SMEs เกษตร
ได้รับความสนใจไม่น้อยเลย สำหรับ เรื่องราวของหนุ่มวัย 27 ปีที่อ.นาแห้ว จ.เลย เขาลาออกจากงานลูกจ้างกรมป่าไม้ เพื่อมาเลี้ยงไก่ 500 ตัว เก็บไข่ขาย มีรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายแล้ว ราว 30,000 บาทต่อเดือน นั่นคือ เรื่องราวของ คุณพงศกร พลบูรณ์ หรือคุณกอล์ฟ และภรรยา นางสาวนุชจรีภรณ์ ศรีสมบัติ อายุ 27 ชาวบ้านเหมืองแพร่ อ.นาแห้ว จ.เลย (คลิกอ่าน -พอกันทีชีวิตลูกจ้าง!! ลาออกมาเลี้ยงไก่ เก็บไข่ขาย รับทรัพย์ วันละ 1,500 บาท) นอกจากเลี้ยงไก่แล้ คุณกอล์ฟ ยัง ทำสวนเกษตรผสมผสาย รวมทั้งเลี้ยงปลา ทั้งปลานิล ปลาตะเพียน ปลายี่สก ปลานวลจันทร์ ปลาหมอ ฯลฯ และจากงานเลี้ยงปลานี่เอง ที่ให้เกิดการ เลี้ยงกุ้งฝอย ซึ่งเขา ว่ามันเอื้อกันไปได้ นั่นคือ อาหารที่ใช้เลี้ยงปลา เมื่อปลากินเหลือเศษเล็กเศษน้อยยังพอเป็นอาหารของกุ้งฝอยได้ ซึ่งเมื่อกุ้งฝอยเติบโต ยังจับมาเป็นอาหาร หรือนำไปขายเป็นรายได้เสริม อิจู้ ซึ่งการเลี้ยงกุ้งฝอย คุณกอล์ฟ ก็บอกว่า แทบจะไม่ได้ลงทุนอะไรเลย วิธีการก็คือ ไปหาพ่อแม่พันธุ์มาจากแหล่งน้ำธรรมชาติ โดยใช้อุปกรณ์การจับจากภูมิปัญญาชาวบ้าน จับกุ้งมาเลี้ยง ที่เรียกว่า อิจู้ วิธีการ ดู กุ้งแม่พันธุ์ ถ้า
“ถ้าให้เลือกระหว่างเลี้ยงกระบือกับการทำไร่ทำนา แบบไหนดีกว่ากันในปัจจุบันนี้ สำหรับผมเลือกเลี้ยงกระบือ เพราะการเลี้ยงกระบือไม่ได้ขายตัวละ 7,000-8,000 บาทเหมือนสมัยก่อน ซึ่งต่อตัวถ้าเลี้ยงเป็นเนื้อ ก็สามารถขายได้เป็นหลักหมื่นบาท เพียงแต่เราต้องมีวิธีการที่ต้องศึกษาให้ถูกต้อง เพื่อให้การเลี้ยงประสบผลสำเร็จ ซึ่งเดี๋ยวนี้วิทยาการต่างๆ สามารถหาข้อมูลศึกษาได้ เมื่อถึงเวลาขายคนเลี้ยงเองสามารถกำหนดเรื่องราคาได้อีกด้วย” คุณพรทรัพย์ กล่าว คุณพรทรัพย์ พาภักดี อยู่บ้านเลขที่ 494 หมู่ที่ 1 ตำบลหนองนาคำ อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี เป็นเกษตรกรผู้เลี้ยงกระบือจนประสบผลสำเร็จ โดยเน้นผลิตลูกพันธุ์ขายให้กับผู้ที่สนใจนำลูกไปเป็นพ่อแม่พันธุ์ จนทำให้เวลานี้เขาได้จัดตั้งกลุ่มขึ้นเพื่อให้สมาชิกได้เรียนรู้และมีแนวทางการแก้ปัญหาไปด้วยกัน โดยลดที่ทำนาบางส่วนมาทำแปลงปลูกหญ้าให้กระบือกิน เพื่อเป็นการลดต้นทุนเรื่องอาหาร จึงทำให้ทุกคนในกลุ่มเกิดรายได้ มีเงินใช้จ่ายในครัวเรือนได้เป็นอย่างดี แปลงปลูกหญ้า ใช้เวลาว่าง เลี้ยงกระบือ คุณพรทรัพย์ ชายผู้มากด้วยรอยยิ้มเล่าให้ฟังว่า ชุมชนในย่านนี้ส่วนใหญ่มีอาชีพทำเกษตรกรรม คือทำ
