Exclusive
เป็นที่ทราบกันดีว่า ภายในเขตเทศบาลเมือง จังหวัดกาญจนบุรี มีสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ นั่นคือ “สุสานทหารสัมพันธมิตร” ซึ่งปัจจุบันได้การยอมรับให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับโลก มีนักท่องเที่ยวจากทั่วสารทิศแวะเวียนมาเยี่ยมชมแทบจะตลอดทั้งปี และเมื่อไม่นานมานี้ “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” ได้ออกสำรวจบรรยากาศค้าขายโดยรอบสถานที่สำคัญดังกล่าว พบมีร้านค้าทำการค้าขายเปิดอยู่ใกล้เคียงอย่างคึกคัก หลักๆ แล้วจะเป็นแผงผลไม้สด ถัดไปอีกฟากถนนฝั่งเดียวกับสุสานดัง มีร้านโจ๊ก-ต้มเลือดหมู ตั้งขายกันแต่เช้าอยู่ถึงสองเจ้า แต่เจ้าที่สะดุดตาและดูเหมือนว่าจะมีลูกค้าหนาตากว่า น่าจะเป็นร้านที่ชื่อว่า “โจ๊กหลังป่าช้า ตั้ม สาขา 8 “ เพราะกำลังง่วนกับชั่วโมงทำเงิน คุณตั้ม เจ้าของกิจการ “โจ๊กหลังป่าช้า” จึงไม่มีเวลามาพูดคุยด้วย แต่แฟนสาวของเขา กรุณาเจียดเวลามาให้ข้อมูลคร่าวๆ ด้วยอัธยาศัยยิ้มแย้ม ก่อนหน้านี้เปิดร้านขายโจ๊กอยู่หลังสุสานทหารสัมพันธมิตร ซึ่งชาวบ้านที่นี่เรียกกันติดปากว่า “ป่าช้าฝรั่ง” ร้านเราเลยกลายเป็นโจ๊กหลังป่าช้า แต่ปัจจุบันเจ้าหน้าที่เข้ามาจัดระเบียบ ร้านจึงต้องถอยร่นลงมา ล่าสุดแทบจะเข้าไปขายใน “ป่าช้าจี
คุณออยลี่ – ทิพวรรณ เสนา วัยสามสิบเศษ เคยสร้างความฮือฮาไปเมื่อหน้าร้อนที่ผ่านมา ด้วยการเปิดตัวแฟรนไชส์กาแฟถัง “แก้วสองใจ” ใส่น้ำได้สองช่อง โดยก่อนจะมาทำธุรกิจส่วนตัวนี้ เธอเคยทำงานประจำมาแล้วหลายตำแหน่ง ล่าสุดได้เป็นถึงผู้จัดการฝ่ายประกันชีวิต ประจำส่วนกลางของธนาคารพาณิชย์ชื่อดัง แต่ด้วยหน้าที่การงานต้องเดินทางไปทั่วประเทศบ่อยมาก ชีวิตอยู่แต่บนรถ เครื่องบิน และโรงแรม บ้านแทบไม่ได้กลับมานอน เลยตัดสินใจลาออกมาสร้างธุรกิจที่ตัวเองชอบคือ เปิดร้านกาแฟ ที่บ้านเกิด ใกล้กันกับร้านคาร์แคร์ของสามี ซึ่งอยู่กลางเมืองน่าน “ก่อนตัดสินใจลาออก ไปเข้าคอร์สอบรมการทำกาแฟอยู่หลายที่ ประกอบกับเป็นคนชอบดื่มกาแฟเป็นทุน ช่วงว่างจึงชอบนำเครื่องดื่มมามิกซ์แอนด์แมตช์กัน กระทั่งเมื่อราว 2 ปีก่อน ได้ไอเดียกาแฟถังออกมา นำถังขนมมีหูหิ้วมาใส่กาแฟขาย ปรากฏคนสนใจกันมาก สื่อมาสัมภาษณ์กันหลายรายเลย” คุณออยลี่ เคยว่าไว้อย่างนั้น และด้วยเป็นคนชอบต่อยอดธุรกิจ ล่าสุดเธอได้สรรหาแพ็กเกจสวยๆ มาเพื่อสร้างยอดขาย และความแปลกให้กับวงการอีกครั้ง ให้ชื่อแฟรนไชส์ “กินดื่ม-คุ้มค่าในหนึ่งเดียว” ด้วยเงินทุนเริ่มต้น 2,999 บาท “ลูก
