SMEs เกษตร
ต้นอ่อน และไมโครกรีน เป็นผักรูปแบบใหม่นับว่าเป็นทางเลือกสำหรับผู้บริโภคที่ใส่ใจในสุขภาพ มีจำหน่ายในซูเปอร์มาร์เก็ตที่เน้นเกษตรอินทรีย์ ซึ่งผักเหล่านี้เป็นแหล่งของสารอาหาร แร่ธาตุ วิตามิน และสารต้านอนุมูลอิสระ ต้นอ่อนและไมโครกรีนมีคุณค่าทางโภชนาการสูง เป็นเพราะขณะกำลังจะงอกเมล็ดพืชที่ประกอบไปด้วยแป้ง จะต้องถูกเอนไซม์ภายในตัวของมันเองสลายแป้งเป็นพลังงานให้ต้นอ่อนใช้ในการงอก จึงทำให้ในต้นอ่อนและไมโครกรีนมีเอนไซม์สูงกว่าในผักทั่วไป นอกจากนั้นยังมีวิตามินเอ บี ซี อี เกลือแร่ รวมถึงแร่ธาตุสำคัญซึ่งจะมีมากกว่าเมล็ด มีกรดอะมิโน โปรตีน ไฟโตเคมีคัล ใยอาหาร และมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง จึงจะช่วยชะลอความชรา ป้องกันร่างกายของเราจากโรคเสื่อมทั้งหลาย เช่น โรคหัวใจ อัมพาต โรคข้อ ผิวหนังเหี่ยวย่น ต้อกระจก ป้องกันโรคมะเร็ง และบางพันธุ์สามารถขจัดสารพิษในร่างกายได้ รวมทั้งสามารถฟื้นฟูและซ่อมแซมเซลล์ได้ด้วย ต้นอ่อน เป็นการผลิตผักในรูปต้นกล้าขนาดเล็กซึ่งได้จากการเพาะเมล็ดพันธุ์ผัก สมุนไพร หรือเมล็ดพืชอื่นๆ มีขนาดความสูงของลำต้น ประมาณ 1 นิ้ว ประกอบด้วยลำต้นและใบเลี้ยง ดังนั้น ต้ออ่อนที่ได้จึงคล้ายกับถั่วงอก (
คุณถาวร งานยางหวาย อยู่บ้านเลขที่ 105 หมู่ที่ 4 ตำบลกุดสระ อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี เล่าให้ฟังว่า สมัยก่อนทำงานรับราชการเมื่อครบกำหนดวัยเกษียณปี 2550 จึงได้เริ่มใช้เวลาว่างมาทำสวนปลูกไม้ผลแบบผสมสานอย่างจริงจังเมื่อปี 2551 “ก่อนที่จะตัดสินใจทำเกษตร จะปลูกต้นไม้ หรือเลี้ยงปลา จะดูก่อนว่าเราจะทำอะไรได้มากที่สุด ก็เลยตกลงใจเลี้ยงปลา ส่วนพื้นที่ที่เหลือบนขอบบ่อ ก็จะปลูกพืชผัก ไม้ผลไว้ ก็จะมีมะขาม มะนาว ที่สามารถเก็บผลผลิตขายได้ ซึ่งจะมีการไปหาความรู้ การทำเกษตรทฤษฎีใหม่ ก็จะเข้าอบรมกับหน่วยงานที่เขาเปิดสอน และก็นำความรู้ที่ได้มาปรับใช้กับพื้นที่ที่เรามีอยู่” คุณถาวร กล่าว ต้นมะนาวที่ปลูกไว้เก็บผลขาย ปลาที่เลี้ยงภายในบ่อส่วนใหญ่จะเป็นปลานิล ปลาสลิด และปลาตะเพียน โดยนำปลาเหล่านี้มาปล่อยแบบเลี้ยงเชิงธรรมชาติ ปลาก็ขยายพันธุ์ออกลูกมากมาย สามารถจับขายทำเงินได้เป็นที่น่าพอใจ ต่อมาอยากเลี้ยงแบบจริงจังมากขึ้นจึงได้ไปติดต่อขอซื้อลูกพันธุ์จากแหล่งเพาะเพื่อนำมาปล่อยเลี้ยงเป็นเชิงการค้า ก่อนที่จะนำลูกปลาแต่ละชนิดมาลงเลี้ยงจะทำการเตรียมบ่อ คือ วิดน้ำออกจากบ่อให้หมด จากนั้นโรยด้วยปูนขาวให้ทั่วตากบ่อทิ้ง
