Inspiration
จากลูกจ้างชั่วคราว นอนใต้ถุนโรงพยาบาล สู่เจ้าของ “ป้าบุญคาเฟ่” 7 สาขา รายได้ 500 ล้านธุรกิจที่เริ่มจากเงินเก็บก้อนเล็ก ๆ และที่ดินของ “ป้าบุญ” ที่ไม่คิดค่าเช่า.ผ่านวิกฤตโควิดโดยไม่ทิ้งลูกน้อง 500 คน จนวันนี้มีพนักงานกว่า 1,300 คน“ทำธุรกิจแบบบ้าน ๆ ใช้ใจบริหาร” เพราะเชื่อว่าให้ใจกับลูกค้าก่อน แล้วธุรกิจจะเติบโตตามมา.ดูคลิปเต็มได้แล้ว | จุดเริ่มเจ็บ
ทุกคนจะเสียชีวิตในห้องผู้ป่วยแบบเงียบๆ เหงาๆ เข็นออกไปอย่างเงียบงัน ในขณะที่ญาติของเขาในวันนั้นจำโมเมนต์เหล่านั้นได้ขึ้นใจ Painpoint แรกที่ “อัครพล เอื้ออารักษ์” ได้สัมผัสในวันสูญเสียคนใกล้ตัว นำมาสู่การก่อตั้งโรงพยาบาลวันเวลา อินเตอร์เนชั่นแนล ภาพเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่สำหรับใครก็ตามที่เคยเดินเข้าไปในโรงพยาบาลในวันที่คนใกล้ตัวกำลังจะจากไป และมันคือภาพที่ “อัครพล” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โรงพยาบาลวันเวลา อินเตอร์เนชั่นแนล เคยเผชิญมาด้วยตัวเอง ในวันที่ต้องสูญเสียคนใกล้ตัวไป เขาสังเกตเห็นบางอย่างที่ค้างคาใจ นั่นคือโรงพยาบาลทั่วไปยังให้ความสำคัญกับการรักษาเป็นหลัก แต่กลับไม่มีพื้นที่มากพอสำหรับการดูแลความรู้สึกของผู้ป่วยในช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิต คนไข้จำนวนไม่น้อยจากไปอย่างเงียบเชียบ โดยไม่มีใครถามว่า พวกเขาอยากใช้วันเวลาสุดท้ายแบบไหน คำถามที่ค้างคาในใจนั้นไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วคราว เพราะอัครพลคลุกคลีอยู่กับโรงพยาบาลมาเกือบ 20 ปี ในฐานะผู้บริหารธุรกิจด้านการออกแบบและก่อสร้างสถานพยาบาล เขาเห็นโรงพยาบาลมาตั้งแต่เป็นพื้นที่ว่างเปล่า เห็นการวางผัง การออกแบบ การก่อสร้าง ไปจนถึงการจั
ใครว่าเป็นทายาทธุรกิจ แล้วทุกอย่างจะง่ายไปเสียหมด การพิสูจน์ตัวเองให้คนในองค์กรยอมรับไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะเมื่อไม่ได้อยากให้ใครยอมรับเพียงเพราะคำว่า “เจ้าของ” แต่ต้องการพิสูจน์ด้วยผลงานและความสามารถของตัวเอง พาไปฟังแนวคิดของ “คุณท็อป – วสุพล ตั้งสมบัติวิสิทธิ์” ทายาทรุ่นสามเด็กสมบูรณ์ บนเวที ไทยมาร์ท x ไทยรัฐ : สร้างแบรนด์ สร้างชาติ ในหัวข้อ “บทเรียนจากเด็กสมบูรณ์ สู่การพาแบรนด์ไทยเติบโตข้ามยุค” ช่างไม้จากเมืองจีน ผู้ปั้น เด็กสมบูรณ์ ต้นตระกูลของคุณท็อปเป็นช่างไม้นั่งเรือมาจากเมืองจีน เก็บเงินได้สักพักก็เปิดร้านขายของชำ โดยให้ลูกๆ ออกไปทำโรงงานเพื่อเอาของมาขายในร้าน ขณะเดียวกันคุณปู่ก็เห็นโอกาสว่าซีอิ๊วยังไม่เป็นที่รู้จักของคนไทย เลยเริ่มทำซีอิ๊ววางจำหน่าย ประกอบกับเห็นคุณแม่นำซีอิ๊วเหยาะในข้าวต้มให้เด็กๆ ทาน แล้วทานได้มากขึ้น อ้วนขึ้น เลยไปหาศิลปินชาวจีนมาวาดโลโก้แรกของแบรนด์ในปี 1947 หลังจากนั้นราวปี 2000 กว่าๆ ก็เข้าสู่เจเนอเรชันสอง มีการส่งออกมากขึ้น ด้วยโลโก้มีทั้งภาษาไทย จีน ทำให้การ Register ค่อนข้างยาก คุณพ่อจึงปรับให้สั้นลง และในช่วงปี 2024 ก็
สาวกมัทฉะและแฟนคลับ After You ห้ามพลาด เพราะล่าสุด คุณเม-กุลพัชร์ กนกวัฒนาวรรณ เจ้าของ After You แอบซุ่มเปิดตัวแบรนด์ใหม่สุดคิ้วท์ย่านราชเทวี มาในรูปแบบ Pop-up Store ชื่อ MATY MATCHA ร้าน Matcha Specialty ที่มาในธีมสดใส น่ารักจนต้องรีบยกกล้องขึ้นมาถ่ายรูป โดยจะเปิดถึงวันที่ 30 กันยายนนี้เท่านั้น จุดเช็กอินใหม่กับรถสีชมพูสุดน่ารัก เดินผ่านย่านราชเทวีเป็นต้องสะดุดตากับรถ Airstream เคลือบสีชมพูสดใส ให้ฟีลน่ารักเป็นกันเอง มาในธีมน้องนาก (Otter) ที่โลโก้ร้านเป็น “น้องนากชงมัทฉะ” โดยคาแรคเตอร์ของนากโดยปกติแล้วจะมีนิสัยขี้เล่น อบอุ่น พร้อมส่งมอบรอยยิ้ม ความสดใส และมัทฉะคุณภาพดีให้ทุกคนที่แวะเวียนมาทักทาย บอกเลยว่าแค่เห็นหน้าน้องนากบนแก้วก็อารมณ์ดีแล้ว ถอดรหัสชื่อ “MATY” กิมมิกสุดเก๋ที่แอบซ่อนอยู่ ลองสังเกตชื่อร้าน MATY ดีๆ แอบคาดเดาเอาเองว่า ชื่อนี้อาจจะไม่ได้มาจากคำว่า Matcha เพียงอย่างเดียว แต่อาจจะเป็นตัวย่อกิมมิกน่ารักๆ ที่ย่อมาจาก “May After You” ก็เป็นได้ ซึ่งในเรื่องของมาตรฐาน รสชาติ และความพิถีพิถันบอกเลยว่าหายห่วง ขึ้นชื่อว่าเป็น Matcha Specialty ทางร้านต้องคัดสรรใบมัทฉะเกรดพรี
วงการศิลปะโลกสูญเสียหนึ่งในศิลปินที่ทรงอิทธิพลที่สุดแห่งยุคสมัย เมื่อข่าวการจากไปของ Yayoi Kusama ถูกยืนยันอย่างเป็นทางการจากสตูดิโอของศิลปินและแกลเลอรี David Zwirner ผู้เป็นตัวแทนจำหน่ายผลงานของเธอมายาวนาน เสียชีวิตลงด้วยวัย 97 ปี ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในกรุงโตเกียว เมื่อวันที่ 14 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยสาเหตุการเสียชีวิตคือภาวะอวัยวะหลายส่วนล้มเหลว แต่สื่อต่างๆ เพิ่งได้รับทราบข่าวนี้เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ในวงการศิลปะ Yayoi Kusama ถือเป็นศิลปินเอเชียที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคนหนึ่งแห่งยุค เธอคือเจ้าของผลงาน “ลายจุด” และ “ห้องกระจกอนันต์” (Infinity Mirror Rooms) อันเลื่องชื่อ จุดเริ่มต้นมาจากความเจ็บปวด Yayoi Kusama เกิดเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 1929 ในเมืองมัตสึโมโตะ ประเทศญี่ปุ่น ชีวิตวัยเด็กของ Kusama เติบโตมาในครอบครัวที่ทำธุรกิจเรือนเพาะชำต้นไม้ เธอเคยเล่าว่าชีวิตเต็มไปด้วยความทุกข์ เพราะต้องเผชิญกับพฤติกรรมนอกใจของบิดา แล้วมารดาก็มาลงที่เธอ ทำร้ายร่างกายบ่อยครั้ง จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อเธออายุราว 10 ขวบ ขณะจ้องมองลายดอกไม้สีแดงบนผ้าปูโต๊ะ Kusama ก็เกิดภาพหลอนที่ลวดลายเหล่าน
กลายเป็นปรากฏการณ์ครั้งใหญ่ที่สร้างเสียงฮือฮาไปทั่วโลก เมื่อ “Nene Royal” หรือ แพรว-รัตติกานต์ อำลอย สาวน้อยวัย 16 ปี จากจังหวัดภูเก็ต ได้สร้างตำนานบนเวที America’s Got Talent ซีซั่น 21 โชว์ฝีมือจนผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศ (Finals) ได้อย่างสมศักดิ์ศรี ในรอบ Quarter Finals Week 2 เนเน่ได้สะกดสายตาคณะกรรมการและผู้ชมด้วยเพลงระดับตำนาน อย่าง “Black Hole Sun” ของ Soundgarden จนได้รับเสียงปรบมือยาวนานหลายนาที แต่นอกจากโชว์ที่ทรงพลัง สิ่งที่สะกดทุกสายตาคือ การหยิบยก “ความเป็นไทย” มาผสมผสานเข้ากับดนตรีร็อกได้อย่างลงตัว ภายใต้คอนเซ็ปต์ “LET’S ROCK TO THE WORLD” รวมเรื่องราวศิลปวัฒนธรรม ครอบครัว และความฝัน ไว้ในชุดเดียว เพื่อให้โลกได้เห็นว่า “ความเป็นไทย” งดงามและทรงพลังแค่ไหน เจาะลึก 6 ดีเทลสุดประณีต การเดินทางของเด็กไทยบนเวทีระดับโลกครั้งนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องของชัยชนะ แต่คือการส่งต่อมรดกทางวัฒนธรรมไทยให้คนทั้งโลกได้ทึ่ง ร่วมส่งกำลังใจและรอชมชุดสุดปังใน รอบชิงชนะเลิศ (Finals) ถ่ายทอดสดส่งตรงจากสหรัฐอเมริกา ในวันพุธที่ 23 กันยายน 2569 นี้ไปพร้อมกัน
