Exclusive
นายยศพิชา คชาชีวะ เชฟชื่อดัง ผู้คร่ำหวอดในวงการอาหารมานานกว่าสิบปี ให้ความเห็นกับ “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” กรณีมีข่าวนายเปรมชัย กรรณสูต ลักลอบเข้าเขตรักษาพันธุ์ทุ่งใหญ่นเรศวร ไปล่าสัตว์ เพื่อเปิบเมนูพิสดาร “ตัวเดียวอันเดียว-เสือดำ” หวังเพิ่มสมรรถภาพทางเพศ นั้นว่า ตามหลักโภชนาการแล้ว “ตัวเดียว อันเดียว” ของสัตว์ทุกชนิด จะมีแร่ธาตุอาหารแค่โปรตีน และ ไขมัน ฉะนั้น หากกิน “ตัวเดียว อันเดียว” ของเสือ คงไม่ต่างอะไรกับการกิน “ตัวเดียว อันเดียว” ของวัว ซึ่งมีขายทั่วไป การที่บอกทานแล้วจะไปช่วยเสริมสมรรถภาพทางเพศท่านชายได้นั้น จึงเป็นแค่ความเชื่อของบุคคลนั้นๆ มากกว่า เชฟคนดังท่านเดิม กล่าวต่อว่า พืชผักหรือเนื้อสัตว์ ที่สามารถเสริมสมรรถภาพทางเพศได้ ซึ่งมีการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์มาแล้ว มีหลายตัว เช่น กระชายดำ โสมจีน โสมเกาหลี ไข่แดง หอยนางรม รวมทั้งกระเทียม ซึ่งเป็นของที่หาไม่ยากเลย ยิ่งถ้าเป็นคนมีฐานะ จะซื้อหามาทานเท่าไหร่ก็ได้ แต่ทุกอย่างถ้าทานมากไปอาจมีผลข้างเคียง “หอยนางรม มีแร่ธาตุสังกะสีเยอะ ซึ่งช่วยเพิ่มตัวเชื้อสเปิร์ม แต่มีไขมันสูง หากทานมากไป ไขมันอาจอุดตันได้ กระชายดำ โสมจ
TA-THA-TA (ตะ-ถะ-ตา) คือ ธุรกิจที่เกิดจากความชื่นชอบถึงขั้นหลงรักใน “งานหนัง” ที่มีความคลาสสิค ใช้ได้ทุกยุคสมัย จึงเริ่มศึกษาตั้งแต่วิธีการเลือก การนำมาใช้ รวมถึงการดูแลรักษา ทำให้เห็นเสน่ห์ของวัสดุประเภทนี้ ที่ยิ่งใช้ยิ่งสวย ยิ่งใช้ยิ่งมีคุณค่า และด้วยเหตุผลเหล่านี้ การเลือกสรรหาหนัง และกระบวนการทำผลิตภัณฑ์ทุกชิ้น จึงเกิดจากความรักและความใส่ใจ ทำขึ้นมาทีละชิ้นด้วยมือ ช่วยเพิ่มเสน่ห์และคุณค่าให้กับผลิตภัณฑ์ ในแบบที่งานอุตสาหกรรมไม่สามารถทำได้ คุณกวิตา ศรีสันต์ และ คุณวิภาวัส ดาราพงศ์สถาพร คือ สองหุ้นส่วนกิจการ TA-THA-TA ผู้ผลิตและจำหน่ายกระเป๋าถือ กระเป๋าสะพาย นาฬิกา และแอคเซสเซอรี่ ที่มีเครื่องหนังเป็นส่วนประกอบสำคัญ คุณกวิตา จบจากจบคณะมัณฑณศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ส่วนคุณวิภาวัส จบจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง สองสาว-สองสถาบัน แต่มีใจตรงกันอยู่ที่ความหลงใหลในงานหนัง ระหว่างทำงานออฟฟิศ จึงลองช่วยกันเย็บกระเป๋าขายผ่านทางเฟซบุ๊ก ปรากฎได้ผลตอบรับดีต่อเนื่อง เมื่อเห็นแนวโน้มมีความเป็นไปได้ เลยชวนกันออกมาทำธุรกิจแบบเต็วตัว ช่วงปี 2555 ส่ง“กระเ
