Exclusive
ดร.นพดล ปิยะตระภูมิ รองผู้อำนวยการสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ(องค์การมหาชน) เปิดเผยว่า จากการที่ สำนักข่าวซีเอ็นเอ็น ได้จัดอันดับให้ Bangkok Street Food เป็นอาหารริมทางที่ดีที่สุด อันดับ 1 ของโลกจาก 23 เมืองทั่วโลก เป็นปีที่ 2 หรือแม้กระทั่งนิตยสารฟอร์บส์ ก็จัดอันดับให้อาหารริมทางในกรุงเทพเป็นอันดับ 1 ใน Worldtop 10 cities for Street Food ทำให้ร้านอาหารริมทางในกรุงเทพและจังหวัดท่องเที่ยว เป็นที่กล่าวขานในบรรดานักท่องเที่ยวต่างประเทศเป็นอย่างมาก จะเห็นได้ว่าอาหารริมทางจึงเป็นจุดแข็งที่มีเสน่ห์ในการดึงดูดนักท่องเที่ยวเป็นเมืองจุดหมายปลายทางของผู้หลงใหลในอาหาร อันเป็นการช่วยเพิ่มอาชีพให้กับคนไทย โดยอาหารที่ขึ้นชื่อ คือ ผัดไทย หอยทอด ส้มตำ ก๊วยจั๊บ ก๋วยเตี๋ยว ราดหน้า ข้าวมันไก่ ข้าวเหนียวมะม่วง เป็นต้น ดร.นพดล ปิยะตระภูมิ รองผู้อำนวยการสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ(องค์การมหาชน) ทางสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ จึงได้ประชุมหารือกับ สำนักอนามัย สถาบันอาหาร วิทยาลัยดุสิตธานี สถาบันการจัดการปัญญาภิวัตน์ วิทยาลัยอาชีวศึกษานครปฐม และโรงเรียนสอนทำอาหาร ครัววันดี จากนั้นได้ตั้งคณะทำงานขึ้นมาเพื่อมีส่วนร่วมในการยก
เป็นที่ชื่นชอบอย่างกว้างขวาง ในหมู่วัยรุ่นน้อย-ใหญ่ ไล่ไปจนถึงหนุ่มสาวชาวออฟฟิศทั้งหลาย สำหรับ Mother Trucker BKK (มาเธอร์ ทรักเกอร์ แบงคอก) ร้านเบอร์เกอร์เคลื่อนที่สไตล์อเมริกัน กับสโลแกน 3 คำ “สะใจ ใหญ่ โหด” คุณอาร์มี่ หิญชีระนันทน์ หนึ่งในสามของหุ้นส่วนกิจการ Mother Trucker BKK หนุ่มอัธยาศัยดี วัยยี่สิบกลางๆ ให้ข้อมูลด้วยน้ำสียงร่าเริ่ง เริ่มต้นให้ฟัง เป็นศิษย์เก่าโรงเรียนเซนต์คาเบรียล จบปริญญาตรีจากคณะ International Business มหาวิทยาลัยมหิดล ก่อนหน้านี้เคยทำงานประจำเป็นผู้ช่วยวิทยากรรับจัดอีเว้นต์ เพราะอยากเรียนรู้การบริหารจัดการเกี่ยวกับผู้คน ทำอยู่หนึ่งปีลาออกมาทำงานกองถ่าย อยู่ฝ่ายสถานที่ ก่อนออกมาทำธุรกิจส่วนตัว โดยชักชวนเพื่อนซี้อีกสองคน คือ บุช – ธนาวุฒิ อภิธนาคุณ และ ม้ง – คณิต ประภา มาลงหุ้นทำ เบอร์เกอร์ขาย โดยได้ไอเดียริเริ่มมาจากของต่างประเทศ ซึ่งมีรถขายอาหารหน้าตา “เท่-เท่”กันหลายแบบ ขณะที่ในบ้านเรามีแต่รถเร่ขายลองกอง ขายทุเรียน หรือผลไม้ทั่วไป เลยคิดลองทำอาหารขายบนรถ ให้ดูแปลกตาออกไป เพราะเมืองไทยยังไม่ค่อยมีใครทำ และเมื่อมีต้นแบบมาจากชาวอเมริกัน