สองผัวเมียเกษตรกรสงขลา ยึดเกษตรแบบผสมผสานตามแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียง และเกษตรอินทรีย์ 100 เปอร์เซ็นต์ 1 ไร่ รายได้เดือนละ 5-6 หมื่นบาท ใช้เวลาถึง 14 ปี คุ้มค่ากับการรอคอย ผลผลิตมีราคาสูงกว่าที่จำหน่ายตามท้องตลาดกว่า 1 เท่าตัว นายคำนึง สร้อยสีมาก อายุ 48 ปี และนางยุพิน สร้อยสีมาก อายุ 48 ปี สามีภรรยาชาวบ้านในพื้นที่ หมู่ 2 บ้านดีหลวง ต.ดีหลวง อ.สทิงพระ จ.สงขลา หันมาประกอบอาชีพทำเกษตรแบบผสมผสานตามแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 และเป็นเกษตรอินทรีย์ 100 เปอร์เซ็นต์ โดย “ใช้เนื้อที่เพียงแค่ 1 ไร่ แต่สามารถมีรายได้ถึงเดือนละ 5-6 หมื่นบาท” โดยภายในแปลงเกษตรอินทรีย์ซึ่งมีเนื้อที่ 1 ไร่ ได้ถูกเนรมิตให้เป็นสวนผักที่มีพืชผักเกือบครบทุกชนิดที่นิยมบริโภคและตลาดต้องการ ทั้งผักกินใบและผักสวนครัว พืชสมุนไพร เช่น ผักคะน้า กวางตุ้ง ผักบุ้ง มะเขือ ถั่วฝักยาว แตงกวา ผักขมแดง ผักขมเขียว โหระพา แมงลัก กะเพรา ขิง ข่า พริก มะนาว ดอกชมจันทร์ เรียกว่ามีครบจบภายในสวนเดียวและทุกอย่างเป็นผักปลอดสารพิษ ผ่านการรับรองจากกระทรวงเกษตรฯ ที่ส่งเจ้าหน้าที่ลงมาตรวจสอบทั้งดิน น้ำ
โลดแล่นอยู่ในแวดวงครีเอทีฟผลิตโฆษณามายาวนาน 30 ปี ได้รับรางวัลมากมาย สำหรับ “เสกสรรค์ อุ่นจิตติ” หรือ ตุ้ย เด็กฝั่งธน ที่จบมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร แต่ชีวิตผกผันไปเป็นเกษตรกร หลังสวมตำแหน่งกรรมการผู้บริหารได้เพียง 4 ปี ปัจจุบันปลูกผักอยู่ที่เขาใหญ่ เจ้าของสโลแกน “ไม่แปลก ไม่ปลูก” ผักขายดี กะหล่ำปลี และมะเขือเทศเชอร์รี่ 8 สี คุณตุ้ย ในวัย 56 ปี เผยกับเส้นทางเศรษฐีออนไลน์ว่า หลังจบคณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ทำงานออกแบบ อยู่ในแวดวงโฆษณามาตลอด 30 ปี ย้ายที่ทำงานบ่อย ทุกๆ 3 ปี ย้าย 1 ครั้ง ด้วยเหตุผลว่า ทำงานบริษัทก็เหมือนมาโรงเรียน เมื่อไม่มีอะไรให้เรียนแล้ว ก็ต้องเปลี่ยนที่เรียน ออกไปหาสิ่งใหม่ๆ กระทั่งตำแหน่งงานสุดท้าย คือ MD (กรรมการผู้บริหาร) เอเยนซี่รับผลิตสื่อโฆษณาแห่งหนึ่ง หลังจากรับตำแหน่ง MD ได้เงินเดือนหลายแสน คุณตุ้ย บอกกับเส้นทางเศรษฐีออนไลน์ว่า ทำ 4 ปี ตัดสินใจลาออก เพราะรู้สึกว่าตัวเองไม่ใช่นักบริหารที่ดี ประกอบกับงานไม่สนุก หนที่สุดก็ไม่ฝืน ตัดสินใจลาออกมาเปิดบริษัทโฆษณาเป็นของตัวเองไม่มีลูกจ้าง เพราะทั้งบริษัททำอยู่คนเดียว “ผมมีลูกค้าประจำอยู่บ้าง เลยตัดสินใจลาออ
ผลไม้ที่เป็นไม้ยืนต้นอีกชนิด พบว่าปลูกทั่วประเทศไทย แต่ไม่ค่อยได้พบเห็นกันบ่อยนักคือ ละมุด ทั้งที่ว่ากันว่า ละมุด เป็นผลไม้ชนิดหนึ่งที่นิยมรับประทาน เพราะเป็นผลไม้ที่มีรสหวาน มีกลิ่นหอม มีน้ำตาลสูง แต่อุดมไปด้วยวิตามินเอ วิตามินซี ธาตุแคลเซียม และธาตุฟอสฟอรัส ในตลาดผลไม้เมืองไทย แม้จะเดินเข้าออกในทุกวัน ทุกฤดูกาล ก็อาจไม่ได้เห็นผลไม้ชนิดนี้วางอยู่บนแผง จนเกือบลืมไปแล้วว่ายังมีอยู่ อำเภอบางกล่ำ จังหวัดสงขลา เป็นอำเภอหนึ่งที่ขึ้นชื่อว่า มีละมุดอร่อยที่สุดของประเทศ เรียกติดปากกันว่า ละมุดบางกล่ำ (ภาคใต้เรียกละมุดว่า ลูกสวา) แต่ปัจจุบันมีผลไม้อีกมากมายหลายชนิดขึ้นแท่นผลไม้ชื่อดังของจังหวัดไปแล้ว ทำให้ล่าสุด ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา อนุมัติงบประมาณส่งเสริมการปลูกละมุดในพื้นที่อำเภอบางกล่ำอย่างจริงจัง เพื่อให้ชื่อเสียงละมุดบางกล่ำกลับมารุ่งเรืองเช่นอดีต สวนที่ได้ชื่อว่า เป็นสวนที่มีละมุดผลใหญ่ รสชาติดีกว่าละมุดในละแวกใกล้เคียงทั้งหมดคือ สวนของ คุณจู้ฮ่อง เจริญแสง และ คุณจำเนียน เจริญแสง สองสามีภรรยา คุณจู้ฮ่อง-คุณจำเนียน แสงเจริญ สองสามีภรรยา คุณจู้ฮ่อง ฟื้นความทรงจำเกี่ยวกับการปลูกละมุดให้ฟ
มีผู้คนจำนวนไม่มากนักที่จะรู้ว่า จังหวัดแพร่ มีการปลูกทุรียนกันในหลายพื้นที่ ทั้งที่ อำเภอเมือง เด่นชัย ลอง และวังชิ้น ที่อำเภอวังชิ้น มีสวนทุเรียนของ ลุงสงบ ธรรมณี ที่ผู้เขียนได้โทรศัพท์นัดแนะกันล่วงหน้าเพื่อขอเข้าไปดูสวนทุเรียน ซึ่งเป็นที่โด่งดังอยู่ในโลกโซเชียล ช่วงเดือนมิถุนายน 2560 ที่ผ่านไป หากท่านจะเดินทางไปที่สวนทุเรียนของลุงสงบ เริ่มจากอำเภอเมือง จังหวัดแพร่ ด้วยรถยนต์ไปตามทางหลวงหมายเลข 1023 ถึงสี่แยกแม่แขม ขับรถตรงไปทางอำเภอวังชิ้น จนถึงหลักกิโลเมตรที่ 70 อีกเส้นทางหนึ่งผ่านอำเภอเด่นชัย เข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 11 เด่นชัย-ลำปาง ถึงสี่แยกแม่แขม เลี้ยวซ้าย ถึงหลักกิโลเมตรที่ 70 ด้านซ้ายมือจะเห็นแผงขายผลไม้ นั่นแหละสวนทุเรียนของลุงสงบ ลุงสงบ ธรรมณี และรางวัลที่ได้รับ ลุงสงบ ได้พาผู้เขียนเดินชมบริเวณสวน แปลงไม้ผลแปลงที่หนึ่ง เนื้อที่ 6 ไร่ และแปลงที่สอง เนื้อที่ 10 ไร่ แล้วจึงจะเริ่มสนทนาซักถามในเรื่องต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องชื่อเสียงของทุเรียนที่ไปคว้ารางวัล จากงาน Best Fruit Export Gateway 2017 ที่สวนนงนุช พัทยา ทำความรู้จัก ลุงสงบ ธรรมณี ลุงสงบ ปัจจุบัน อายุ 63 ปี อยู่บ้านเลข