Thai Dog House (ไทยด็อกเฮาส์) คือ ผู้ออกแบบและรับผลิตบ้านสุนัข บ้านแมว และสัตว์เลี้ยงต่าง ๆ ตามความต้องการของลูกค้าให้เหมาะสมกับพื้นที่และสายพันธุ์ของสัตว์ ภายในตัวบ้านของน้องหมา สามารถติดตั้งอุปกรณ์ตกแต่งเสริมมากมายตามรสนิยม ไม่ว่าจะติดพัดลม ติดเครื่องปรับอากาศ ติดไฟในบ้าน ติดไฟนอกบ้าน ติดมุ้งลวด ติดตะแกรงกันหมาออก ปูกระเบื้อง ติดล้อเลื่อนติดประตูสวิงให้เข้าออกเองได้ “เราให้ความสำคัญกับการออกแบบบ้านให้แตกต่างจากกรง บ้านสุนัข ในแบบของเราทนแดดทนฝน กันยุง และสามารถเพิ่มสิ่งอำนวยความสะดวกให้แก่สุนัขของท่านได้ไม่ต่างจากบ้านคน” คือ คำแนะนำตัวจากคุณเอ้ – เปรมใจ โพธิกัน เจ้าของกิจการ Thai Dog House วัยสามสิบเศษ ก่อนคุยให้ฟังต่อ จบการศึกษาด้านการจัดการ จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ วิทยาเขตบพิตรพิมุข จักรวรรดิ ด้านการจัดการทั่วไป ก่อนหน้านี้ทำงานออฟฟิศควบคู่กับอาชีพเสริม คือ ทำฟาร์มเพาะสุนัขพันธุ์ชิวาว่า จนเมื่อประมาณ 5-6 ปีที่แล้ว มีโอกาสได้ดูสารคดีต่างประเทศเห็นบ้านสุนัขน่ารักดี ทางคุณตั้ม-แฟนหนุ่ม จึงทำมาให้ แต่พอลูกค้าที่มาซื้อน้องหมาชิวาว่า เห็นแล้วเกิดชอบใจขอซื้อไปหลายต่
แกงใต้ กับ แกงมลายู นั้น คล้ายกันมาก เช่น “กูไลคุนนิงอิกัน” (Gulai kuning ikan) บางทีเรียกว่า “ฆูลากูนิงอิกัน” แล้วแต่ท้องที่และสำเนียง คือ แกงเหลืองปลาของชาวมลายูและอินโดนีเซีย ซึ่งคล้ายแกงเหลือง (แกงส้ม) แบบปักษ์ใต้บ้านเราแต่จะใส่กะทิ โดยมากนิยมแกงด้วยปลาทะเล เช่น ปลาอินทรี ปลาโอ ปลากะพง และปลาแดง เป็นต้น ถ้าเป็นปลาตัวเล็กก็แกงทั้งตัวหรือหั่นครึ่ง ถ้าปลาตัวใหญ่ก็แล่เป็นชิ้น คราวนี้เราจะแกงด้วยปลาอินทรี (Ikan tenggiri) ค่ะ เครื่องแกงก็มีไม่กี่อย่างไม่ซับซ้อน ได้แก่ พริกชี้ฟ้าแดงแห้ง พริกขี้หนูแห้ง หอมแดง กระเทียม ขมิ้น และกะปิ นำไปตำให้ละเอียด สำหรับชาวมลายูนิยมนำไปปั่นในครกไฟฟ้าโดยเติมน้ำลงไปให้พอเหลว เมื่อปั่นแล้วก็เทพริกแกงลงหม้อ ใส่กะทิ นำขึ้นตั้งไฟ บุบตะไคร้ลงไป ใส่ส้มแขกเพื่อให้รสเปรี้ยวเช่นเดียวกับแกงใต้ของเรา อาหารของชาวมลายูโดยมากจะใช้ส้มแขก (Asam keping) และมะขามเปียก (Asam jawa) เป็นหลักเพื่อให้รสเปรี้ยว นอกจากนี้ยังใช้ตะลิงปลิง (Belimbing) ด้วย ถ้าไม่มีส้มแขกก็ใส่น้ำมะขามเปียกหรือตะลิงปลิงได้ค่ะ ปรุงรสด้วยเกลือสมุทรและน้ำปลา ตัดรสด้วยน้ำตาลโตนดนิดหน่อย อย่าใส่มากจะเสียรส
