SMEs
ท่ามกลางกระแสธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและมีคู่แข่งหน้าใหม่เกิดขึ้นทุกวัน การที่แบรนด์นั้นจะเข้าไปอยู่ในใจผู้บริโภคได้อย่างยั่งยืน อาจจะต้องใช้มากกว่ากลยุทธ์การตลาด เพราะสิ่งที่ยากที่สุดคือการสร้างความผูกพันกับลูกค้า ในคอลัมน์ Young Entrepreneur เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ มีโอกาสพูดคุยกับผู้บริหารรุ่นใหม่ อย่าง คุณไนล-ภาสิริ ตั้งคารวคุณ ที่ทำธุรกิจร่วมกับ คุณเทส-ณัฐณิชา บูรพชัยศรี เจ้าของแบรนด์ babycakes ที่เริ่มจากมิตรภาพรุ่นแม่ สู่การเป็นแบรนด์เค้กที่ครองใจคนรุ่นใหม่ สร้างยอดขาย 7 หลักต่อเดือน และขยายสาขาไปกว่า 12 แห่ง จุดเริ่มต้น babycakes ‘คุณไนล’ จบการศึกษาจากคณะเศรษฐศาสตร์อินเตอร์ จุฬาฯ ที่ระหว่างนั้นเคยทำธุรกิจเล็กๆ อย่างการขายเคสโทรศัพท์ ส่วน ‘คุณเทส’ จบการศึกษาจาก Columbia University คณะเศรษฐศาสตร์ และทำงานด้านการตลาดอยู่ที่ New York ทั้งคู่รู้จักกันมาตั้งแต่เด็ก เนื่องจากคุณแม่เป็นเพื่อนสนิทกัน ทำให้ส่งต่อความสัมพันธ์จากรุ่นสู่รุ่น จุดตั้งต้นของธุรกิจนี้ เกิดขึ้นในช่วงโควิด-19 ประมาณปี 2021 โดยเป็นช่วงที่คุณเทสย้ายกลับมาที่ไทย บวกกับคุณไนลที่เพิ่งเรียนจบมหาลัย ทำให้ ณ ตอนนั้
คุณแม่ลูกแฝด ลาออกจากงานประจำ ทำขนมถวายองค์เทพ เริ่มต้นกล่องละ 25 บาท ราคาเข้าถึงง่าย ด้วยวัตถุดิบคุณภาพ ออร์เดอร์ล้น 800 กล่องต่อครั้ง “จะมีลูกค้ากลุ่มที่รายได้ไม่เยอะ เลยลดราคาลงมา เพราะมีความเชื่อที่ว่า ตราบใดที่เขายังบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์อยู่ เขาก็ต้องซื้อขนมเราไปไหว้ ขายราคาที่เขาอยู่ได้ เราอยู่ได้” เรื่องของความเชื่อ เป็นสิ่งที่มองไม่เห็น แต่หลายๆ คนคิดว่ามีจริง และตราบใดที่ความเชื่อในเรื่องต่างๆ ยังคงมีอยู่ หลายๆ ธุรกิจ หลายๆ สัมมาอาชีพที่มีความเกี่ยวข้องกับสิ่งนี้ ก็ยังคงดำเนินต่อไปได้ในระยะยาว “อาริยะ ขนมถวายองค์เทพ” เป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่ต้องอาศัยความเชื่อเพื่ออยู่รอด แต่จะใช้ความเชื่ออย่างเดียวในการทำธุรกิจก็คงจะเป็นไปไม่ได้ เพราะเจ้าของร้าน คุณติ๊ก-ปาริชาต ดาวสว่าง อายุ 44 ปี บอกกับผู้เขียนว่า ธุรกิจนี้มันต้องใช้องค์ประกอบอื่นๆ ที่มากกว่าความเชื่อ คุณแม่ลูกแฝด ลาออกจากงานประจำ ทำขนมถวายองค์เทพ เมื่อก่อนก็ทำงานประจำ จนมามีลูกแฝด เลยตัดสินใจลาออกมาเป็นคุณแม่เลี้ยงลูกอยู่ที่บ้าน ช่วงระหว่างที่ลูกไปโรงเรียนจึงคิดหาอะไรทำเพื่อหวังว่าจะมีรายได้เสริมเข้ามา ไม่มากก็น้อย เมื่อประมาณต้
กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เดินหน้ายกระดับสินค้าไทย เจาะตลาดอีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่ในจีน ทั้ง Tmall, Douyin และ Kuaishou สร้างการรับรู้รวมกว่า 10 ล้านครั้ง ยอดผู้ชม 840,000 คน และสร้างยอดขายกว่า 2.54 ล้านหยวน โดยมี ‘ข้าวหอมมะลิ’ เป็นสินค้าขายดีอันดับ 1 นางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยความคืบหน้าการดำเนินโครงการ Live Commerce ผ่าน Influencer เพื่อส่งเสริมสินค้าไทยในตลาดจีน ว่า กรมได้ร่วมกับสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครเซี่ยงไฮ้ จัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์และจำหน่ายสินค้าไทยผ่านการถ่ายทอดสด (Live Streaming) บนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซหลักของสาธารณรัฐประชาชนจีน ได้แก่ Tmall, Douyin และ Kuaishou ภายใต้กิจกรรม “2026 China–Thailand Spring Festival Celebration: Live Gala” ในช่วงเทศกาลช้อปปิ้งตรุษจีน เพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้าและขยายช่องทางการจำหน่ายสินค้าไทยในตลาดจีน โดยก่อนการจัดกิจกรรม กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศได้ดำเนินการเตรียมความพร้อม โดยจัดกิจกรรมฝึกอบรมและคัดเลือกสินค้าไทยจากผู้ประกอบการที่สมัครเข้าร่วมโครงการกว่า 50 ราย ผ่านกิ
เพราะอยากเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนให้ทุกคนสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคเค็มและหวาน เพื่อสุขภาพที่ดี จึงเป็นจุดเริ่มต้นให้ คุณอ้อย-ณัฐณิชา จิตชื่น Co-Founder แบรนด์ “เทใจ” นำความรู้และประสบการณ์ในอุตสาหกรรมอาหารที่สั่งสมมายาวนานกว่า 20 ปี มาต่อยอดเป็นซอสสูตรพิเศษ ตอบโจทย์คนรักสุขภาพ พร้อมตั้งเป้ายอดขาย 20 ล้านบาทในปีนี้ จุดเริ่มต้นของ “เทใจ” ซอสเพื่อสุขภาพ คุณอ้อยโลดแล่นอยู่ในอุตสาหกรรมอาหารมายาวนานกว่า 20 ปี จนกระทั่งหันมาสร้างแบรนด์ของตัวเองในชื่อ “เทใจ” “ซอสเทใจเกิดจากแรงบันดาลใจของเราที่ต้องการทำอาหารที่อร่อยและปลอดภัยให้กับลูกและทุกๆ คนในครอบครัว จากการที่สมาชิกในครอบครัวประกอบไปด้วยเด็กๆ และคนที่ป่วยเป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDS) กันหลายคน โดยสามีป่วยเป็นโรคเบาหวาน คุณแม่ป่วยเป็นโรคหัวใจและความดันสูง ทำให้อยากพัฒนาเครื่องปรุงรสที่ดีต่อสุขภาพ และไม่มีน้ำตาล เพื่อช่วยให้ทุกคนมีสุขภาพที่แข็งแรง” ด้วยเหตุผลนี้ เธอจึงนำความรู้ด้านเทคโนโลยีทางอาหารของตัวเอง ประกอบกับความรู้ทางด้านจุลชีววิทยาของสามีมาวิจัยและพัฒนาโปรดักต์ โดยใช้เวลาประมาณ 3 ปี นับตั้งแต่ปี 2561-2564 จน
