแม้แต่แอพพลิเคชั่นในการรายงานข่าวสารเฉพาะกลุ่มหรือบุคคลในกลุ่มไลน์ เป็นต้น ครูบาอาจารย์ที่สอนหนังสือด้านวิชาชีพสื่อ ต่างก็ยอมรับกันว่า ความเป็น “สื่อ” หรือ ข่าวสาร นั้นไม่ได้หายไปไหนหรอก คนจะยังคงหิวกระหายเสพข่าวสารอยู่เรื่อยๆ ตราบเท่าที่มนุษย์เป็นสัตว์สังคม มีความอยากรู้อยากเห็นเช่นนี้ไม่สิ้นสุด เพียงแต่ยุครุ่งอรุณจนแดดกล้าของสื่อสิ่งพิมพ์นั้นหมดสิ้นลงไปแล้ว ในฐานะคนที่เคยทำสื่อสิ่งพิมพ์ และเป็นนักหนังสือพิมพ์มาตลอดชีวิตก็รู้สึกใจหายไม่น้อย อดนึกไม่ได้ว่าในอีกสี่สิบห้าสิบปีข้างหน้าจะยังมีหนังสือพิมพ์กระดาษเหลือให้อ่านอีกไหม หรือว่าเราจะต้องเปลี่ยนพฤติกรรมมาบริโภคข่าวสารต่างๆ ผ่านแอพพลิเคชั่นที่ใช้ในโทรศัพท์มือถือ
โมเสก (Mosaic) เป็นศิลปะการประดับตกแต่งพื้นผิววัสดุด้วยหินสี เศษกระเบื้องเคลือบ กระจก หรือก้อนแก้ว โดยจะฝังวัสดุเหล่านั้น สร้างสรรค์ขึ้นเป็นภาพวิจิตรศิลป์ลวดลายงดงาม เล่าเรื่องต่างๆ ส่วนใหญ่ใช้ตกแต่งผนังอาคาร เพดาน และพื้น งานศิลปะโมเสกมีมาตั้งแต่ช่วง “ศิลปะยุคกลาง” ในโลกตะวันตก โดยเฉพาะในงานศิลปกรรมแบบไบแซนไทน์ที่ยิ่งใหญ่มาก หลังจากนั้น กรีกและโรมันได้นำมาประยุกต์ใช้ต่อในระดับสากล ปรากฏผลงานที่ยังหลงเหลืออยู่ให้ประจักษ์ในสถานที่สำคัญหลายแห่ง เช่น โบสถ์ในนครเวนิส เป็นต้น เพราะศิลปินมักสร้างสรรค์งานอุทิศให้กับศาสนาและพระผู้เป็นเจ้า โดยยุคนั้นนิยมตกแต่งกระเบื้องโมเสกเป็นจิตรกรรมฝาผนังอันวิจิตร สำหรับทวีปเอเชีย ศิลปะโมเสกจะปรากฏให้เห็นมากในแถบประเทศตะวันออกกลางและอินเดีย โดยมีอิทธิพลมาจากศิลปะของแขกมัวร์ แต่ไม่ค่อยได้พบเห็นมากนักในจีนและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะในประเทศไทยนั้นงานศิลปะโมเสกเพิ่งเป็นที่รู้จักในยุคหลังนี่เอง ถือเป็นงานศิลปะที่ศิลปินสมัยใหม่ที่เรียนรู้และรับเอามาจากตะวันตกได้ไม่นานนัก แต่แค่จุดเริ่มต้นก็ไม่ธรรมดาเลย เพราะถือเป็นการงานโมเสกที่อลังการงานสร้างที่ฝ
ของแต่ละชิ้นที่นำมาเสนอนี้เป็นการดัดแปลงของเก่าที่จะเอาไปทิ้งให้เกิดประโยชน์นำมาใช้ได้อีกครั้ง เป็นความคิดที่เผยแพร่ผ่านโลกไซเบอร์ตามเว็บไซต์ต่างๆ ที่รวบรวมเอาไว้จากหลายแหล่งหลายที่มาทั่วโลก ล้วนแล้วแต่น่าสนใจ เป็นการแบ่งปันความคิดสร้างสรรค์ที่ต้องขอบคุณเทคโนโลยีสารสนเทศที่ทำให้เราสามารถเข้าถึงข่าวสารข้อมูลทั่วทุกมุมโลกได้โดยสะดวก 1. เก้าอี้พักผ่อนทำจากแผ่นซีดี – เห็นภาพนี้แล้วเกิดไอเดียปิ๊งไหมคะ ต้องยอมรับว่าเจ้าของความคิดนี้ไม่ธรรมดาเลย และคงมีแผ่นซีดีเก่าเก็บจำนวนมากมายมหาศาลจึงสามารถนำเอามาทำเก้าอี้ตัวนี้ได้ แถมยังต้องเป็นช่างเชื่อมเหล็กฝีมือดีด้วย