Exclusive
ลองนึกย้อนไปในช่วงเวลาไม่ถึงสิบปีที่ผ่านมา หากพูดถึง “ผลิตภัณฑ์จากวัสดุเหลือใช้” เชื่อว่าคนส่วนใหญ่ อาจเกิดอาการ “งงงัน” ถึงขั้น “ไม่เก็ท”ว่าคืออะไร บ้างคงอาจแย้งในใจ จะจำเป็นแค่ไหนกันนักเชียว ถึงต้องนำของที่ ใครๆก็เห็นเป็น”ขยะ” กลับมาประดิดประดอย ทำเป็นเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน เพราะมันอาจสร้างความขบขันให้แก่ผู้พบเห็นได้ไม่ยากเลย แม้บ่อยครั้งในอดีต จะถูกมองว่าเป็น “ตัวประหลาด”ในสายตาของผู้คนรอบข้าง แต่เจ้าของกิจการ ซึ่งเป็นเจ้าของเรื่องราวนับจากนี้ นับว่าเป็นผู้มีความมุ่งมั่นเป็นต้นทุนก้อนใหญ่ จึงสามารถประคับประคองธุรกิจที่เขารัก ให้ดำเนินมาได้ถึงวันนี้ คือ วันที่ผลงานผลิตภัณฑ์จากวัสดุเหลือใช้ ในนาม “The Remaker- เดอะ รีเมคเกอร์” ได้การยอมรับ โดยเฉพาะลูกค้าชาวต่างชาติ เคย “ออเดอร์””สินค้าจากมันสมองของเขาไปขายต่อ ถึงขนาดเป็น ตู้คอนเทนเนอร์…มาแล้ว คุณยุทธนา อโนทัยสินทวี คือ เจ้าของกิจการ “The Remaker- เดอะ รีเมคเกอร์” ซึ่งเกริ่นมาข้างต้น เริ่มต้นบทสนทนาด้วยใบหน้ายิ้มแย้มเป็นกันเอง ด้วยเรื่องราวความเป็นมาให้ฟัง ปัจจุบันอายุสี่สิบเศษ จบการศึกษาปริญญาตรีด้านรัฐศาสตร์ เคยทำธุรกิ
ข้าวโพดคั่ว หรือ ป๊อปคอร์น เป็นอาหารว่าง ทานง่ายยอดนิยมอย่างหนึ่ง หาซื้อไม่ยาก ตามท้องตลาด ห้างสรรพสินค้า และโรงภาพยนตร์ ราคามีแตกต่างกันไป รสชาติเมื่อก่อนอาจมีแค่หวานกับเค็มแต่ปัจจุบันมีให้เลือกชิมนับสิบรส เส้นทางเศรษฐีมีหนึ่งตัวอย่างธุรกิจป๊อปคอร์นกระแสดังขวัญใจลูกค้า คั่วสดหน้าร้านทุกวันเปิดขายแฟรนไชส์ทั่วประเทศไปแล้วกว่า 148 สาขา ร้านนี้มีชื่อว่า มือปืนป๊อปคอร์น มือปืนป๊อปคอร์น เป็นธุรกิจเล็กๆ ที่เริ่มไม่เล็กและกำลังก้าวเข้าสู่ปีที่ 4 ในไม่ช้านี้ของ คุณชยุต ยอดโต หรือ คุณพี วัย 36 ปี จบจากสาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา คุณพี เล่าให้ฟังถึงจุดเริ่มต้นว่า เพื่อนและคนใกล้ตัวชอบซื้อป๊อปคอร์นเวลาไปดูหนัง ซึ่งมีราคาแพงจึงคิดว่าหากทำขายเองคุณภาพต้องเทียบเท่า ที่สำคัญ ราคาต้องไม่แพง ลูกค้าทุกกลุ่มสามารถซื้อทานได้ ไม่เพียงแค่คิดแต่คุณพีลงมือทำทันที อาศัยการลองผิดลองถูกอยู่เป็นเดือน ดูวิธีการทำจากยูทูบและในตำราทำป๊อปคอร์น เสียวัตถุดิบไปก็เยอะเพราะขั้นตอนค่อนข้างยาก และไม่ง่ายแบบที่คิด จนถอดใจไป ครั้งหนึ่ง “ผมได้อ่านนิตยสารของเส้นทางเศรษฐีเมื่อปี 2556
