SMEs
ปั่นราคา Dark Side วงการไม้ด่าง มือเก่า-มือใหม่ ไม่อยากเป็นเหยื่อ ต้องตั้งสติ ปั่นราคา กลเม็ดหลอกล่อทางการตลาดที่อาจไม่ผิดกฎหมาย พบเห็นได้ในหลายวงการ แต่ไม่ว่าจะเกิดขึ้นในแวดวงใดก็ตาม การกระทำดังกล่าว ย่อมส่งผลคล้ายกัน คือ ผู้ตกเป็นเหยื่อมีความโลภเข้าครอบงำ และเมื่อถึงเวลานั้น สติปัญญาที่ควรนำมาไตร่ตรองไม่ถูกนำมาใช้ สุดท้ายผลที่ได้ มีแต่ความสูญเสีย “ปั่นราคาในวงการไม้ด่าง ส่วนตัวเชื่อว่ามีจริง เพราะเคยได้ข้อมูลจากสมาชิกในกลุ่มขายไม้ด่างเล่าประสบการณ์ให้ฟัง เขาอยากเตือนสติคนซื้อ โดยแคปแชตโชว์ให้ดูการสนทนาอย่างเปิดเผยว่าไม่มีการซื้อขายจริง แต่เป็นการปั่นราคา ซื้อขายกันเอง สุดท้ายก็คืนเงินให้กัน” หนุ่มใหญ่ เจ้าของสวนไม้ด่างรายย่อย ที่ผันตัวเข้าวงการได้ไม่นาน เผยกับ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ กรณีเวลานี้ เกิดข่าวครหามีการปั่นราคาเกิดขึ้นกับ ไม้ด่าง บางตัว ถ้ามีการปั่นราคา ในวงการไม้ด่างจริง แล้วเหยื่องานนี้คือใคร เจ้าของสวนท่านเดิม บอก เหยื่อก็คือคนที่อยากซื้อมาขายต่อทำกำไร ซึ่งบางคนอาจโชคดี ขายได้กำไร 2-3 เท่า เป็นการขายให้คนซื้อที่ไม่รู้เรื่องเหมือนกันอีกทอดหนึ่ง ด้านไกด์สาวท่านหนึ่ง ซึ่งหั
ดีเจพุฒยังมาซื้อ! นักเรียนนอก เห็นโอกาสทำเงิน ผุดแฟรนไชส์ ไก่ทอด-ชาชัก กระแสดี 8 เดือน ผุด 30 สาขา ปัจจุบัน คนวัยหนุ่มสาวหันมาทำธุรกิจเป็นของตัวเองมากขึ้น และประสบความสำเร็จกันตั้งแต่อายุยังน้อย ซึ่ง คุณบลู-นวรรษ บึงกาญจนา เจ้าของธุรกิจ ไก่ทอดหาดใหญ่ไชน่า & Teh Tarik ชาชัก วัย 20 ปี ก็เป็นหนึ่งในกลุ่มคนที่กล่าวมาข้างต้น ชายหนุ่ม เล่าที่มาที่ไปในการมาทำธุรกิจตั้งแต่อายุยังน้อย ให้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ ฟังว่า ครอบครัวของชายหนุ่มทำธุรกิจหมู่บ้านจัดสรร จึงเห็นและคุ้นเคยกับการทำธุรกิจมาประมาณหนึ่ง ต่อมาเมื่อตนมีโอกาสได้ไปเรียนต่อที่ประเทศจีน และทำธุรกิจร้านอาหารกับเพื่อน เพื่อหาเงินมาใช้ ประกอบกับสังเกตเห็นว่า ไก่ทอด ที่ตนและเพื่อนทำขายอยู่ เป็นเมนูที่ได้รับความนิยมมาก “เริ่มจากผมไปเรียนที่จีน แล้วทำธุรกิจร้านอาหาร พอดีเพื่อนสนิทผมเขาเป็นคนหาดใหญ่ เขาก็มีสูตรไก่ทอด ก็ขายไก่ทอดกับเพื่อน เพื่อหาเงิน คนที่นั่นโดยเฉพาะคนไทยที่ไปเรียนต่อเขาชอบกันมาก บอกอร่อย ก็ทำขายกันอยู่ 2 คน ทีนี้พอช่วงที่กลับมาไทย ดันเจอโควิดพอดี ผมกลับไปเรียนต่อที่จีนไม่ได้ เลยต้องเรียนออนไลน์จากที่ไทยแทน แล้วเรีย
