Exclusive
เจ้าของรีสอร์ตดัง ยอมรับมีความกังวล ที่ต้องรับ “คนเคยต้องโทษ”เข้าทำงาน “โครงการกำลังใจ” ในพระดำริพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา จัดตั้งขึ้นเพื่อประทานความช่วยเหลือแก่ผู้ที่ต้องการโอกาสในสังคมไทย เนื่องด้วยทรงดำริว่า ทุกคนในสังคมจะอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุขก็ต่อเมื่อรู้จักรักษาสิทธิของตน โดยไม่สร้างความเดือดร้อนแก่ผู้อื่น กระบวนการยุติธรรม นับเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยให้ทุกคนเคารพสิทธิของผู้อื่น ซึ่งเมื่อกระบวนการยุติธรรมดำเนินไปจนถึงที่สุดแล้ว ผู้ที่ได้รับผลทุกฝ่ายในสังคมก็น่าที่จะได้มีโอกาสอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขอีกครั้งหนึ่ง “โอ๋ –ผดุงศักดิ์ สามัญเมือง” ชายวัยสี่สิบพื้นเพเป็นชาวชุมพร คือ อดีตผู้ต้องขังคดียาเสพติด ถูกศาลตัดสินจำคุก 12 ปี แต่ไม่เคยต้องคดีมาก่อน เมื่อรับสารภาพจึงได้รับการลดโทษเหลือจำคุก 6 ปี และก่อนที่จะพ้นโทษ ออกมา เขาสมัครและได้รับการคัดเลือกให้เข้าร่วมอบรมใน “โครงการกำลังใจ” ได้เรียนรู้วิชาการทำเกษตรและทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียง โอ๋ เล่าว่า ใช้เวลาอบรมในโครงการกำลังใจ นาน 9 เดือน ได้เรียนกับอาจารย์จากมหาวิทยาลัยเกษตร แม่โจ้ จนมีความรู้ สามารถเป็นวิทยากรอบรม
“คนแพ็กหนังสือ” อาชีพตั้งต้นชีวิตใหม่ ของอดีตผู้ต้องขังหญิง วัย 41 จากกรณีข่าว นักโทษรายหนึ่งพ้นโทษและได้ก่อคดีอุกฉกกรจ์ซ้ำ จนเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมถึงประเด็นที่ว่า สมควรแล้วหรือที่จะให้โอกาสคนเหล่านี้ได้เริ่มใหม่? พันตำรวจเอก ณรัชต์ เศวตนันทน์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ได้ออกมาชี้แจงว่า ปัจจุบันกรมราชทัณฑ์มีนักโทษในความรับผิดชอบกว่า 370,000 รายทั่วประเทศ จึงมีทั้งนักโทษชั้นดีและเลวปะปนกันไป ซึ่งจำนวนนักโทษมีมากเกินกว่าที่เรือนจำสามารถรองรับได้ ส่งผลให้เกิดสภาวะไม่เอื้ออำนวยต่อการปรับปรุง ทำให้เกิดกรณีเมื่อพ้นโทษแล้วออกมาทำผิดซ้ำ ซึ่งทางกรมราชทัณฑ์ได้เร่งทบทวนและเพิ่มมาตรการป้องกัน จึงวอนให้ประชาชนอย่าเหมารวมหรือปิดโอกาสของผู้พ้นโทษในการกลับตัวเป็นคนดีของสังคม โดยเส้นทางเศรษฐีออนไลน์ เคยนำเสนอประเด็น “คนแพ็กหนังสือ” อาชีพตั้งต้นชีวิตใหม่ ของอดีตผู้ต้องขังหญิง ไปเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ดังนี้ คนแพ็กหนังสือ – คุณติ๊ก – ธิดารัตน์ ศักดิ์คำดวง ผู้พ้นโทษในโครงการโอกาส วัย 41 ปี ที่ปัจจุบันมีอาชีพเป็น คนแพ็กหนังสือของสำนักพิมพ์ผีเสื้อ (อ่านเรื่องก่อนหน้าได้ที่นี่