ส้มโอ เป็นผลไม้เศรษฐกิจสำคัญชนิดหนึ่งของจังหวัดชัยภูมิ ปลูกมากในพื้นที่อำเภอบ้านแท่นและอำเภอเกษตรสมบูรณ์ ส่วนส้มโอพันธุ์เนื้อแดงที่มีความแปลกใหม่ของจังหวัดชัยภูมิ ถูกค้นพบโดย รศ.ดร. สังคม เตชะวงศ์เสถียร แห่งภาควิชาพืชศาสตร์และทรัพยากรการเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เพื่อยกย่องส้มโอเนื้อแดงให้เป็นสินค้าอัตลักษณ์เด่นในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย จึงตั้งชื่อใหม่ว่า “ส้มโอมณีอีสาน” จุดกำเนิด “ส้มโอมณีอีสาน” ส้มโอเนื้อแดงพันธุ์ใหม่ของจังหวัดชัยภูมิ ถูกค้นพบในโครงการวิจัยระบบการผลิตส้มโอคุณภาพดีและสร้างอัตลักษณ์ของส้มโอจังหวัดชัยภูมิ โดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และมหาวิทยาลัยขอนแก่น โดยมีเป้าหมายผลักดันให้ส้มโอพันธุ์ใหม่นี้กลายเป็นของดีประจำจังหวัดชัยภูมิ และเพิ่มมูลค่าทางตลาดแก่เกษตรกรชาวสวนส้มโอ ตั้งแต่ ปี 2550-2560 คณะนักวิจัย ภายใต้การนำของ รศ.ดร. สังคม เตชะวงศ์เสถียร แห่งภาควิชาพืชศาสตร์และทรัพยากรการเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้ศึกษาวิจัยส้มโอพันธุ์ทองดี ซึ่งเป็นพันธุ์พื้นเมืองที่มีศักยภาพของจังหวัดชัยภูมิ ที่มีลักษณะเด่นทั้งเปลือกบาง เนื้อมี
ได้รับการกล่าวถึงกันมากทีเดียว สำหรับมันม่วง ที่ตอนนี้กำลังมาแรง นำไปทำขนม ของหวานอะไรก็ดูน่ากินไปซะหมด “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” จึงติดต่อขอสัมภาษณ์ ผู้ที่ปลูกมันม่วงในเชิงการค้า นำมาฝากกัน มันม่วงเจ้านี้ เป็นมันม่วงญี่ปุ่น สายพันธุ์จากโอกินาวา อยู่ที่จังหวัดพิจิตร สวนคุณลี มีคุณทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ เป็นเจ้าของ คุณทวีศักดิ์ บอกว่า มันม่วงโอกินาวา ที่สวนคุณลี ปลูกมาพักใหญ่แล้ว และสามารถยืนยันได้แล้ว ว่าปลูกได้ผลดีในประเทศไทย ระยะเวลาปลูก 4 เดือน ก็เก็บผลผลิตได้ โดยใน 1 ไร่จะได้ผลผลิต 1,500-2,000 กิโลกรัม มีราคาจำหน่ายเฉลี่ยอยู่ที่ 60-70 บาทต่อกิโลกรัม นอกจากมันม่วงโอกินาวา แล้ว คุณทวีศักดิ์ ยังบอกอีกว่าตอนี้มีพันธุ์ใหม่เกิดขึ้นมาเป็นลูกผสมระหว่าง โอกินาวา กับ เหลืองไต้หวัน ซึ่งมีผลดก กว่า โอกินาวา โดยเทียบให้ฟังว่า ถ้าโอกินาวา ลงปลูก 1 ยอด ได้ผล 3 หัว พันธุ์ใหม่จะได้ผล 6-7 หัว สำหรับต้นพันธุ์ที่นี่ จำหน่าย ยอดละ 5-6 บาท (ซื้อปริมาณมาก) ส่วนช่องทางการจำหน่าย ที่สวนคุณลี ทำส่ง ห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์ ส่วนผู้ที่สนใจ คุณทวีศักดิ์ แนะว่า หากมีผลผลิตที่ดี ปริมาณสม่ำเสมอ ก็อาจจะเด