ชื่อทั่วไป : Indian snake roots, Serpent wood ชื่อวิทยาศาสตร์ : Rauvolfia serpentine (Bent.) Family : APOCYNACEAE ระย่อม เป็นไม้พุ่มเตี้ยๆ ไม่สูงมาก ใบดกหนาทึบสีเขียวสด ลำต้นมักคดงอ รากขนาดใหญ่ ลึกลงไปในดิน ชอบขึ้นตามชายป่า เชิงเขาที่ดินร่วนปนทราย หรือเป็นหินปนกรวดลูกรัง ที่ค่อนข้างชุ่มชื้น พบกระจายพันธุ์มาตั้งแต่ศรีลังกา อินเดีย เนปาล จีน ภูฏาน ทิเบต พม่า ไทย ลาว กัมพูชา ฯลฯ ดอกเป็นช่อคล้ายดอกเข็มแดง สีขาวอมชมพูอ่อน มี 5 กลีบ กลีบเลี้ยง 5 กลีบ เช่นกัน โคนก้านดอกเชื่อมติดกันเป็นช่อสีชมพู พอดอกโรยก็จะค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีแดงเข้ม ออกดอกช่วงปลายฝนต้นหนาว ติดผลกลมๆ รีๆ สีเขียว เมื่อแก่จะกลายเป็นสีม่วงดำ คล้ายลูกต้นพลองหรือลูกมิกกี้เม้าส์ ชื่อสกุลของไม้ระย่อม ถือว่าเป็นการให้เกียรติแก่ Dr. Leonhard Rauwolf นักพฤกษศาสตร์/นายแพทย์ชาวเยอรมัน แต่ชื่อทาง Botany ใช้ตัว V แทน W ส่วนนามสกุล serpentina หมายถึงลักษณะที่คดไปมาเหมือนงู ระย่อม อยู่ในวงศ์ APOCYNACEAE เป็นที่รู้กันว่าต้องมีน้ำยางสีขาว ชาวเอเชียเรานั้นรู้จักใช้รากระย่อมเป็นสมุนไพรมาแต่โบร่ำโบราณ แต่มิได้มีการบันทึกไว้ มาจนกระทั่งปี พ.ศ. 2495
“ ขี้เลื่อยไม้ยางพารา” เป็นหนึ่งในวัตถุดิบที่เกษตรกรนิยมนำมาใช้เพาะเห็ด ทั้งนี้การเลือกใช้ขี้เลื่อยไม้ยางพารา ควรตรวจสอบให้แน่ใจเสียก่อนว่า ไม่ใช่ขี้เลื่อยไม้ยางพาราที่มาจากโรงงานเฟอร์นิเจอร์ เพราะขี้เลื่อยประเภทนี้ผ่านการอบฆ่าเชื้อนำมาใช้ในการเพาะเห็ดไม่ได้ หากนำขี้เลื่อยประเภทนี้ มาทำก้อนเชื้อเห็ดหยอดเชื้อลงไปแล้วเชื้อไม่เดิน เพราะไม้ยางพาราจากโรงงานเฟอร์นิเจอร์ส่วนใหญ่จะผ่านการอบยาฆ่าเชื้อรามาแล้ว หากนำมาใช้เพาะเห็ด เชื้อเห็ดก็จะไม่เดินอย่างแน่นอนเพราะเชื้อเห็ดก็เป็นเชื้อราประเภทหนึ่งนั่นเอง หากใครต้องการตรวจสอบคุณภาพขี้เลื่อยว่าใช้ได้หรือไม่ ขอแนะนำให้ทดลองทดสอบตามคำแนะนำของศูนย์เห็ดล้านนานคือ เอามือ ล้วงเข้าไปในขี้เลื่อย ถ้าขี้เลื่อยนั้นร้อน เหมือนมีการหมัก ถือว่า ขี้เลื่อยนั้นใช้ได้ แต่ถ้าขี้เลื่อยนั้นไม่ร้อน หรืออุ่นแดด และควรสอบถามคนขับว่า ไปขึ้นขี้เลื่อยจากที่ไหน เป็นโรงไม้ หรือโรงงานเฟอร์นิเจอร์ ถ้าไม่แน่ใจ ก็จะไม่ควรรับ เพราะเสี่ยงขาดทุนได้ นอกจากนี้ ก่อนลงขี้เลื่อย ควรตรวจดูบริเวณที่จะลงขี้เลื่อยว่ามีความสะอาดพอไหม พื้นที่ตรงนั้นมีน้ำขังหรือเปล่า ควรปรับระดับการระ