2020 ปีแห่งการเปลี่ยนแปลง จากอนาล็อกสู่ยุคดิจิตอลเต็มตัว ธันวาคม เดือนสุดท้ายของพุทธศักราช 2562 หากว่าตามปีพุทธศักราชเป็นการเปลี่ยนปีจากปีหนึ่งไปอีกปีหนึ่ง ขณะเป็นเดือนสุดท้ายของคริสต์ศักราช 2019 จะขึ้นศักราชใหม่ เป็นคริสต์ศักราช 2020 ซึ่งบรรดานักวิทยาศาสตร์ นักเทคโนโลยี และนักนวัตกรรมบอกมาสองสามปี โดยเฉพาะปีนี้ ว่า คริสต์ศักราช 2020 เป็นคริสต์ศักราชแห่งการเปลี่ยนแปลงจากยุคอนาล็อก เข้าสู่ยุคดิจิตอลเต็มตัว การเปลี่ยนโลกสู่ยุคดิจิตอล คือการเข้าสู่ยุค AI-Artificial Intelligence หรือปัญญาประดิษฐ์ ทำให้ทุกอาชีพทดแทนด้วยคอมพิวเตอร์อัจฉริยะและหุ่นยนต์ พันเอก ดร.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ บอกถึงการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ที่ส่งผลต่อมนุษยชาติ โดยจะมีบทบาทและมีผลกระทบที่ชัดเจนในทุกมิตินับจากนี้ไป และจะทำให้เศรษฐกิจ สังคม และการเมืองของโลกเปลี่ยนไปอย่างมาก แม้แต่ในวงการแพทย์ ที่ ศาสตราจารย์ ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ เคยบอกว่า ฐานข้อมูลออนไลน์ชื่อ เมดไลน์ (Medline) ได้รวบรวมวารสารทางการแพทย์กว่า 5,600 เรื่อง แต่ละเรื่องมีงานวิจัยตีพิมพ์นับร้อย ซึ่งคงไม่มีใครอ่านได้หมด แต่ AI กลับสามาร
เทรนด์ “รักษ์โลก” มาแรง! โอกาสเป็น “เศรษฐี” ของเอสเอ็มอีมาถึงแล้ว ต้องยอมรับว่าเทรนด์ของการรักษาสิ่งแวดล้อมมาแรงมากๆ ในปีสองปีผ่านมา ทั้งยังทำท่าว่าจะมาแรงขึ้นเรื่อยๆ เพราะเท่าที่ดูจากหลายๆ องค์กรที่ทำธุรกิจค้าปลีก และธุรกิจอื่นๆ ต่างช่วยกันรณรงค์ในการลดละเลิกในการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากพลาสติกกันมากขึ้น บางองค์กรประกาศเป็นนโยบายของบริษัทเลย ขณะที่อีกหลายๆ องค์กรก็พยายามกระโดดเข้ามาเล่นในแคมเปญนี้ เพราะมองเห็นแล้วว่าปัญหาขยะพลาสติกส่งผลต่อโลกใบนี้จริงๆ ใครไม่สนใจอาจตกขบวนได้ ฉะนั้น จึงไม่แปลกที่เราจะเห็นแทบทุกหน่วยงานของภาคเอกชน มหาวิทยาลัย ห้างค้าปลีก และแม้แต่ร้านกาแฟแบรนด์ดังๆ ต่างช่วยกันลดละเลิกการใช้ผลิตภัณฑ์พลาสติกทุกชนิดให้กับลูกค้า ด้วยการถามว่า…จะรับถุง หลอด แก้วพลาสติกไหมคะ สำคัญไปกว่านั้น เร็วๆ นี้ภาครัฐจะเชื้อเชิญห้างโมเดิร์นเทรดใหญ่ๆ ประมาณ 9 หน่วยงานมาช่วยกันรณรงค์ในเรื่องนี้ด้วย โดยหนึ่งในไฮไลต์สำคัญที่คาดว่าห้างโมเดิร์นเทรดเหล่านั้นน่าจะให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่คือการลดหย่อนภาษีให้กับทุกๆ หน่วยงานที่ไม่ใช้พลาสติกสูงถึง 125 เปอร์เซ็นต์ ผมว่าเป็นเรื่องดีทีเดียว เพราะน