สตาร์ตอัพสเปนเจ๋ง ผลิตสเต๊กจากพืช ด้วยการพิมพ์ 3 มิติ อร่อยไม่แพ้เนื้อสัตว์ เรื่องความอร่อย ไม่มีสูตรสำเร็จ คนชอบกินเนื้อสัตว์ ก็บอกว่า เนื้อสัตว์มันช่างอร้อย…อร่อย คนชอบกินผัก ก็บอกว่า กินผักอร่อยกว่า แถมยังดีต่อสุขภาพด้วย แต่ยุคนี้นับเป็นโชคดีของคนไม่กินเนื้อสัตว์ เพราะในอุตสาหกรรมอาหาร มีผู้ประกอบการพยายามคิดค้นวิธีทำอาหารประเภทพืชผัก ให้มีรสชาติใกล้เคียงเนื้อสัตว์ทั้ง รูปลักษณ์ และรสชาติ ออกมาเรื่อยๆ และนับวันยิ่งดูดี น่ากิ๊น น่ากิน ด้วยเล็งเห็นว่าในอนาคต จะมีกลุ่มคนที่นิยมบริโภคอาหารประเภท “เนื้อสัตว์จากพืช (plant-based meat) มากขึ้น ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะ เทรนด์รักสุขภาพ และรักษ์โลก โนวามีท (Novameat) สตาร์ตอัพ จากนครบาร์เซโลนา ประเทศสเปน ก็มองเห็นทิศทางนี้ และเป็นหนึ่งในผู้ใช้เทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติ หรือ 3D printing technology มาผลิตสเต๊กที่ทำจากพืช และได้นำไปโชว์ที่งาน Mobile World Congress (MWC) นครบาร์เซโลนา ประเทศสเปน เมื่อปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา อเล็กซานเดร กัมโปส ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจของโนวามีท ให้สัมภาษณ์กับรอยเตอร์สภายในงานว่า โนวามีทมีแพลนจะขายสินค้าให้แก่ผู้
แฟรนไชส์หลักหมื่น กุยช่ายสะพานหัน หวังไม่มาก แค่อยากส่งขายทั่วโลก เป็นทายาทรุ่น 4 อายุยี่สิบเศษ ที่ตั้งใจแน่วแน่จะสานต่อกิจการเล็กๆ ของครอบครัว ก่อนทุ่มเทความรู้ความสามารถทุกด้าน จนสามารถนำพา กุยช่ายสะพานหัน ดั้นด้นมาถึงจุดล่าสุด มีถึง 8 สาขา แบ่งเป็นของตัวเอง 5 สาขา และแฟรนไชส์ 3 สาขา “มาเช่าร้านทำสาขา 2 ตอนโควิดระลอกแรก เป็นสาขาตลาดพลู ทำให้ร้านเป็นที่รู้จักมากขึ้น ผลตอบรับดี อาจเป็นเพราะใส่เมนูกุยช่ายตอกไข่เข้าไป ทำให้ร้านมีชื่อเสียงขึ้นมา” คุณท็อป-กิตติศักดิ์ ไกรบำรุง เจ้าของกิจการ กุยช่ายสะพานหัน ให้ข้อมูล เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ ด้วยอัธยาศัยเป็นกันเอง ก่อนเผยถึงเหตุผล เหตุใดตัดสินใจ พากุยช่ายสะพานหัน ไปเปิดสาขา 2 แถวตลาดพลู ซึ่งเป็นที่รู้กันว่าย่านดังกล่าว มีร้านขายกุยช่าย รวมๆ แล้วไม่ต่ำกว่า 40 เจ้า ว่า เมื่อเอ่ยถึงกุยช่าย ผู้คนมักนึกถึงตลาดพลู แต่ไม่ใช่แบรนด์ใดแบรนด์หนึ่ง หากพากุยช่ายของตัวเองไปอยู่ย่านนั้น น่าจะเกิดผลดีมากกว่าผลเสีย ทั้งยังมั่นใจสินค้าของเขาดีพอ จึงอยากทำให้ชื่อของกุยช่ายสะพานหัน เป็นที่รู้จักมากขึ้น ทำไมเสี่ยงลงทุนขยายสาขา 2 ตอนโควิดระลอกแรก คุณท็อป บอก ตอนเซ็น