“โอกินาวา” เป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุดในหมู่เกาะริวกิว ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของญี่ปุ่น มีสภาพภูมิอากาศแบบร้อนชื้นเป็นเกาะที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวทั้งภาษา วัฒนธรรม และการใช้ชีวิตความเป็นอยู่ต่างกับดินแดนส่วนอื่นของญี่ปุ่น เกาะโอกินาวาประกอบไปด้วยเกาะน้อยใหญ่ที่อยู่กระจัดกระจายในบริเวณกว้าง มีหาดทรายขาวสวย น้ำทะเลสีครามและปะการังที่ยังสมบูรณ์ ทำให้โอกินาวาเป็นแหล่งท่องเที่ยวพักร้อนในฝันของชาวญี่ปุ่น คนประเทศญี่ปุ่นบนเกาะโอกินาวา ได้ชื่อว่ามีอายุยืนที่สุดในโลก ถือเป็นเกาะที่มีประชากรอายุเกิน 100 ปี มากที่สุดในโลก จากข้อมูลการศึกษาวิจัย พบว่า สภาพแวดล้อม วัฒนธรรม นิสัยคนโอกินาวาเป็นคนชอบผ่อนคลายไม่เครียด และอาหารการกินของคนโอกินาวามักจะรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ซึ่ง 3 อันดับ อาหารโอกินาวาที่รับประทานแล้วอายุยืน คือ ผัดมะระโอกินาวา หรือ เรียก “โกยะ จัมปุรุ” (Goya Champuru) ผัดสาหร่ายคอนบุ (คูบุอิริจิ) น้ำส้มโอกินาวา (ชีกัวชา) โดยเฉพาะ โกยะ จัมปุรุ หรือ ผัดมะระ จัดเป็นอาหารพื้นเมืองยอดนิยมของจังหวัดโอกินาวา ที่ไปเกาะแห่งนี้แล้วต้องรับประทานให้ได้ มะระนั้นถือว่าเป็นผักที่มีวิตามินซีสูงในลำดับต้นๆ ส่วน
เมื่อผลผลิตทางการเกษตรเริ่มตกต่ำ การหันมองพืชชนิดใหม่ที่เหมาะกับพื้นที่และสภาพอากาศ ก็น่าจะเป็นทางออกที่ดีทางหนึ่ง อย่างน้อยก็ช่วยเสริมรายได้อันน้อยนิดให้ได้เป็นกอบเป็นกำขึ้นมา พื้นที่ตำบลทับกฤช อำเภอชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์ เป็นพื้นที่ที่ไม่จัดว่าแล้ง แต่ในบางพื้นที่อำเภอต้องประสบภาวะน้ำเค็มจากน้ำที่พื้นที่ตั้งอยู่ใกล้แหล่งน้ำขนาดใหญ่อย่างแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นความโชคดีของชาวบ้านบ้านดงสวาท ตำบลทับกฤช อำเภอชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์ ที่อาศัยแหล่งน้ำจากน้ำบาดาล ซึ่งเป็นน้ำใต้ดินที่มากเพียงพอสำหรับการเพาะปลูก และปราศจากภาวะน้ำเค็มอย่างบางพื้นที่ประสบ คุณยุพา พันธุ เกษตรกรสาว วัย 25 ปี ครอบครองที่ดินของตนเองเพียง 9 ไร่ ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และผักตามฤดูกาล ซึ่งราคาทั้งหมดถูกกำหนดโดยพ่อค้าคนกลาง กว่าจะเก็บข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ขายได้ในแต่ละรอบ เมื่อคำนวณต้นทุนการผลิตกับรายได้ที่ได้มาแล้วหลายครั้งที่ชักหน้าไม่ถึงหลัง จึงมีแนวคิดเปลี่ยนพืชชนิดอื่นแทน คุณยุพา พันธุ สาวชุมแสง เจ้าของแปลงมะละกอพันธุ์ส้มตำ “ในละแวกใกล้เคียงมีชาวบ้านหลายราย ปลูกมะละกอดิบสำหรับทำส้มตำขาย ได้ยินว่ามีรายไ