“แมนนิ่ง” ตลาดใหญ่สุดในศรีลังกา สุดแออัด พ่อค้า-แม่ขาย จำใจย้ายทำเล เคยพาไปเดินตลาดแมนนิ่ง ที่โคลัมโบ เมืองหลวงทางเศรษฐกิจของศรีลังกามาแล้ว จำได้ว่าเคยบอกว่าตลาดนี้กำลังจะต้องย้ายไปที่ใหม่ เพราะสถานที่เดิมพื้นที่ราว 7 ไร่กลางกรุงโคลัมโบนั้น ไม่เหมาะอีกต่อไป เพราะแออัด มีปัญหาการจราจรและการรักษาความสะอาด ที่จอดรถก็ไม่มี คนเลยไม่ค่อยมาจับจ่ายซื้อหาทั้งที่เป็นตลาดใหญ่สุดของประเทศ เรื่องย้ายตลาดสดใหญ่ออกจากเมืองหลวงนี่ มีในหลายประเทศ ญี่ปุ่นก็ย้ายตลาดปลาซึกิจิ ออกไปจากที่ตั้งเดิมซึ่งอยู่ไม่ไกลย่านชินจูกุ ย้ายออกไปเมืองชิบะนู่นเลยทีเดียว ด้วยเหตุผลเดียวกัน วันที่เขารื้อตลาดซึกิจินั่น ข่าวว่าหนูนับร้อยนับพันตัววิ่งกันพล่าน ขนาดว่าเมืองสะอาดอย่างญี่ปุ่นนะ ตลาดแมนนิ่ง ของศรีลังกามีปัญหาเดียวกัน เสียแต่ว่าแผนการย้ายตลาดแมนนิ่งนั้นเลื่อนแล้วเลื่อนอีก รัฐบาลศรีลังกาหลายรัฐบาลสัญญาว่าจะย้ายตลาดนี้ออกไป ที่ดินแปลงใหม่ใหญ่กว่าเดิมหลายเท่าใกล้ตลาดปลาที่ย่าน Peliyagoda ก็เตรียมไว้แล้ว แต่ก็เลื่อนเพราะไม่มีงบประมาณบ้าง หรือไม่ก็เพราะรัฐบาลมีเรื่องอื่นต้องทำอีกมาก อันว่า “เรื่องอื่นต้องทำอีกมาก” นี่ ก็น
มีวิธีทำให้ง่ายที่สุด! “ซีซาร์สลัดใส่ปลากุเลาเค็ม” แทนปลาร้าฝรั่ง-แอนโชวี่ ชื่อซีซาร์สลัดนี้ ไม่มีความเกี่ยวข้องกับจูเลียส ซีซาร์ ผู้ครองนครโรมันในอดีตแต่ประการใด ประวัติว่า มาจากเชฟอิตาลีชื่อ ซีซาร์ คาร์ดินี่ เป็นเจ้าของร้านอาหารอิตาลีอยู่ที่เม็กซิโก เป็นคนแรกที่ทดลองผสมน้ำสลัดกับปลาร้าฝรั่งแอนโชวี่ แล้วตั้งชื่อตามตัวเองว่า ซีซาร์สลัด การทำซีซาร์สลัดให้ง่ายที่สุด ไปซื้อมายองเนสมาขวดหนึ่ง เอารสเข้มๆ ไม่ต้องทำเอง จากนั้นเติมกระเทียมสับ 1 ช้อนโต๊ะ เนยแข็งพาร์มีซานขูด 1 ช้อนชา ซอสวูสเตอร์เชียร์ 1 ช้อนชา น้ำมะนาว 1 ช้อนโต๊ะ พริกไทย ¼ ช้อนชา และ ปลากุเลาเค็มทอด บี้ละเอียดประมาณ 1 ช้อนชา ของที่ขาดไม่ได้คือ เนยแข็งพาร์มีซานกับปลาเค็ม ขาด 2 อย่างนี้ไปไม่ได้ กลิ่นรัญจวนใจแบบที่ควรจะเป็นของซีซาร์สลัด ทั้งหมดนี้ผสมกับมายองเนส 1 ถ้วย เตรียมขนมปังหั่นเต๋าทอดกรอบไว้ด้วย เบคอนทอดกรอบ สลัดนี้ นิยมคลุกกับผักแช่เย็นกรอบๆ เช่น ผักกาดแก้ว โรยเบคอน ขนมปัง แถมด้วยปลากุเลาเค็ม โรยหน้าอีกหน่อยใ ห้สะใจไปเลย