ทำน้ำเต้าหู้ เรียนหมอดู ดีกว่าอยู่เฉยๆ สจ๊วต ปลื้มได้ช่วยงานโรงพยาบาลสนาม ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โรคระบาดแบบเต็มๆ สำหรับกลุ่มอาชีพสายการบิน แต่ใช่ว่าจะยอมแพ้กันง่ายๆ คือเรื่องราวของ คุณสรรธร ไกรยูรเสน อดีตสจ๊วตวัยสี่สิบเศษ ซึ่งผ่านงานสายการบินดังมาแล้วหลายแบรนด์ ทั้งไทยและต่างประเทศ “ไม่คิดว่าโควิด จะแย่ขนาดนี้ ยาวนานขนาดนี้ คิดว่าไม่กี่เดือนคงดีขึ้น ช่วงแรกรอไปเรื่อยๆ อยู่บ้านเฉยๆ หลังจากนั้น ก็ เอ๊ะเริ่มนาน สงสัยต้องหาอะไรทำ ทำนั่นนี่ แต่ก็ยังไม่มีรายได้หลัก” คุณสรร เริ่มต้นบทสนทนากับ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ อย่างนั้น ก่อนเล่าให้ฟังต่อ ช่วงว่างงาน ไม่ปล่อยเวลาให้ผ่านไปเฉยๆ พยายามหางานที่คิดว่าทำได้ อย่าง ไปเรียนทำน้ำเต้าหู้ ปรับปรุงสูตรลงตัว แต่ไม่รู้จะไปส่งที่ไหน ร้านรับซื้อไม่เปิด ร้านที่เปิดก็ไม่รับเจ้าเล็กๆ อย่างเขา ครั้นจะไปขายตามตลาดก็ลำบาก เลยหันไปเรียนวิชาดูหมอ เพราะคิดว่าดีกว่าอยู่เปล่าๆ “ลองไปเรียนศาสตร์ตัวเลข เป็นการดูตามตำราแล้วตีความ ดูไป ดูมา เกิดความเครียดกว่าเดิม คือ ตัวเราเครียดเอง เพราะสงสารชีวิตคนมาดู” คุณสรร เล่าก่อนหัวเราะอารมณ์ดี กระทั่งล่าสุด คุณสรร ได้สมัครเข้า
ครูหัวใจเกษตร จับจอบปลูกมันหวาน ผลผลิตคุณภาพ ออร์เดอร์ปัง ปลูกไม่พอขาย เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ ได้พูดคุยกับ คุณไร-จารุพิชญา อุปัญ วัย 37 ปี ครูสาวจากจังหวัดมุกดาหาร ซึ่งความน่าสนใจของแม่พิมพ์ของชาติท่านนี้มีอยู่ว่า นอกจากจะมีอาชีพหลักเป็นครูแล้ว เธอยังปลูกมันหวานขายเป็นอาชีพเสริมอีกด้วย ซึ่งรายได้จากการขายมันหวานนั้น บอกเลยว่าไม่ขี้ริ้วขี้เหร่เลยสักนิด คุณไร เล่าว่า เธอเป็นสาวต่างจังหวัด เข้ามาเรียนที่กรุงเทพฯ เมื่อร่ำเรียนจนจบก็ทำงานเป็นผู้ช่วยผู้จัดการในร้านสะดวกซื้อเจ้าดัง แต่เพราะเมืองหลวงนั้นแสนวุ่นวาย ใช้ชีวิตไปแล้วรู้สึกว่ามันไม่ถูกจริต ประจวบเหมาะกับแต่งงานมีครอบครัว พอทำงานได้ 4 เดือน ก็ลาออกมาเลี้ยงลูก และย้ายไปอยู่กับสามีที่จังหวัดสระบุรี แต่ชีวิตครอบครัวก็ไม่ได้ราบรื่น 5 ปีหลังจากนั้นก็มาถึงจุดที่ต้องแยกทางกับอดีตสามี คุณไรจึงตัดสินใจเดินทางกลับบ้านเกิดที่จังหวัดมุกดาหาร แล้วสมัครเข้าไปทำงานในห้างสรรพสินค้า ทำไปได้ประมาณ 2 ปี เธอก็เห็นประกาศรับสมัครตำแหน่งครูพี่เลี้ยงเด็กพิการ อีกทั้งเกิดความคิดในใจว่า ตนน่าจะทำประโยชน์อะไรได้มากกว่านี้ จึงหาทางไปเรียนต่อเป็นครู เมื่อสอบครูได้