คุณอาร์ต สมมุติวงษ์ วัยห้าสิบเศษ เจ้าของกิจการร้าน “กาแฟสดเขาค้อ” ตั้งอยู่บริเวณสี่แยกรื่นฤดี ตำบลสะเดาะพง อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ เผยถึงการดำเนินกิจการของครอบครัวที่ทำมาร่วม 20 ปี แล้ว ว่า รายรับพออยู่ได้ เพราะตลอดทั้งปี จะมีนักท่องเที่ยวมาเยี่ยมเยียนไม่เกิน 6 เดือน นอกเหนือจากนั้นแล้ว เขาจะหารายได้จากการทำไร่พืชผัก-ผลไม้ ทำสวนกาแฟอาราบิก้า รวมทั้งรับซื้อเมล็ดกาแฟจากชาวสวนอื่นๆ นำมาคั่วและบด ขายหารายได้เสริมอีกทางหนึ่ง และด้วยความที่คลุกคลีกับ “กาแฟ” มาตลอด ก่อนหน้านี้ เขาจึงสร้างสรรค์ เครื่องชงกาแฟสด แบบเคลื่อนย้ายได้ หรือที่ยุคสมัยปัจจุบัน นิยมเรียกกันว่าเครื่องชง “กาแฟดริป” “การบริโภคกาแฟ ถ้าจะให้ได้ความสุนทรี ต้องมาทั้งกลิ่นและรส ซึ่งเครื่องชงดริปแบบพกพานี้ สามารถตอบโจทย์บรรดาคนรักกาแฟ ได้อย่างแน่นอน ที่ผ่านมามีลูกค้าให้ความสนใจกันพอสมควร เป็นงานแฮนด์เมด ตามออร์เดอร์ ชุดละ 500 บาท ไม่รวมแก้วกาแฟ สนใจสั่งซื้อไปเป็นของขวัญของฝาก ติดต่อกันมาได้ครับ” คุณอาร์ต ฝากประชาสัมพันธ์มาอย่างนั้น สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ คุณอาร์ต โทรศัพท์ 089-856-9257 หรือ Facebook/อาร
โกเผือกโกดำ (GopuekGodum) ร้านอาหารกระแสดังจากโลกออนไลน์ในจังหวัดเชียงใหม่ ด้วยสไตล์การตกแต่งร้านแบบธรรมชาติ เสิร์ฟพร้อมเมนูอาหารเช้าและขนมหวานหน้าตาน่ารัก อย่างสังขยา 4 สี ร้านนี้เกิดจากการรวมตัวกันของวัยรุ่น 4 คนแต่ต่างอายุกัน สองหนุ่มสถาปนิก อย่าง คุณอะตอม-ชนะ ฉายานนท์ อายุ 28 ปี และ คุณบูม-วาสุทิน คำพรหม อายุ 28 ปี และสองสาวที่จบด้านการสื่อสารมวลชนอย่าง คุณขวัญใจ-พชรพรรณ ปิ่นคำพิชัย อายุ 24 ปี และ คุณน้ำ-อภิชญา วงศ์ปัน อายุ 24 ปี คุณขวัญใจ หนึ่งในหุ้นส่วนร้านรับอาสาเล่าที่มาที่ไปของร้านโกเผือกโกดำ ให้ฟังว่า เริ่มแรกมีหุ้นส่วนอยู่ 3 คน (ภายหลังเพิ่มเป็น 4 คน) เดิมทีที่ตั้งร้านเป็นร้านอาหารเก่าของคนรู้จัก เห็นว่าปิดกิจการจึงขอเซ้งร้านทำกิจการต่อ เหตุจากสองหนุ่มสถาปนิกอยากหาอะไรทำช่วงเช้าก่อนไปทำงาน และสองสาวอยากหากิจกรรมทำระหว่างรอรับปริญญา เกี่ยวกับชื่อร้าน คุณขวัญใจ เล่าว่า คำว่า โก ให้อารมณ์เหมือนร้านอาหารเช้านั่งจิบกาแฟ ส่วนคำว่าเผือกกับดำ มาจากฉายาของหุ้นส่วนหนุ่มสถาปนิกทั้ง 2 คนที่มีสีผิวขาวกับเข้ม เสริมสไตล์การตกแต่งร้านแบบธรรมชาติ ใช้ของเท่าที่พอหาได้หรือมีอยู่แล้วที่บ้านเพรา