อีกมุมที่อยากให้รู้จัก! ฮิโรชิมา เมืองสวยชายทะเล ไม่หนาวเกินไป อากาศดีตลอดปี ฮิโรชิมา เป็นเมืองหนึ่งอยู่เกือบปลายสุดของเกาะฮอนชู เกาะใหญ่สุดของญี่ปุ่น เกาะเดียวกันกับที่เมืองหลวงคือโตเกียวตั้งอยู่ แต่ไกลกันมาก ฮิโรชิมา อยู่ปลายสุดลงใต้ไปอีกหน่อยก็เป็นเมืองฟูกูโอกะแหล่งเกษตรกรรมธรรมชาติที่สำคัญของญี่ปุ่น ฮิโรชิมา เป็นเมืองในใจตลอดกาลของฉัน หลงรักตั้งแต่ไปครั้งแรกเมื่อ 30 กว่าปีก่อน ชอบที่มีรถรางวิ่งผ่านเมือง เหมือนซานฟรานซิสโก เป็นรถรางเก่าแก่วิ่งมาแต่เก่าก่อน แต่เขารักษาสภาพไว้ดีมาก และยังใช้กันเป็นปกติ แม้ว่าคนใช้จะเป็นนักท่องเที่ยวเสียส่วนใหญ่ เพราะคนทำมาหากินทั่วไปก็หันไปใช้รถไฟใต้ดิน หรือการสัญจรวิธีอื่น ฮิโรชิมา เป็นเมืองสวย เป็นเมืองชายทะเลที่ไม่หนาวเกินไป อากาศดีตลอดปี น้ำทะเลด้านนี้ซึ่งเป็นช่องแคบคั่นระหว่างญี่ปุ่นกับเกาหลีใต้แถวเมืองปูซาน ก็สงบกว่าอีกด้านที่ติดทะเลลึก แต่คนทั้งโลกไม่ค่อยรู้จักฮิโรชิมาในแง่นี้ กลับรู้จักเพียงว่าเป็นเมืองที่เคยถูกระเบิดนิวเคลียร์หย่อนใส่เมื่อ 74 ปีก่อน ก่อนที่อีกไม่กี่วันต่อมาก็หย่อนใส่เมืองนางาซากิ ผู้คนล้มตายนับแสน และทำให้ญี่ปุ่นยอมแพ้สงครามอ
ขายมา 20 ปี ! “แม่ติ้ม ข้าวจี่โบราณ” หอมๆเกรียมๆ จิ้มแจ่วปลาร้าพริกป่น (มีคลิป) ข้าวจี่ ของว่างของชาวอีสาน แต่เดิมนิยมทำกันมากช่วงเดือนสามของทุกปี เพราะจะมีการทำข้าวจี่ไปทำบุญในงานประเพณีบุญข้าวจี่ ส่วนที่มาของเมนูดั้งเดิมนี้ คงมีเหตุผลมาจากการที่ ข้าวเหนียว อาหารหลักของคนอีสานและคนเหนือ มักเสียเร็ว คนสมัยก่อนจึงใช้ภูมิปัญญา นำอาหารประจำบ้านมาดัดแปลงเพื่อให้มีรสชาติไม่จำเจและรับประทานกันได้นานขึ้นด้วย ปัจจุบัน ข้าวจี่ ไม่ได้ทำกันเฉพาะช่วงเดือนสามของทุกปีอย่างประเพณีดั้งเดิมดังเกริ่นมาข้างต้น หากแต่มีการทำออกมาขายตลอดทั้งปี หากคนมีฝึมือต่างพากันทำขายเป็นอาชีพหลัก-อาชีพเสริม กันหลายราย ด้วยอาจเป็นเพราะเป็นของกินที่คนท้องถิ่นคุ้นเคยอยู่แล้ว แถมยังมีรสชาติอร่อยถูกปาก สามารถทานแทนอาหารมื้อหลักได้เลยทีเดียว ส่วนการลงทุนสำหรับอาชีพทำข้าวจี่ขายนี้ ไม่น่าใช้เงินทุนอะไรมากนัก หากเริ่มจากเล็กๆ เพียงหลักพันคงทำการค้าได้แล้ว “แม่ติ้ม ข้าวจี่โบราณ” กิจการข้าวจี่ ที่ขายอยู่บนรถเข็นขนาดใหญ่ ภายในบรรจุเตาถ่าน 2 เตา มีตะแกรงเหล็กวางอยู่ด้านบน โดยวันธรรมดาจะปักหลักขายอยู่หน้าโรงเรียนอนุบาลแห่งหน