“ต้องเข้าใจตลาด” ถือเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้ คุณกาญต์ดารัตน์ มหัทธนธัญ ผู้ผันตัวจากพนักงานบริษัท ก้าวสู่เกษตรกรผู้เพาะเห็ดอย่างเต็มตัว จนกลายเป็นอาชีพหลักที่สร้างรายได้กว่าครึ่งแสนบาทต่อเดือน คุณกาญต์ดารัตน์ ปัจจุบัน ยังดำรงตำแหน่งประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านกอเห็ด จังหวัดชลบุรี เล่าว่า ในปี 2543 ได้เข้ามาทำงานเป็นพนักงานในบริษัทแห่งหนึ่งที่จังหวัดชลบุรี แต่ไม่นานบริษัทได้รับผลกระทบภาวะเศรษฐกิจถดถอยของอุตสาหกรรมเหล็ก ทำให้ภาพรวมของบริษัทไม่สู้ดีนัก จึงตัดสินใจมองหาอาชีพอื่นที่จะมาทดแทนงานประจำที่ทำอยู่ ด้วยชีวิตที่มีทุนเดิมเป็นลูกหลานเกษตรกร อาชีพที่มองหาจึงไม่พ้นด้านการเกษตร คุณกาญต์ดารัตน์ บอกว่า ได้เกิดสนใจเรื่องของการเพาะเห็ดจำหน่าย จึงได้เริ่มต้นจากการศึกษาข้อมูลจากอินเทอร์เน็ต ประกอบกับช่วงเวลานั้น “เห็ดโคนญี่ปุ่น” มีราคาค่อนข้างสูง และมีผู้ผลิตก้อนและเปิดดอกค่อนข้างน้อย และในส่วนของการตลาด มีความได้เปรียบ เพราะทำเลที่ตั้งของฟาร์มในเขตบางแสน ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยว “จากที่ไปสอบถามกับร้านขายอาหารในพื้นที่พบว่า เห็ดโคนญี่ปุ่น เมื่อนำมาประกอบอาหาร ราคาอยู่ที่จานละ 150 บ
คำว่า “เห็ด” หรือ “ดอกเห็ด” ประกอบด้วย ก้าน (stipe) และหมวก (pileus) ใต้หมวกอาจเป็นครีบ หรือเป็นท่อ (tube) อันเป็นที่เกิด “สปอร์ (spore)” ซึ่งสปอร์นี้มีขนาดเล็กมากเรียกว่าจุล ขนาดต้องใช้กล้องจุลทรรศน์ช่วยให้มองเห็น ปัจจุบัน ได้มีการจำแนก “เห็ด” แล้วกว่า 30,000 ชนิด มีทั้งที่เป็น “เห็ดกินได้”, “เห็ดกินไม่ได้”, “เห็ดพิษ” บางชนิดกินแล้วเกิดประสาทหลอน บางชนิดกินแล้วถึงแก่ชีวิต แต่ในครั้งนี้เราจะพูดถึงประโยชน์ของเห็ดว่าสามารถนำมาทำอะไรบ้าง หลายท่านคงรู้จักและเข้าใจกันดีว่าเห็ดกินแล้วมีประโยชน์ หรือส่วนใหญ่ก็เข้าใจกันว่าเห็ดเป็นแค่ผักชนิดหนึ่ง ที่นำมาประกอบอาหารได้เพียงเท่านั้น แต่จะมีสักกี่ท่านที่รู้และเข้าใจว่า จริงๆ แล้วเห็ดนั้นเป็นยา สามารถนำมาสร้างประโยชน์ รักษาโรคภัยได้มากมาย คำว่า “เห็ดเป็นยา” คืออะไร วันนี้นิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้านมีคำตอบจากผู้เชี่ยวชาญเรื่องเห็ดมาให้ความรู้ ซึ่งอาจารย์ท่านนี้ท่านได้ทำงานและศึกษาเรื่องเห็ดมาแล้วทั่วโลก ดร.อานนท์ เอื้อตระกูล ผู้เชี่ยวชาญอาวุโส (เห็ด) องค์การสหประชาชาติ ปี 2524-2548 อยู่ที่ ตำบลคลองสอง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี บอกว่า เห็ดเป็นยา ดร.อ