โลดแล่นอยู่ในวงการบันเทิงมานานโข มาถึงวันนี้ถูกยกย่องให้เป็น “พระเอกตลอดกาล” ล่าสุดได้รับบทบาทโดดเด่น “ออกญาโหราธิบดี” ในละครดังแห่งยุคอย่าง “บุพเพสันนิวาส” สำหรับดารารุ่นใหญ่ วัย 70 กะรัต อย่าง “นิรุตติ์ ศิริจรรยา” และคงเป็นเพราะยังดู “สมาร์ท” และ “สดใส” อยู่เสมอนี่เองกระมัง ที่ทำให้ใครต่อใครนึกสงสัย เขามีเคล็ดลับอย่างไรในการใช้ชีวิต “การมีสุขภาพดีต้องดูแลทั้งสุขภาพกายและสุขภาพใจ กินอาหารที่ดี พักผ่อนให้เพียงพอ และ ต้องไม่เครียด” อาหนิง ของเหล่านักแสดง เคยว่าไว้อย่างนั้น ด้วยความที่เป็นคนใส่ใจในสุขภาพและสิ่งแวดล้อมรอบตัว ประกอบกับมีความสนใจในเรื่องของเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาแต่ไหนแต่ไร ปัจจุบัน คุณนิรุตติ์ ศิริจรรยา ได้ก้าวเข้ามาเป็นผู้ประกอบการ ในบทบาทประธาน บริษัท สไมล์ นาโน จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้า “นวัตกรรม” หลายชนิด ซึ่งล้วนแล้วแต่ “ต่อยอด” มาจากงานวิจัยของนักวิจัยไทย หวังสร้าง “รอยยิ้ม” และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้กับผู้บริโภค “มีความสนใจและติดตามงานของนักวิชาการซึ่งทำวิจัยออกมาอยู่เสมอ ส่วนมากเป็นงานวิจัยที่ดี ได้รางวัลชมเชยมากมาย เป็นร้อยเป็นพันเรื่อง แต่ไม่เคยถูกนำออกมาต่อยอ
คุณกล้อง-อาริยะ คำภิโล เจ้าของร้านและแอดมินเพจ Jones’ Salad หนุ่มคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งเจ้าตัวบอกว่า ความเกี่ยวข้องจะเป็นเจ้าของร้านสลัด หรือแอดมิน นั้นมีน้อยมาก หรือแทบไม่มีเลย โดยทุกอย่างผ่านจากการฝึกฝน ศึกษาเรื่องสุขภาพจนสามารถแนะนำเรื่องสุขภาพและเปิดร้านสลัดได้ ชายหนุ่ม เริ่มต้นเล่าประสบการณ์ด้านสุขภาพซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของร้านสลัด ให้ฟังว่า “ผมเริ่มทำธุรกิจหลังเรียนจบ คือการเปิดร้านกาแฟ ทำได้ไม่นาน ผมพบความผิดปกติบนร่างกาย คือมีก้อนเนื้อโตขึ้นที่ขา ไปตรวจมากว่า 3 โรงพยาบาล ซึ่งทุกที่บอกตรงกันหมดว่า มีโอกาสเป็นเซลล์มะเร็งมากกว่า 90 เปอร์เซ็นต์” แต่บนความโชคร้ายยังมีความโชคดีอยู่ “หลังผ่าตัดเสร็จ ผมได้รับข่าวดี เพราะก้อนเนื้อดังกล่าว ไม่ใช่เซลล์มะเร็ง” คุณกล้อง พูดด้วยท่าทางดีใจ ย้อนไปตอนผ่าตัด คุณกล้องเลือกผ่าตัดก้อนเนื้อในโรงพยาบาลรัฐ เต็มไปด้วยความแออัด ผู้ป่วยมากมายต่างมานั่งรอการรักษา “ตอนที่เห็นคนป่วย ผมคิดแล้วว่า ทำอย่างไรดีหากผมอยากมีส่วนร่วมในการดูแลสุขภาพให้กับผู้อื่นได้บ้าง บ้านผมอยู่จังหวัดเชียงราย เป็นบ้านติดแม่น้ำ ที่นั่นมีผักปลอดสารพิษให้กินเยอะแยะ