ครอบครัว-ธุรกิจ ไปด้วยกัน! ทายาท “เต็กกอ” สานต่อแฟรนไชส์ก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นหมู เอ่ยชื่อ “สุพัฒน์ ธีรภาพสกุลวงศ์” พื้นเพเป็นชาวนครปฐม ทำอาชีพลูกชิ้นหมูขายมานานกว่า 40 ปี เชื่อว่าคนไทยกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ คงไม่รู้จักว่าเขาเป็นใครหรือมาจากไหน แต่หากบอก บุคคลดังว่า คือ “เต็กกอ” เจ้าของฉายา “ขุนแผนนครปฐม” หลายคนคงร้องอ๋อ! และอาจบอกต่อได้ด้วยซ้ำว่า “เต็กกอ” ชายผู้โด่งดังท่านนี้ ปัจจุบัน อายุอานามคงกว่า 70 ปี มีภรรยาอาศัยร่วมชายคาเดียวกันถึง 7 คน มีผลงานเป็นลูกชาย-หญิง 22 คน และหลานๆ อีก 23 คน นอกจากจะมีความสามารถพิเศษ ในการปกครองคนในครอบครัว ให้ช่วยกันทำมาหากิน อยู่ร่วมกันอย่างสงบเรียบร้อยแล้ว “ลูกชิ้นหมู” นับเป็นอีกหนึ่ง “ของดี” ซึ่งเกิดจากฝีมือการทำของ “เต็กกอ” จนกลายเป็นอาชีพหลัก สามารถเลี้ยงดูลูก-หลาน ให้ได้รับการศึกษาตามความถนัดชนิดไม่น้อยหน้าใคร แม้จะเริ่มต้นจากโรงงานขนาดเล็กอยู่ในห้องแถว แต่ด้วยความคิดสร้างสรรค์และความอุตสาหะ กิจการของชายผู้นี้ จึงเติบโตขึ้นตามลำดับ ปัจจุบันนอกจากโรงงานจะขยายกำลังการผลิตมากขึ้นกว่าแต่ก่อนมากแล้ว ยังมีร้านก๋วยเตี๋ยวที่บรรดาทายาท นำไปต่อยอด กระ
“นักโหราศาสตร์” กับศาสตร์ดูดวงชะตา อีกอาชีพทำเงิน กว่าหลักพันบาทต่อวัน ความเป็นมาของ โหราศาสตร์ หากจะว่ากันตามตรง คงต้องนับย้อนไปเป็นพันๆ ปี ในสมัยที่คนโบราณมีเวลาเฝ้ามองท้องฟ้า จนสามารถสังเกตการเคลื่อนที่ของดวงดาว จนเริ่มมีการจดบันทึก ทำแผนที่ดูดาว และปฏิทิน พอคนโบราณเริ่มสังเกตเห็นว่าตำแหน่งการเคลื่อนของดวงดาว มีความสัมพันธ์กับเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น ก็นำบันทึกนั้นมาวิเคราะห์พินิจพิจารณา ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับวิชาสถิติ จนสรุปออกมาเป็น วิชาโหราศาสตร์ และมีการถ่ายทอดความรู้สืบต่อกันมา ถือเป็นวิชาเก่าแก่แต่โบราณที่ยังมีคนสืบทอดกันมา อาจารย์บุศรินทร์ ปัทมาคม วัย 80 ปี นักโหราศาสตร์และคอลัมนิสต์ชื่อดัง ผู้สนใจศาสตร์แห่งการพยากรณ์มาตั้งแต่อายุ 30 ปี ได้ให้สัมภาษณ์กับ “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” เกี่ยวกับเส้นทางการเป็นนักพยากรณ์ระดับประเทศว่า ก่อนที่จะหันมายึดอาชีพการดูดวง อาจารย์เคยเป็นครูมาก่อน “สมัยที่ยังอายุน้อยๆ ผมก็เป็นคนที่เคยไปดูหมอมาก่อนเหมือนกัน มีหมอพระ 2 รูป ที่วัดมหาธาตุ ซึ่งอยู่ต่างคณะกัน ทำนายทายทักชีวิตผมได้ถูกต้องตรงกันหลายเรื่อง รู้สึกแปลกใจ ว่าพระท่านทำนายได้อย่างไร ก็เล