เติบโตจากก้าวเล็ก-ทุนน้อย ของพี่ชายกับน้องสาว ซึ่งมีโรงงานอายุกว่าสามสิบปีของครอบครัวเป็นกองหนุน และด้วยความอดทน ตั้งใจ มีหัวคิดก้าวไกล สไตล์คนรุ่นใหม่ ทำให้ภายในเวลาไม่ถึงสิบปี จากธุรกิจลูกชิ้นปลา ขายส่งตลาดสดย่านบางกอกน้อย สามารถเติบโตเป็นบริษัทมั่นคง ในฐานแฟรนไชซอ มีคู่ค้าเป็นบรรดาแฟรนไชซีถึง 600 รายทั่วประเทศ แถมกำลังจะออกไปเปิดตลาดต่างประเทศ แบบทั่วโลกกันเลยทีเดียว เพราะล่าสุดสามารถยืดอายุการจัดเก็บสินค้าหลักได้นานถึงหนึ่งปี โดยรสชาติไม่เปลี่ยน ทำให้มั่นใจเต็มร้อย ไม่ว่าเชื้อชาติไหน หากลองได้ทาน”ลูก-ชิ้น-จัง”แล้ว ต้องติดใจ คุณหน่อย –ภิรมย์นาถ สว่างล้ำ ผู้บริหารแฟรนไชส์ลูกชิ้นปลาทอด แบรนด์ “ลูก-ชิ้น-จัง” วัยสามสิบกว่า พกพาบุคลิกนักธุรกิจสาว มาดคล่องแคล่วมั่นใจมาให้ข้อมูล ด้วยหน้าตายิ้มแย้มกันเอง ย้อนความเป็นมา เธอและพี่ชาย-คุณหนุ่ย-เจตุบัญชา อำรุงจิตชัย จบการศึกษาด้านนิเทศาสตร์มาทั้งคู่ ไม่เคยทำงานประจำที่ไหนมาก่อน เพราะหลังจากเรียนจบ ก็ชวนกันลุยทำธุรกิจแบบเต็มตัว โดยเข้ามาต่อยอดธุรกิจโรงงานผลิตลูกชิ้นปลาขายส่งของครอบครัว ที่ทำมานานกว่าสามสิบปี ด้วยเหตุผลต้องการเพิ่มช่องท
ติดกระแสของกินมาพักใหญ่ สำหรับขนมปังปิ้งไส้เยิ้ม ขนมหวานหอมละมุนปาก หากใครเป็นสาวกขนมชนิดนี้ จะรู้ดีว่าต้นตำรับเจ้าดังคิวยาวเหยียดนั้นอยู่ที่ไหน แต่ถ้าเบื่อต่อคิวลองหาร้านอื่นทานดูบ้าง มีหลายร้านให้เลือก รสชาติไม้แพ้กันแน่นอน คุณภาพเรียกว่าสูสีกันซะด้วยซ้ำ ปังอั้ยยะ ปังปิ้งไส้เยิ้ม ร้านขนมปังของ คุณต้น-รณชัช พลากรกิตติ วัย 30 ปี หนุ่มวิศวะ จากสถาบัน เทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง คุณต้น เล่าว่า เลือกออกจากงานประจำที่มั่นคงและรายได้ดี มาสานต่อความฝันทำธุรกิจที่อยากทำด้วยความมุ่งมั่นและทุ่มเท แต่ทั้งนี้การจะลาออกจากงานเจ้าตัวไม่ได้ตัดสินใจแบบด่วนสรุป ทุกอย่างผ่านการคิดและดูความเป็นไปได้ของธุรกิจมาก่อน “ความฝันที่ว่าคือการมีธุรกิจเป็นของตัวเอง เลือกทำขนมปังปิ้ง เพราะชอบทานขนมชนิดนี้” ปังอั้ยยะ ปังปิ้งไส้เยิ้ม เริ่มเปิดตัวเมื่อเดือนตุลาคมปีที่ผ่านมา คุณต้น เล่าว่า มีพี่สาวที่สามารถทำไส้ขนมได้ จึงคอยเป็นหลังบ้านช่วยสนับสนุน ส่วนตนเป็นคนดูแลภาพรวม การสร้างแบรนด์ การตลาด รวมถึงภาพรวมอื่นๆ ของปังอั้ยยะ ปัจจุบันนับรวมเวลา ปังอั้ยยะเปิดตัวมาได้ 4 เดือน คุณต้น บอกว่า การตอบรับดีมาก ตอน