คุณอุบลรัตน์ หลักหาญ หรือ คุณหนิง อายุ 47 ปี หนึ่งในพนักงานที่เจอพิษฟองสบู่แตก โดนเลิกจ้างงานแบบกะทันหันเมื่อปี 2543 จนทำให้เธอต้องหาธุรกิจทำ โดยการเปิดร้านขายขนมครกเศรษฐี 9 หน้า “หลังโดนเลิกจ้างงาน ช่วงแรกยังไม่รู้จะทำอะไร พอดีคุณยายที่สุราษฎร์ฯ ท่านมีสูตรทำขนมครก เป็นสูตรโรยน้ำตาลแบบคนใต้ทาน พี่ก็เลยไปเรียนกับแก” เรียนจนความรู้แน่น คุณหนิงเปิดร้านขายทันที โดยเริ่มจากเข็นรถเข็นขาย แต่ยังไม่ถูกปากลูกค้าเท่าไหร่ เพราะส่วนใหญ่แล้วคนไม่เคยกินขนมครกแบบโรยน้ำตาล จึงกลับมาปรับสูตรใหม่ ใส่กะทิแบบขนมครกทั่วไป เพิ่มหน้าขนมครก แรกเริ่มแค่ 2-3 อย่าง เช่น ข้าวโพด ฟักทอง แต่ถึงอย่างนั้น ผลตอบรับก็ยังไม่ดี คุณหนิง เล่าต่อ กลับมาปรับสูตรกันอีกรอบ คราวนี้เพิ่มหน้าขนมครกมากถึง 9 หน้า เช่น ฟักทอง ข้าวโพด มันม่วง แปะก๊วย งา ต้นหอม ฝอยทอง เผือก ข้าวบาร์เลย์ และมีหน้าอื่นๆ อีกสลับกันไปวันละ 9 หน้า รวมทั้งหมด 9 หน้า (ที่มาของชื่อขนมครกเศรษฐี 9 หน้า) ใช้ข้าวไรซ์เบอร์รี่แทนแป้ง นอกจากกรอบอร่อยแล้ว คนกินยังได้รับประโยชน์อีกด้วย หลังปรับสูตรจนเป็นขนมครกเศรษฐี 9 หน้าฉบับสมบูรณ์ ยอดขายดีขึ้นทันตาเห็น จากเข็นรถขาย
ประเทศไทย 4.0 ทำอะไรชักช้า เยิ่นเย้อ ไม่ทันกิน เจ้าของร้านอาหารกล่องสุขภาพขึ้นชื่อมากเจ้าหนึ่ง ยอดขายชักตก เพราะคู่แข่งเพิ่มมากขึ้นทุกที ใครๆ ก็อยากขายอาหารกล่องสุขภาพ น่าคิดเหมือนกันว่าแล้วใครจะกิน ถ้าเป็นคนขายกันหมด ของเขาคนนี้ ตอนออกใหม่ๆ ก็มาปรึกษาทำโน่นทำนี่ ตอนนี้รายได้เริ่มหด พอดีเขาเช่าที่ไว้ทำโรงครัวอยู่แล้ว มีตัวร้าน ปูสนามหญ้าสวยงาม จอดรถได้ 2-3 คัน (ซึ่งเป็นข้อเสีย ไม่พอจอด แต่ดีกว่าไม่มีเลย) เมื่อก่อนเขาเปิดร้านให้คนนั่งสั่งอาหารมากินอยู่แล้ว มีคนกินบ้าง หลังๆ ชักหาย มาซื้ออาหารกล่องกลับบ้านอย่างเดียว ช่วงหนึ่งเคยเปิดขายก๋วยเตี๋ยว ขายดีพอใช้ แต่คนขายมือเติบ ใส่หมูสับเป็นก้อน ลูกชิ้นเป็นสิบ ของเหลือโยนทิ้ง เก็บไว้กลัวไม่อร่อย ขายได้เท่าไหร่คืนแม่ค้าตลาดไปหมด ปีใหม่ ฟ้าใหม่ ยุค 4.0 เขาเลยมาปรึกษาว่า ทำอะไรขายเร็วๆ ดี มีแอ๊กชั่น ไม่ทื่อๆ เหมือนเคาะอาหารกล่องมาใส่จาน ความคิดเขาอยากขายข้าวมันไก่สุขภาพหน่อยๆ ใช้อกไก่ ข้าวไม่ใช้น้ำมันผัด แต่ลีลามันน้อยไป ผมเลยนึกถึงสูตร “ข้าวมันไก่หมก” ของ อาจารย์พลศรี ในหนังสือแม่บ้านทันสมัยรุ่นโบราณ เคยมีคนเอาไปทำขายถึง อำเภอฝาง เชียงใหม่ กว่า