เพราะบางทีงานประจำก็ไม่ได้ตอบโจทย์ชีวิตเสมอไป ทั้งไม่มีเวลาให้ตัวเอง วันหยุดก็แทบไม่ได้ไปไหน หรือบางครั้งก็อาจเป็นเพราะตัวงานที่พาเราห่างไกลจากครอบครัว เช่นเดียวกับ คุณหนึ่ง หรือที่รู้จักกันในนาม “ป้าหนึ่ง ตึ่งโป๊ะ cooking show” เพจแจกสูตรอาหารแนว DIY น่ารัก พาเลือกวัตถุดิบมีคุณภาพในราคาที่เข้าถึงง่าย ทั้งเป็นเพจเดียวที่บอกทั้งต้นทุน กำไร เพื่อให้คนดูได้เอาไปต่อยอดสร้างอาชีพ เธอเล่าว่า ชีวิตก่อนหน้านี้เมื่อ 8-9 ปีก่อน ทำงานด้านวิทยาศาสตร์เป็นนักเคมี อยู่ในห้องแล็บทดลองนั่นนี่ จนเมื่อชีวิตเติบโตมีลูก งานการก็ขยับขยายไปอีกตำแหน่ง ต้องเดินทางไปต่างประเทศบ่อยๆ นั่นคือจุดเริ่มต้นของ ป้าหนึ่ง ตึ่งโป๊ะ ละทิ้งเงินเดือนหลักแสน ส่วนตัวจบวิทยาศาสตร์เคมี เริ่มต้นงานแรกก็ทำงานในห้องแล็บเป็นนักเคมีเลย จากนั้นก็เป็น Technical Sales ทำงานไปสักพักก็ท้องลูกคนแรก ซึ่งงานมันค่อนข้างเยอะและค่อนข้างที่จะกดดันมาก รวมถึงมันต้องเดินทางต่างประเทศบ่อย เพราะ 1 เดือนเดินทางไปต่างประเทศ 2 ครั้ง ไปครั้งหนึ่งก็อยู่เป็นอาทิตย์ มันเลยทำให้เราไม่ค่อยได้เลี้ยงลูก ไม่ได้อยู่กับลูก เพราะลูกก็ต้องกินนมแม่ด
บทความโดย : อมร อำไพรุ่งเรือง กูรูแฟรนไชส์ ในช่วงที่เศรษฐกิจไทยยังคงอ่อนแรง หลายบริษัททยอยลดคน ลดสาขา และลดต้นทุน การ “ตกงาน” จึงไม่ได้เกิดเฉพาะกับแรงงานระดับล่างเท่านั้น แต่ลามไปถึงระดับกลางและผู้บริหาร หลายคนอาจไม่เคยคิดมาก่อนว่า วันหนึ่งเราจะต้องกลับมาทบทวนอนาคตของตัวเองโดยไม่มี “บริษัท” อยู่ข้างหลัง เมื่อโอกาสในระบบลูกจ้างหดตัวลง คำถามสำคัญคือ “เราจะเริ่มต้นใหม่อย่างไร” ในขณะที่บางคนเลือกกลับบ้านเกิดเพื่อทำเกษตร บางคนเลือกเรียนต่อเพื่อเลื่อนสายอาชีพ อีกจำนวนไม่น้อยหันมามอง “แฟรนไชส์” เป็นทางออกของชีวิตใหม่ แฟรนไชส์ : จุดเริ่มต้นของผู้ประกอบการมือใหม่ ธุรกิจแฟรนไชส์ไม่ใช่เพียงระบบขายชื่อแบรนด์เท่านั้น แต่คือ “ระบบธุรกิจสำเร็จรูป” ที่ผ่านการทดลอง ซ้ำ และพิสูจน์มาแล้วในตลาดจริง การซื้อแฟรนไชส์จึงเท่ากับได้ซื้อ “สูตรสำเร็จทางธุรกิจ” พร้อมระบบบริหาร การตลาด วัตถุดิบ และการฝึกอบรม ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงในการเริ่มต้นใหม่ได้มาก คนที่ตกงานส่วนใหญ่ไม่ได้ขาด “ความสามารถ” แต่ขาด “ระบบธุรกิจ” ที่จะพาเขาเดินต่อได้ แฟรนไชส์จึงเป็นสะพานเชื่อมระหว่าง “โลกของลูกจ้าง” กับ “โลกของผู้ประกอบการ” เพราะมันส
ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยในย่านพระประแดง ยังมีร้านขนมโบราณลับๆ อยู่ในซอยเล็กๆ ร้านหนึ่ง ที่ยืนหยัดผ่านกาลเวลามาเกือบศตวรรษ นั่นคือ “ซินเต็กไล้” ชื่อที่การันตีความอร่อยระดับตำนาน ถูกส่งต่อมาจากอากงผู้หอบเสื่อผืนหมอนใบมาจากเมืองจีน สู่รุ่นเตี่ย และปัจจุบันอยู่ในมือของ คุณสัณฑ์พจน์ ฐิตะไพศาลผล ในวัย 63 ปี ทายาทรุ่นที่ 3 ผู้สืบทอดกิจการด้วยความตั้งใจ จาก “จำยอม” สู่ “ตัวจริง” เส้นทางของคุณสัณฑ์พจน์ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เขาเรียนจบด้านการตลาดและตั้งใจอยากจะไปทำอาชีพอื่นไม่ได้คิดรับช่วงต่อกิจการแต่อย่างใด แต่ด้วยภาระหน้าที่ในฐานะลูกหลาน และพี่น้องคนอื่นๆ ไม่มีใครพร้อมรับช่วงต่อ ในวัยเพียง 24 ปี เขาจึงต้องตัดสินใจกลับมาสานต่อกิจการครอบครัวมาจนถึงปัจจุบัน เสน่ห์ของ “งานมือ” ที่เครื่องจักรแทนไม่ได้ หัวใจสำคัญที่ทำให้ซินเต็กไล้ครองใจลูกค้าคือ “ความไม่เปลี่ยนแปลง” คุณสัณฑ์พจน์ยังคงยึดถือสูตรดั้งเดิมของอากงอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะการใช้ “มือ” ปั้นและปรุงแทนการใช้เครื่องจักร “ถ้าใช้เครื่อง ขนมจะกระด้าง ไม่นุ่มนวลเหมือนทำด้วยมือ ลูกค้าประจำเขาดูออกทันทีถ้าเราเปลี่ยนวิธีทำ” เขากล่าว 2 เมนูชูโ
การสร้างธุรกิจไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นด้วยความยิ่งใหญ่ หรือเงินทุนมากมายเสมอไป แต่สามารถเกิดขึ้นได้จากโอกาสเล็กๆ ที่มาพร้อมแพชชันอันแรงกล้า เช่นเดียวกับเส้นทางของ คุณเมญ่า-ศุภกฤต พลเสน นักศึกษาแฟชั่นดีไซน์วัยเพียง 19 ปี เด็กต่างจังหวัดที่หลงใหลในงานแฟชั่น วันนี้เธอคือเจ้าของแบรนด์ “Hole of Babin (โฮลออฟบ้าบิ่น)” กระเป๋ารีไซเคิลจากขวดน้ำพลาสติก ที่ไม่เพียงช่วยลดขยะ แต่ยังสร้างรายได้และความภาคภูมิใจ ส่งตัวเองเรียนได้สำเร็จ โปรเจ็กต์ส่งครูสู่แบรนด์ คุณเมญ่า เล่าให้เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ฟังว่า จุดเริ่มต้นของแบรนด์ Hole of Babin มาจากโปรเจ็กต์ในห้องเรียน สาขาวิชาการออกแบบแฟชั่นและสินค้าไลฟ์สไตล์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา “ตอนนั้นอาจารย์ให้ทำงานออกแบบกระเป๋าที่ต้องมีเรื่องราว เราก็เลยหยิบความเป็นไทยมาเล่าผ่านสิ่งใกล้ตัวที่คุ้นเคย อย่างชีวิตในท้องทุ่งและเพลงลูกทุ่ง พอทำออกมา กลายเป็นว่าคนรอบตัวชอบและให้กำลังใจ เลยลองต่อยอดทำขายจริงๆ จนกลายเป็นแบรนด์ที่เราสร้างขึ้นมา” ความรักในงานแฟชั่นของคุณเมญ่า เริ่มต้นมาตั้งแต่วัยเด็ก เธอซึมซับวิถีชีวิตจากคุณยายที่ชอบพาไปชมวงดนตรีลูกทุ
