Exclusive
ต้นทุนน้อยแต่ไม่ยอมแพ้! สาววัย 20 ไม่ได้เรียนต่อ เลือกเดินตามฝัน รับจ้างแต่งหน้าแฟนซีหาเงินเอง แต่งหน้าแฟนซี – คนเราเลือกเกิดไม่ได้ แต่เลือกที่จะกำหนดเส้นทางอนาคตของตัวเองได้ แม้ต้นทุนชีวิตที่มี จะไม่ได้เรียกว่าเพียบพร้อมเหมือนคนอื่น แต่ก็ไม่ได้ทำให้เด็กสาวคนนี้น้อยใจในโชคชะตาของตัวเอง “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” มีโอกาสได้พูดคุยกับ น้องนุ้ก-นางสาวอัจฉรา รสพูน วัย 20 ปี เยาวชนเจ้าของโมเดล ร้าน “Nookie Makeup” ธุรกิจแต่งหน้าแฟนซี รางวัลรองชนะเลิศการประกวดแผนธุรกิจ SME ปีที่ 3 น้องนุ้ก เล่าให้ฟังว่า ก่อนมาทำธุรกิจแต่งหน้าแฟนซี เคยทำมาสารพัดอาชีพตั้งแต่เด็ก ด้วยต้นทุนชีวิตครอบครัวที่ไม่สมบูรณ์นัก เนื่องจากคุณแม่เสียไปตั้งแต่เธอยังเล็ก คุณพ่อก็หันหน้าเข้าทางธรรมไปบวชเป็นพระ ส่วนญาติผู้ใหญ่อย่างคุณปู่ ก็ป่วยเป็นโรคเกาต์ และคุณย่าที่มีอาการป่วยทางจิต ตนจึงอาศัยอยู่กับคุณน้าที่คอยช่วยเหลือปันเงินให้ใช้ ทำให้น้องนุ้กเรียนได้สูงสุดแค่ชั้นมัธยมต้นเท่านั้น “จริงๆ หนูเป็นคนเรียนดีมาตลอดเลยนะคะ พอรู้ว่าไม่ได้เรียนต่อ ก็ร้องไห้หนักและรู้สึกอยากตายเลย แต่ก็เข้าใจว่าน้าเขาก็มีภาระเยอะ พอคิดได้หนูก
ข้าวผัดหมูสไตล์โมเดิร์น หลีกความจำเจแบบเดิมได้ ทำขายอาจรวยด้วย ก่อนอื่นเริ่มจาก ซอสสำหรับผัด ประกอบด้วย น้ำมันหอย 2 ถ้วย หรือ 200 กรัม ซีอิ๊วขาว 1 ถ้วย หรือ 100 กรัม ซอสปรุงรส 1 ถ้วย หรือ 100 กรัม (พวกฝาเขียว ฝาเหลือง เหยาะไข่ดาว) น้ำตาลทราย ½ ถ้วย หรือ 50 กรัม ซอสนี้รสออกเค็มกลมกล่อม แต่ลดเค็มลงได้อย่าตวงซีอิ๊วขาวเต็มถ้วย หรือชอบหวานเพิ่มน้ำตาลทรายได้พูนๆ ทำเยอะๆ เปลี่ยนสูตรเป็นชั่งน้ำหนักจะเร็วและแม่นกว่า ปรับสูตรให้เค็มหวานตามชอบสักครั้งสองครั้งก็ลงตัวแล้วครับ เพราะขึ้นอยู่กับว่าใช้ซอสยี่ห้ออะไร เค็มมากเค็มน้อย คนซอส น้ำตาล ให้ละลาย ใส่แกลลอนเก็บไว้ใช้นอกตู้เย็นได้เป็นเดือน รับรองไม่เสีย ได้ซอสแล้วต่อไปต้องหมักหมู ไก่ ก่อนอื่นหัดสไลซ์เนื้อก่อน อาหารจะขาดทุนหรือน่ากินไม่น่ากินก็ตรงนี้ เนื้อสัตว์ต้องตัดให้เป็นแท่งกว้างประมาณ 2 นิ้ว หนาประมาณ 1 นิ้ว ยาวตามใจ เวลาสไลซ์เราต้องวางมีดประมาณ 50 องศา สไลซ์เนื้อให้เป็นแผ่นบาง อย่าหนา หั่นขวางลาย คนกินจะเคี้ยวง่าย เอาไปหมักกับซอสผัดที่เตรียมไว้ หมูถ้วยหนึ่งใส่ซอสสัก 1-2 ช้อนโต๊ะพอแล้ว โรยเบกกิ้งโซดาประมาณ ½ ช้อ