คุณยามีละ ตาเละ สาวพิการทั้งแขน-ขา แต่มีความกตัญญู ใจสู้ไม่ถอย เจ้าของเรื่องราวดีๆครั้งนี้ อาศัยอยู่ที่บ้านยะลูตง ต.กาเยาะมาดี อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส ให้สัมภาษณ์ “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” ว่า ปัจจุบันอายุ 28 ปี มีพี่น้องทั้งหมด 7 คน เธอเป็นลูกคนที่ 4 คุณแม่ประกอบอาชีพค้าขาย ส่วนคุณพ่อไม่ได้ทำงานมานานกว่า 15 ปีแล้ว เนื่องจากมีโรคประจำตัว เมื่อขออนุญาตถามถึงความปกติของร่างกาย เธอเล่าเสียงหม่น เป็นมาตั้งแต่กำเนิด สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ ไม่รู้สึกลำบากอะไร แต่ไม่ได้เรียนหนังสือเหมือนเด็กทั่วไป บางครั้งก็รู้สึกท้อแท้บ้างที่เกิดมาเป็นแบบนี้ ส่วนความสามารถด้านการแต่งหน้านั้น เธอเล่าด้วยน้ำเสียงแจ่มใสขึ้นว่า เป็นตั้งแต่ตอนไหนไม่รู้ รู้แต่ว่าฝันอยากเป็น “ช่างแต่งหน้า” พออายุได้ราว 17-18 ปี เลยฝึกแต่งหน้าตัวเอง และฝึกมาเรื่อยๆ พวกญาติและเพื่อนๆ เลยจะทราบดีว่าเธอแต่งหน้าได้ จนอยู่มาวันหนึ่งที่บ้านของเธอมีงานแต่งงาน ญาติ 2-3 คน เลยมาขอให้ช่วยแต่งหน้าให้ หลังจากนั้นไม่นานละแวกบ้านมีงานเดินพาเหรด เลยมีคนมาขอให้ช่วยแต่งหน้าให้อีก เธอเลยคิดค่าแรงหน้าละ 300 บาท ส่วนเครื่องสำอาง เธอเป็นคนออกเอ
โรงเรียนพระดาบส เป็นโรงเรียนที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงตั้งขึ้น เพื่อพระราชทาน “โอกาสครั้งที่สองของชีวิต” ให้กับพสกนิกรในพระองค์ เป็นโรงเรียนเล็กๆ ซึ่งมีหน้าที่อันยิ่งใหญ่ ในการช่วยเหลือผู้ยากไร้ ด้อยโอกาส ขาดอาชีพ ที่มุ่งมั่นจะยืนอย่างมั่นคงบนลำแข้งของตน ให้สามารถประกอบสัมมาชีพเลี้ยงตนได้อย่างมีศักดิ์ศรี มีคุณค่าแห่งความเป็นมนุษย์ โดยใช้กระบวนการศึกษานอกระบบตามแนวพระราชดำริ พระองค์ท่านทรงมีพระราชกระแสในเรื่องนี้ เมื่อปี พ.ศ. 2518 ไว้ตอนหนึ่งว่า “…ขณะนี้ ยังมีบุคคลอีกเป็นจำนวนมากที่มีความตั้งใจจริง มีศรัทธาขวนขวายหาความรู้เป็นวิชาชีพใส่ตน แต่ประสบปัญหา ไม่มีความรู้พื้นฐาน และไม่มีทุนทรัพย์เพียงพอที่จะเข้าศึกษาต่อในสถาบันการศึกษาวิชาชีพระดับต่างๆ ได้ หากมีช่องทางช่วยเหลือบุคคลเหล่านี้ ให้มีความรู้วิชาชีพที่เขาปรารถนา ย่อมจะเป็นประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติได้…” จวบจนปัจจุบัน โรงเรียนพระดาบส ได้ดำเนินการมา 40 ปี มีผู้เรียนสำเร็จการศึกษาแล้วราว 2,000 คน “ศิษย์พระดาบส” ทุกคน ได้รับพระราชทานพระมหากรุณาธิคุณ เป็นทุนการศึกษาที่รวมถึงค่าเล่าเรียน อุปกรณ์การเรียน อาหาร ที่พักอ