เวลานี้ นอกจากความยิ่งใหญ่สมพระเกียรติของพระเมรุมาศพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ณ บริเวณท้องสนามหลวง แล้ว นิทรรศการ ที่ดำเนินการโดยคณะอนุกรรมการฝ่ายบริหารจัดการนิทรรศการงานพระราชพิธีฯ ก็ได้รับความสนใจจากประชาชนจำนวนมาก โดยนิทรรศการนี้ แบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก คือ นิทรรศการ “พระผู้ทรงเป็นนิรันดร์” บริเวณพระที่นั่งทรงธรรม มีเนื้อหาเกี่ยวกับพระราชประวัติ พระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร นิทรรศการการจัดสร้างพระเมรุมาศ สิ่งปลูกสร้างประกอบพระเมรุมาศ และการบูรณปฏิสังขรณ์ราชรถและพระยานมาศในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร จัดแสดงภายในศาลาลูกขุน และ นิทรรศการสัมผัสสำหรับผู้พิการทางสายตา จัดแสดงบริเวณอาคารทับเกษตร “เจ๊กตู้” คือ ส่วนหนึ่งที่ถูกจัดแสดงไว้ในนิทรรศการ “พระผู้ทรงเป็นนิรันดร์” บริเวณพระที่นั่งทรงธรรม โดยมีป้ายแสดงข้อความประกอบไว้ ดังนี้ “สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า เรียกชาวจีนหาบสินค้าเข้ามาขายในวังสระปทุม เพื่อให้สมเด็จพระราชนัดดาทั้งสา
คุณวรรณา วรรณชาติ วัย 64 ปี เจ้าของร้านขนมเบื้องโบราณรัตนะ มีหน้าร้าน อยู่ที่ หน้าสำนักงานเขตหลักสี่ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ คุณวรรณา เล่าให้ฟังว่า ช่วยแม่ขายขนมเบื้องมาตั้งแต่อายุ 10 ขวบ ซึ่งก่อนหน้านั้น แม่ก็ช่วยยายมาก่อน รุ่นต่อรุ่น จึงนับว่าเป็นขนมสูตรโบราณอย่างแท้จริง ขนมเบื้องโบราณนี้ ไม่ใส่ครีมขาวๆ แบบที่เห็นทั่วไป แต่น้ำตาลทาหน้าขนมเบื้อง ทำจากน้ำตาลโตนด และไข่แดง ถ้าเป็นครีมขาวๆ จะใส่น้ำตาลทราย และไข่ขาว ที่คุณวรรณ ว่า “ขนมเบื้องไส้ครีม เขาจะทำกลับด้าน กับของเรา” นอกจากนี้ตัวแป้งยังทำจากถั่วทอง ไม่ใช่ถั่วเขียวผ่าซีก และโม่เอง ทำให้ตัวแป้งกรอบ และกรอบนาน เก็บในตู้เย็นได้นาน 1 สัปดาห์โดยที่ยังกรอบอยู่ ส่วนไส้ มีหลักๆ อยู่ 3 ไส้คือ ไส้หวาน ไส้เค็ม และไส้ธัญพืช ที่เพิ่งมาประยุกต์เพิ่มในตอนหลัง เพื่อเอาใจกลุ่มลูกค้าวัยรุ่น ไส้หวานมีฝอยทองเป็นส่วนผสมหลัก ส่วนไส้เค็มมีกุ้งผัด มะพร้าว พริกไทยดำ และผักชี ขายชิ้นละ 12 บาท คุณวรรณา เผยว่า วันหนึ่งขายได้พันกว่าชิ้น ส่วนถ้าเป็นเสาร์-อาทิตย์ ก็เพิ่มป็นสองเท่า คุณวรรณา ทำขนมเบื้องมากว่า 50 ปีสิ่งที่ทำให้อยู่ได้คือความซื่อสัตย์ต่อลู