เรื่องของคุณเสงี่ยม : ความลำบากในชีวิตมีกันทุกคน แต่เขาไม่เคยคิดปล้นจี้ใคร เรื่องราวทั้งหมดเรียบเรียงจากจากบทสนทนาระหว่างคุณเสงี่ยม กับ “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” คุณเสงี่ยม ชายร่างเล็ก ผิวคล้ำ พื้นเพเป็นคนภาคอีสาน ด้วยฐานะทางบ้านไม่ค่อยสู้ดีนัก ต้องลาจากรั้วโรงเรียนออกมาทำมาหากินหาเลี้ยงตัวและครอบครัวตั้งแต่จบ ม.3 งานหนักเบาแค่ไหนเขาไม่เคยเกี่ยง งานสุจริตอะไรที่ได้เงิน ขอให้บอก ลองไล่นับคร่าวๆ ทำมาแล้วหลายอาชีพ ทั้ง กรรมกรก่อสร้าง ขับตุ๊กๆ ขับแท็กซี่ พนักงานประจำศูนย์รถยนต์ กระทั่งล่าสุด ได้เข้าทำงานเป็นพนักงานขับรถส่งพนักงานบริษัทชื่อดังแห่งหนึ่งย่านพัฒนาการ คุณเสงี่ยม มีภรรยาหนึ่ง ลูกสาววัยกำลังกิน-กำลังเรียน อีกสอง พ่อแม่ของตัวเองและของภรรยา ที่ต้องดูแล ลำพังเงินเดือนพนักงานขับรถบวกกับโอทีอีกนิดหน่อย แทบไม่พอหล่อเลี้ยงสมาชิกในครอบครัว แม้ภรรยาของเขา จะทำงานในโรงงานเพื่อหารายได้มาจุนเจืออีกทาง แต่รายรับกับรายจ่ายแต่ละเดือนก็แทบไม่เคยสมดุลกัน คุณเสงี่ยม จึงคิดหา “รายได้เสริม” อีกทางหนึ่ง วันเสาร์-อาทิตย์ จึงไม่เคยเป็นวันหยุดพักผ่อน เขามักออกไปรับจ้างงานทุกอย่างเท่าที่พอจะทำไ
สาวน้อยวัย 19 เปิดธุรกิจ “ของว่างไทยโบราณ ดีลิเวอรี่” ตอบโจทย์ตลาดขนมไทยราคาย่อมเยา “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” มีโอกาสได้ทำความรู้จักและพูดคุยกับ น้องมิ้น-นางสาวธนธรณ์ เอียการนา เยาวชนเจ้าของโมเดลร้าน “เทียนหยด” ธุรกิจของว่างไทยโบราณ ดีลิเวอรี่ ผู้ชนะเลิศการประกวดแผนธุรกิจ SMEs ปีที่ 3 เธอเล่าว่า ปัจจุบันกำลังศึกษาอยู่ที่ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ คณะสังคมศาสตร์ ชั้นปีที่ 2 โดยโมเดลร้านเทียนหยด เกิดขึ้นมาจากความต้องการอนุรักษ์เอกลักษณ์แบบไทยโบราณให้ยังอยู่ในสังคม และข้อจำกัดในการหาบริโภคขนมไทยโบราณ ซึ่งมักต้องเดินทางไปร้านอาหารไทยที่ค่อนข้างหรูหรา บวกกับความสนใจของตนเองที่ชื่นชอบการทำอาหาร จึงเป็นที่มาของโมเดลธุรกิจของว่างไทยโบราณแบบดีลิเวอรี่นี้ขึ้น โดยมีเมนูนำร่อง ได้แก่ “ช่อม่วง” ขนมไทยโบราณตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 2 ซึ่งเป็นขนมที่ต้องใช้ความประณีตในการจับจีบตัวแป้งหลังการห่อหุ้มไส้แล้ว ให้มีลักษณะเป็นรูปดอกไม้ ทำให้มีลักษณะขนมที่ดูนุ่มนวล อ่อนหวาน แฝงความมีศิลปะของขนมไทยชาววัง น้องมิ้น เล่าต่อว่า เธอได้เริ่มลองทำตลาดโดยอาศัยคุณพ่อที่ประกอบอาชีพเป็นแมสเซนเจอร์อาหารดีลิเวอรี่อยู่แล้ว โดยทุก