พื้นที่ดอยภูทับเบิก เดิมเป็นพื้นที่ปลูกฝิ่นกันมาตั้งแต่สมัยรุ่นบรรพบุรุษ ทำกันมาหลายชั่วอายุคน ก่อนที่จะได้รับการพัฒนาให้เป็นพื้นที่บนดอยภูทับเบิกแห่งนี้ กลายเป็นพื้นที่เกษตรกรรม ปลูกผักเมืองหนาวแทน อย่างการปลูกกะหล่ำปลี เป็นต้น ซึ่งปลูกมากบนพื้นที่ดอยของภูทับเบิก ด้วยสภาพอากาศที่เหมาะสม โดยผู้ปลูกส่วนใหญ่เป็นชาวม้ง คุณอาเซ็ง แซ่ลี วัย 62 ปี ผู้อาวุโสชาวไทยภูเขาเผ่าม้ง ในหมู่บ้านภูทับเบิก ม.14 เล่าว่า “ตั้งแต่จำความได้ ก็เห็นพ่อแม่ปลูกฝิ่นกันมาตั้งแต่ยังเล็ก แต่การปลูกฝิ่นไม่ได้ช่วยให้ครอบครัวอยู่ดีมีสุข หรือหายจากความยากจนที่มีอยู่ได้เลย เพราะพอฝิ่นขายไม่ได้ ชาวบ้านก็เอามาสูบ สูบเสร็จก็ไม่สามารถทำงานอะไรได้อีก เป็นวังวนซ้ำไปซ้ำมา ไม่จบสิ้น แต่พอพื้นที่ได้รับการปรับปรุงให้เป็นพื้นที่ทางการเกษตร ส่งเสริมให้ชาวม้งหันมาปลูกผักอย่างกะหล่ำปลีที่ชอบอากาศเย็นบนดอยนั้น ชาวบ้านที่นี่ก็ปลูก แต่สิ่งที่เป็นจุดเปลี่ยนของตนคือ การใช้สารเคมี ชาวม้งที่นี่ปลูกกะหล่ำปลีกันแต่ก็ต้องใช้สารเคมีฉีดพ่นอย่างมาก เป็นเหตุให้เกิดการเจ็บป่วย โดยคุณอาเซ็ง เล่าว่า “ญาติที่สนิทกัน ป่วยเป็นหลายโรคมาก ทั้งเป็นมะเร็งตั
ทุกวันนี้วัฒนธรรมกาแฟแพร่หลายไปทั่วโลก นอกจากจะมีสารพัดเมนูแปลกใหม่ เพื่อเอาใจคอกาแฟแล้ว ผู้ประกอบการยังพยายามสรรหาวิธีการต่างๆ ที่ทำให้กาแฟเป็นมากกว่าเครื่องดื่ม ความพยายามดังกล่าวมาถูกทาง เพราะสามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้คน ซึ่งไม่เพียงชื่นชอบรสชาติขมเข้ม แต่ยังชมชอบงานศิลป์จากกาแฟที่ช่วยเพิ่มเสน่ห์ให้เครื่องดื่มแก้วโปรด ขณะเดียวกัน ก็เพิ่มมูลค่าให้กับเจ้าของธุรกิจด้วย เทรนด์ศิลปะจากกาแฟในปัจจุบันมีหลากหลายจนคาดไม่ถึง “รอยเตอร์ส” นำเสนอศิลปะบนฟองนมแบบสามมิติ ที่เป็นสไตล์เฉพาะของร้าน “มาย โคฟี่” (My Cofi) ในเมืองเกาสงของไต้หวัน “ชาง คุ่ย ฟาง” เจ้าของร้าน “มาย โคฟี่” ริเริ่มไอเดียเติมงานศิลป์ลงบนฟองนมของเมนูคาปูชิโน่ร้อน โดยใช้ภาพถ่ายเป็นแบบ ซึ่งก็แล้วแต่ว่าลูกค้าต้องการภาพอะไร ส่วนใหญ่มักเป็นภาพสัตว์เลี้ยงแสนรัก บางคนก็อาจจะเลือกการ์ตูนหรือสัตว์แปลกๆ สำหรับภาพสัตว์เลี้ยง เธอจะเริ่มต้นจากการทำฟองนมให้เป็นรูปเป็นร่าง ก่อนจะค่อยๆ ใช้กาแฟ ช็อกโกแลต หรือแยมผลไม้หลากสี บรรจงแต่งแต้มให้ออกมาคล้ายกับภาพต้นแบบที่สุด สนนราคาของกาแฟที่เสิร์ฟพร้อมงานศิลป์แบบสามมิติก็จะขึ้นอยู่กับระดับความยาก-ง