องค์ประกอบหลักๆ ของเก้าอี้คือโครงเหล็กแข็งแรง 2 ชิ้นทำเป็นแกนแนวตั้งแทนขาเก้าอี้ เชื่อมร้อยไว้ด้วยท่อนเหล็กทรงกลมทางขวางอีก 10 ชิ้น จัดวางให้ได้ระยะสวยงามสำหรับสอดแผ่นซีดีเข้าไปให้พอดีเป๊ะ แต่ละแกนมีหมุดยึดเป็นเกลียวล็อกแผ่นซีดีเอาไว้ให้แน่นทั้ง 2 ด้าน แน่นอนว่าท่านจะต้องมีแผ่นซีดีเก่าเป็นพันๆ ชิ้น ถึงจะสร้างเก้าอี้ตัวนี้ได้ และต้องอาศัยฝีมือในเชิงช่างที่ประณีตมากจึงจะได้งานที่สวยงามลงตัวขนาดนี้ 2. เก้าอี้ดัดแปลงจากล้อจักรยาน – เก้าอี้ชิ
สมัยนี้ไม่ว่าจะทำอะไรก็ต้องให้แปลกแหวกแนวไว้ก่อน จะได้ขายไม่ยาก แต่ที่ว่าแหวกแนวนั้นต้องน่าดูชมด้วยนะถึงจะเรียกคนให้หันกลับมามองซ้ำได้ ฉบับที่แล้วพูดถึงเรื่องคนชอบนอนแขวนอยู่บนหน้าผาและใต้ต้นไม้ห้อยโตงเตงเป็นลิงเป็นค่างบ่างชะนี ลองดูสักทีว่าถ้าใช้ชีวิตแบบ “แขวนลอย” อยู่ในอากาศ แล้วจะรู้สึกอย่างไร เต๊นท์นอนแขวนลอยของนักปีนเขาแบบนั้นอาจจะยังไม่มีจำหน่ายในเมืองไทย คงต้องสั่งซื้อผ่านเว็บไซต์กันเป็นหลัก แต่ถ้าท่านใดยังอยากนอนบนต้นไม้ในเทศกาลพักผ่อนกลางลมหนาวยามนี้ มีทางเลือกอื่นให้ลองค่ะ ไม่ต้องลำบากลำบนไปห้อยโตงเตงเหมือนเต๊นท์ Portaledge แต่จะได้นอนบนเตียงนิ่งๆ นุ่มๆ สบายในลักษณะห้องพักแบบรังนก หรือ “เดอะ เบิร์ด’ส เนสท์” ระดับสี่ห้าดาว เรียกง่ายๆ ว่าเป็นโรงแรมบนต้นไม้ “ทรีโฮเต็ล” (Tree Hotel) ก็แล้วกัน ทรีโฮเต็ล (Tree Hotel) ที่เอามาให้ชมกันนี้เป็นโรงแรมรังนกที่ประเทศสวีเดนค่ะ ไกลจากบ้านเรามากมายทีเดียว ถ้าไม่มีสตังค์ไปเที่ยวก็เที่ยวผ่านรูปและเรื่องในคอลัมน์นี้ไปก่อนแล้วกัน ตัวโรงแรมตั้งอยู่ในหมู่บ้าน “Harads” เป็นชนบทห่างไกลทางภาคเหนือของประเทศสวีเดน อยู่ห่างไปทางตอนใต้ของเส้นอาร์กติก เซ
เดือนที่แล้วมีโอกาสได้ไปเห็นสวนผักในบ้านของคนสวิสฯ และฝรั่งเศสมา เลยพบคำตอบว่าทำไมชาวยุโรปถึงได้ผูกพันกับฤดูร้อนและการทำสวนกันนักหนา หน้าร้อนอันแสนสั้นเพียงสามสี่เดือนนั้น ดูเหมือนจะเป็นความสำราญเล็กๆ ที่ทุกคนโหยหา แทบทุกบ้านรอคอยเดือนแดดแจ่ม เพื่อจะได้พรวนดินทำสวนรอบใหม่ หลังจากปล่อยให้หิมะและความหนาวเย็นกลบฝังทุกชีวิตในสวนให้หลับใหล ขอให้มีที่รับแดดเถิด ฉันไม่เห็นบ้านไหนเลยที่ยอมปล่อยให้ระเบียงโล่งว่างเปล่า ถ้าไม่มีกระถางเจอราเนียม พิทูเนีย และไม้ดอกไม้ใบแสนสวยอื่นๆ ตรงนั้นก็จะเป็นสวรรค์ของพืชผักสวนครัว บรรดาเครื่องเทศสมุนไพรสารพัดที่จำเป็นต้องใช้ในการปรุงอาหาร ฉะนั้น ข่าวที่ว่า เทรนด์มาแรงในสหรัฐอเมริกายามนี้คือการปลูกผักสวนครัวนั้น คนฝั่งยุโรปเขามิได้ตื่นเต้นกระดี๊กระด๊าไปด้วยเลย เพราะพวกเขาปลูกผักสวนครัวเป็นวัฒนธรรมประจำชีวิตมาตั้งแต่ยุคกลางโน่น ข่าวเล่าว่า ผักที่ชาวอเมริกันนิยมปลูกกันฮิตสุดขีดก็คือ มะเขือเทศ แตงกวา และถั่ว มีตัวเลขที่น่าสนใจว่าขณะนี้ครัวเรือนชาวอเมริกันปลูกพืชผักสวนครัวกันถึง 37 เปอร์เซ็นต์ ของจำนวนประชากรทั้งหมด และมีสถิติการปลูกเพิ่มขึ้นเฉลี่ยถึงปีล