ตำนานบทใหม่เริ่มขึ้นแล้ว เหมาะสมกับคำว่า “คนไทยคนแรก” เป็นที่สุด กับ “Nene Royal” หรือ แพรว-รัตติกานต์ อำลอย ผู้เข้าแข่งขันเด็กไทยจากภูเก็ต บนเวที America’s Got Talent ซีซั่น 21 เคยได้สร้างไวรัลกับคลิปใน Facebook ยอดรับชมกว่า 44 ล้านวิว ที่เธอขึ้นไปร้องเพลงร็อก “Zombie” ขัดกับลุคเด็กสาวหน้าหวานสวมเดรส จนทำกรรมการตกตะลึงไปตาม ๆ กัน และได้กลับมาอีกครั้งในรอบ Quarter Finals Week 2 ก็สร้างการพูดถึงอีกครั้ง เมื่อเธอได้ปุ่ม Golden Buzzle จาก Mel B ซิวตั๋วเข้าไปนั่งรอในรอบชิงชนะเลิศโดยไม่ต้องพึ่งเสียงโหวตแล้ว สร้างความตื่นเต้นให้คนไทยทั้งประเทศเป็นอย่างมาก คนไทยในสหรัฐฯ รวมตัวไปเชียร์ในฮอล์ ความตื่นเต้นของคนไทยในต่างแดนที่เห็นเด็กสาวจากภูเก็ตก็อยากไปร่วมเชียร์และให้กำลังใจ นับเป็นความภาคภูมิใจของคนไทยทั้งประเทศจริง ๆ ทั้งนี้ Nene ยังได้เลือกสวมประดับผ้าปาเต๊ะในการขึ้นแสดงในครั้งนี้ด้วย ซึ่งเป็นผ้าบาติกที่ผูกพันกับวิถีชีวิตคนภาคใต้มาอย่างยาวนาน สะท้อนความเป็นไทยผ่านคอสตูม ขึ้นจอไทม์สแควร์นิวยอร์ก ความปังยังไม่หยุดอยู่แค่นี้ Nene ยังได้ขึ้นป้ายบิลบอร์ดจอ LED ขนาดยักษ์ ใจกลางจัตุรัสไ
ถ้าคุณเป็นสายสกินแคร์จะต้องรู้จักแบรนด์นี้อย่างแน่นอน “Banobagi” แบรนด์ที่ถูกบอกต่อผ่านโซเชียลมีเดียแบบออร์แกนิกและกลายเป็นไวรัล คนแห่ไปซื้อตามจนสินค้าหมดสต๊อก หลายคนอาจเข้าใจว่าแบรนด์นี้เป็นของคนไทยด้วยซ้ำ แต่จริงๆ แล้ว Banobagi คือแบรนด์มาส์กในโรงพยาบาลเกาหลีที่บริษัทคนไทยไปดีลมาจำหน่ายในไทย แล้วสร้างปรากฏการณ์มาส์กที่คนเรียกว่า “มาส์กกู้ผิว” ต้องอธิบายเริ่มต้นก่อนว่า Banobagi ถูกจุดกระแสโดย บริษัท บียอนด์ บิวตี้ เทรด (Beyond Beauty Trade) ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพและความงามจากต่างประเทศ ซึ่งก่อนหน้านี้บียอนด์ บิวตี้ เทรด ดูแลแบรนด์ อาทิ SKINDOM ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวหน้า, ME-IN ผลิตภัณฑ์ความงามและบำรุงผิว, SCINIC แบรนด์สกินแคร์จากเกาหลี, 14TH JULY ผลิตภัณฑ์ดูแลความงาม แต่ปัจจุบันเหลือเพียง Banobagi เพียงอย่างเดียว คุณมีน – ยศพร สุวรรณวิเชียร กรรมการผู้บริหาร บริษัท บียอนด์ บิวตี้ เทรด (Beyond Beauty Trade) เล่าว่า ย้อนกลับไปเมื่อหลายสิบปีก่อน เธอคืออดีตสาวแบงก์ที่พอลาออกมาก็เดินทางไปเที่ยวเกาหลีบ่อยครั้ง แล้วสังเกตว่าเทคโนโลยีความงามของประเทศนี้ไปไกลมาก จึงเริ่มมองห