ผักกูด เป็นชื่อของผักชนิดหนึ่งจัดอยู่ในตระกูลเฟิร์น สามารถนำมาปรุงอาหารได้หลากหลายเมนู และนอกจากจะนำมาเป็นอาหารได้แล้วยังใช้เป็นสมุนไพรได้อีกด้วย ผักกูดมักจะขึ้นอยู่ตามริมน้ำหรือพื้นที่ชุ่มน้ำมากกว่าในป่าทึบ เจริญเติบโตได้ดีในช่วงฤดูฝน นอกจากนี้แล้ว ผักกูด ยังเป็นดัชนีชี้วัดถึงสภาพแวดล้อม ให้ได้รู้ว่าบริเวณไหนอากาศไม่ดี ดินไม่บริสุทธิ์ มีสารเคมีเจือปนอยู่ ผักกูดจะไม่ขึ้นหรือแตกต้นในบริเวณนั้น ด้วยสรรพคุณและคุณค่าที่มีมากมาย จึงทำให้ในปัจจุบันเกษตรกรหันมาปลูกผักกูดเชิงการค้ามากขึ้น คุณชาญณรงค์ พวงสั้น อยู่บ้านเลขที่ 69 หมู่ที่ 7 ตำบลวังจันทร์ อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี ปัจจุบันดำรงตำแหน่งหัวหน้ากลุ่มส่งเสริมและพัฒนาการผลิต สำนักงานเกษตรจังหวัดเพชรบุรี เล่าถึงงานปลูกผักกูดว่า เกิดนึกสนใจและมองเห็นอนาคตของผักกูดว่าน่าจะไปได้ดี ผักกูดเป็นผักที่หาได้จากธรรมชาติในสมัยก่อน แต่ในปัจจุบันเริ่มหารับประทานยากขึ้นทุกวัน ตนจึงมองเห็นโอกาสจากตรงนี้ ใช้เวลาว่างช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ทำงานสวนปลูกผักกูดอินทรีย์แซมสวนสัก โดยยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง รัชกาลที่ 9 คือปลูกพืช 3 อย่าง ประโยชน์ 4
เกษตรกรหญิง จบ ป.6 วัย 44 ปี ปลูกกล้วยน้ำว้า 2 สายพันธุ์ที่โคราช บนพื้นที่ 130 ไร่ หรือต้นกล้วยราว 12,000 ต้น ขายทั้งผล ขายทั้งหน่อ ส่งขายร้านเซเว่น และมีพ่อค้าคนกลางมารับซื้อไม่อั้น ล่าสุดได้ลูกชายคนโตมาช่วยขยายตลาดผ่านเฟซบุ้ก สุดภูมิใจโกยรายได้ปีละหลายล้านบาท คุณสายพิน แก้วศรี หรือ แอ๊ว คือ เจ้าของ สวนสายพินพันธุ์ไม้ ตั้งอยู่ที่เลขที่ 128 หมู่ 2 ต.มาบตะโกเอน อ.ครบุรี จ.นครราชสีมา คุณแอ๊ว เล่าว่า เกิดมาท่ามกลางครอบครัวที่ยึดอาชีพเกษตรกรมาหลายชั่วอายุคน มีพี่น้อง 2 คน ตัวเองเป็นน้องสาวคนเล็ก จบการศึกษาเพียงชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ต้องช่วยพ่อแม่ทำนา ปลูกข้าว ปลูกผลไม้ ตั้งแต่เด็ก จนกระทั่งบุพการีทั้ง 2 เสียชีวิต เลยสวมบทบาทเกษตรกรเต็มตัว เกษตรกรหญิงเมืองโคราช เล่าต่อว่า ตั้งแต่สมัยรุ่นพ่อแม่ทำสวนแบบผสมผสาน ปลูกกล้วย ผสมกับการปลูกพืชชนิดอื่น อาทิ ลำไยพันธุ์อีดอ ซึ่งปลูกเพื่อการส่งออก นอกจากนั้นยังมี ละมุด มังคุด มะขามหวาน ขนุน ทุเรียน แต่ปรากฏว่า “กล้วย” เป็นไม้ผลที่สามารถสร้างรายได้มากที่สุด “ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ ทำสวนผสมผสานปลูกผลไม้ 10 กว่าชนิด บนพื้นที่ 40 ไร่ จากนั้นขยับขยายเรื่อ
