Inspiration
ในทุกสิ้นปีแต่ละเว็บไซต์จะมีการออกมาเผยอินไซต์ต่างๆ โดยทาง Google Trends ได้ทำการจัดอันดับคำค้นหาที่คนไทยเสิร์ชมากที่สุดประจำปี 2568 ทั้งหมด 18 หมวดหมู่ อาทิ คำค้นหายอดนิยม, ข่าว, บุคคล, สูตรอาหาร ฯลฯ วันนี้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ ได้หยิบยก หมวดหมู่ “ร้านอาหารและคาเฟ่” ที่ถูกค้นหามากที่สุด 10 อันดับ ได้แก่ อันดับที่ 1 ร้านเจ๊ไฝ อันดับที่ 2 ร้านบ้านเมี่ยงปู by ส้มตำกาแฟ อันดับที่ 3 ร้านศรณ์ อันดับที่ 4 ร้านพาข้าว บรรทัดทอง อันดับที่ 5 ร้านอาหารนายโซว อันดับที่ 6 ร้านระลึก Drink & Restaurant อันดับที่ 7 ร้านฤดูกาล อันดับที่ 8 ร้านเตี๋ยวติ๊ด อันดับที่ 9 ร้านติดอ่างคาเฟ่ อันดับที่ 10 ร้านพราว รัชโยธิน แต่ประเด็นเทรนด์การค้นหาร้านอาหารในปี 2568 ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความอร่อยเพียงอย่างเดียว แต่ยอดการค้นหาอาจมาด้วย เรื่องเล่า หรือ กระแสข่าวของร้านอาหารนั้นๆ หรือภาพอาหารที่สวยแปลกตาบน TikTok และ บรรยากาศที่สนุกสนานเหมาะกับการทำคอนเทนต์กระตุ้นความสนใจของผู้คน
ว่ากันว่า ปีนี้ ปีหน้า และปีต่อๆ ไป จะไม่ใช่ปีของการทำธุรกิจแบบเดิมอีกต่อไป ซึ่งเหตุปัจจัยนั้น มีมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ ต้นทุนพลังงานสูงขึ้น ผู้บริโภคมีความตระหนักมากขึ้น ส่วน “โลก” ก็ยังส่งสัญญาณชัดเจนแล้วว่า “ความยั่งยืน” ไม่ใช่ภาพลักษณ์ แต่คือปัจจัย “ชี้เป็น ชี้ตาย” ธุรกิจไหนจะอยู่รอด และธุรกิจไหนจะเติบโต สิ่งน่าสนใจในเรื่องนี้อีกประการหนึ่ง คือ “ธุรกิจยั่งยืน” จะไม่ได้จำกัดอยู่แค่พลังงานสะอาด หรือเทคโนโลยีสีเขียวเท่านั้น แต่กำลังแทรกซึมอยู่ในโรงแรม ร้านอาหาร ไปจนถึงบริการไลฟ์สไตล์ใกล้ตัว ซึ่งกำลังกลายเป็น “ธุรกิจดาวรุ่ง” ในสายตานักลงทุนและผู้บริโภครุ่นใหม่ ดังเห็นได้จาก ผู้บริโภคยุคใหม่ จะไม่ถามแค่ว่า “ถูกหรือแพง” แต่พวกเขาจะถามลึกไปถึงว่า ธุรกิจนี้ใช้ทรัพยากรอย่างไร ดูแลคนทำงานแบบไหน และมีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมแค่ไหน และนี่คือ “โจทย์ใหม่” ที่ผู้ประกอบการต้องตอบให้ได้ ตัวอย่างแรกที่สะท้อนภาพนี้ได้ชัด ได้แก่ ศิวาเทล โรงแรมใจกลางกรุง ที่พิสูจน์แล้วว่า ความหรูหรากับความยั่งยืน สามารถเดินไปด้วยกันได้จริง นับตั้งแต่ การออกแบบอาคาร การจัดการพลังงาน ไปจนถึงแนวคิดการดูแล