#มูนคาเฟ่ชั้นต่ำ : สิ่งที่น่าสังวรสำหรับผู้ประกอบการ คือ จริยธรรมทางธุรกิจ กลายเป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โต ขึ้นแฮชแท็กดังในทวิตเตอร์ #มูนคาเฟ่ชั้นต่ำ ไปเรียบร้อยแล้ว สำหรับกรณี “ลิซ่า” กับ ร้านมูนคาเฟ่ ที่ตลาดรถไฟ ศรีนครินทร์ ที่พอจะลำดับเหตุการณ์ได้คร่าวๆ เริ่มตั้งแต่ วันที่ 2 ม.ค.ที่ผ่านมา ลิซ่า ศิลปินชาวไทย สมาชิกเกิร์ลกรุ๊ป Blackpink แห่งประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งปัจจุบันมีชื่อเสียงโด่งดังระดับโลก ได้ลงรูปที่ถ่ายในร้านกาแฟแห่งหนึ่ง ย่านตลาดรถไฟศรีนครินทร์ในอินสตาแกรมส่วนตัว @lalalalisa_m ที่ปัจจุบันมีผู้ติดตามมากกว่า 28 ล้านคน ต่อมา เจ้าของร้านดังกล่าว ได้นำภาพที่ลิซ่าโพสต์ในอินสตาแกรมมาใช้ในเฟซบุ๊กของตนเอง พร้อมข้อความที่กล่าวถึงในทำนองจะนำสิ่งของที่ลิซ่าสัมผัสมาขาย จากนั้นไม่นานแก๊งเพื่อนผู้ชายเจ้าของร้าน ก็พากันเขียนคอมเม้นต์สนุกปาก ที่หลายคนระบุเป็นการกระทำเข้าทำนองคุกคามทางเพศ ส่งผลให้สังคมโซเชียลและแฟนคลับ ไม่พอใจการกระทำของเจ้าของร้านและแก๊งเพื่อน จนเกิดแฮชแท็ก #มูนคาเฟ่ชั้นต่ำ หลังจากนั้นไม่นาน ทางเจ้าของร้าน ได้ออกมาโพสต์ขอโทษทางเฟซบุ๊กตนเองถึงสองครั้ง แต่นั่นก็ยังไม่ทำให้สถานก
อดีตพนักงานแบงก์ ผันตัวเป็น “นักปั้นแก้ว” ฝีมือดี งานเนี้ยบ โดนใจต่างชาติ นักปั้นแก้ว – “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” มีโอกาสได้ไปเดินตลาดแห่งหนึ่งแล้วไปเจอบู๊ธตุ๊กตาแก้วของสามีภรรยาคู่หนึ่ง สิ่งที่ดึงดูดนอกจากความสวยงามของตุ๊กตาแก้วที่วางไว้ให้เลือกซื้อ ก็เห็นจะเป็น “การสาธิตการปั้นแก้ว” ให้ดูแบบสดๆ นี่แหละ ที่ทำให้ใครต่อใครที่ผ่านมา หยุดดูได้ไม่ยาก จึงอดไม่ได้ที่จะเข้าไปพูดคุยสอบถาม ได้ความว่า คุณมิ้ง-สุนทรี อินบุญมา และคุณโจ-ไสว ชรินทร์รัมย์ วัย 50 ปี สองสามีภรรยาได้ยึดอาชีพการเป็นนักปั้นแก้วมากว่า 30 ปีแล้ว “อาชีพปั้นแก้ว เป็นอาชีพของทางครอบครัวฝั่งพี่ ก็ทำเป็นกันหมดทั้งปู่ย่าตายายพ่อแม่แล้วก็พี่ พอพี่แต่งงานพี่โจเขาก็เลยพลอยทำเป็นไปด้วย เมื่อก่อนก็ทำเป็นอาชีพเสริม คู่กับการทำงานเป็นพนักงานแบงก์ทั้งคู่ ทำมาได้ 17 ปี ทีนี้พี่โจเขาเกิดอุบัติเหตุ ทำให้ไม่สามารถทำงานหนักๆ ได้ ก็เลยต้องหันมายึดอาชีพปั้นแก้วเป็นอาชีพหลักแทน” คุณมิ้ง กล่าวอย่างนั้น เธอกล่าวเสริมอีกว่า ความรู้ทางอาชีพที่สืบทอดมาตั้งแต่สมัยปู่ย่า อย่างการเป็นนักปั้นแก้วนี้ ใช่ว่าจะไม่มีคนทำ กลับเป็นอาชีพที่คุณมิ้งเองก็