กำลังเป็นประเด็นถกเถียงกันใหญ่โต กรณีเจ้าของร้านกาแฟแห่งหนึ่ง นำรายละเอียดใบสมัครตำแหน่ง “บาริสต้า” มาเผยแพร่ผ่านโซเชียล ก่อนระบุผู้สมัครนั้นคุณสมบัติยังไม่ถึง ก่อนแนะให้ไปทำตำแหน่งอื่นจะเหมาะกว่า กระทั่งมีคนออกมาแสดงความคิดเห็น ทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับการกระทำของเจ้าของร้านดังกล่าวมากมาย ขณะที่เรื่องราวดราม่าครั้งนี้ยังไม่มีข้อสรุป ลองสำรวจข้อมูลบนโลกออนไลน์ เกี่ยวกับอาชีพ “บาริสต้า” พบกระทู้จากสมาชิกท่านหนึ่งของเว็บไซต์พันทิป ที่แนะนำตัวไว้ว่า เคยคร่ำหวอดอยู่ในแวดวงร้านกาแฟทั้งในและต่างประเทศ พร้อมกับได้กระทู้มีเนื้อหาน่าสนใจสำหรับคนที่อยากก้าวเข้าสู่อาชีพ “คูล-คูล” แห่งยุค “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” เห็นว่าน่าจะเป็นประโยชน์ สำหรับว่าที่ “บาริสต้า”ทั้งชาย-หญิง จึงรวบรวมเนื้อหาบางส่วนมานำเสนอ ตามนี้ ………….. สำหรับใครที่คิดว่างาน “บาริสต้า” เป็นงานแค่ชงกาแฟ บอกเลยว่าคิดผิดมหันต์ งานบาริสต้า มีหลายสิ่งที่ต้องทำต้องดูแล ถ้าให้สรุปมาคงเป็น 8 ข้อนี้ บาริสต้าต้องอดทน ต้องใส่ใจรายละเอียดขั้นเทพเลยแหล่ะ ไหนจะต้องล้างจาน เช็ดโต๊ะ กวาดร้าน ถู
ใครที่เคยขับรถผ่านไป-มา ช่วงอ.ปากช่อง ริมถนนมิตรภาพ หลักกิโลเมตรที่ 155 น่าจะได้เห็น ร้านขายข้าวโพดหวาน น้ำนมข้าวโพด โดยมีป้ายด้านหน้าว่า ไร่สุวรรณ กันมาบ้างแล้ว ไร่สุวรรณ ตั้งอยู่เลขที่ 298 บ้านปางอโศก ตำบลกลางดง อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ไร่สุวรรณ หรือศูนย์วิจัยข้าวโพดและข้าวฟ่างแห่งชาติ แห่งนี้ ขึ้นตรงต่อมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยมีงานหลักคือเกี่ยวกับข้าวโพด ข้าวฟ่าง และพืชอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องในระบบการผลิตข้าวโพดและข้าวฟ่าง แบบครบวงจร เมื่อวิจัยแล้ว ก็ผลิตเมล็ดพันธุ์ ให้บริการงานด้านวิชาการแก่สังคม รวมทั้งเป็นที่ฝึกงานของนิสิต นักศึกษา ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และนักศึกษาจากสถาบันการศึกษาต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ ด้านข้าวโพด ข้าวฟ่าง และพืชไร่เศรษฐกิจ ด้วยรสชาติของข้าวโพด และน้ำนมข้าวโพด ทำให้ร้านแห่งนี้ เป็นที่ติดอกติดใจ ให้ผู้ที่ผ่านไปมา ไปต่อคิว ซื้อข้าวโพดและน้ำนมข้าวโพดอยู่บ่อยครั้ง เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ พบกับ คุณบงกชมาศ โสภา นักวิจัยของศูนย์วิจัยข้าวโพดและข้าวฟ่างแห่งชาติ คุณบงกชมาศ เล่าให้ฟังว่า ที่ร้านแห่งนี้ ใช้ข้าวโพดสดต่อวันราว 10-15 ตัน โดยขายเป็นฝักสด และข้าวโพด