คราวนี้ ข้ามประเทศไปถึงอินเดียตะวันออกเฉียงใต้ ติดอ่าวเบงกอล เมืองเชนไน หรือ เจนไน เดิมชื่อ มัทราส เป็นเมืองหลวงของรัฐทมิฬนาฑู เป็นกลุ่มเมืองใหญ่อันดับที่ 4 ของประเทศ ที่นี่เขาเป็นเมืองเก่าครับ มีโบราณสถานปราสาทหินต้นแบบของที่กัมพูชา ใครที่ชอบเที่ยวชมของโบราณ ไปเชนไนรับรองไม่ผิดหวัง เจนไน แดดแรง ผิวเขาเลยคล้ำ ผู้หญิงห่มสาหรี่ ผู้ชายนุ่งผ้าขาวๆ เช้าๆ หยักรั้งเหมือนผ้าขาวม้า ทำเป็นกางเกงขาสั้น ตกกลางวันปล่อยยาว เย็นถลกอีกเหมือนเดิม เพื่อความคล่องตัว ในเมืองเจนไนกำลังก่อสร้างวุ่นวาย ฝุ่นเลยเยอะ เป็นหลุมเป็นบ่อ เดินไม่ค่อยสะดวก รถไฟฟ้าก็กำลังทำ เวลาอยู่ในเมืองแขก เดินๆ หรือนั่งรถ อาจจะสะดุ้งเป็นระยะๆ เขาบีบแตรกันตลอด ถนนไม่ต้องตีเลน เพราะไม่มีเลน ใครขับรถเมืองแขกแล้วรอดมาได้ แสดงว่ามีบุญสูง อาหารแขกเหมือนอาหารแขกล่ะครับ ใครไม่ชอบเครื่องเทศ ถั่วเละๆ แป้งทอด จะอยู่กินลำบาก ทั้งบ้านทั้งเมืองมีแต่อาหารแขก อาหารจีนพอหากินได้บ้าง ร้านอาหารไทยในเจนไนพอมีแต่หายาก โรงแรมที่ไปพักเป็นเจ้าของเดียวกับ EA Mall เดินเที่ยวห้างทุกวัน ที่โรงแรม อาหารเช้าเป็นอาหารแขกแบบมังสวิรัติ โชคดีผมชอบกินอาหารแขก ชอบลอง
นายจิมมี่ ชวาลา เป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางคือ “เศรษฐีใจบุญเมืองนคร” นักธุรกิจห้างผ้ารายใหญ่ของ จ.นครศรีธรรมราช คือ “ห้างผ้าจิมมี่” ซึ่งเคยบริจาคเงิน 28 ล้านบาท ซื้อทองคำบูรณะพระบรมธาตุเจดีย์วัดพระมหาธาตุ และประกาศบริจาคเงินให้กับโครงการก้าวคนละก้าวของ “ตูน บอดี้สแลม” เป็นเงินจำนวน 16 ล้านบาท ตามข่าวที่ปรากฏไปแล้วนั้น เรื่องราวของ เศรษฐีใจบุญผู้นี้ “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” เคยนำเสนอมาแล้ว ถึงธุรกิจและอัธยาศัยต่อผู้อื่น ที่ชอบทำบุญ ปฏิบัติต่อลูกน้องเป็นอย่างดี อีกทั้ง กิจการค้าขายก็เสียภาษีเป๊ะ โปร่งใส อันน่าเป็นตัวอย่างให้กับนักธุรกิจอื่นๆ โดยข้อเขียนของ คุณไมตรี ลิมปิชาติ นักเขียน และคอลัมนิสต์ประจำนิตยสารเส้นทางเศรษฐี ซึ่งหากจะดูในเรื่องของการปฏิบ้ัติต่อพนักงาน ลูกจ้าง นายห้างคนนี้ ก็ทำได้สูงเกินกว่ามาตรฐานนายจ้าง ลูกจ้างทั่วไป นั่นก็คือ พนักงานขายผ้าที่ทำงานกันมานานตั้งแต่รุ่นคุณพ่อของนายห้าง จนมีอายุมาก เมื่อเจ้าตัวขอพักผ่อน คุณจิมมี่ได้ซื้อบ้าน ซื้อที่ดินให้ เพื่อจะได้มีที่พักผ่อนสบายๆ ในบั้นปลายชีวิต พนักงานขายผ้าที่มีอยู่ในปัจจุบันกว่า 50 คนนั้นแต่ละคนทำงานกับคุณจิมมี่ กันคนล