จากเรื่องฉาววงการสงฆ์ที่เกิดขึ้นมากมาย จนเป็นกระแสสังคม และทำให้ใครหลายคนมองภาพลักษณ์ของพระสงฆ์เปลี่ยนไป ทำให้เรานึกถึงซีรีส์เรื่องดัง ที่ตีแผ่เรื่องราวในวงการสงฆ์ อย่าง “สาธุ” จากซีซันแรก สู่ซีซันสองที่ดำเนินเรื่องอย่างเข้มข้น เจาะลึกเรื่องราวของ พุทธพาณิชย์ การแสวงหาผลประโยชน์ทางการเงินจาก “วัดภุมมาราม” และเผยให้เห็นถึงเส้นทางอำนาจเงิน การคอร์รัปชัน ของนักการเมืองท้องถิ่นผู้ทรงอิทธิพลอย่าง “สจ.เอ๋” จากพรรคธรรมพัฒนา รับบทโดย โดนัท-มนัสนันท์ พันเลิศวงศ์สกุล ที่สวมบทบาทเป็นเหมือนสะพานบุญแต่กลับเป็นสะพานบาป สร้างความดีมาบดบังความเลวร้ายของตัวเอง นี้จึงเป็นการผสมผสานระหว่าง “การเมือง” และ “พุทธพาณิชย์” ที่ทุกฝ่ายล้วนต้องได้ประโยชน์ร่วมกัน ปล. เนื้อหาหลังจากนี้อาจจะมีสปอยล์ได้!!! เมกะโปรเจ็กต์ มูลค่าพันล้าน ในซีซันสอง เมกะโปรเจ็กต์ของ สจ.เอ๋ คือการสร้าง “โรงพยาบาลวัดหนองขาล” ที่ได้คำแนะนำจาก พระเอกชัย รับบทโดย เผ่าเพชร เจริญสุข โดยพระเอกชัยบอกกับ สจ.เอ๋ ว่า “สมัยนี้คนไม่ทำบุญกับวัดกันแล้ว แต่ทำบุญกับโรงพยาบาล” ทำให้ สจ.เอ๋ เร่งหาทุนมาสร้างโรงพยาบาล โดยบังคับให้ เกมและวิน รับบทโดย พี
ย้อนกลับไป 10 ปีที่แล้ว แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซยังเป็นสิ่งใหม่สำหรับผู้ประกอบการไทย จนกระทั่งเกิดการระบาดของวิกฤต COVID-19 กลายเป็นแรงผลักดันให้ผู้ประกอบการจำนวนมากปรับตัว สร้างช่องทางจำหน่ายใหม่ๆ และขยายไปสู่ผู้บริโภคทั่วประเทศอย่างกว้างขวาง Shopee จึงกลายเป็นแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซที่เข้ามาเป็น ‘สะพานดิจิทัล’ ช่วยเชื่อมต่อผู้ผลิตท้องถิ่นกับผู้บริโภค และเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้สินค้าไทยเข้าถึงตลาดที่กว้างขึ้น เนื่องในโอกาสครบรอบ 10 ปี Shopee จึงอยากถ่ายทอดเรื่องราวความสำเร็จของ 4 ผู้ประกอบการไทย ที่สร้างการเปลี่ยนแปลงเติบโตจากออนไลน์สู่โอกาสระดับประเทศ พร้อมสร้างงานแก่คนในชุมชน จุดเริ่มต้น Plearn Herbal Cosmetics คุณโต้ง-ธนิตศักดิ์ ศรีสัมฤทธิ์ ผู้ก่อตั้ง Plearn Herbal Cosmetics ผลิตและจำหน่ายเครื่องสำอางสมุนไพรและน้ำมันมะพร้าวจากจังหวัดสมุทรสงคราม ที่ทำมานานกว่า 10 ปี ที่ถูกนำเสนอเป็นกรณีศึกษาภายในรายงาน Shopee : A Decade of Impact for Sellers รวมถึงปรากฏในสารคดีชุดใหม่ “Shopee : Keeping Cultures Alive” หรือ “ช้อปปี้ : สืบสานวัฒนธรรมให้คงอยู่” ที่จัดทำขึ้นในโอกาสฉลองครบรอบ 10 ปีของ Shopee “มะพ