เมื่อโลกไร้พรมแดน แคบลงมาทุกขณะ สมัยนี้ใครจะหยิบจะจับค้าขายอะไรก็เป็นไปได้หมด ยกตัวอย่าง คนขายอยู่นครปฐมติดต่อขาย “ปลากัด” ให้ลูกค้าที่สหรัฐอเมริกา ใช้เวลาเพียงชั่วข้ามคืนก็เป็นคู่ค้ากันได้แบบ ชิล-ชิล แต่กว่าจะก้าวเป็นผู้ประกอบการ “ข้ามชาติ” ดังว่ามานั้น ใช่จะเป็นเรื่องง่ายดายนัก คุณหน่อย-รมิดา ตาณธนพนธ์ เจ้าของกิจการ BettaberryThailand (เบตต้าเบอร์รี่ ไทยแลนด์) ผู้จำหน่าย “ปลากัด” สายพันธุ์ต่างๆ แต่ไม่มีหน้าร้านแม้แต่คูหาเดียว อาศัยเพียงช่องทางการขายผ่านทางออนไลน์เท่านั้น หากสามารถทำรายได้เลี้ยงตัวและครอบครัวได้เป็นอย่างดีมานานนับปีแล้ว กรุณาสละเวลามาให้ข้อมูลเกี่ยวกับความเป็นมากิจการในแบบของเธอด้วยอัธยาศัยยิ้มแย้ม เริ่มต้นด้วยความเป็นมาส่วนตัวว่า พื้นเพเป็นชาวนครปฐม จบปริญญาตรีด้านบริหาร จากมหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์ ส่วน คุณจิ๋ว-ณภัทร ตาณธนพนธ์ หุ้นส่วนทั้งชีวิตและธุรกิจ เป็นคนกรุงเทพฯ จบคณะนิเทศศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ก่อนหน้านี้ เคยเป็นลูกจ้าง ทำงานในบริษัทเกี่ยวกับโรงพิมพ์ด้วยกันทั้งคู่ ทำงานประจำอยู่กว่าสิบปี ทั้งตัวเธอและสามี รู้สึกอิ่มตัวกับการเป็น
หากเอ่ยชื่อ คุณฉันท์ คำทองแท้ หรือเจ้าของฉายา อาจารย์ปอ เซียนกาแฟ บรรดาวงการ “บาริสต้า” ทั้งในประเทศและต่างประเทศคงรู้จักกันดี เพราะชายผู้นี้ คือ คนไทยคนแรกที่สามารถไปคว้าแชมป์ Barista Championship ปี 2005 จากประเทศออสเตรเลีย แถมยังเคยมีลูกศิษย์ลูกหาเป็นชาวออสเตรเลียนมากมายนับหมื่นคน ปัจจุบันเป็นวิทยากรสอนหลักสูตรการชงกาแฟให้ถูกต้องตามมาตรฐานสากล อยู่ที่ อโรม่า กรุ๊ป แต่จะว่าไปแล้ว เส้นทางสู่อาชีพนักชงกาแฟที่มีค่าตัวสูงของอาจารย์ปอ ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ชายผู้นี้ฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ นานา มามากมาย อาศัยความอดทน และดิ้นรนไม่ยอมพ่ายแพ้ต่อชะตาชีวิต จึงทำให้ประสบความสำเร็จเฉกเช่นในวันนี้ ประวัติชีวิตอาจารย์ปอ เกิดที่จังหวัดลพบุรี ฐานะทางบ้านยากจน ต้องดิ้นรนเข้ามาหางานทำในกรุงเทพฯ ตั้งแต่อายุ 15 ปี ยึดอาชีพรับจ้างมาทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะกรรมกรแบกหาม ขนผักในตลาด เก็บขยะ สุดท้ายมาขับวินมอเตอร์ไซค์ แต่แล้วอุบัติเหตุก็ได้เปลี่ยนชีวิตผู้ชายคนนี้ “ตอนขับวินมอเตอร์ไซค์ เห็นเพื่อนถูกรถทับต่อหน้าต่อตา เกิดความคิดอยากเปลี่ยนอาชีพ พอดีตอนนั้นโชคดีถูกลอตเตอรี่ 500,000 บาท เพื่อนคนหนึ่งเเ