เรือนจำชั่วคราวเขาระกำ อำเภอเขาสมิง จังหวัดตราด ปัจจุบันถูกพัฒนาให้เป็นศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง มีพื้นที่สาธิต “แปลง 1 ไร่ ทำจริง มีกิน ไม่จน” ในทุกตารางเมตร จึงถูกพัฒนาทำให้เกิดประโยชน์สูงสุด ยกตัวอย่าง สิ่งของเหลือใช้อย่าง ยางรถยนต์หมดอายุ สามารถนำมาดัดแปลง ทำเป็นกระถางปลูกมะนาวเป็นแถวได้สวยงาม และตามมุมต่างๆภายในศูนย์การเรียนรู้ฯแห่งนี้ มีความรู้น่าสนใจหลากหลาย อาทิ มุมสาธิตการทำน้ำส้มควันไม้ โรงเรือนเลี้ยงไก่ไข่คร่อมอยู่บนบ่อปลาดุก โรงเรือนเลี้ยงหมูหลุม แพะคอนโด ฐานการเลี้ยงกบ ฐานการเพาะถั่วงอก ฐานการทำไข่เค็ม ฐานการผลิตไบโอดีเซล เป็นต้น ด้วยองค์ความรู้ที่มีอยู่มากมายดังกล่าว เรือนจำชั่วคราวเขาระกำ แห่งนี้ จึงมีประชาชนให้ความสนใจ เดินทางไปศึกษาดูงานกันเป็นประจำ หลายคนสามารถนำความรู้ที่ได้ไปเริ่มต้นตามรอย “พอเพียง” ในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้อย่างเป็นรูปธรรม สนใจศึกษาดูงานวิถีเศรษฐกิจพอเพียง สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เรือนจำชั่วคราวเขาระกำ อำเภอเขาสมิง จังหวัดตราด โทรศัพท์ 092-939-0551
จุดเริ่มต้น ผลิตภัณฑ์จากลูกซัด เรื่องราวของผลิตภัณฑ์เพิ่มน้ำนมแม่ ฟีนูแคป (FENUCAPS) เริ่มต้นขึ้นเมื่อปีพ.ศ. 2555 คุณพินิจ เขื่อนสุวงศ์ และ คุณชนัญชิตา ทองบ่อ กลายเป็นคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ ที่ตั้งใจเลี้ยงลูกด้วยน้ำนมแม่ แต่ต้องเจอปัญหาน้ำนมน้อย จึงพยายามค้นหาสารพัดวิธีมาทดลองก็ไม่ได้ผล คุณพินิจซึ่งทำงานเป็นนักวิจัยอยู่ที่สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จึงมองหาวิธีอื่นๆ ที่จะมาช่วยแก้ปัญหาให้ภรรยา จนกระทั่งพบสมุนไพรที่ชื่อว่า fenugreek หรือ “ลูกซัด” ที่มีสรรพคุณในการเพิ่มน้ำนม หลังจากค้นหาข้อมูลเรื่องความปลอดภัยและผลข้างเคียงจากงานวิจัยต่างๆ จนมั่นใจ จึงนำมาให้ภรรยาลองทาน ซึ่งเห็นผลว่ามีน้ำนมเพิ่มขึ้นจริง แต่ความยุ่งยากในการใช้ บวกกับ กลิ่นรสของลูกซัดทำให้คุณแม่มือใหม่เริ่มเบื่ออาหาร เพราะเมื่อเคี้ยวถูกลูกซัดเข้า รสขมจะติดลิ้นไปตลอดวัน คุณพ่อคุณแม่มือใหม่จึงพยายามหาวิธีที่ทำให้ทานได้ง่ายขึ้น โดยหาสมุนไพรที่ให้รสหวานและมีกลิ่นหอมโดยฤทธิ์ไม่หักล้างกันมาผสม ทำเป็นชาสมุนไพรบรรจุซอง ทำให้ทานได้ง่ายขึ้น เปิดตลาดผ่านโลกโซเชียล “ด้วยความที่รสชาติขมมาก ทำให้ทานยาก พอทำเป