เปิดทริก “ผ่อนบ้าน” ค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ ทำยังไงให้หมดไว? ทริกผ่อนบ้าน – เด็กจบใหม่เริ่มต้นทำงานส่วนใหญ่ จะมีความฝันว่าอยากมีรถ มีบ้าน หรือคอนโดฯ กันทั้งนั้น คนที่วางแผนสร้างครอบครัวก็อยากขยับขยายมีบ้านและหาซื้อรถที่ตอบโจทย์ความต้องการให้มากขึ้น แน่นอนว่า การอยากมีบ้านเป็นของตัวเอง ย่อมต้องแลกมากับภาระค่าใช้จ่ายมากมาย ที่อาจทำให้ไม่เหลือเงินออมหรือเงินสำหรับการลงทุนอื่นๆ ดังนั้น หลายๆ คนจึงมีความคิดเหมือนๆ กันว่า หากลดภาระการผ่อนส่งได้เร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งดี จะได้มีเงินไปทำอย่างอื่นได้ง่ายและเร็วขึ้น ที่เว็บไซต์ SCB ได้นำเสนอบทความเกี่ยวกับการผ่อนบ้านให้หมดเร็ว เขียนโดย คุณนิภาพันธ์ พูนเสถียรทรัพย์ CFP® นักวางแผนการเงินอิสระ นักเขียนและวิทยากร โดยคุณนิภาพันธ์ให้เคล็ดลับเอาไว้ 3 ข้อ เริ่มที่ข้อแรก ลดระยะเวลาการผ่อนให้สั้นลง สามารถทำได้โดยจ่ายค่าผ่อนบ้านต่อเดือนให้มากขึ้นอีก 30–50% หรือหากทำได้ให้ โปะ เงินลงไปเท่าตัว เช่น ถ้าต้องผ่อนบ้าน 10,000 บาทต่อเดือน ให้โปะเพิ่มเป็น 20,000 บาท ซึ่งเทคนิคนี้ จะทำให้สามารถผ่อนบ้านได้เร็วขึ้นจาก 30 ปี เหลือเพียง 9-10 ปีเท่านั้น แต่ถ้าหา
กลับตัวสู้เศรษฐกิจ! ปี 2563 น่าจะเป็นอีกหนึ่งปี ที่ต้องใช้ชีวิตไม่ประมาท หากเป็นมนุษย์ปุถุชนธรรมดาทั่วไป เชื่อว่าเมื่อชีวิตก้าวเดินข้ามปีเมื่อไหร่ หลายคนคงนั่งทบทวนตัวเองว่าตลอดปีผ่านมาเราทำอะไรดีๆ ให้กับชีวิตตัวเองบ้าง ไม่บางครั้งก็อาจตั้งคำถาม ถามตัวเองว่า…เราทำอะไรผิดพลาดไปบ้าง เพื่อจะได้นำมาปรับปรุงตัวเองในปีถัดไป โดยไม่ให้ความผิดพลาดเกิดขึ้นซ้ำอีก เพราะบางทีความผิดพลาดก็เป็นบทเรียนให้เราระวังตัวมากขึ้น ยิ่งในสภาวะเช่นนี้ด้วย หากเกิดความผิดพลาดในการบริหารจัดการกับชีวิต เผลอๆ บางทีอาจโงหัวขึ้นมาลำบาก เพราะฉะนั้น จึงต้องรักษาจังหวะในการก้าวเดินของตัวเองให้ดี ยิ่งเฉพาะกับผู้ที่ใช้ชีวิตเสี่ยงทั้งปวง เช่นเดียวกัน หากเป็นผู้ประกอบการธุรกิจทั้งหลาย โดยเฉพาะธุรกิจเอสเอ็มอีทั้งระบบ คงต้องยอมรับความจริงว่าทุกๆ มาตรการที่ภาครัฐออกมากระตุ้นเศรษฐกิจ ปรากฏว่าเม็ดเงินสะวิงกลับไปที่ผู้ประกอบการรายย่อยน้อยมาก ส่วนใหญ่ไปอยู่กับใครก็คงอย่างที่พวกเราทราบๆ กัน ฉะนั้น ทางออกของเรื่องนี้จึงต้องหันกลับมาดูที่ตัวเองว่าเราจะนำพาธุรกิจเล็กๆ ของเราพึ่งพาภาครัฐดีหรือไม่ เพราะภาครัฐเองก็ไม่ได้ช่วยเหลืออะ