ไอศกรีมดอกไม้ “ศรีมาลา” ปัจจุบันร้านต้นแบบอยู่ที่ตลาดน้ำอัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม และสาขาแฟรนไชส์อีกหลายแห่ง มีจุดเริ่มต้นจาก การนำเอาดอกไม้ในท้องถิ่น เช่น ดาหลา อัญชัน เข็ม บัว และ กุหลาบมอญ มาผสานกับความรู้ทางวิชาการในโครงการอุตสาหกรรมและวิจัยสำหรับนักศึกษาปริญญาตรี (IRPUS) ที่เน้นการวิจัยสามารถแก้ปัญหาจริงให้กับภาคอุตสาหกรรม โดยดำเนินการภายใต้ความร่วมมือแบบไตรภาคี ได้แก่ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.), ผู้ประกอบการ และ ทีมงานวิจัยมหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ร่วมกันสร้างผลิตภัณฑ์ที่เพิ่มมูลค่าให้แก่ดอกไม้ในท้องถิ่น จน “ศรีมาลา”กลายเป็นสินค้าเอกลักษณ์ของแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมดังกล่าวไปแล้ว คุณโจ้-พีรวงศ์ จาตุรงคกุล เจ้าของไอศกรีม “ศรีมาลา” เริ่มให้ข้อมูลด้วยอัธยาศัยยิ้มแย้มเป็นกันเอง ย้อนความเป็นมาส่วนตัวให้รู้จักกันมากขึ้นว่า พื้นเพอยู่จังหวัดสมุทรสาคร แต่มาทำมาหากินอยู่ตลาดน้ำอัมพวา ได้ราว 7 ปีแล้ว เริ่มด้วยการเปิดร้านขายข้าวคลุกน้ำพริก ชื่อ “กำปั่น” ปรากฏประสบความสำเร็จ มีคนสนใจมาก เลยคิดต่อยอดธุรกิจของครอบครัว ด้วยการมองหา “เสน่ห์”ของอัมพวา มาเป็นจุดขาย
“…อีก 10 ปี เราจะมีเด็กกับผู้สูงอายุในสัดส่วนเท่ากันประมาณ 12 ล้านคน และในระยะยาวจำนวนผู้สูงอายุจะมีมากกว่าจำนวนเด็ก ขณะที่วัยแรงงานเริ่มลดลงเป็นโครงสร้างการเปลี่ยนแปลงอายุประชากรที่จะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า…” ข้อมูลส่วนหนึ่งจากการวิจัย ของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ข้างต้น อาจเป็นสัญญาณบ่งชี้ให้เห็นภาพในอนาคตอันใกล้ได้ลางๆว่า ชีวิตบั้นปลายของใครหลายคน อาจไม่มีคนในครอบครัวมาคอยดูแลใกล้ชิด เหมือนสังคมไทยในยุคก่อน ที่ปู่ย่า-ตายาย มักได้อยู่ร่วมชายคากับครอบครัวถึงรุ่นเหลนโหลน เรื่อยไปจนกว่าอายุขัยจะสิ้นสุดลงตามกฎเกณฑ์ธรรมชาติ เพราะเมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป และด้วยปัจจัยภายนอกหลายประการ ต่างส่งผลให้ “ผู้สูงอายุ”กลุ่มหนึ่ง ขาดแคลนคนคอยดูแล บรรดาลูกหลาน ซึ่งอาจพอมีกำลังจ่าย จึงมักมองหา “เนิร์สซิ่ง โฮม-Nursing Home” เข้ามาช่วยแบ่งเบาภาระประจำวัน จนในปัจจุบันธุรกิจให้บริการลักษณะดังกล่าว เกิดขึ้นหนาตาอย่างเห็นได้ชัด “บ้านอุดมสุข” บ้านสีเขียวหลังใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่บนที่ดินขนาดกว่า 5 ไร่ เป็นกิจการรับดูแลผู้สูงอายุ เปิดให้บริการมาได้ราว 4 ปี ตั้งอยู่ที่อำเภอ