ท่ามกลางกระแสโลกที่มุ่งสู่ความยั่งยืน การขยับตัวของภาคการเมืองในการรับมือกับปัญหาสิ่งแวดล้อมจึงเป็นเรื่องที่น่าจับตามอง เมื่อเร็วๆ นี้ นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะผู้ร่วมก่อตั้งสตาร์ตอัปนวัตกรรมไทย “ShooShoke (ชูชก)” ได้ส่งมอบเครื่องย่อยเศษอาหาร “ShooShoke Home Mini” (ขนาด 1–3 กิโลกรัม) ให้กับพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อติดตั้งและใช้งานจริงภายในที่ทำการพรรคฯ โดยเป็นการส่งสัญญาณเชิงสัญลักษณ์ว่า การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมต้องเริ่มจากองค์กร ครัวเรือน ก่อนจะขยายผลไปสู่นโยบายระดับมหภาค ซึ่งเป็นวาระเร่งด่วนของประเทศ นายกรณ์ กล่าวว่า เหตุผลที่เรื่องนี้ต้องเป็นวาระเร่งด่วน เพราะข้อมูลจาก Food Waste Index 2024 ระบุตัวเลขที่น่าตกใจว่า คนไทยสร้างขยะอาหารเฉลี่ยสูงถึง 86 กิโลกรัมต่อคนต่อปี ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของโลก ที่อยู่ที่ 79 กิโลกรัมต่อคนต่อปี ส่งผลให้ไทยครองแชมป์อันดับ 2 ของอาเซียนในเรื่องการสร้างขยะอาหาร “ตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่แค่สถิติ แต่คือสัญญาณเตือนภัยที่องค์การสหประชาชาติ กำหนดเป้าหมาย SDGs ให้ทุกประเทศต้อง ลดปริมาณขยะอาหารลง 50% ภายในปี 2030 นั่นหมาย
“คอนเทนต์ของผมทำให้คนกล้าเข้าครัวมากขึ้น ผู้ติดตามรู้สึกง่ายและสนุกมากขึ้นเมื่อเข้าครัว ถือว่าเราได้สร้างทั้งความสุขและแรงบันดาลใจให้ผู้คน” นี่คือคำตอบของคำถามที่ว่า เชฟเคน-ปรัตถกร เตชะธรรมนุกูล แห่งช่องติ๊กต๊อก paratt_ คิดว่าอะไรที่ทำให้เขาเป็น 1 ใน 3 อินฟลูเอนเซอร์ด้านอาหารที่ได้รับรางวัล Best Foodie Influencer Award จากงาน Thailand Influencer Awards 2025 และกับรางวัลล่าสุด Food Creator of the Year จากงาน TikTok Awards เชฟเคน นับเป็นอินฟลูเอนเซอร์หรือคอนเทนต์ครีเอเตอร์ด้านอาหารที่เพิ่งก้าวเข้ามาในวงการนี้แค่ไม่นาน เพราะเขาเพิ่งปักหลักเป็นอินฟลูเอนเซอร์หลังจากสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีจากวิทยาลัยดุสิตธานี สาขาศิลปะการประกอบอาหารอย่างมืออาชีพ (หลักสูตรนานาชาติ) เมื่อ 3 ปีก่อนเท่านั้น แต่แค่ไม่กี่ขวบปีเขามียอดผู้ติดตามมากกว่า 440,000 คน แถมยังได้รับรางวัลอันทรงเกียรติดังเอ่ยมาข้างต้นด้วย เชฟเคน ย้อนให้ฟังว่า อันที่จริงเขาไม่เคยคิดจะเป็นอินฟลูเอนเซอร์มาก่อนเลย แต่ก็จับพลัดจับผลูได้ยึดอินฟลูเอนเซอร์เป็น “อาชีพ” โดยไม่ได้ตั้งใจ “ตอนผมเรียนจบจากวิทยาลัยดุสิตธานี ใหม่ๆ เคยไปทำงานร้านอาหารแ