บริเวณสามย่าน ริมถนน ถนนพระราม 4 ฝั่งตรงข้ามจามจุรีสแควร์ มีตึกรูปทรงโมเดิร์นเบียดแทรกตัวอยู่กับอาคารอื่น แต่สะดุดตากว่าใครเขาเพื่อน ด้วยการกรุกระจกโปร่งใสทั้งตึก เปิดให้เห็นด้านในสว่างไสวพร้อมกับป้ายชื่อสะดุดหู Too Fast To Sleep เร็วไปหน่อยนะถ้าจะเข้านอนตอนนี้… ถ้าไม่เคยได้รู้หรือได้ยินได้ฟังมาก่อน คำนี้ก็คงทำให้คนคาดเดากันไปเองต่างๆ นานา สนุกกันตายไปข้างเลยแหละ แต่ที่แน่ๆ ร้านนี้ไม่ใช่ร้านประดับยนต์ ไม่ใช่ร้านแผ่นเสียง ไม่ใช่ร้านขายเสื้อผ้า เครื่องหนัง กระเป๋ารองเท้า ฯลฯ มันเป็นคาเฟ่ค่ะ ใหม่เอี่ยม สุดชิล แล้วทำไมจะต้อง Too Fast To Sleep? ก็เพราะคาเฟ่นี้ออกแบบมาให้เป็นร้านที่นั่งสบายๆ ได้ตลอด 24 ชั่วโมงเหมือนคาเฟ่ตามโรงแรมนั่นเอง ตั้งใจเจาะกลุ่มนักเรียน นักศึกษาที่ต้องการพื้นที่ส่วนตัวสำหรับมารวมตัวกันติววิชายากๆ หรืออ่านหนังสือสอบ ประมาณว่าอยู่กันได้ทั้งคืน สถาปนิกจาก Party Space Studio เป็นผู้ออกแบบตึกนี้ขึ้นมาใหม่ จากโครงสร้างอาคารเก่าในลักษณะตึกแถว โดยดีไซเนอร์ก็ได้ปรับเปลี่ยนลุกส์ของอาคารเสียใหม่จนแทบไม่เหลือเค้าเดิม แต่ยังคงโครงสร้างเดิมเอาไว้ได้ จากนั้นก็วางคอนเซ็ปต์ของร้
มีใครเป็นแบบนี้บ้างไหมคะ หลงรักเสื้อ-กางเกงตัวโปรดแบบไม่ยอมเปลี่ยนใจไปชอบตัวอื่น ถึงขนาดใส่แล้วใส่อีกจนขาดเปื่อย ปะผุไม่รู้กี่รอบๆ กระทั่งหมดสภาพที่จะใส่ได้อีก ก็ยังไม่ยอมทิ้ง บางคนชอบที่ซู้ดดด…แต่บังเอิญใส่เสื้อผ้าชุดนั้นไม่ได้อีกแล้ว ด้วยเหตุจำเป็นสารพัดทั้งที่ของยังใหม่เอี่ยม อาจจะเป็นเพราะจู่ๆ ก็อ้วนบวมจนเสื้อคับติ้ว บีบอัดเท่าไหร่มันก็ไม่ยอมลงแม้แต่ขีดเดียว เสื้อผ้าตัวโปรด จะทิ้งก็เสียดาย จะส่งมอบต่อให้ใคร ก็ไม่รู้ว่าเขาจะรักชอบเหมือนเราหรือเปล่า สู้เก็บเอาไว้ดูเล่นเป็นครั้งคราวให้สุขใจบ้างเล็กๆ น้อยๆ ไม่ดีกว่าหรือ แต่การเก็บเสื้อผ้าเก่านั้น ส่วนใหญ่เรามักซุกมันไว้ในก้นตู้ ถึงจะรักจะหวงแค่ไหนมันก็ไม่ได้ออกมาโชว์ตัวให้เราเห็นสักเท่าไหร่หรอก ไม่มีใครอยากเอาเสื้อผ้าเก่าที่ไม่ใช้แล้วออกมาเบียดกินพื้นที่เก็บเสื้อผ้าที่ต้องหยิบจับมาสวมใส่ทุกวันแน่ เว้นแต่ว่าใครคนนั้นจะมีตู้เสื้อผ้าขนาดใหญ่มหึมาประเภทวอล์กอินเข้าไปแล้วเดินดูได้รอบห้องเหมือนโชว์รูมร้านขายเสื้อผ้า และที่น่าแปลกใจก็คือ เสื้อผ้าแสนรักของคนส่วนใหญ่ที่ไม่ค่อยมีใครอยากทิ้ง