บริบูรณ์ฟาร์ม เกษตรกรผู้ปั้นแบรนด์ อะโวกาโดสัญชาติไทย กับแนวคิดปั้นโปรดักต์เฮลตี้ ตอบโจทย์ตลาดโลก การจะเป็นธุรกิจที่ประสบความสำเร็จได้ ไม่ได้วัดกันแค่ยอดขายเพียงอย่างเดียว เพราะสิ่งที่สำคัญกว่าคือ การไปให้ถึงเป้าหมายที่ตั้งเอาไว้ ดังเช่นตัวอย่างของผู้ประกอบการจากโครงการ Young Exporter from Local to Global หรือ YELG ของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ หญิงแกร่งจากระดับภูมิภาค ที่มุ่งมั่นพัฒนาแบรนด์สินค้า อะโวกาโด จนฮอตฮิตติดตลาดสุขภาพ สามารถทำยอดขายได้อย่างถล่มทลาย และเป็นแบรนด์ระดับท้องถิ่นที่ได้การยอมรับจากผู้บริโภคในหลายระดับ อีกทั้งยังมีโอกาสเดินตามความฝันด้วยการนำพาของดีจากคนไทยเตรียมบินไกลสู่ตลาดต่างประเทศอีกด้วย คุณฐิติรัตน์ ศักดาปรีชา กรรมการผู้จัดการ และผู้ก่อตั้งแบรนด์ บริบูรณ์ฟาร์ม เกษตรกรผู้แปรรูปอะโวกาโดครบวงจร เล่าว่า ที่มาของธุรกิจ เกิดมาจากปัญหาสุขภาพตนเองถูกตัดมดลูก ต้องรับประทานฮอร์โมนจากเคมีทดแทนติดต่อกันนานถึง 15 ปี แพทย์จึงสั่งให้หยุดใช้ เนื่องจากจะมีผลกระทบข้างเคียง ตนจึงจำเป็นต้องหาฮอร์โมนจากธรรมชาติมาทดแทน และได้ทดลองรับประทานพืช ผัก ผลไม้หลายชนิดแต่
“แว่น สิริรัตน์” อดีตนักบาสสาวหล่อ ปรับตัวยุคโควิด ใช้โซนหน้าบ้าน เปิดร้านขายก๋วยเตี๋ยว อดีตนักบาสสาวหล่อ เปิดร้านขายก๋วยเตี๋ยว – หากย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 20 ปีก่อน ในยุคนั้นคงไม่มีใครไม่รู้จัก “แว่น” สิริรัตน์ ยนต์โยธินกุล อดีตนักบาสเกตบอลหญิงทีมชาติไทย ที่เป็นที่รู้จักในฐานะ นักบาสเกตบอลสาวหล่อ นอกจากจะมีความสามารถแล้ว ยังมีรูปร่างหน้าตาและบุคลิกใกล้เคียงกับหนุ่มหล่อ จนได้รับฉายา “ศรราม 2” “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” มีโอกาสได้คุยกับสาวหล่อวัย 43 คนนี้ โดยเธอเล่าว่า เธอติดบาสทีมชาติตอนอายุ 18 เล่นไปด้วยเรียนไปด้วย จบออกมาได้ทำงานในโปรดักชั่นเฮ้าส์แห่งหนึ่ง พร้อมกับลงเรียนปริญญาโทอีกใบ การทำงาน 3 อย่างพร้อมกัน ทำให้เธอล้า บวกกับอยู่ในจุดอิ่มตัวของวงการกีฬา จนปี 2547 เธอจึงตัดสินใจอำลาวงการลูกบาส หันมาทำงานและเรียนต่อเต็มตัว “ตอนเรียนจบใหม่ๆ ตอนนั้นพ่อกับแม่สุขภาพร่างกายไม่ค่อยดีแล้ว ก็มาดูแลช่วยงานเขา เพราะเดิมที่บ้านแว่นก็มีอาชีพค้าขายมาตั้งแต่สมัยอาม่า ก็ขายพวกหมูสะเต๊ะ ก๋วยเตี๋ยว ต้มเลือดหมู อยู่ที่สวนพลู ซอย 8 จน 2 ปีที่แล้ว เพื่อนมาชวนไปทำร้านกะเพร