“โมเน่ใช้ทู้กกกวัน” “ไอเลิฟ มาย จ็อบ” วลีสุดน่ารักของ “น้องโมเน่” เสาหลักของบ้านวัย 2 ขวบ ที่กำลังเป็นไวรัลบนโลกโซเชียล เมื่อเด็กน้อยสวมบทบาทเป็นแม่ค้าตัวจิ๋ว ช่วยคุณแม่ไลฟ์สดขายของบนติ๊กต็อก ช่อง may.primaya เมพรีมายา☀️🌙 (ช่องจริง) ด้วยความช่างพูดช่างจา “1 เดอร์ 5 เดอร์ 8 เดอร์” หรือตอนที่ร้องไห้อยากได้บ้าน 5 หลัง ประกอบกับความน่ารัก ปากนิด จมูกหน่อย กับผมหน้าม้าเต่อ จึงทำให้เหล่าพี่ๆ ตกหลุมรักกันทั้งโซเชียล วันนี้ “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” พาทุกคนไปรู้จักกับ “น้องโมเน่-พชรมน สรรเสริญ” วัย 2 ขวบ แฝดพี่ของ “น้องโซล” ลูกของ “เม-พิชญ์นรี ตันติวิทย์” หรือที่ทุกคนรู้จักกันในชื่อ “เม พรีมายา” เจ้าของแบรนด์ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และธุรกิจเกี่ยวกับความงาม ความไวรัลของโมเน่ ถ้าพูดถึงความไวรัลล่าสุดของโมเน่ คงจะเป็นตอนร้องไห้ น้ำหูน้ำตาไหล เพราะอยากได้บ้าน 5 หลัง จากการถามแม่ว่า “บ้านหลังนี้เป็นของใคร” แล้วพบว่า หลังจากเกิดมาได้ 2 ขวบ ตนเองไม่มีบ้าน เพราะเป็นบ้านของแม่ ด้วยความใสซื่อนี้ ทำให้พี่ๆ ในไลฟ์ต่างพากันเอ็นดู และหัวเราะให้กับความน่ารักของสาวน้อยคนนี้ หรือก่อนหน้านี้ ที่โมเน่ร้อง
จากปรากฏการณ์ไลฟ์ของ เจนนี่-รัชนก สุวรรณเกตุ ที่ทำสถิติผู้เข้าชมไลฟ์ในเวลาเดียวกันสูงสุด 1.2 ล้านวิว ย้ำให้เห็นว่า แพลตฟอร์ม TikTok Shop สามารถส่งเสริมแบรนด์ไทยให้เกิดและเติบโตได้อย่างเห็นผล เจนนี่ กล่าวถึงแรงจูงใจในการทำไลฟ์สตรีมขายของครั้งนี้ว่า “มองเห็นโอกาสที่จะช่วยสนับสนุนสินค้าไทยและช่วยธุรกิจรายย่อยไทยให้ได้รับการมองเห็น มีโอกาสเข้าถึงกลุ่มผู้ชมที่กว้างขึ้น โดยใช้แพลตฟอร์มของตัวเองเชื่อมโยงผู้ติดตามเข้ากับแบรนด์ไทยดีๆ ส่วนเคล็ดลับสำหรับครีเอเตอร์นายหน้าที่อยากประสบความสำเร็จคือ ต้องจริงใจ เป็นตัวของตัวเอง รู้จักสินค้าตัวเองอย่างลึกซึ้ง และที่สำคัญ ต้องทำอย่างสม่ำเสมอ ความเชื่อใจจากคอมมูนิตี้จะมาจากจุดนี้” โดยไลฟ์ของเจนนี่ สามารถสร้างยอดขายให้ธุรกิจกว่า 270 แบรนด์ อาทิ Kathy Cosmetics, BioActive+, Madame Fin, LYO, Cho Cosmetics, CHAME’ Thailand, Whitelab Essentials, Sureeporn Cosmetics, Taokaenoi, บีลีฟ เนเชอรัล, Yerpall Thailand, RAD Cosmetics, KACHA BRAND, PROMTHONG, Manyrarebkk และ Cicelle แสดงให้เห็นว่าระบบนิเวศที่แข็งแกร่งของครีเอเตอร์และคนดังสามารถส่งเสริม