ขึ้นชื่อว่า “ของกิน” ยังไงก็ขายได้ จึงมีผู้สนใจเข้ามาอยู่ตลอดเวลา แต่ไม่ใช่ว่าทุกสินค้าจะสร้างแบรนด์จนติดตลาดฝ่าด่านคู่แข่งที่มีอยู่ทุกหนแห่ง ทั้งเจ้าตลาดรายเดิมและรายใหม่ๆ ที่กระโดดเข้ามาท้าชิง “จุดขายที่แตกต่าง” จึงเป็นไม้เด็ดสำคัญ เช่นเดียวกับแนวคิด “คุณวิทณัฐ เด่นชลชัย” เจ้าของร้านไอศกรีมโฮมเมด “ไอส์เบิร์ก” จังหวัดนครปฐม ซึ่งอยู่ในตลาดมาเป็นปีที่ 17 จากช่วงเปิดร้านแรกๆ ที่ขายได้แค่ 198 บาท ต่อวัน สามารถพลิกฟื้น ขายดีจนมีรายได้แตะ 10,000 บาท ต่อวัน และยืนตักไอศกรีมตั้งแต่ร้านเปิดจนถึงร้านปิด โดยแทบไม่ได้เงยหน้าคุยกับใคร นอกจากเวลารับออร์เดอร์เท่านั้น อร่อยไม่เหมือนใคร อยู่ในทำเลดี คุณวิทณัฐเจ้าของร้านไอศกรีมโฮมเมด “ไอส์เบิร์ก” เล่าว่า ช่วงเปิดร้านใหม่ๆ ทำไอศกรีมออกมาขาย 6 รสชาติ ซึ่งเป็นรสพื้นฐานที่มีขายทั่วไป อย่าง กะทิ วานิลลา สตรอว์เบอร์รี่ เลม่อน จนเข้าปีที่ 3 จึงตัดสินใจเลิกกิจการเพราะขายได้แค่ 198 บาท จากนั้นจึงได้ไปสัมภาษณ์งานแห่งหนึ่งซึ่งมีคำพูดให้กลับมาฉุกคิดว่า น่าเสียดายสิ่งที่ทำมาและสนับสนุนให้ปรับปรุงและทำในสิ่งที่คนอื่นๆ อยากมีอาชีพอิสระ แต่ไม่มีโอกาสทำ บวกกับได้ชมงา
จากโครงการ ก้าวทีละก้าว ของศิลปินนักร้องชื่อดังวิ่งการกุศล จากยะลาไปยังเชียงราย หรือจากใต้สุดไปยังเหนือสุดของประเทศ เพื่อหาเงิน 700 ล้านบาทจัดซื้อเครื่องมือทางการแพทย์ให้กับโรงพยาบาล 11 แห่ง ตูนบอดี้ สแลม ล่าสุด มีข่าวปรากฏว่า นายจิมมี่ ชวาลา ที่เป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางคือ “เศรษฐีใจบุญเมืองนคร” นักธุรกิจห้างผ้ารายใหญ่ของ จ.นครศรีธรรมราช คือ “ห้างผ้าจิมมี่” ซึ่งเคยบริจาคเงิน 28 ล้านบาท ซื้อทองคำบูรณะพระบรมธาตุเจดีย์วัดพระมหาธาตุ มีความตั้งใจจะบริจาคเงินให้กับโครงการก้าวคนละก้าวของ “ตูน บอดี้สแลม” เป็นเงินจำนวน 16 ล้านบาท อ่านข่าว “จิมมี่ ชวาลา”เศรษฐีใจบุญเมืองคอน ประกาศบริจาค 16 ล้านให้ “ตูน บอดี้สแลม” เรื่องราวของ เศรษฐีใจดีผู้นี้ “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” เคยนำเสนอมาแล้ว ถึงธุรกิจและอัธยาศัยต่อผู้อื่น ที่ชอบทำบุญ ปฏิบัติต่อลูกน้องเป็นอย่างดี อีกทั้ง กิจการค้าขายก็เสียภาษีเป๊ะ โปร่งใส อันน่าเป็นตัวอย่างให้กับนักธุรกิจอื่นๆ ด้วยโอกาสนี้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ ขอนำเสนอเรื่องราวของเศรษฐี ผู้นี้อีกครั้งหนึ่ง โดยเป็นบทความของ คุณไมตรี ลิมปิชาติ