เปิดตัวไปเมื่อตรุษจีนก่อน คิดว่าความนิยมจะสร่างซาไปแล้ว ปรากฏตรงกันข้าม ล่าสุดข่าวว่าขายดิบขายดี มีออกมาเท่าไหร่ มีคนเหมาไปหมดร้าน เกี่ยวกับรายละเอียด ต้องให้คุณออส-กิจพัฒน์ กล่ำโพธิ์ เจ้าของกิจการมานี มี กาแฟ ร้านดังแห่งเมืองพิษณุโลก และเจ้าของผลิตภัณฑ์ขนม “ปุยฝ้าย อกแตก” มาแจงให้ฟัง “ขนมปุยฝ้ายอกแตก By มานี ชื่อ อกแตก นี้มาจากชื่อเก่าของเมืองพิษณุโลก เมืองอกแตก หรือเมืองสองแคว นั้นลักษณะคล้ายๆ กันคือ มีแม่น้ำผ่ากลางเมือง” ครูออส เริ่มต้นให้ฟังอย่างนั้น ก่อนบอกถึงที่มาที่ไป ทำไมต้องเป็น “ปุยฝ้าย” “ช่วงเทศกาลตรุษจีนทุกปี มักซื้อขนมปุยฝ้ายมาไหว้ แต่รสชาติไม่เคยถูกใจสักร้าน เลยคิดทำเอง เมื่อทำเอง จึงต้องแตกต่างและต่อยอดงอกเงยเป็นธุรกิจได้ด้วย ช่วงแรกลองขายเล่นๆ วันแรก 50 แพ็ก หมดในพริบตา ต่อมาแม่ค้าคนกลาง เห็นว่านำไปขายต่อได้ เลยออร์เดอร์เข้ามาเยอะมาก” คุณออส บอกด้วยว่า ยุคนี้ไม่ว่าจะเป็นอาหารชนิดไหนก็ตาม ต่างต้องมีการจัดที่แตกต่าง หรือการนำเสนอที่น่าสนใจ ดึงดูดลูกค้าให้เดินเข้ามาเลือกซื้อให้ได้ ขนมปุยฝ้ายอกแตก ในแบบของเขา จึงทำออกมาเป็นรูปทรงส้ม แตงโม แก้วมังกร ที่สีสันสวยงาม น่ารั
ขนมจีนอาหารที่คนไทยรู้จักดี กินกันทั่วประเทศไม่จำเพาะว่าเป็นอาหารของภาคใด ภาคเหนือมีขนมน้ำเงี้ยว อีสานมีน้ำยาป่า กลางมีน้ำยาปลาช่อน ภาคใต้กินกับไตปลา ฯลฯ ขนมจีน จึงเป็นอีกหนึ่งสินค้าที่น่าสนใจในแง่การลงทุน หรือการทำเป็นอาชีพ แต่แน่นอนว่า เมื่อมีคนบริโภคเยอะ ย่อมมีผู้ค้ามากอยู่แล้วในตลาด ผู้ที่จะอยู่รอด จึงต้องวัดที่ราคา คุณภาพ ช่องทางการตลาด หลายเจ้าแข่งกันทำราคาถูก แต่ก็ต้องแลกมาด้วยคุณภาพวัตถุดิบและความสะอาด เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ จะพาไปดู โรงงานขนมจีนขนาดเล็ก ตั้งอยู่ที่ ต.มหาสวัสดิ์ อ.พุทธมณฑ จ.นครปฐม มีคุณนิรันดร์ พ่อพรม วัย 43 ปี เป็นเจ้าของ แม้ว่าจะเป็นโรงงานขนาดเล็ก แต่ก็มีกำลังการผลิต 300 กิโลกรัมในวัน เสาร์ อาทิตย์ จันทร์ อังคาร ส่วนวันพุธ พฤหัส ศุกร์ ก็จะเพิ่มไปถึง 500-600 กิโลกรัมเนื่องจากลูกค้าจะบริโภคขนมจีนมากในช่วงวันหยุดเสาร์ อาทิตย์ ดังนั้น วันพฤหัส ศุกร์ ก็จะมีทำเยอะเป็นพิเศษ คุณนิรันดร์ บอกว่า สิ่งที่สำคัญในการทำอาชีพนี้คือ การตลาด นั่นคือต้องมีลูกค้าผลิตแล้วต้องขายได้ ไม่เช่นนั้น ข้ามวัน สองวันก็ต้องทิ้ง สำหรับตัวเขาเอง เริ่มต้น คุณแม่ของคุณนิรันดร์ เป็นเจ้าของแผงขาย