5 เทรนด์ต้องรู้! ปี 2020 ผู้บริโภคปลื้มอะไร ผู้ประกอบการจะได้ปรับตัวทัน เข้าสู่ปีใหม่ 2020 แล้ว มาดูเทรนด์ร้อนที่ต้องจับตามองในปีนี้ จะได้รู้ว่าผู้บริโภคกำลังสนใจอะไร สินค้าและบริการที่ตอบโจทย์ควรไปในทิศทางไหน เว็บไซต์เทรนด์วอตชิ่งดอตคอม ระบุว่า ปี 2020 มี 5 เทรนด์ที่มาแรง เริ่มจาก รักษ์โลกเข้มข้นขึ้นอีกขั้น โดยเปลี่ยนจากการเป็นแค่ทางเลือกที่จะใส่ใจสิ่งแวดล้อม ไปเป็นการนำเสนอผลิตภัณฑ์ บริการ และประสบการณ์ที่ช่วยให้ผู้บริโภคหลายล้านคนไม่ต้องรู้สึกละอายกับการมีส่วนทำร้ายโลก (eco-shame) เพราะทุกวันนี้การบริโภคที่คำนึงถึงโลกเป็นสิ่งที่เข้าถึงได้ง่ายและแพร่หลายขึ้นมาก เมื่อเทียบกับสมัยก่อนที่มักหายากและราคาแพง ยกตัวอย่าง รองเท้า “อาดิดาส” ที่จับมือกับองค์กร “พาร์ลีย์ ฟอร์ ดิ โอเชียนส์” ผลิตรองเท้ากีฬารุ่นลิมิเต็ดเอดิชั่น ที่ทำจากพลาสติกรีไซเคิล แรกๆ ก็มีแค่ 50 คู่ ก่อนจะผลิตเพิ่มเป็น 11 ล้านคู่ในปีที่แล้ว นั่นทำให้การเข้าร่วมกระแสรักษ์โลกไม่เพียงพออีกต่อไปแล้ว แต่แบรนด์จะต้องช่วยเตือนผู้บริโภคให้รู้สึกละอายที่จะทำร้ายโลก สายการบิน KLM ของเนเธอร์แลนด์ เป็นตัวอย่างของเทรนด์นี้ ผ่านแคมเปญบินอย
เอไอเอส ร่วมกับฟาร์มลุงรีย์ เปิดศูนย์เรียนรู้เทคโนโลยีเกษตรฟาร์มสุข เป็นแหล่งการเรียนรู้พื้นฐานด้านการทำการเกษตร ด้วยแนวคิด “สอน เสริม สร้าง” พร้อมเป็นศูนย์กลางให้กลุ่ม Smart Famer ได้นำประสบการณ์ตรงจากการลงมือปฏิบัติจริงมาร่วมแบ่งปัน บูรณาการองค์ความรู้ทางเทคโนโลยีผสมผสานแนวคิดการทำเกษตรแบบคนเมือง (Urban farm) โดยนำแพลตฟอร์ม IoT ฟาร์มอัจฉริยะ หรือ Intelligent Farm (iFarm) มาช่วยบริหารจัดการฟาร์มอย่างมีประสิทธิภาพ แม่นยำ และสะดวกมากยิ่งขึ้น ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทยอย่างยั่งยืน นายวีรวัฒน์ เกียรติพงษ์ถาวร หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านธุรกิจสัมพันธ์และองค์กร เอไอเอส กล่าวว่า “เอไอเอส ในฐานะ Digital Life Service Provider มีความมุ่งมั่นในการสร้างสรรค์นวัตกรรมดิจิทัล และโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัล เข้ามามีส่วนช่วยยกระดับภาคการเกษตรของประเทศไทย ซึ่งถือเป็นปัจจัยฐานรากที่มีความสำคัญต่อทั้งด้านเศรษฐกิจ และสังคมไทยมาโดยตลอด ในปัจจุบัน มีเทคโนโลยีหลายอย่างที่ได้รับการพัฒนาจนกลายเป็นนวัตกรรมด้านการเกษตร เข้ามาช่วยทุ่นแรง เพิ่มประสิทธิภาพ เพิ่มความแม่นยำในการสร้างผลผลิต จนนำไปสู่การช่วยยกระดับ