เมื่อพูดถึง Visa หลายคนอาจนึกถึงบัตรเครดิตที่อยู่ในกระเป๋า และเข้าใจว่า Visa คือผู้ให้บริการบัตรหรือสถาบันการเงินที่ปล่อยสินเชื่อให้กับลูกค้า แต่เบื้องหลังของธุรกิจนี้แตกต่างออกไป เพราะ Visa ไม่ได้ทำธุรกิจปล่อยกู้ ไม่ได้ออกบัตรเครดิตให้ผู้บริโภคโดยตรง และไม่ได้รับความเสี่ยงจากหนี้เสียของผู้ถือบัตร สิ่งที่ Visa ทำคือการสร้างเครือข่ายการชำระเงินที่เชื่อมต่อระหว่างธนาคาร ร้านค้า และผู้บริโภคเข้าด้วยกัน Visa ไม่ใช่ธนาคาร แล้วใครเป็นคนรับความเสี่ยง? เมื่อผู้บริโภคสมัครบัตรเครดิตกับธนาคาร เช่น ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารกรุงเทพ หรือธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารเหล่านี้คือผู้ที่ออกบัตร กำหนดวงเงิน และเป็นผู้รับความเสี่ยงหากลูกค้าไม่สามารถชำระหนี้ได้ ส่วน Visa ทำหน้าที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ช่วยให้ธุรกรรมสามารถส่งต่อข้อมูลระหว่างผู้เกี่ยวข้องได้อย่างรวดเร็ว ลองนึกภาพการซื้อกาแฟราคา 100 บาท เมื่อผู้บริโภคแตะหรือรูดบัตร Visa ระบบจะส่งข้อมูลไปยังธนาคารผู้ออกบัตรเพื่อเช็กวงเงินและอนุมัติรายการ จากนั้นจึงส่งข้อมูลกลับมายังร้านค้า กระบวนการทั้งหมดเกิดขึ้นภายในเวลาเพียงไม่กี่วินาที Visa จึงเปรียบเสมือนทางด่วนขอ
Miryam หญิงวัย 67 ปี จากเมือง Armenia แคว้น Quindío ประเทศโคลอมเบีย เจ้าของฉายา “chismosa” หรือแปลตรงตัวว่า “นักซุบซิบมืออาชีพ” จุดเริ่มต้นของเธอไม่ได้ต่างจากป้าข้างบ้านทั่วไปที่ชอบนั่งหน้าบ้านมองดูความเป็นไปของชุมชน แต่สิ่งที่ทำให้ Miryam ต่างจากป้าคนอื่น คือเธอมองเห็นโอกาสทางธุรกิจในสิ่งที่คนส่วนใหญ่ทำฟรีๆ เธอเล่าผ่านคลิปสัมภาษณ์ที่ครีเอเตอร์ Lady Daniella นำมาเผยแพร่ จนกลายเป็นไวรัลทั่วโลกออนไลน์ว่า วันทำงานของเธอเริ่มตั้งแต่ราวๆ 6 โมงเช้า เธอจะออกมานั่งหน้าบ้านพร้อมสมุดโน้ตหนึ่งเล่ม คอยฟังและจดบันทึกทุกความเคลื่อนไหวในละแวกบ้าน ทั้งเรื่องทะเลาะเบาะแว้ง เสียงดังผิดปกติ ไปจนถึงข่าวลือเรื่องความสัมพันธ์ของเพื่อนบ้าน โมเดลธุรกิจแบบขายข้อมูล หัวใจของธุรกิจ Miryam คือการเปลี่ยนข้อมูลที่ไม่มีมูลค่าในสายตาคนทั่วไป ให้กลายเป็นสินค้าที่ตั้งราคาได้ เธอจะมีกระดานติดผนังในบ้านที่เต็มไปด้วยรูปถ่ายและเส้นเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของคนในชุมชน หน้าตาไม่ต่างจากบอร์ดสืบสวนคดีในหนังสายลับ ระบบราคาแบ่งตามระดับความอ่อนไหวของข้อมูล ข่าวซุบซิบทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 5,000-10,000 เปโซโคลอมเบีย (ราว 40-90 บาท) ส่ว