“นกหวีดพารอด – PAROD Whistle” ไอเดียเจ๋งๆ นี้มาจาก Qualy ผู้ออกแบบ “นกหวีดพารอด – PAROD Whistle” ที่ไม่ใช่แค่เครื่องส่งเสียง แต่คือสัญลักษณ์แห่งความรอด และพลังแห่งศรัทธา โดยทางเพจ Qualy ได้อธิบายรายละเอียดไว้อย่างน่าสนใจว่า นกหวีดพารอด ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก “พระรอด” ซึ่งเป็นพระเครื่อง 1 ใน 5 ของชุดเบญจภาคีที่มีอายุเก่าแก่ มีความเชื่อเรื่องพุทธคุณแคล้วคลาด คงกระพัน จนถูกขนานนามว่า “พระเครื่องสายเหนียว” สู่การดีไซน์ “นกหวีดพารอด” เครื่องรางแห่งความรอดปลอดภัย ที่มาพร้อมเสียงเตือนภัย และแรงศรัทธาแห่งความยั่งยืน โดยออกแบบด้วยเทคนิคให้ด้านหน้าเป็น “พระเครื่อง” สิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจคู่คนไทย ด้านหลังออกแบบให้เป็น “นกหวีด” เครื่องส่งสัญญาณเตือนภัยและขอความช่วยเหลือจากภัยอันตราย ทั้งภัยจากธรรมชาติ และภัยร้ายใกล้ตัว พร้อมออกแบบ Typography Design คำว่า “ROD = รอด” ที่สามารถอ่านได้ทั้ง 2 ภาษาในคำเดียว เรียกว่าเป็นกิมมิกเล็กๆ น้อยๆ ที่ช่วยเพิ่มความเหนียวไปอีกหนึ่งสเต็ป และเมื่อถอดรหัสความหมายที่แฝงอยู่ในคำว่า PAROD จะสามารถนิยามได้ว่า P = Portable, A = Awareness, R = Res
MizuMi (มิซึมิ) แบรนด์สกินแคร์ของคนไทย เดินหน้ารุกตลาดทรีตเมนต์แผ่นบำรุงผิวหน้า (Facial Sheet Treatment) เต็มรูปแบบ เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ด้วย แผ่นมาสก์บำรุงผิวหน้า (Mask Sheet) และ โทนเนอร์แพด (Toner Pad) ชูจุดเด่นนวัตกรรมความงามตอบโจทย์ทุกสภาพผิว พร้อมจัดงานเปิดตัว “พีพี-กฤษฏ์ อำนวยเดชกร” เป็นพรีเซนเตอร์คนใหม่ถ่ายทอดภาพลักษณ์ผิวสดใสและดูสุขภาพดี ตอบโจทย์ผู้บริโภครุ่นใหม่อย่างตรงใจ โดยมีคุณวริษฐา สืบพันธ์วงษ์ CEO and Founder และคุณกนกวรรณ กอปรกีรติพงศ์ Co-Founder มาร่วมงาน คุณวริษฐา สืบพันธ์วงษ์ CEO and Founder แบรนด์ MizuMi (มิซึมิ) เผยว่า “ตลาดกลุ่มผลิตภัณฑ์สกินแคร์ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง และผลิตภัณฑ์ดูแลผิวหน้ายังคงเป็นกลุ่มที่ใหญ่ที่สุด การมาสก์หน้าได้กลายเป็นหนึ่งในขั้นตอนการบำรุงผิวที่ได้รับความนิยมอันดับต้นๆ ของผู้บริโภคไทย อีกทั้งมาสก์ชีตก็เป็นสินค้าที่ลูกค้า MizuMi (มิซึมิ) เฝ้ารอและสอบถามกันมาตลอด ทางแบรนด์จึงเปิดตัว สินค้าตัวแรกด้วย MizuMi CICAFuse™ Calming Mask แผ่นมาสก์บำรุงผิวหน้าที่มาพร้อมกับนวัตกรรม CICAFuse™ Technology ซึ่งเป็นเอกสิทธิ์เฉพาะของ MizuMi และ MizuMi Sk