อดีตพนักงานจัดสวน และยังเป็นเจ้าของสวนยางพารา อาศัยอยู่ที่อำเภอนาหม่อม จังหวัดสงขลา หัวใสนำกาบมะพร้าวเหลือใช้มาทำดินคุณภาพสูงขาย ใช้ชื่อแบรนด์ว่า “ดินนาหม่อม” ขายดิบขายดี ต้องสั่งจองล่วงหน้า นอกจากนั้นยังปลูกผักสวนครัวในวัสดุเหลือใช้ อย่างเช่น ตะกร้า กระสอบปุ๋ย รางน้ำเก่า สะดวกต่อการเคลื่อนย้าย ถูกจริตคนกรุงแห่มาขอซื้อ เพราะสวยงามและกินได้ อนาคตต่อยอดเปิดร้านอาหารเพื่อสุขภาพ คุณอมร ตรีรัญเพ็ชร ปัจจุบันอายุ 55 ปี บอกกับเส้นทางเศรษฐีออนไลน์ว่า ในอดีตประกอบมาแล้วหลายอาชีพ ล่าสุดหันมาทำสวนยางพารา 10กว่าไร่ ที่ตำบล นาหม่อม อำเภอ นาหม่อม จังหวัดสงขลา จากการสังเกตเห็นว่า แถวบ้านมีกาบมะพร้าวเหลือใช้เยอะมาก ชาวบ้านส่วนใหญ่มักเลือกที่จะเผาทิ้ง เลยคิดนำมาใช้ประโยชน์ นั่นเป็นที่มาของการทำดินขาย “ผมเห็นแถวบ้านมีกาบมะพร้าวแห้งเหลือใช้เยอะมาก เลยคิดว่าจะนำมาใช้ประโยชน์ด้วยการทำดินปลูกต้นไม้ ส่วนผสมมี กาบมะพร้าวแห้งสับ ขุยมะพร้าว หน้าดิน ขี้เถ้าแกลบ ขี้ไก่แกลบ น้ำหมักชีวภาพ นำส่วนผสมทั้งหมดมาคลุกเคล้ากัน กลายเป็นดินใช้ปลูกต้นไม้ได้ทุกชนิด อาทิ ไม้ดอก ไม้ผล ไม้ประดับ” สำหรับน้ำหมักชีวภาพ คุณอมร ผสมเ
“ชะคราม” เป็นวัชพืชในดินเค็ม พบทั่วไปตามชายฝั่งทะเลที่น้ำเค็มขึ้นถึงแต่เป็นวัชพืชมากค่า ใครเคยไปแถวสมุทรสาคร-สมุทรสงคราม คงเคยได้เห็นพุ่มชะครามขึ้นอยู่แถวนาเกลือและตามป่าชายเลนเยอะเลย หน้าฝนจะแตกช่อใหม่อ่อนๆ ให้เก็บมาปรุงอาหารอิ่มหมีพีมันกันไปเลยทีเดียว ชะคราม หรือ ช้าคราม เป็นพืชทนเค็ม กิ่งก้านอวบน้ำ ใบแคบยาว พองกลม ปลายแหลมมีนวลจับขาว สีเขียวอมฟ้า ใบมีรสเค็ม ออกดอกตามซอกใบ แต่ส่วนที่นำมากินกันคือใบบริเวณยอดอ่อน ในทางวิทยาศาสตร์เราสามารถใช้ชะครามใช้เป็นดัชนีชี้วัดความเค็มของดินได้ โดยชะครามที่ขึ้นในดินเค็มจัดใบจะออกสีม่วงแดง ส่วนต้นที่ขึ้นในดินจืดใบจะออกสีน้ำเงิน และสำหรับชนิดที่มีสีเขียวสดหรือสีเขียวอมม่วงในฤดูแล้งจะเปลี่ยนเป็นสีแดงอมม่วงอ่อนๆ Suaeda maritima เนื่องจากเป็นวัชพืชที่เจริญเติบโตได้ง่ายในดินเค็ม ใบของชะครามจึงดูดเอาความเค็มจากดินมาเก็บไว้ เมื่อใบแก่ขึ้นเรื่อยความเค็มก็จะเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย เวลาเก็บชะครามมาปรุงอาหารจึงควรเลือกใช้ใบอ่อน นำมาล้างน้ำให้สะอาด ก่อนที่จะนำมากินต้องทำให้สุกก่อนโดยรูดเฉพาะใบ เหมือนรูดใบชะอม แล้วต้มคั้นน้ำทิ้งไป 2-3 ครั้ง เพื่อให้ลดความเค็มลงก่อ