จัดเป็นสินค้า “ขายดี” ที่มีวางขายในร้านสะดวกซื้อระดับชาติ มานานนับปีแล้ว สำหรับผงแป้งสมุนไพร คุณสมบัติระงับกลิ่นใต้วงแขน ชื่อแบรนด์ชวนอมยิ้ม อย่าง “เต่าเหยียบโลก” แต่ “เส้นทาง”บนธุรกิจสายนี้ ใช่จะมี “ลู่วิ่ง” เรียบเนียน ให้เดินเหินได้อย่างสบายอุรา ทว่ามีทั้งหลุมบ่อและขวากหนาม คอยเป็นเครื่องทดสอบความอุตสาหะของ “เต่าน้อย”ตัวนี้ อยู่เป็นระยะ หากอุปสรรคดังเกริ่นมานั้น ไม่สามารถหยุดยั้งความพยายาม ในการเดิน “ทีละก้าว-ทีละก้าว” จนนำพาตัวเองเข้าสู่ “เส้นชัย” แซง “กระต่าย”บางตัว ที่มัวหลับใหลได้ อย่างสง่างาม คุณสมชาย จันทิพย์วงษ์ ประธานบริษัท ไทย เฮิร์บ เอนเตอร์ไพรซ์ จำกัด วัย 61 ปี เจ้าของผลิตภัณฑ์ “เต่าเหยียบโลก” เปิดบ้านพักหลังงามย่านสุขสวัสดิ์ ตั้งอยู่บนพื้นที่ไม่ต่ำกว่า 5 ไร่ ใช้เป็นสถานที่พูดคุยกัน เริ่มต้นด้วยการย้อนความเป็นมาตั้งแต่วัยเด็ก พื้นเพเป็นคนอำเภอดอนตูม จังหวัดนครปฐม ครอบครัวทำอาชีพปลูกพืชผักสวนครัวเล็กๆน้อยๆ พวกพริก-มะเขือ-เผือก-มัน ส่วนการศึกษาในโรงเรียน จบชั้นสูงสุดแค่ประถมฯสี่ ก่อนได้ไปเรียนต่อด้านภาษาจีนกับผู้ใหญ่ในละแวกบ้าน อีกประมาณ 4 ปี อายุ 16 ปีเศษ ได้งานทำในตำแ
“นกแก้ว” สบู่หอมยี่ห้อแรกของไทย ยืนหยัดบน “ตัวตน” กว่าเจ็ดสิบปี เมื่อกว่าเจ็ดสิบปีก่อน คนไทยส่วนใหญ่ยังไม่รู้จักสบู่หอม และนิยมใช้ “สบู่กรด” เพื่ออาบน้ำล้างตัวและซักผ้าในก้อนเดียวกัน จนเมื่อ พ.ศ. 2490 นักธุรกิจชาวสวิตเซอร์แลนด์ นามว่า “วอลเตอร์ เลโอ ไมเยอร์” ผู้จัดการ บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ แอนด์ โก ในประเทศไทย เล็งเห็นโอกาสทางธุรกิจและคุณค่าของดอกไม้พื้นเมือง จึงตัดสินใจทำ “สบู่หอม” ออกมาขายเป็นเจ้าแรก ส่วนแรงบันดาลใจ ในการตั้งชื่อตราสินค้านั้น มาจากสีสันสวยงามของนกชนิดหนึ่งในป่าของบ้านเรา เลยใช้ชื่อแบรนด์สบู่หอมยุคบุกเบิก ยี่ห้อแรกของไทยนี้ว่า “นกแก้ว” ซึ่งการผลิตสมัยนั้น ทำกันในโรงงานเล็กๆ เป็นห้องแถวย่านกล้วยน้ำไท มีพนักงานไม่ถึง 20 คน ระหว่างขั้นตอนการกวนเนื้อสบู่ กลิ่นน้ำหอมจากดอกไม้ไทยนานาพันธุ์ มักฟุ้งกระจายไปทั่วคุ้ง ทำให้ชาวบ้านมามุงดูกันเป็นจำนวนมาก และด้วยเอกลักษณ์ของกลิ่น เนื้อสบู่ที่แข็งไม่ละลายง่าย และเปิดราคาขายระดับชาวบ้าน ทำให้ “นกแก้ว” เป็นที่นิยมแพร่หลายได้ไม่ยาก ภายในเวลาอันรวดเร็ว ปรับตัวเพื่อต่อกร ทวงคืนบัลลังก์แชมป์ ขึ้นแท่นเป็นรายเดียวในตลาดได้ไม่นาน การแข