“การถ่ายภาพเป็นงานศิลปะ เป็นของดีมีประโยชน์ ขออย่าให้ถ่ายภาพกันเพื่อความสนุกสนาน หรือความสวยงามเท่านั้น จงใช้ภาพให้เกิดคุณค่าแก่สังคม ให้เป็นประโยชน์แก่ส่วนรวม งานศิลปะจะได้ช่วยพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้าได้อีกแรงหนึ่ง” พระราชดำรัส พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระราชทานแก่คณะกรรมการบริหารสมาคมถ่ายภาพ แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ………………… ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา คุณวีระยุทธ ทองโชติ อายุ 38 ปี พนักงานประจำในโรงงานสกรีนเสื้อแห่งหนึ่ง มักใช้เวลาว่างหลังเลิกงานตั้งแต่เย็นจนถึงดึกดื่นค่อนคืน ไปคอยเก็บขยะรอบสนามหลวง และอาสา “ถ่ายรูปฟรี” ให้กับประชาชนทุกเพศทุกวัยที่เดินทางมากราบสักการะพระบรมศพ นับแต่วันแรกถึงวันนี้ นับได้กว่า 50 ครั้งเห็นจะได้ “เมื่อใดที่นึกถึงกล้องที่มหัศจรรย์ที่สุดในโลก กล้องที่ถ่ายภาพถิ่นทุรกันดาร ให้กลับมาเป็นพื้นที่อุดมสมบูรณ์ กล้องที่ถ่ายพื้นที่แห้งแล้งให้กลายมาเป็นพื้นที่ทำกิน กล้องที่ถ่ายทุกข์ยากความลำบากของพสกนิกรให้กลับกลายเป็นความสุข ด้วยพระอัจฉริยภาพจากโครงการในพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 ผมจะต้องนึกถึงกล้องถ่
ใครที่เคยมีโอกาสผ่านไปแถวคลองสอง ถนนรังสิต-นครนายก ขาออก อาจเคยเห็นตลาดนัดขนาดใหญ่ ที่เปิดขายกันช่วงเย็นไล่ไปจนถึงราวสามทุ่มเศษ และถ้าได้เดินเข้าไปด้านในเพื่อหาซื้อของกินของใช้ จะต้องได้เห็นการตกแต่งภูมิทัศน์ของตลาดด้วยภาพพระบรมฉายาลักษณ์ของในหลวงรัชกาลที่ 9 ขนาดใหญ่ เรียงรายเป็นระเบียบ งดงามน่าทึ่ง สอบถามถึงที่มาแนวคิดดังกล่าว คุณสุดใจ แซ่แต๋ง เจ้าของตลาดพระรูปคลองสอง ดังเกริ่นมาข้างต้น กรุณาสละเวลามาพูดคุยด้วย แม้กำลังง่วนกับการขายข้าวสวยอยู่ “พื้นเพเป็นคนกรุงเทพฯ ปัจจุบันอายุ 61 ปี ชื่อเล่นไม่มี แต่คนส่วนใหญ่เรียกกันว่า เจ๊ลัง” คนต้นเรื่อง เริ่มต้นพูดคุยด้วยบุคลิกเป็นกันเอง ก่อนย้อนความเป็นมาให้ฟัง ก่อนทำตลาดนี้ เคยทำเสื้อผ้าส่งออกมาก่อน พอเลิกทำเสื้อผ้า มีโอกาสมาพักร้อนย่านรังสิต ลูกน้องชวนมาส่งขนมปังในตลาดนัด เลยคิดอยากเช่าที่ทำตลาดนัดบ้าง จากวันนั้นถึงวันนี้ก็ราว 17 ปีกว่าแล้ว คุณสุดใจ แซ่แต๋ง เจ้าของตลาดพระรูปคลองสอง “ปัจจุบันเช่าที่ดินไว้หนึ่งร้อยไร่ เพื่อทำตลาดนัดนี้ และด้วยความที่นับถือเสด็จพ่อ ร.5 ตอนทำตลาดเลยนำรูปของพระองค์ท่านมาตั้งไว้ด้านหน้า คนแถวนี้เลยเรียกกันติ