“ละพอแต่เปิดผ้าม่านกั้ง สาวหมอลำสิพาม่วน คนหนุ่มคนสาวขอเชิญชวน ออกมาม่วนหน้าเวที” เชื่อว่าหลายคนพอได้ยินเสียงดนตรีอันเร้าใจ ไม่ว่าจะเป็น เสียงพิณ แคน โปงลาง ที่ดังกระหึ่มชวนโยกย้ายส่ายสะโพก ต่างต้องพากันออกไปม่วนหน้าเวทีเป็นแน่ ท่ามกลางกระแสวัฒนธรรมเคป็อปและดนตรีสากลที่เป็นที่ยอมรับและนิยมอย่างมากในประเทศไทย แต่ยังมีอีกความน่าสนใจหนึ่งเกิดขึ้นคือ “หมอลำ” ศิลปะพื้นบ้านจากภาคอีสาน เล่าไปอาจไม่เห็นภาพ ขอยกตัวอย่างที่เพิ่งจะผ่านมาไม่นานนี้ เมื่อวันที่ 13-14 มกราคม 2569 ณ บริเวณสวนรถไฟ เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่ง ปรากฏการณ์หมอลำใหญ่กลางกรุง เปิดการแสดงด้วยหมอลำคณะประถมบันเทิงศิลป์ ขายบัตรในราคาเพียง 100 บาท วันที่ 14 มีผู้เข้าชมกว่าหลายหมื่นคน ภาษาชาวบ้านเรียกกันว่า “วิกแตก” คนล้นออกไปยันข้างนอกรั้วเลยทีเดียว ก่อนอื่น ผู้เขียนขออธิบายคำว่า “หมอลำ” ให้ผู้อ่านได้เข้าใจกันสักนิด “หมอลำ” คือมหรสพการแสดงของชาวอีสาน มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องมานานนับพันปี จนกระทั่งกลายเป็นวัฒนธรรมที่ทุกคนต่างยอมรับ การเกิดขึ้นของหมอลำไม่ได้มีหลักฐานแน่ชัดว่าเกิดขึ้นมาเมื่อไหร่ แต่เชื่อว่ามีความส
ปฏิเสธไม่ได้ว่าในปี 2569 เทรนด์ “มัทฉะ” ยังมาแรงต่อเนื่อง จากการเปิดตัวของร้านหน้าใหม่ที่เรียกกระแสฮิตให้กลับมาบูมอีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็น ร้าน MATCHA PEOPLE ของพลอย หอวัง, ร้าน Two Be Tea ของโซลโมเน่ หรือการ Collaboration ระหว่าง After You กับ Little Monster ออกเมนูพิเศษมาให้ชาวมัทฉะเลิฟเวอร์ได้ลิ้มรสความอร่อย จนกลายเป็นแบรนด์ที่คนพูดถึงกันทั้งโซเชียล ซึ่งทั้ง 3 แบรนด์มีจุดเริ่มต้นและจุดเด่นที่ต่างกันออกไป “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” จะเล่าให้ฟัง MATCHA PEOPLE เริ่มต้นที่ MATCHA PEOPLE คาเฟ่มัทฉะเปิดใหม่ในย่านอารีย์ ของ “พลอย หอวัง” เกิดมาจากความชอบดื่มมัทฉะของพลอย หอวัง ซึ่งเรามักจะได้เห็นคอนเทนต์ชงมัทฉะของเธออยู่เป็นประจำ และความชอบนี้ก็ส่งไปถึงคนรอบตัว จนกลายเป็นมัทฉะเลิฟเวอร์เหมือนกัน ความชอบมัทฉะของพลอย ต่อยอดไปถึงการคอลแลบกับแบรนด์ Alter Protein ทำเวย์โปรตีน plant-based รสมัทฉะ และคอลแลบกับแบรนด์ Howie ทำถ้วยมัทฉะและที่วางแปรง ความจริงจังเรื่องมัทฉะยังไปไกลถึงการสร้างแบรนด์ MATCHA PEOPLE โดยวางคอนเซ็ปต์ไว้เป็นพื้นที่สำหรับทุกคนที่ชื่นชอบการดื่มมัทฉะ จากนั้นได้จำหน่ายโปรดักต์แรก คือ Oku
